ชำแหละปฏิบัติการ ไอโอ จากยุคสงครามเย็นสู่สงครามการเมือง

ชำแหละปฏิบัติการ ไอโอ จากยุคสงครามเย็นสู่สงครามการเมือง
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
ประเด็นแรก ผมเชื่อว่าทางฝ่ายค้าน(วิโรจน์ ลักขณาอดิศร) ไม่กล้าเอาเอกสารปลอมขึ้นมาเล่น ผมคิดว่าต่างจากกรณีเรื่องสมัยเอกสารปลอมเรื่องนามสกุลอะไรเก่าๆที่เราเคยได้ยิน แต่ถ้าฝ่ายค้านใช้เอกสารปลอม มันจะยิ่งเป็นเฟกนิวส์ ยิ่งกว่าของฝั่งรัฐบาล ฉะนั้นผมเชื่อว่าโดยหลักฐานของคุณวิโรจน์ คงไม่น่าเป็นประเด็นที่ต้องสงสัยเท่าไหร่ เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นผมว่ากำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับฝ่ายทหาร แล้วก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความแคลงใจให้กับสังคมอยู่พอสมควร เพราะผมเชื่อว่าเรื่องหรือสิ่งที่เราชอบเรียก IO มันเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ๆกับสังคมไทยมานานว่าตกลงจริงๆมันคืออะไร ผมอยากจะเริ่มว่าจริงๆเวลาเราพูดถึง ปฏิบัติการข่าวสาร หรือ Information Operation ที่ฝ่ายทหารใช้ หรือที่คนชอบเรียกกัน ผมว่าจริงๆมันคือมรดกของสงครามคอมมิวนิสต์ หรือ มรดกของยุคสงครามเย็น โดยหลักการก็คือ การปฏิบัติการจิตวิทยา ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดไม่ได้เกินปฏิบัติการจิตวิทยา หรือ ไซ อ๊อก หรือถ้าเรียกเป็นตัวย่อในยุคสงครามเย็น ก็คืองาน ปจว. (ปฏิบัติการจิตวิทยา) ที่เชื่อว่ารัฐต้องดึงประชาชนเข้ามาเป็นพวก เพราะกลัวคนจะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือ รัฐทำสงครามด้วยการอาศัยงานปฏิบัติการจิตวิทยา เป็นพื้นฐาน แล้วเชื่อว่ามวลชนจะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนรัฐในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
เพราะฉะนั้นประเด็นที่ 2 ที่ตามมาก็คือว่าในสถาวะอย่างนี้ กองทัพได้พัฒนาองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมถึงถ้าจะใช้ภาษาง่ายๆคือ ความชำนาญที่จะทำงาน ปจว. เนื่องจากมีบุคลากรที่ถูกฝึกในงานด้านนี้โดยตรง สำคัญคือมีเครื่องมือด้วย และสำคัญมากที่สุดคือมีงบประมาณด้วย มีทั้ง 3 ส่วนนะครับ บุคลากร เครื่องมือ งบประมาณ ก็ยังบวกความรู้ความเชี่ยวชาญที่เคยมีแต่เดิม
ประเด็นที่ 3 ถัดมา ผมว่าปัญหาใหญ่คือเวลาเราได้ยินว่างาน ปจว. งาน IO หรือว่างานอะไรก็ตาม มันเป็นการดำเนินการเพื่อหวังว่าจะชิงการสนับสนุนของประชาชนให้กับมาอยู่กับฝ่าย หรือในอีกมุมหนึ่งคือปฏบัติการเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามที่เป็นข้าศึก ด้วยการอาศัยข้อมูลเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะตามมาด้วยการใส่ร้าย ด้วยการสร้างภาพให้เห็น ถ้าเป็นยุคคอมมิวนิสต์
