INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบันปัจจุบัน

ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบันปัจจุบัน

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ผลกระทบที่มีต่อราชวงศ์ชิงจากการถูกรุกรานโดยชาวต่างชาติ

อารัมภบท

ในช่วงเวลากว่าหกทศวรรษของการถูกรุกรานโดยชาวต่างชาติ ตั้งแต่การพ่ายแพ้สงครามฝิ่น จนถึงการบุกรุกของกองกำลังร่วมจากแปดประเทศ ประเทศจีนได้รับความเสียหายมาก ทั้งทางด้านการเสียดินแดน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินและการชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม การรุกรานของชาวต่างชาตินี้ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จนนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ชิง โครงสร้างการปกครองของจีนก็มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบที่มีพระพระกษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายพันปี เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ

ในทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามในปริมาณมาก ซึ่งได้สร้างภาระทางการคลังแก่รัฐบาลเป็นอย่างหนัก รัฐบาลจีนจึงต้องเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น โดยมีการเพิ่มภาษีในชนิดของสินค้าที่ต้องจัดเก็บและเก็บภาษีประเภทต่างๆในอัตราที่สูงขึ้น ในขณะที่สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศกลับมีการการเก็บภาษีในอัตราต่ำตามเงื่อนไขที่ระบุในสนธิสัญญา และจีนต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จากการอนุญาตให้มีการนำเข้าผิ่นโดยเสรี การเปิดประเทศให้ต่างชาตินำสินค้าเข้ามาโดยเสรี ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตและการค้าภายในประเทศ สินค้าเข้าหลายอย่าง เช่นผลิตภัณฑ์สิ่งทอและสินค้าบริโภคนานาชนิดที่มีคุณภาพดีและมีราคาถูกกว่าสินค้าที่มีการผลิตในประเทศ ทำใหัผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าจีนต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากต้องล้มละลายไป

นอกจากการเข้ามาค้าขายในประเทศจีนแล้ว รัฐบาลและบริษัทต่างชาติยังได้รับสิทธิประโยชน์อีกหลายอย่าง เช่น การได้รับสัมปทานในการสร้างทางรถไฟ ทำเมืองแร่ ตั้งธนาคาร และเดินเรือตามในต่างๆภายในประเทศจีน ใน”เขตเช่า”ของชาวต่างชาติตามเมืองใหญ่ๆ ก็เป็นเขตอิทธิพลของชาวต่างชาติโดยประชาชนจีนไม่สามารถเข้ายุ่งเกี่ยวในกิจกรรมต่างๆในเขตเหล่านี้
การบุกรุก การตั้งถิ่นฐาน และการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาของชาวต่างชาติ ตลอดจนการสร้างทางรถไฟตามที่ต่างๆในประเทศจีนยังสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนชาวจีนเป็นอย่างมาก เพราะชาวจีนเห็นว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นการทำลายประเพณีและวัฒนธรรมจีนที่มีอยู่เดิม นอกจากการบุกรุกที่ดินเพื่อสร้างโบสถ์แล้ว การสร้างทางรถไฟยังได้รับการต่อต้านจากประชาชนและข้าราชการหลายคน ที่เห็นว่า การสร้างทางรถไฟมีผลเป็นการทำลาย”ฟงสุ่ย” (风水หรือฮวงจุ๊ย ในภาษาแต้จิ๋ว) หรือความสมดุลทางธรรมชาติ
แต่แม้จะมีผู้ไม่พอใจ รัฐบาลชิงก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้มีการทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ การเข้ามาของชาวต่างชาติในประเทศจีนจึงได้ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม ทำให้เกิดขบวนการที่รุกฮือขึ้นมาต่อต้านและทำร้ายชาวต่างชาติและชาวจีนที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของชาวต่างชาติ ดังเช่นขบวนการกบฏนักมวยในปีค.ศ. 1900 และมีผู้เข้าร่วมกับกลุ่มคนที่ก่อตั้งกองกำลังการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นในการล้มล้างราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

