INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (29)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (29)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

บทที่ 8

การใช้เล่ห์กลต่างๆ ของมารโดยการฉาบความมดเท็จไว้ด้วยกับเสื้อคลุมของคุณธรรมความดี

ก่อนที่จะก้าวไปวิเคราะห์ถึงรายละเอียดของการที่พญามารได้ฉาบ ความมดเท็จไว้ด้วยกับเสื้อคลุมของคุณธรรมความดี ด้วยยุทธวิธีแบบใด และอย่างไรตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติซึ่งดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุ บัน จึงขอให้เราหวนกลับมาศึกษาดูจากคัมภีร์อัล กุรอานก่อนว่า พญามาร ได้ให้คำมั่นสัญญาอันสวยหรู กับอาดัมผู้เป็นบรรพบุรุษของมวลมนุษย ชาติอย่างไร ถึงทำให้อาดัมกินผลไม้จากต้นไม้ต้องห้ามนั้นได้ (อัล กุรอาน 7:19)

รายละเอียดของเรื่องนี้พระเจ้าทรงแจ้งไว้ในอัล กุรอานของพระองค์ ดังมีความว่า

…และมันกล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของท่านทั้งสอง มิได้ห้ามท่านทั้ง สองจากต้นไม้ต้นนี้ นอกจากท่านทั้งสองจะเป็นมะลาอิกะฮ์หรือท่านทั้งสองอยู่ในหมู่ผู้เป็นอมตะ” (หากได้กินจากต้นไม้ต้องห้ามนี้)

และมันได้สาบานแก่เขาทั้งสองว่า “แท้จริงฉันอยู่ในหมู่ผู้เป็นที่ ปรึกษาแก่ท่านทั้งสองแท้ๆ” (อัล กุรอาน 7:20-21)

จากโองการข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า พญามารได้ซ่อนเร้นเป้าหมายที่ แท้จริงของมันไว้หรือ Hidden Agenda ซึ่งมันรู้ดีว่าหากอาดัมและฮาวา บริโภคจากต้นไม้ต้องห้ามนั้น ความละอายจากการที่ไม่ได้นุ่งผ้าจะปรากฏ กับเขาทั้งสอง และจะต้องออกไปจากความบรมสุขแห่งการใช้ชีวิตอยู่ใน สวนสวรรค์นั้น ทั้งนี้หมายความว่าตราบใดที่อาดัมและฮาวายังคงมีนิวาส ถานอยู่ในสวนสวรรค์ จากการกินผลไม้อันอุดมได้ตามใจปรารถนาอย่าง มีความสุขสราญรมณ์ จิตใจของมันย่อมอยู่ไม่เป็นสุข และความอิจฉา ริษยาย่อมเกาะกินหัวใจของมันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นยุทธวิธี (Tactic) ที่มัน วางกับดักให้กับอาดัมก็คือ ชักชวนหรือใช้วาทศิลป์หรือ Rhetoric จะพูด อย่างไรกับเขาก็ได้ โดยให้เขาลืมนึกถึงความละอายที่ต้องเปลือยกาย และ จะต้องออกจากสวนสวรรค์หากกินจากผลไม้ต้องห้ามนั้น

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า พญามารรู้ดีว่าหากปล่อยให้ อาดัมและคู่ครองของเขามีสำนึก (Concious) อยู่ตลอดเวลาที่จะไม่เข้าใกล้ ต้นไม้ต้องห้ามนี้ ซึ่งคัมภีร์อัล กุรอาน บทที่ 7 โองการที่ 19 ใช้วลีที่ว่า

(วะลาตักรอบา…อัชชะยะรอฮ์) ซึ่งมีความหมายว่า

“และจงอย่าเข้าใกล้ต้นไม้นี้

และวลีนี้เขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 14 อักษร อาดัมและคู่ครอง ของเขาก็จะอยู่ในสวนนี้อย่างไม่ตายหรือเป็นอมตะ และสวนนี้อันเป็นที่ พำนักก็จะเป็นอาณาจักรอันไม่สลายของอาดัมอีกด้วย

