ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (64)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (64)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
หรือไม่ยอมถวายเครื่องหอมให้กับเทวรูปต่างๆของพระองค์หรือปฏิเสธการรับราชการทหารในกองทัพ
ศตวรรษที่ 3
249-251 จี. เมสสีอัส ควินทัส ทรายอานัส ดีซีอัส (เกิด200) ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการให้จัดการประหารชีวิตชาวคริสเตียนขึ้นเป็นครั้งแรก* และบางทีอาจใช้กับทุกคนที่ไม่ยอมเสียสละหรืออุทิศให้กับจักรพรรดิ์ การบูชาจักรพรรดินั้น ถึงแม้จะได้มีการใช้กัน เพื่อการทดสอบกับการต่อต้านชาวคริสเตียน ซึ่งเริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ในสมัยไพลนี ผู้แทนจักรพรรดิ(111-112) แล้วก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจำเป็นประการหนึ่งของผู้ที่อยู่ภายใต้เบื้องยุคบาทของราชวงศ์ด้วยกันทั้งหมดทุกคน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความเชื่อในเรื่องการเป็นเทพสมมติของจักรพรรดิ์ ดาซิอุสถูกปลงพระชนม์โดยพวกโกรในคาเซียน(251) อันเนื่องมาจากการกระด้างกระเดื่องของกัลลัสผู้แทนพระองค์ ณ เมืองโมเชีย
ความยุ่งยากต่างๆในศตวรรษที่3ของจักรพรรดิ์โรมัน ได้รวมเอาเรื่องของการประหาร ภายใต้การครองราชย์ของจักรพรรดิ์อันโตนินัส(138-161) ซีวีรัส(193-211) แมกซิมินัส(235-238)และดีซีอัส(249-251)
กระนั้นความเจริญเติบโตของศาสนจักรคริสเตียน ยังคงเป็นไปอย่างกว้างขวางและแข็งแกร่ง ปัญหาภายในใหญ่ๆของคริสต์จักรในศตวรรษที่สามคือ การตกศาสนา ที่เรียกว่าลัทธิมันตา (นักพวกขั้นสุดขั้ว)และคำถามที่แหลมคมในการดูแลจัดการกับบรรดาผู้ที่เหลื่อมล้ำหรือหมิ่นเหม่จากศรัทธาของพวกเขาในระหว่างการประหารประเทศ หรือทรยศต่อบรรดาคัมภีร์หรือหนังสือศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกตน
บรรดาผู้ที่สารภาพถึงศรัทธาของพวกเขาต่อหน้าของการประหาร พร้อมกับการประกาศตนเข้ารับศาสนาใหม่อีกครั้งหลังจากตกศาสนาไปแล้ว ขณะที่ศาสนจักรทั้งหมดที่ชี้นำอยู่ในตะวันตก กระทำด้วยโดยบิชอปจากคาร์เท็จไซเปรียน และสตีเฟน บิชอปแห่งโรม ยึดนโยบายที่ยืดหยุ่น ส่วนจำพวกสุดโต่งในศตวรรษที่สาม ถูกเรียกว่าโนวาเทียน และในศตวรรษที่ 4 เรียกว่าโดนาทิสส์ ภายหลังจากที่โดนาทัส บางคน ซึ่งจัดตั้งกองกำลังต่างๆเพื่อก่อการจลาจลได้สร้างความหวาดกลัวขึ้นในจังหวัดของแอฟริกา ชาวคริสเตียนที่เป็นพวกขอไปทีจึงเปิดทางให้งานเขียนต่างๆในแบบการเทศน์ และในทางเทววิทยาให้อยู่ในมือของราชวงศ์อัฟริกา คือ เตอร์ตุลเลียน (150-225) และไซเปรียน (200-258) และชาวอเล็กซานเดรีย คือ คลีเมนต์ (ค.ศ.215) และโอริเกน (182-251) ส่วนสองคนหลังนี้ ได้รวมเอาลัทธิพลาโตแนวใหม่ร่วมสมัย