ในช่วง 50 ปีก่อนการสิ้นสุดราชวงศ์ชิง ในประเทศจีนมีเหตุการณ์ที่เป็นผลต่อเนื่องจากการถูกรุกรานของชาวต่างชาติหลายประการ ทั้งที่ริเริ่มโดยรัฐบาลและที่ริเริ่มโดยประชาชน เหตุการณ์ที่สำคัญคือ
1.ขบวนการเลียนแบบประเทศตะวันตก หรือการรณรงค์ให้มีการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศจีน
2. ความพยายามในการปฏิรูปประเทศ และ
3. ขบวนการปฏิวัติเพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง

กระบวนการเรียนแบบตะวันตก(洋务运动)
หลังจากการพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น และการถูกรุกรานโดยกองกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศส รัฐบาลจีนตระหนักว่า ประเทศที่เดิมจีนถือว่าล้าหลังและป่าเถื่อนนั้น แท้ที่จริงมีความเข้มแข็งและมีแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามกว่าจีนมาก ข้าราชการที่กลุ่มอำนาจรัฐอยู่ในสมัยนั้นจึงมีความคิดว่า ประเทศจีนมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาแสนยานุภาพให้มีความทัดเทียมกับต่างประเทศ กระบวนการเลียนแบบตะวันตกหรือการสร้างสถาบันในรัฐบาลที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศจึงได้บังเกิดขึ้น

ขบวนการเรียนแบบชาติตะวันตกนี้ ใช่ชื่อภาษาจีนที่มีความหมายว่ากิจการที่เกี่ยวข้องกับชาติตะวันตก(洋务运动)หรือกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง(自強运动)แนวคิดหลักของกระบวนการนี้คือการเรียนรู้จากชาติตะวันตกเพื่อนำมาใช้งาน แต่ยังคงรักษาระบอบการปกครอง วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของจีนไว้ จึงมีคำขวัญว่า”ศาสตร์จีนเป็นแกนหลัก ศาสตร์ตะวันตกเพื่อใช้งาน” (中学为体、西学为用)ทั้งนี้เพราะผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายในรัฐบาลจีนในสมัยนั้นเห็นว่า อารยธรรมและวัฒนธรรมและสภาพการเมืองการปกครองของประเทศจีนที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณยังมีความเหนือกว่าชาติต่างๆในตะวันตก เพียงแต่ประเทศจีนยังด้อยกว่าประเทศตะวันตกทางด้านแสนยานุภาพและความรู้ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตสินค้าและอาวุธได้ ดังนั้น แนวทางการบริหารประเทศที่ถูกต้องคือ พยายามสร้างแสนยานุภาพและผลิตสินค้าให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก แต่รักษาปรัชญาความคิด วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนระบอบการเมืองการปกครองที่มีการสืบทอดมาเป็นเวลาช้านานของประเทศจีนไว้

กิจกรรมกระบวนการเลียนแบบชาติตะวันตกมีอยู่อย่างหลากหลาย ในส่วนกลาง มีการจัดตั้งสำนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการติดต่อกับต่างประเทศ ทางด้านการศึกษา มีการเปิดการเรียนภาษาและฝึกอบรมบุคลากรในการแปลภาษาต่างประเทศ ในระหว่างปีค.ศ. 1872 ถึง 1875 รัฐบาลรชิงได้ส่งเด็กนักเรียนออกไปศึกษาในต่างประเทศรวมกว่าร้อยคน แต่การส่งเด็กออกไปเรียนหนังสือในต่างประเทศนี้ ต่อมาได้ถูกยกเลิก และนักเรียนที่ส่งออกไปเรียนต่างประเทศถูกเรียกตัวกลับในปีค.ศ.1881 จากข้อเสนอของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนที่เห็นว่าเด็กเหล่านี้ ไปรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติ และนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมจีน โครงการที่ส่งเด็กนักเรียนไปเรียนต่างประเทศจึงได้สิ้นสุดลง จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 จึงมีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ทางด้านการป้องกันประเทศ มีการก่อตั้งโรงงานการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ขึ้นหลายแห่ง ปรับปรุงกองกำลังทหาร จัดตั้งทหารเรือ และโรงเรียนฝึกอบรมทหารเรือ ตลอดจนการซื้อเรือรบจากต่างประเทศ และการตั้งโรงงานการต่อเรือรบในประเทศ
ทางด้านการผลิต นอกจากโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ยังมีการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรกล สิ่งทอและเครื่องใช้อื่นๆ ขึ้นหลายแห่ง ทางด้านการพาณิชย์และการเหมืองแร่ ก็มีการส่งเสริมการเดินเรือพาณิชและการทำเมืองแร่ โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุน แต่ต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาล

อย่างไรก็ดี กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้จากชาติตะวันตกต้องประสบกับอุปสรรคหลายประการ จากการขาดแคลนงบประมาณ การแทรกแซงของทางราชการ และความขัดแย้งของผู้มีอำนาจในรัฐบาล เช่น งบประมาณในการสร้างกองทัพเรือส่วนหนึ่งถูกพระนางชูสีไทเฮานำไปใช้ในการสร้างวังฤดูร้อนและจัดงานฉลองวันเกิด และการส่งนักเรียนกลับประเทศในปี1881 จากความกังวลในเรื่องการไปรับวัฒนธรรมต่างประเทศ ตลอดจากความด้อยประสิทธิภาพทางด้านการลงทุนและการผลิตจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
การพ่ายแพ้อย่างยับเยินของกองทัพเรือจีนในการทำสงครามกับญี่ปุ่น แสดงถึงความล้มเหลวของกระบวนการนี้เป็นอย่างดี

ความพยายามในการปฏิรูปประเทศ

ความคิดการปฏิรูปประเทศในประเทศจีนปะทุขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 19ในระหว่างปีค.ศ. 1895 ถึง 1998 ในระหว่างนั้น มีการเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ในเวลานั้น ประเทศจีนเริ่มมีหนังสือพิมพ์แล้ว แม้ยังมีการเผยแพร่ในวงจำกัด แต่ก็มีคนนำเสนอบทความที่มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศในหนังสือพิมพ์ และมีการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเสรีภาพและประชาธิปไตยออกเผยแพร่ แต่ยังมีคนอ่านจำนวนไม่มาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังอ่านหนังสือไม่ออก และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยสนใจในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ทั้งยังมีความคิดว่าระเบียบการเมืองการปกครอง วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลง

การพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการทำสงครามกับญี่ปุ่น ได้สร้างความอัปยศแก่คนจีนมาก ในปีค.ศ. 1895 ที่มีการเซ็นสัญญากับญี่ปุ่น ตรงกับช่วงเวลาที่มีการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีผู้เข้าสอบนับพันคน ในระหว่างนั้น มีผู้เข้าสอบกลุ่มหนึ่งที่นำโดยคังโหย่วเหวย(康有为)ได้ทำหนังสือขึ้นถวายกษัตริย์ เสนอแผนการปฏิรูปประเทศโดยมีการเสนอว่า ประเทศจีนควรมีการปฏิรูปประเทศในลักษณะเช่นเดียวกันกับการปฏิรูปในประเทศญี่ปุ่น แม้หนังสือนี้ไม่สามารถส่งถึงกษัตริย์ได้ แต่ก็มีการเผยแพร่ในหมู่ข้าราชการ ในปีต่อมา คังโหย่วเหวยในฐานะที่เป็นข้าราชการที่ผ่านการสอบคัดเลือกแล้ว ก็ได้ทำหนังสือเสนอกษัตริย์อีก ซึ่งก็ยังส่งไม่ถึง แต่ความคิดการปฏิรูปประเทศก็ได้รับการเผยแพร่มากขึ้น จนถึงปีค.ศ. 1898 เขาจึงมีโอกาสได้เข้าเฝ้ากษัตริย์และกษัตริย์กวงซวี่(光褚)ซึ่งเห็นด้วยกับความคิดนี้ ได้แต่งตั้งคังโหย่วเหวยเป็นผู้นำการปฏิรูป แม้มีตำแหน่งทางราชการไม่สูง แต่ก็สามารถเสนอแผนการปฏิรูปให้แก่กษัตริย์ เพื่อสั่งดำเนินการตามกฏหมายได้