พระเจ้าทรงมีบัญชามายังอาดัมว่า ตราบใดที่เขาอยู่ห่างจากต้นไม้ ต้องห้ามนี้ เขาและคู่ครองของเขาจะได้พำนักอยู่ในสวนนี้อย่างบรมสุขเป็น อมตะตลอดไป เพราะเขาทั้งสองพำนักอยู่ในสวนที่เป็นอาณาจักรที่ไม่

สลายอันเป็นอสงไขย และในทางกลับกันหากเขาทั้งสองเข้าใกล้โดยบริโภค จากต้นไม้นี้ ความเป็นอมตะและความเป็นอสงไขยจะสูญหายมลายสิ้นใน ทันที ดังนั้นภารกิจแรกของอาดัมในสวนนี้ก็คือการกินจากผลไม้อื่นๆ ทั้ง หมดตามใจปรารถนาของเขา และการไม่กินจากต้นไม้ต้องห้ามนั้นเพียง อย่างเดียว

ดังนั้นการที่อาดัมจะได้อยู่ในสวนหรือจะออกไปจากสวน จึงขึ้นอยู่ กับตัวของท่านเพียงผู้เดียวที่จะตัดสินใจเลือก ซึ่งในทัศนะของอิสลามมี ความเชื่อว่า การเลือกจะกินหรือไม่กินต้นไม้นั้นของอาดัม จึงไม่ใช่เรื่องการ กระทำบาปแรกของมนุษย์ดังที่ชาวยิวและชาวคริสต์เชื่อกัน ทั้งนี้เพราะ อัลลอฮ์เพียงแต่แจ้งให้ท่านทราบว่าหากทำนี้จะได้นั้นและหากทำนั้นจะได้ โน้น และความจริงก็เป็นไปเช่นนั้น

โปรดสังเกตว่าการเลือกที่จะกินจากต้นไม้นั้น อาดัมได้รับคำสัญญา จากพญามารว่ามันเป็นที่ปรึกษา Advisor หรือ Consultant ที่ไว้วางใจ ได้ของอาดัมและคู่ครองของท่าน และสิ่งที่พญามารบอกกับท่านให้กินจาก ต้นไม้นั้นก็เป็นเรื่องที่ดี เช่นความเป็นอมตะและความเป็นอสงไขย ท่านจึง กินมันเพื่อหวังจะได้สิ่งนั้น อีกประการหนึ่ง พญามารอิจฉาในตัวอาดัมนับ ตั้งแต่วันที่ท่านถูกสร้าง ดังนั้นการฝ่าฝืนของมันที่ไม่ยอมสุหยุด (ก้มกราบ) ต่ออาดัมก็เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ ซึ่งเรื่องนี้อาดัมก็ไม่ได้เกี่ยว ข้องในบาปของมันแต่ประการใด ดังนั้นขณะที่ท่านพำนักอยู่ในสวนนี้ จิตใจ ของท่านก็ไม่ได้รับรู้และไม่ได้สนใจที่จะเป็นศัตรูกับพญามารแต่ประการใด ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงบอกแก่เขาทั้งสองว่า มารนั้นเป็นศัตรูอันชัดแจ้งของ พวกเขา(อัล กุรอาน 7:22) ซึ่งหมายความว่าการฝ่าฝืนของพญามารต่อพระ บัญชาของพระเจ้า ที่ไม่ยอมสุหยูดต่อท่านก็เป็นเรื่องของมันกับพระเจ้า โดยตรง และมันจึงเป็นศัตรูกับอาดัมแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาดัมได้เอา ศัตรูของตนมาเป็นที่ปรึกษา

 