296 นาเรส กษัตริย์แห่งเปอร์เซียเข้าพิชิตจักรวรรดิ์โรมัน เมโสโปตาเมีย และซีซ่า กาลิริอัส(293) ประสบกับความพ่ายแพ้ แต่ในฝ่ายหลัง ได้รวบรวมพากำลังเสริมในช่วงหน้าหนาวและจึงกลับมาเอาชนะ นาเรส(297) และยึดเอาเมโสโปตาเมีย คืน อิทธิพลของโรมันได้รับการฟื้นฟูในอาร์เมเนีย ซึ่งกษัตริย์มาเข้ารีตเป็นคริสเตียนเข้าไว้ด้วยกัน
ศตวรรษที่ 4
303 กุมภาพันธ์ กาลิรีอัส ชักชวนดิโอเคลเทียน(284-305) ให้ประกาศการประหารชาวคริสเตียนเป็นการทั่วไป ซึ่งอย่างไรก็ตามคอนสแตนตินอส มิได้นำกฎหมายนี้ออกมาบังคับใช้ในสมัยของพระองค์ การประหารจึงยุติไปทั่วภาคตะวันตก เมื่อ 306 แต่ยังคงรุนแรงอยู่ทางตะวันออกจนถึงปี 313
323 ความสัมพันธ์ระหว่างวาลีริอัส ลิซิไทอัส ลิซินีอัส กับคอนสแตนตินัสที่ 1 มหาราช(300-377)เกิดความตึงเครียดซึ่งเกิดจาก
นโยบายต่อต้านคริสเตียนของฝ่ายเนบลือน และเกิดสงครามขึ้นในที่สุด ลิซิอัส ประสบกับความพ่ายแพ้ ณ คริสปัส ราโสบรคของคอนสแตนทัน และทำลายเรือของพระองค์คลื่นถูกประสบกับความพ่ายแพ้ข้องกัน ณ คริสโฟลิส ใน อนาโตเลีย(18กันยายน) พระองค์ค่อยอมอ้วมและจึกถูกประหารชีวิตในปาล์มา
324-337 คอนสแตนทิน ผนึกจักรวรรดิ์เข้าไว้เป็นเอกภาพอีกครั้งหนึ่งภายใต้การปกครองเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ พระองค์ทรงสานพระราชดำริที่จะเข้าไปแทรกแซงในกิจการต่างๆของคริสต์จักร(ตามการเชิญชวน) เมื่อปี316 การที่พระองค์พยายามเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยความแตกแยกในศาสนาแนวโดมาทิสท์ ดังกล่าวข้างต้น *
324 คอนแสดทันทีน มหาราช จักรวรรดิ์แห่งโรมันตะวันออก เมื่อสามารถเอาชนะจักรวรรดิ์แมกซิเมียน ซีซ่า แห่งจักรวรรดิ์โรมันตะวันตก ณ การรบที่ตะวันตก ณ การรบที่สะพานมิลเวียน จึงสถาปนาณาหลวงแห่งจักรวรรดิ์รัสวรรดิ์(โรมันอุม(โรมันแห่งใหม่) หรือคอนแสดทันโตเปีย และจึงประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาทาง
ราชการของจักรวรรดิ พระราชินี อีลีนา ผู้เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด และเป็นแม่ของจักรวรรดิ์ คอนสแตนตินนัส มหาราช จึงออกไปสู่แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ และเริ่มงานก่อสร้างบรรดาวิหารต่างๆ
326-333 มีการสร้างวิหารรสันติส์ อีลีน่า นั่นคือ 1 วิหารแห่ง นทีวิตี สร้างขึ้นในนครบุนซลอเชม เป็นการสร้างเพื่อแสดงถึงสถานที่ประสูติของพระเยซู ตามแบบฉบับความเชื่อชาวคริสเตียน
นช้าซุมชาวข่าวในภูมิภาคของแผ่นดินปาล์เสไตน์ ลุกขึ้นก่อกบฏ แต่ถูกปราบปรามลงโดยนายพลอคซัลลัสของจักรพรรดิดิอัคลัสแห่งไบเซนไทน์
361-363 จูเลียนัส “เดอะ อะโพสเตด” (เกิด 321) เป็นน้องสาวต่างมารดาของกัคสัสสูงซึ่งถูกคอนสแตนตินัสสั่งประหารชีวิตเมื่อ 354 จักรพรรดิดูเลียนเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ที่อยากมากพยายามจะนำเอาอัติธิพราวโกรธใช้เป็นรูปแบบที่ศาสนาคริสต์ และจะให้มีการก่อสร้างวิหารแห่งเทวรูปบนหนึ่งแห่ง ในปี 362 พระองค์มีพระบัญชาให้อัลบป๊อตแห่งละแห่งวิหารรูปขึ้นหนึ่งแห่ง