ถ้าหลายท่านจำได้คอมมิวนิสต์ถูกสร้างให้เป็นยักษ์เป็นผีอะไรที่น่ากลัว นี่เป็นตัวอย่าง แต่ทั้งหมดมันเกิดในภาวะที่มีสงคราม แต่ในวันนี้ผมเชื่อว่าหลายฝ่ายเป็นกังวล เพราะว่ากลายเป็นว่าฝ่ายค้านหรือผู้เห็นต่างการเมืองกลายเป็นข้าศึก ทั้งๆที่เราไม่ได้มีภาวะสงคราม ผมเชื่อว่าวันนี้เราอาจต้องทำความเข้าใจกันว่าผู้เห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่ข้าศึก ถ้าผลักผู้เห็นต่างทางการเมืองไปเป็นข้าศึก คำตอบที่เราเห็นในอดีต คำตอบที่เกิดขึ้นหลายประเทศในปัจจุบัน สุดท้ายมันจะนำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ภายในบ้าน ผมไม่อยากใช้ว่าสุดท้ายถ้าผลักผู้เห็นต่างไปเป็นข้าศึกทั้งหมด คำตอบสุดท้ายปลายทางคือสงครามกลางเมือง เพราะเราเห็นโจทย์แบบนี้ในหลายประเทศ ถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบก็คงต้องตะหนักว่าปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในสงคราม เพราะฉะนั้นอย่าปฎิบัติต่อคนในชาติเหมือนเป็นข้าศึก ผมว่าถ้าฝ่ายทหารและผู้มีอำนาจรัฐยังคิดด้วยจินตนาการแบบนี้ ความขัดแย้งในรัฐไทยก็ยังไม่จบ แล้วถ้าคิดอย่างนี้ เลิกคิดเรื่องปรองดอง เลิกพูดเรื่องสมานฉันท์เถอะครับ เอาน้องเกี่ยวก้อยไปเก็บไว้ไปได้เลย
ประเด็นที่ 4 ต้องยอมรับว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่ทหารมีในการปฏิบัติการอย่างนี้ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในภาวะสงคราม แต่วันนี้เครื่องมือเหล่านี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ให้ผลตอบแทนกับผู้นำทหารบางส่วน เพื่อที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองได้มากขึ้น ผมว่าประเด็นอย่างนี้อาจจะต้องคิดกันต่อว่าสังคมจะยอมรับอย่างไรที่เครื่องมือในการทำสงครามถูกใช้เพื่อการสร้างข่าวปลอมบ้าง ใส่ร้ายคนในชาติกันเองบ้างนะครับ
ประเด็นที่ 5 ผมว่าเป็นความน่ากังวลใหญ่ ถ้ากองทัพ หรือ องค์กรของฝ่ายรัฐกลายเป็นผู้สร้างเฟกนิวส์ หรือการเป็นผู้ใส่ร้ายป้ายสีเสียเอง ปัญหาก็คือแล้วกระทรวงที่เราตั้งขึ้นจัดการกับเฟกนิวส์เนี้ย จะทำอย่างไร ไม่ต้องเอ่ยชื่อกระทรวงก็ได้เนอะ หรือวันนี้เราเห็นตำรวจจับคนโพสต์เล็กโพสต์น้อยติดข้อหาเอาไปแชร์ข้อมูลปลอม ส่งข่าวปลอม ตกลงตำรวจหน่วยนี้จะทำอะไรกับเฟกนิวส์ที่เกิดขึ้น ผมว่านี่เป็นคำถามใหญ เพราะวันนี้ถ้าเป็นอย่างนี้สิ่งที่ตามมาก็คือเราเห็นทั้งเอกสาร เห็นหลักฐานแล้วตกลงรัฐบาลที่เป็นผู้รับผิดชอบในสายงาน โดยฉะเพราะอย่างยิ่งในส่วนงานที่สำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะตอบคำถามนี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาถึงวันนี้เหมือนกับเราคุยกันครั้งที่โคราชว่า กระทรวงกลาโหม หรือ บรรดาเหล่าทัพทั้งหมด จะออกคำสั่งยุติปฎิบัติการอย่างนี้ทั้งหมดได้หรือยัง เพราะไม่ต่างกับปัญหาการมีธุรกิจภายในกองทัพอีกแบบหนึ่ง
ประเด็นที่ 6 (อ. พูด 7) ในมิติด้านงบประมาณ ผมว่าวันนี้เอาละเราก็พอจะดีใจว่า พ.ร.บ. งบประมาณได้ผ่านแล้วจริงๆ วันนี้กระทรวงกลาโหม มีงบเป็นอันดับ 4 จำนวนงบ 2.33 แสนล้านบาท แต่ใน 2.33 แสนล้านบาท เป็นงบ กอ.รมน. ถึง 6.774 ล้านบาท เท่ากับ 6 .7 พันล้านบาทโดยประมาณ หรือ 6.8 พันล้าน เพราะฉะนั้นประเด็นอย่างนี้ มีคำถามว่าแล้วตกลงงบขนาดนี้เป็นงบที่ใช้ทำปฏิบัติการ ปจว. อย่างนี้เท่าไหร่นะครับ ที่ต้องถามเพราะตัวเลขไม่น้อย