การประกาศการเป็นศัตรูระหว่างพญามารกับอาดัมมีขึ้นภายหลัง จากที่พญามารประสบความสำเร็จ ในการลวงล่ออาดัมเป็นที่เรียบร้อย แล้ว นั้นคือ วาระแรกต้นที่อาดัมเริ่มเป็นศัตรูกับพญามาร ตามคำตัดสิน ของพระเจ้า ดังมีความว่า

…และเราได้กล่าวว่า “จงออกไป พวกเจ้าต่างเป็นศัตรูกัน และสำหรับ พวกเจ้า ณ แผ่นดินนั้น มีที่พำนักและเครื่องยังชีพชั่วเวลาหนึ่ง” (อัล กุรอาน 2:36)

ฉะนั้นวาระแรกที่พญามารดีใจก็คือ วาระที่อาดัมและฮาวากินจาก ผลไม้ต้นนั้น เพราะการลวงล่อของมันบังเกิดผล วาระที่สองก็คือ วาระที่ อาดัมและฮาวาต้องออกจากสวนอันสุขารมย์มาพร้อมกับพญามาร

โปรดระลึกอยู่เสมอว่า ทั้งพญามารและอาดัมต่างก็เป็นสิ่งถูกสร้าง ของพระเจ้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์อย่างเสมอเหมือนเท่าเทียม กัน ซึ่งหมายความว่าหากฝ่ายใดฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน ดังนั้นทั้งพญามารและอาดัมจึงต้องลงมาพำนักอยู่ในโลกใบเดียวกัน และ ผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตามพญามารก็จะต้องถูกลงโทษในไฟ โดยพำนักอยู่ใน นรกนั้นด้วยกันตลอดกาล (อัสฮาบุนนาร ฮุมฟีฮาคอลิดูน) คำในอัล กุรอาน เรียกไฟนรกว่า อันนาร” ซึ่งออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “นรก” (นะรก) ใน ภาษาบาลีและสันสกฤต ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์อภิธานัปปทิปิกา

แต่ลักษณะของการกระทำบาปที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้งระหว่าง พญามารกับอาดัมก็คือ เมื่อพญามารกระทำบาปโดยตั้งใจฝ่าฝืนพระบัญชา ของพระเจ้า เพื่อให้เป็นไปตามความหยิ่งจองหองและความอิจฉาริษยาที่มี อยู่ในจิตใจของมัน มันจึงไม่ยอมขอลุแก่โทษต่อพระเจ้า ซึ่งหมายความ ว่ามันยังเชื่อมั่นว่าธาตุกำเนิดของมันที่ถูกสร้างมาจากไฟ และสร้างมา ก่อนอาดัมที่ถูกสร้างมาจากดินนั้นมีเหนือชั้นกว่าของอาดัม ดังนั้นมันจึง เป็นฝ่ายถูกที่ไม่ยอมสุหยูดต่ออาดัม และทำให้มันเชื่อต่อไปอีกว่าพระเจ้า

ทรงอยุติธรรมกับมัน (ขอพระเจ้าให้เราห่างไกลจากความเชื่อเช่นนี้เถิด)

ส่วนอาดัมนั้นเมื่อรู้ว่าตนเองเพลี่ยงพล้ำหรือพลั้งพลาดไปจากคำ เตือนของพระเจ้า นั้นคือ หนึ่งลืมเอามารเป็นศัตรูของท่าน ทั้งสองจึง หลง เชื่อตามมันไป ดังนั้นจึงบังเกิดความละอายทั้งทางกายและทางจิตใจ ทางกายนั้นท่านและคู่ครองของท่านสามารถเอาใบไม้มาปกปิดส่วนพึงสงวน หรือสวมใส่อาภรณ์ที่สวยงามได้ตามพระบัญชาของพระเจ้า แต่ความอาย ทางจิตใจนั้นจะปกปิดไว้ได้ก็ด้วยบรรดาสัญลักษณ์ของอัลลอฮ์ เพื่อเป็น การเตือนรำลึกให้กับศาสดาอาดัม และวลีที่ว่า “นั้นคือจากบรรดาสัญลักษณ์ ทั้งหลายของอัลลอฮ์ เขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 12 อักษร