ราชการของจักรวรรดิ์ พระราชินี อีลีนา ผู้เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด และเป็นแม่สมเด็จของจักรพรรดิ คอนสแตนตินนัส มหาราช จึงออกไปสู่แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ และเริ่มงานก่อสร้างบรรดาวิหารต่างๆ
326-333 มีการสร้างวิหารโดยราชินี อีลีนา นั่นคือ 1 วิหารแห่ง นทีติวิตี สร้างขึ้นในนครเบธเลเฮม เป็นการสร้างเพื่อแสดงถึงสถานที่ประสูติของพระเยซู ตามแบบฉบับความเชื่อของชาวคริสเตียน
2 “อีลีโอนา” (กรีก: โอลีฟ หรือมะกอกนอก) บนภูเขามะกอก ณ นครเยรูซาเล็ม และรู้จักกันในนาม “ชาเปิล ออฟเดอะ ออสเคเดน” เป็นการแสดงถึงสถานที่ที่ชาวคริสเตียนเชื่อว่าเป็นที่พระเยซูถูกยกขึ้นสู่สวรรค์
3 วิหารแห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต่อมาเรียกว่าวิหารแห่งสุสานอันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้น ณ นครเยรูซาเล็ม บนภูเขาโกโลโกธา เป็นการแสดงถึงตำแหน่งที่ชาวคริสเตียนเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน ถูกฝังและฟื้นคืนชีพ
4 มัมรี่ ใกล้กับเมืองเฮอบรอน
351-352 พวกยิวก่อการกบฏเพื่อต่อต้านกัลลัส พระราชนัดดาของคอนสแตนตินมหาราช ชุมชนชาวยิวในภูมิภาคของแผ่นดินปาเลสไตน์ ลุกขึ้นก่อกบฏ แต่ถูกปราบปรามลงโดยนายพล Ursicinus ของจักรพรรดิกัลลัสแห่งไบเซนไทน์
361-363 จูเลียนัส “เดอะ อะโพสเตด” (เกิด 321) เป็นน้องต่างมารดาของกัลลัสผู้ซึ่งถูกคอนสแตนตินอัสสั่งประหารชีวิตเมื่อ 354 จักรพรรดิจูเลียนเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ที่พยายามจะนำเอาอาทิธิกราบไหว้เทวรูปมาแทนที่ศาสนาคริสต์ และจะให้มีการก่อสร้างวิหารแห่งเทวรูปขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ในปี 362 พระองค์มีบัญชาให้สืบต่อ
แห่งอันโอตออกก่อสร้างวิหารของชาวยิวขึ้นใหม่ แต่ต้องสิ้นพระชนม์ไป ณ เมืองเซซิฟอน เมื่อ กรกฎาคม 363 จึงทำให้ราชวงศ์ของคอนสแตนติน ต้องจบลงสิ้นลง
363 เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขึ้น ณ เมือง กาลีลี เป็นผล ในประการหนึ่ง ซึ่งทำให้การก่อสร้างวิหารดังกล่าวต้องชะงักลง ทั้งนี้เพราะแผ่นดินไหวได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับงานก่อสร้างขึ้นนั้น ในที่สุดแผนการที่จะสร้างวิหารขึ้นใหม่ จึงต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อจักรพรรดิ์จูเลียนสิ้นพระชนม์ดังกล่าวแล้ว
ศตวรรษที่ 5 และ ที่ 6
ในระหว่างศตวรรษที่ 5 และที่ 6 คริสต์จักรตะวันออก ถูกคลิกออกด้วยกับลัทธิ นิกลาย โมโนฟิไซท์ ที่แปลกปลอม ซึ่งมีสิทธิความเชื่อที่ว่า พระคริสต์มีคุณลักษณะเพียงหนึ่งเดียว ส่วนลัทธิความเชื่อของฝ่ายออร์โธด็อกซ์ กล่าวไว้ว่า พระคริสต์มีคุณลักษณะทั้งเป็นพระเจ้าและเป็นมนุษย์ร่วมกัน โดยมีสมันตะปาปา ลีโอ แห่งโรมให้การสนับสนุน และได้รับการยอมรับร่วมกัน ณ สภาพแห่งชาลซีดอน (451) แต่บรรดาจักรพรรดิ์ทางตะวันออกทั้งหมดต่างเชื่อใน โมโนฟิไซท์ หรือมีคุณลักษณะเดียว