คังโหย่วเหวยและผู้ช่วยได้เสนอแผนการปฏิรูปที่มีการครอบคลุมหลายด้าน เช่น การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ ปรับปรุงกองทัพ หน่วยราชการและสถาบันตุลาการ ปลดข้าราชการที่มีผลงานไม่ดี อนุญาตให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยและประชาชนทั่วไปสามารถถวายฎีกาโดยตรงถึงกษัตริย์ ปรับปรุงระบบการสอบเข้ารับราชการ โดยยกเลิกการสอบแบบเก่าที่มีรูปแบบไม่ทันสมัย แต่เปลี่ยนเป็นการสอบที่ทดสอบความรู้และความคิด จัดตั้งสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรสมัยใหม่ที่มีการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการจัดพิมพ์หนังสือและจัดทำหนังสือพิมพ์ ส่งข้าราชการไปดูงานในต่างประเทศ ฯลฯ แต่ความพยายามในการปฏิรูป และข้อเสนอต่างๆในการปฏิรูปประเทศของคังและสหายได้สร้างความไม่พอใจให้กับชูสีไทเฮาซึ่งโดยทางการได้คืนอำนาจการปกครองประเทศให้แก่กษัตริย์แล้ว แต่ยังมีการควบคุมการปกครองประเทศอยู่หลายด้านได้ในทางปฏิบัติ และการต่อต้านการปฏิรูปของพระนางก็ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ และข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมจำนวนมาก แม้กษัตริย์กวงซวี่มีความพยายามในการปฏิรูปและได้ทำงานอย่างหนัก แต่ก็ไม่ประสบผล เนื่องจากการคัดค้านต่อต้านของชูสีไทเฮา และขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในที่สุด กฎหมายและกฎระเบียบในการปฏิรูปที่มีการประกาศใช้เพียงประมาณ 100 วันก็ถูกยกเลิกไปหมดจากการทำการรัฐประหารโดยชูสีไทเฮาและกองทัพ กษัตริย์กวงซวี่ถูกจับไปกักขัง และผู้นำการปฏิรูปหลายคนถูกประหารชีวิต แต่คังโหย่วเหวยและผู้ร่วมการปฏิรูปบางคนสามารถหลุดพ้นจากการถูกจับกุมและหนีไปลี้ภัยในประเทศญี่ปุ่น
แม้พระนางชูสีไทเฮาเป็นผู้นำต่อต้านและปราบปรามขบวนการปฏิรูปในปีค.ศ. 1898 แต่หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 10 ปี รัฐบาลราชวงศ์ที่มีพระนางเป็นผู้นำสูงสุด ก็กลับมานำเสนอแผนการปฏิรูปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับแผนที่ถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิงจากการทำรัฐประหารของเขา ทั้งยังมีการสั่งให้ทำการศึกษาการร่างรัฐธรรมนูญ และมีการปกครอง ในรูปแบบที่มีรัฐสภา