นอกจากนั้นท่านทั้งสองยังรู้สึกเศร้าเสียใจ (Repent) ที่ต้องออกมา จากสวนอันบรมสุขนั้น และจะต้องมาเผชิญกับความร้อน ความหนาว ความหิวโหย ความกระหาย โรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บปวด ภัยธรรมชาติ ต่างๆ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย และภัยอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งอาดัมเองไม่เคยรู้จักมาก่อน

เนื่องจากอาดัมวอนขอต่อพระเจ้าให้พระองค์ทรงชี้นำทางแก่ท่าน และวงศ์วานของท่านหรือมวลมนุษยชาติ เพื่อให้กลับคืนสู่สวนสวรรค์ดังเดิม ดังนั้นพระองค์จึงทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์อัล กุรอานดังความว่า

แล้วอาดัมได้เรียนคำจากพระผู้อภิบาลของเขา ดังนั้นพระองค์ได้ ทรงหันมายังเขาโดยปรานี แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย ผู้ทรง เมตตาเสมอ (อัล กุรอาน 2:37)

วลีของโองการนี้อ่านว่า ฟะตะลักกอ…มิรรอบบิฮี กะลิมาติน ความ ว่า “แล้วได้เรียนคำจากพระผู้อภิบาลของเขา” เขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 14 อักษร ซึ่งบรรดานักอรรถาธิบายอัล กุรอานทั้งสายชีอะฮ์ทุกท่านและ สายซุนนีจำนวนหนึ่ง ต่างให้ความหมายว่านั้นคือ “บิฮักกิมุฮัมมัด วะอาลิ มุฮัมมัด” ด้วยความสัตย์จริงแห่งมุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัด ซึ่ง

วลีนี้เขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 14 อักษรเช่นกัน ซึ่งก็คือ วิทยาการ และ องค์ความรู้ ของมนุษย์ และด้วยเหตุนี้เองที่อาดัมได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ ให้โปรดส่งศาสดามุฮัมมัดมาสู่โลกนี้โดยไวเถิด! เพื่อมาช่วยปลดปล่อยมวล มนุษยชาติให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของมารร้าย ซึ่งในที่สุดพระองค์จึงทรงส่ง ศาสดามุฮัมมัดลงมาในฐานะ “ความเมตตาแก่โลกทั้งหลายโดยเป็นผู้มาปิด ฉากระบบแห่งศาสดา (คอตะมันนะบี) และนั้นคืออีกวาระหนึ่งที่มันต้องกรีด ร้องด้วยความเจ็บปวดและเศร้าระทมใจอย่างที่สุด ดังนั้นในทุกคราที่บรรดา ผู้ศรัทธากล่าวคำว่า “อัสตักฟิรุลลอฮะร็อบบีวะอะตูบุอิลัยฮิ” หรือ “อัสตัก พิรุลลอฮ์อินนัลลอฮะฮฺวัลฆอฟูรุรเราะฮีม” มันจะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่าง ที่สุด เพราะในทุกคราที่บรรดาผู้ศรัทธากล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา พระองค์ ก็จะทรงชำระล้างจิตวิญญาณของพวกเขาให้สะอาดปราศจากบาปอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่าความพยายามของมันที่ทุ่มเทเพื่อทำให้บรรดาผู้ศรัทธาหลง ลืมไปกระทำบาปนั้น ต้องประสบกับความไร้ผลอยู่ตลอดไป และด้วยกับ สัจธรรมความจริงนี้เองที่อิสลามไม่เชื่อในเรื่องบาปที่ติดตัวมาของมนุษย์ตั้ง แต่กำเนิด แต่อิสลามเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนถือกำเนิดมาอย่างสะอาด บริสุทธิ์ปราศจากบาป ส่วนพ่อแม่ของเขาต่างหากที่จะทำให้เขาเป็นยิว คริสต์ มะญชี (พวกบูชาไฟ)และชาเบียนเมื่อโตขึ้น