ประเด็นข้อที่ 7 ตกลงถ้างาน ปจว. มีลักษณะของการสร้างข่าวปลอมบ้าง ใสร้ายบ้าง รวมถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในระยะต่อมา ตกลงเข้าข่ายการสร้างวาทะกรรมแห่งการเกลียดชัง หรือเข้าข่าย Hate speech หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายกรณีว่าประเด็นของข้อมูลที่ถูกสร้าง ถูกปล่อยออกมา กลายเป็น Hate speech อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันนะครับ เพราะในโลกปัจจุบันผมเชื่อว่าในแทบทุกประเทศ ไม่มีใครเห็นด้วยกับการสร้างวาทะกรรมแห่งการเกลียดชัง มันจะนำไปสู่ความแตกแยกของคนภายในชาติ ผมว่าวันนี้มันกลับไปสู่ประเด็นเดิมคือต้องเลิกว่าผู้คิดเห็นต่าง หรือคนในชาติเป็นข้าศึก แล้วต้องทำ ปจว. พวกเรา
ประเด็นข้อที่ 8 ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันกำลังทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพและของรัฐ เพราะกลายเป็นว่าวันนี้กองทัพและรัฐกลายเป็นผู้สร้างข่าวปลอมบ้าง ผู้ใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองบ้าง ประสบการณ์จากปี พ.ศ. 2516 – 2519 เราเห็นตอนนั้นก็คือ สถานีวิทยุ เอาละอาจจะเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นรัฐโดยตรง แต่ก็มีชื่อคือสถานีวิทยุยานเกราะ เป็นต้น หรือ เครือข่ายหนังสือพิมพ์ บางส่วน แต่ปัจจุบันผมว่ามันจะมีปัญหาหนักกว่า เพราะมันกลายเป็นองค์กรในรัฐเลย องค์กรของรัฐโดยตรง
ประเด็นข้อที่ 9 ผมว่าประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือ มันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาภาคใต้ ถ้าปฏิบัติการนี้ใช้งานภาคใต้ ผมว่าต้องกระหนักถึงความละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้น ทำอย่างไรที่ปฏิบัติการแบบ IO หรือ งาน ปจว. ที่ทหารทำแล้วใช้กับการเมืองที่กรุงเทพฯ แล้วนำลงไปใช้ในภาคใต้ มันจะไม่กลายเป็นการสร้างความแตกแยก แล้วสำคัญมันไปทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรรัฐอื่นๆ ที่ทำงานอยู่ในภาคใต้ด้วย กองทัพต้องกระหนักนะครับถ้าทำอย่างนี้ ในอนาคต กองทัพพูดอะไร หรือ องค์กรภาครัฐพูดอะไร อาจจะทำให้พี่น้องในภาคใต้เคลือบแคลงใจและไม่เชื่อถือ แล้วต้องตระหนักว่าถ้ามีสถานการณ์อย่างในภาคใต้ ถ้าวันนี้คนในภาคใต้รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นข่าวปลอมเป็นข่าวที่เชื่อไม่ได้ มันกำลังนำไปสู่ภาวะที่ผมใช้คำว่า “การพ่ายแพ้ทางข่าวสาร” การพ่ายแพ้ทางข่าวสารในสนามรบ หรือในพื้นที่ที่ต้องจัดการกับปัญหาการก่อความไม่สงบ ทำต่อไปมีอย่างเดียวนะครับ มันอาจจะนำไปสู่ “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” นั่นหมายความว่าต้องคิดเรื่องนี้ด้วยความละเอียดอ่อนมากกว่าจะคิดเป็นเรื่องเหมือนที่กระทำอย่างที่กรุงเทพ
ประเด็นข้อที่ 10 ผมว่าวันนี้เราเห็นชัดว่าปฏิบัติการ ปจว. กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ทำอย่างไรที่เครื่องมือนี้จะทำให้กองทัพไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้าใช้เครื่องมือนี้ตอบได้ชัด ยิ่งใช้เครื่องมืออย่างนี้ก็ยิ่งทำให้กองทัพเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น หรือยิ่งใช้เครื่องมืออย่างนี้ก็ยิ่งทำให้กองทัพ ไม่มีทางถอนตัวออกจากการเมือง หรือถ้าพูดง่ายๆในอีกมิติหนึ่งก็คือ โอกาสที่จะสร้างประชาธิปไตยในระยะยาวข้างหน้า ที่หวังว่าการถอนตัวของทหารจากการเมืองจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไทย ผมว่าวันนี้มีปัญหาอีกมุมหนึ่งเหมือนกัน