หลังจากเหตุการณ์กองกำลังจากแปดประเทศเข้ารุกรานจีนและยึดสิ้นสุดลง ชูสีไทเฮาและบริวารกลับมายังกรุงปักกิ่ง ก็ได้ประกาศแผนการปฏิรูปประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยราชสำนักได้ส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่คณะหนึ่งออกไปศึกษาดูงานในต่างประเทศเป็นเวลาเก้าเดือน เมื่อกลับมาก็ได้นำเสนอรายงานว่าประเทศจีนควรจะปรับปรุงระบอบการปกครอง และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การกำกับของพระมหากษัตริย์ โดยเลียนแบบประเทศญี่ปุ่นอังกฤษที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งหากรัฐบาลปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ ก็ปรับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้และเปลี่ยนให้คนอื่นมาบริหารประเทศแทน แต่พระมหากษัตริย์ยังคงอยู่ต่อไป
ในปีค.ศ. 1906 ชูสีไทเฮาจึงสั่งให้มีการศึกษาระบอบการปกครองที่มีการใช้รัฐธรรมนูญและมีรัฐสภา ในปีค.ศ. 1908 มีการสั่งให้ร่างรัฐธรรมนูญ จัดตั้งคณะรัฐมนตรี โดยแนวคิดการแบ่งแยกอัพนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ และมีแผนการปฏิรูปการปกครองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

เมื่อดูเผินๆแล้ว แผนการปฏิรูปประเทศมีการครอบคลุมที่กว้างขวาง มีทั้งแผนการปรับปรุงการปกครอง การทหาร จัดตั้งโรงเรียนที่มีการเรียนในหลักสูตรสมัยใหม่ และที่สำคัญคือมีการยกเลิกระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการ ซึ่งมีการสืบทอดมาเป็นเวลานับพันปี แต่เมื่อมีการตรวจสอบพิจารณาแผนการปฏิรูปประเทศในรายละเอียดและวิธีการปฏิบัติแล้ว จะพบว่า แผนการปฏิรูปที่นำโดยชูสีไทเฮา เป็นเพียง”ผักชีโรยหน้า” ยากที่จะประสบผลสำเร็จได้ เพราะชูสีไทเฮาและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ชาวแมนจูที่เป็นพรรคพวกของนาง ยังคงคุมอำนาจรัฐไว้อย่างเหนียวแน่นโดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งในคณะรัฐมนตรี ล้วนประกอบด้วยผู้มีอำนาจในรัฐบาล ในขณะนั้น ในทางปฏิบัติ การดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต้องประสบกับอุปสรรคหลายประการ ทั้งความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติ การขาดแคนงบประมาณในการดำเนินงานตามแผน การไม่ปฏิบัติตามแผนการปฏิรูปของข้าราชการ และการทุจริตยักยอกงบประมาณจากการดำเนินการตามแผนปฏิรูป

กล่าวโดยสรุป การดำเนินงานตามแผนการปฏิรูปในครั้งนี้ ต้องประสบกับความล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางเรื่องที่ได้นำมาใช้อย่างต่อเนื่องคือ: 1. การยกเลิกระบบการคัดเลือกการสอบเข้ารับราชการ 2. การสร้างโรงเรียน และ 3. การส่งเด็กนักเรียนไปศึกษาในต่างประเทศ

การยกเลิกการสอบเข้ารับราชการ สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่ได้รับการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากระบบการสอบคัดเลือกแบบเก่าแล้ว คนที่เรียนหนังสือโดยการท่องจำบทประพันธ์มาเป็นเวลานานปี ก็ไม่สามารถสอบผ่านได้ การตั้งโรงเรียนและสถาบันการศึกษาชั้นสูง และการส่งนักเรียนออกไปศึกษาในต่างประเทศ ก็มีผลทำให้เด็กนักเรียนที่ไปเรียนหนังสือในต่างประเทศได้มีโอกาสได้รับรู้ปรัชญาความคิดเกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และได้เห็นถึงความเจริญของประเทศอื่น เมื่อเปรียบเทียบกับความล้าหลังของประเทศจีน เมื่อนักเรียนเหล่านี้กลับมา ก็ต่างพากันเผยแพร่ความรู้ความคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ การเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยที่ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่นและการกดขี่ประชาชนอย่างไม่เป็นธรรมของผู้มีอำนาจ ซึ่งส่งผลเสียต่อการความเชื่อมั่นของประชาชนในการปกครองของราชวงศ์ชิง