พญามารได้ฉาบความมดเท็จของเรื่องความลุ่มหลงในเชื้อชาติของ ความเป็นยิวผู้เป็นบุตรหลานของศาสดายะฮ์กูบไว้ด้วยกับคำพูดที่สวยหรูว่า “ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” ดังนั้นจึงถือเป็นคุณธรรมความดีที่มวล มนุษย์ผู้ซึ่งไม่มีเชื้อสายของความเป็นยิว ควรจะให้ความเคารพนบนอบต่อ พวกเขา หากผู้ใดต่อต้านในเรื่องความเป็นชาตินิยมของพวกยิว และเชื่อ ว่าพวกยิวทั้งสี่จำพวกนี้นั่นคือ พวกเซลอตที่นิยมความรุนแรง พวกเอส ซีน ที่ถือสันโดษ พวก ฟารีซาย ที่ถือว่าตนศักดิ์สิทธิ์และพวก ซาดดูเซส ที่เป็นพวกนักบวชที่ไม่สนใจใยดี ไม่ได้เป็นผู้ยึดมั่นอยู่ในคัมภีร์เตารอต

ชาบูรและอินญีลที่แท้จริงของพระเจ้า ก็จะถูกตราหน้าหรือกล่าวหาว่าเป็น พวก แอนตี้เซเมติก ซึ่งหากว่ากันจริงๆ แล้ว ผู้ใดก็ตามที่ต่อต้านหรือแอ นตี้เซเมติก ย่อมถือได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ต่อต้านการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ศาสดาของท่านซัม ผู้เป็นบุตรชายของศาสดานุฮ์ ผู้ที่บรรดาศาสดาที่ติดตาม เขามาล้วนเป็นชีอะฮ์ของศาสดานุฮ์ เช่นศาสดาอิบรอฮีม เป็นต้น

ในขณะที่พวกยิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกยิวไซออนิสต์ในปัจจุบัน ที่กำลังยึดครองแผ่นดินปาเลสไตน์อยู่ในขณะนี้ พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่เป็น พวกแอนตี้เซเมติกเสียเอง ทั้งนี้เพราะพวกเขาต่างพากันกล่าวหาว่าศาสดา อีซาหรือพระเยซู ในวาระที่ท่านได้แจ้งให้บรรดาพวกยิวทั้งสี่จำพวกข้างต้น ได้รับทราบ ณ ภายในวิหารโซราบาเบลอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิวว่า อะห์มัด หรือมุฮัมมัดศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พระนามของท่านปรากฏอยู่ในคัมภีร์ เตารอต ว่าจะเป็นผู้สืบตระกูลวงศ์มาจากศาสดาอิสมาอีล บุตรชายคนโต ของศาสดาอิบรอฮีม ซึ่งไม่ได้สืบทอดวงศ์ตระกูลมาจากกษัตริย์เดวิด ดังที่พวกยิวทั้งสี่กลุ่มในสมัยของท่านเชื่อกันไม่ ด้วยเหตุนี้พวกยิวเหล่านี้ จึงหมายที่จะสังหารพระเยซูด้วยกับการขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ท่านหมายให้ ตาย แต่พระเจ้าทรงทำให้ท่านหายตัวออกไปจากวิหารดังกล่าว เพื่อไม่ ให้วิหารของพระเจ้าต้องแปดเปื้อนเลือดอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู

ด้วยกับการพิสูจน์โดยอาศัยหลักตรรกะว่า การที่พวกยิวต่อต้าน พระเยซูทั้งๆ ที่พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าพระเยซูสืบเชื้อสายโดยตรงมาจาก กษัตริย์เดวิด ผู้เป็นศาสดาของชาวอิสราเอล แต่พวกยิวผู้ฉ้อฉลเหล่านี้กลับ บิดเบือนความจริงโดยพากันกล่าวว่า พระเยซูสืบเชื้อสายมาจากอิสมาเอไลท์ เพื่อจะได้จัดการฆ่าสังหารท่านเสีย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นพวกแอนตี้ เซเมติกขนานแท้และดั้งเดิม เพราะพวกเขาต่อต้านศาสดาอิสมาอีลผู้เป็น บุตรของอิบรอฮีม ผู้เป็นบุตรหลานของท่านซัม (เซเมติก) ผู้ซึ่งเป็นชีอะฮ์ของ

นับจากวันที่พวกยิวไซออนิสต์ที่มาจากยุโรปและสหรัฐฯ ได้เข้ายึด ครองแผ่นดินปาเลสไตน์ ตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน 1947 พวกเขาก็ ได้เริ่มการฆ่าสังหารชาวปาเลสไตน์ที่เป็นชาวอาหรับ ซึ่งมีเผ่าพันธุ์มาจาก ศาสดาอิสมาอีล ทั้งที่เป็นชาวมุสลิมและชาวคริสต์อย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุ บัน นับเวลาได้รวมครึ่งศตวรรษกว่าแล้ว เพราะฆ่าได้ไม่บาป ชีวิตของชาว ปาเลสไตน์นับจำนวนได้กว่า 2 ล้านคนแล้วที่ถูกยิวไซออนิสต์ช่วยกันฆ่า สังหารเพื่อล้างเผ่าพันธุ์ด้วยกันหลายวิธีคือ การขังลืม การเนรเทศ ยึดเอา แผ่นดินมาเป็นของรัฐ การริบและการทำลายทรัพย์สิน และการปิดพื้นที่ เพื่อหาเรื่องจับผู้เข้า-ออกไปขังลืม ดังนั้นประเทศอิสราเอลในปัจจุบันจึงเติบ โตขึ้นมาจากเลือดทุกหยดของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งมีปริมาณวัดได้ 12 ล้าน ลิตร และถ้าหากจะแจกให้ชาวยิวอิสราเอลในแผ่นดินปาเลสไตน์ถือกันไว้ ในมือ ก็จะได้คนละสองขวดลิตรเอาไว้ดื่ม เพื่อดับกระหายเลือดชาวอาหรับ ปาเลสไตน์ ซึ่งมันก็เป็นจริงเช่นนั้น! รายละเอียดทั้งหมดของเรื่องนี้จะได้ นำไปกล่าวไว้ในบทที่ 11 (หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์)

จะมีผู้ใดอีกเล่า! ที่จะรู้จักพวกยิวดีไปกว่าศาสดาของพวกเขาเอง และศาสดาที่ถือได้ว่าเป็นคนของชาวยิวทั้งสี่กลุ่มนี้ ก็คือพระเยซูนั่นเอง ซึ่ง ท่านได้สร้างความโกรธแค้นให้กับพวกเขาด้วยกับการเทศนาเปิดโปงความ ชั่วร้ายของพวกเขาอย่างหมดเปลือก และชี้ให้มวลมนุษย์ในยุคสมัยหลังได้ เห็นว่า พวกยิวเหล่านี้ได้ใช้เล่ห์กลต่างๆ ของพญามารอย่างไร และพวก เขาฉาบความมดเท็จไว้กับเสื้อคลุมของคุณธรรมความดีอย่างไร ดังคำ เทศนาอันประเสริฐของพระเยซู ดังต่อไปนี้

บางทีคำเทศนาของท่านที่กล่าวไว้กับบรรดาอัครสาวก ได้ก่อให้เกิด การวิพากษ์วิจารณ์จากพวกปุโรหิต

เจ้านั้นเปรียบเสมือนเป็นเกลือสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล แต่ถ้าหาก เกลือมันหมดความเค็มเสียแล้ว ก็ไม่มีหนทางใดที่จะทำให้มันเค็มได้อีก

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com