ประเด็นข้อถัดมา ผมว่าเวลาทำปฏิบัติการ ปจว.อย่างนี้ ต้องตระหนัก ปจว.ไม่ใช่การใช้ข่าวปลอมไปเรื่อยๆ แต่ถ้า ปจว. กลายเป็นข่าวปลอม สิ่งที่ตามมาคนจะไม่เชื่อ แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้งา ปจว. มีมิติของการให้ข่าวสารแก่ประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และนอกจากสร้างความเข้าใจ ให้สร้างความเห็นใจถ้ามีความหวังตรงนั้น แต่ไม่ใช่หวังว่าข่าวปลอมนั้นจะดึงคนมาเป็นพวก เพราะสุดท้ายถ้าคนตระหนักว่าข่าวเป็นข่าวปลอม คนจะไม่ยอมรับแล้วคนจะหันหลังให้
ข้อที่ 12 ผมคิดว่าโจทย์นี้กำลังนำไปสู่ประเด็นที่เราพูดกันมานาน โดยเฉพาะ มติชน ให้ความสนใจมาตลอดก็คือ โจทย์นี้กำลังเป็นอีกมุมหนึ่งที่ทำให้ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปกองทัพเป็นจริง เราคุยกันตอนโคราช แล้ววันนี้เรามาคุยจากเสนาพานิชนิยม วันนี้มาคุยเรื่องปฏิบัติการ ปจว. หรืองานข่าวสารของกองทัพ ผมว่าเรายิ่งเห็นชัดว่า วันนี้การปฏิรูปกองทัพเป็นสิ่งที่จำเป็น และในการปฏิรูปนี้หนีไม่พ้นการปฏิรูปบทบาทของ กอ.รมน. ต้องไม่ใช่เป็นองค์กรการเมือง เพื่อขับเคลื่อนให้ทหารมีอำนาจ
ประเด็นที่ 13 ตกลงใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเราเห็นคำสั่ง เห็นหน่วยที่รับคำสั่ง และเห็นผู้ปฏิบัติ ผมไม่อยากเห็นการลงโทษในระดับเด็กๆนะครับ ผมคิดว่าอันนี้อยากเห็นผู้รับผิดชอบ ผมเชื่อว่าถ้าจะขออนุญาตเปรียบเทียบว่าถ้าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดในต่างประเทศ แล้วถ้าเป็นกลไกรัฐเป็นผู้สร้างข่าวปลอมแล้วสังคมจับได้ ผมว่าวันนี้ เราจะ มีข่าวใหญ่ ไม่ต้องสัมภาษณ์แล้ว ก็คือจะมีข่าวคนลาออก ผู้รับผิดชอบนั้นคือตัวแบบในต่างประเทศ แต่วันนี้เราคงยังไม่เรียกร้องขนาดนั้น แต่เราอยากเห็นความรับผิดชอบ เพราะมันมีพยานที่เป็นเอกสารหลักฐานชัดเจน
ประเด็นสุดท้าย เราเห็นปัญหาที่โคราช ที่มีการทำธุรกิจ เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลในธุรกิจในค่ายทหาร ตกลงวันนี้ทำ IO ทำ ปจว. ก็ยังมีการเก็บหัวคิวใช่ไหมครับ? ถ้าใช้สำนวนชาวบ้านก็คือ “การกินหัวคิว” มันสะท้อนภาพบางอย่างแล้วล่ะภายในกองทัพ ว่าแม้แต่งานอย่างนี้ก็สุดท้ายมีเรื่องๆหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ การกินหัวคิว ผมฝากประเด็นทั้งหมดไว้ ที่เป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งผมว่าเป็น IO ที่วันนี้สังคมไทยต้องคิดกันจริงๆมากกว่าเพียงความรู้สึกว่า IO เป็นเรื่องที่ทหารสามารถทำโดยไม่มีขอบเขตของปฏิบัติการ หรือ กองทัพสามารถใช้ข่าวสารเพียงเพื่อทำร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และสนับสนุนฝ่ายที่ตัวเองคิดว่าเป็นพวกด้วยให้อยู่ในการเมืองต่อไป ผมว่ากลไกอย่างนี้ในอนาคตจะยิ่งเป็นปัญหา และสำคัญที่สุดกลไกเหล่านี้ต้องไม่สร้างความแตกแยกจนความแตกแยกสุดท้ายมันกลายเป็นเรื่องที่ปรองดองไม่มีจุดจบในสังคมไทยเอง