การปฏิวัติและการโค่นล้มราชวงศ์ชิง

สภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่เสื่อมทรามหลังจากการพ่ายแพ้ในศึกสงครามกับต่างประเทศหลายครั้ง ทำให้ประชาชนชาวจีนมีความไม่พอใจต่อการปกครองของราชวงศ์ชิงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ความคิดใหม่ๆจากหนังสือพิมพ์ หนังสือและบทความที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ ทำให้ข้าราชการ นักวิชาการและประชาชนที่มีความคิดรักชาติตระหนักว่า ถ้าปล่อยให้ราชวงศ์ชิงหรือชาวแมนจูยังคงมีอำนาจในการปกครองประเทศอีกต่อไป ประเทศจีนที่มีสภาพเสมือนกึ่งเมืองขึ้นอยู่แล้ว จะประสบกับความหายนะมากขึ้น
ในช่วงแรกๆ มีเพียงคนจำนวนน้อยที่เข้าร่วมกับขบวนการที่คิดโค่นล้มกระบวนการราชวงศ์ชิงที่ริเริ่มโดยซุนยัดเซ็น(孙中山)และสหาย แต่ต่อมาก็มีคนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติมากขึ้น นักเรียนที่มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศ เช่น ในอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่กลับมาจีนแล้ว หรือแม้แต่ที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ก็เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติมากขึ้น ในหมู่ทหารเกณท์ก็มีคนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แม้รัฐบาลราชวงศ์ชิงพยายามปราบปราม แต่ขบวนการปฏิวัติก็มีกำลังกล้าแข็งขึ้นตามกาลเวลา

ในปีค.ศ. 1908 ทั้งพระนางชูสีไทเฮา และกษัตริย์กวงซวี่ ได้เสียชีวิตลง ก่อนที่จะเสียชีวิต ชูสีไทเฮาได้แต่งตั้งให้ฟูยี(傅仪)ที่เป็นเด็กที่มีอายุเพียงสามปีขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ แต่อำนาจการปกครองประเทศที่แท้จริง ยังคงตกอยู่กับกลุ่มขุนนางที่เป็นพรรคพวกของพระนาง
จากปีค.ศ. 1895 ถึง 1911 ขบวนการปฏิวัติได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลของราชวงศ์ชิงหลายครั้ง แต่ก็ถูกปราบปรามจากฝ่ายรัฐบาล จนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปลายปีค.ศ. 1911 การปฏิวัติจึงประสบกับความสำเร็จ โดยกลุ่มทหารที่สนับสนุนฝ่ายปฏิวัติสามารถเข้ายึดครองเมืองอู่ฮั่นได้ หลังจากนั้น ผู้ว่าการหลายมณฑลในประเทศจีนได้ประกาศอิสระภาพ ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงอีกต่อไป และ แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายปฏิวัติ

เหวียนซื่อไข่(袁世凱)ซึ่งเป็นผู้คุมกำลังทหารของราชวงศ์ชิงอยู่ในเวลานั้น ได้บีบบังคับให้กษัตริย์ฟูยีสละราชบัลลังก์ และต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติโดยยื่นเงื่อนไขว่า จะต้องแต่งตั้งให้เขาเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลสาธารณรัฐ มิฉะนั้น เขาก็จะใช้กำลังทหารปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ ในที่สุด ซุนยัดเซ็นก็ยอมลาออกจากตำแหน่งและให้ยวนซีไขขึ้นมาตำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อกษัตริย์ฟูยีได้สละราชบัลลังก์ ประเทศจีนยุคที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศที่สืบทอดกันมาเป็นเวลาหลายพันปี ก็ได้สิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ราชวงศ์ชิงได้ถูกโค่นล้มลง ประเทศจีนยังต้องตกอยู่ในสภาพการยึดครองพื้นที่แย่งชิงอำนาจของนายทหารที่คุมกองกำลังตามหัวเมืองต่างๆเป็นเวลาหลายปี จนหลังจากที่ซุนยัดเซ็นเสียชีวิตลง รัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋งที่นำโดยเชียงไคเช็ค(蒋介石) จึงสามารถปราบปรามขุนศึกตามมณฑลต่างๆได้สำเร็จ ทำให้ประเทศจีนกลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่งในปีค.ศ. 1928 แต่สภาพบ้านเมืองก็ยังคงมีความระส่ำระสาย ในเวลาต่อมาอีกไม่นาน ประเทศจีนก็ต้องประสบกับการรุกรานของญี่ปุ่น และการทำสงครามกลางเมืองระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์สามารถเข้ายึดครองอำนาจได้ในปีค.ศ. 1949

เปรียบเทียบจีนกับญี่ปุ่น

ในเอเชียตะวันออก จีนและญี่ปุ่นเป็นสองประเทศที่ไม่เคยตกเป็นประเทศอาณานิคมของชาติตะวันตก ทั้งสองถูกชาวตะวันตกบีบบังคับให้เปิดประเทศในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ในปีค.ศ. 1853 สหรัฐอเมริกาส่งเรือรบที่มีกองกำลังทหารนำโดยนายพลเพอร์รีมาบีบบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และบอกว่า จะมารับคำตอบจากญี่ปุ่นในปีต่อไป การมาเยือนครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนแก่รัฐบาลญี่ปุ่นเวลานั้นซึ่งยังอยู่ในยุคโชกุนโตกุกาวา เป็นอย่างมาก

ญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงแสนยานุภาพของกองทัพเรืออเมริกา จึงยอมทำสนธิสัญญาทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาในปีต่อมา แต่การถูกบังคับให้ทำการค้ากับต่างประเทศในครั้งนี้ ส่งผลให้ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยในปีค.ศ. 1866 กลุ่มซามูไรที่สนับสนุนและจักรพรรดิสามารถโค่นล้มการ รวบอำนาจ ของตระกูลโตกุกาวา จนโชกุนต้องยอมคืนอำนาจการปกครองประเทศให้แก่จักรพรรดิ ยุคสมัยที่ญี่ปุ่นมีการปกครองโดยระบบโชกุนจึงได้สิ้นสุดลง

ปี ค.ศ.1867 จักรพรรดิเมจิขึ้นครองอำนาจ สมัยเมจิเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ การปฏิรูปนี้มีการครอบคลุมหลายด้าน ทั้งระบอบการปกครองประเทศ การทหาร การศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม และมีผลทำให้ญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก

แม้ญี่ปุ่นจะถูกบังคับให้เปิดประเทศจากโลกตะวันตกในลักษณะที่คล้ายกับจีน แต่การตอบสนองของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกันมาก เดิมทีญี่ปุ่นก็มีแนวคิดเรียนแบบตะวันตกเฉพาะด้านแสนยานุภาพและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประเพณีและระบอบการปกครองประเทศเช่นเดียวกับจีน แต่หลังจากที่จักรพรรดิเมจิได้ส่งคณะผู้แทนที่ประกอบด้วยข้าราชการ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มซามูไรที่เคยสนับสนุนจักรพรรดิยึดอำนาจจากโชกุนเป็นคณะทูตรวมกว่า 50 คนออกไปศึกษาดูงานในยุโรป สหรัฐอเมริกา และรัสเซียตั้งแต่ปีค.ศ. 1871 รวมเวลาทั้งหมดหนึ่งปีเก้าเดือน แผนการปฏิรูปของญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
การศึกษาดูงานในต่างประเทศในครั้งนี้มีความละเอียดมาก มีการดูงานในสถานที่ราชการ รัฐสภา กรมทหาร ศาล โรงเรียน อู่ต่อเรือ เรือนจำ กิจการการค้า การเกษตร โรงงานอุตสาหกรรม และสถาบันต่างๆในภาคเอกชน รวมทั้งมีการศึกษาระบอบการเมืองการปกครองในประเทศต่างๆอย่างลึกซึ้ง

การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีความรู้ความเข้าใจในระบอบการเมืองการปกครอง กฏหมาย การพัฒนาอุตสากรรม การเกษตรและการพาณิชย์ ตลอดจนสถาบันภาคเอกชนในประเทศต่างๆ ผู้แทนญี่ปุ่นที่ไปศึกษาดูงาน รู้สึกตกตะลึงในข้อแตกต่างทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศอื่นๆเป็นอย่างมาก หลังจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ ญี่ปุ่นจึงมีนโยบายและมาตรการต่างๆในการปรับปรุงประเทศขนานใหญ่ มีการปฏิรูปทั้งทางด้านระบอบการเมืองการปกครอง การศึกษา ตุลาการ การทหาร อุตสาหกรรม การค้า การเกษตร การคมนาคมขนส่ง มีการใช้รัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในประเทศจีน ในปีค.ศ.1905 หลังจากที่ถูกรุกรานโดยพันธมิตรแปดชาติ ชูสีไทเฮาก็ส่งข้าราชการชั้นสูงห้าคนออกไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แต่ข้าราชการเหล่านี้คงไม่ได้ทำการศึกษาดูงานอย่างจริงจังเหมือนคณะของญี่ปุ่น โดยเฉพาะรายงานการศึกษาดูงานที่นำเสนอต่อชูสีไทเฮานั้น แท้ที่จริงเป็นรายงานที่ข้าราชการที่ออกไปศึกษาดูงาน ขอให้บุคคลสำคัญที่ทำการเสนอแผนการปฏิรูปประเทศเดิมและหนีไปลี้ภัยอยู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ร่าง ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ประเทศจีนจำเป็นต้องมีการปฏิรูป มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จัดตั้งรัฐบาล และมีการปฏิรูปทางด้านอื่นๆ แต่สิ่งที่ถูกใจชูสีไทเฮามากที่สุดในรายงานนี้ก็คือ หากการปกครองประเทศมีปัญหา ก็สามารถปรับเปลี่ยนรัฐสภาและรัฐบาลได้ แต่อำนาจของพระมหากษัตริย์ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ดังเช่นในกรณีของประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ ในปีค.ศ. 1906 ชูสีไทเฮาจึงมีคำสั่งให้ทำการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ระบอบรัฐสภา และมีแผนการปฏิรูปที่มีลักษณะ”ผักชีโรยหน้า”ในเวลาต่อมา ซึ่งต้องประสบกับความล้มเหลวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
นโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อการรุกรานของต่างประเทศที่แตกต่างกันนี้ เกิดจากความแตกต่างกันในแนวทางและวิธีการใการปฏิรูป และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทางด้านต่างๆที่แตกต่างกันมาก

ความพยายามพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตกที่มีความเจริญกว่าระหว่างประเทศจีนและญี่ปุ่นมีอยู่หลายประการ แต่อาจสรุปได้ว่า เกิดจากข้อแตกต่างทางความคิดและวิธีการในทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ

ทางด้านแนวความคิด ประเทศจีนจนถึงสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ทั้งกษัตริย์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป ส่วนมากไม่มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์โลก และคิดว่า ประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของโลกที่มีเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในโลก เพราะในประวัติศาสตร์จีน ก็เคยมีช่วงเวลาที่ชนเผ่าต่างๆ นอกจากเผ่าฮั่นเข้ายึดครองแผ่นดินจีน แต่ก็ต้องยอมรับภาษาและวัฒนธรรมของคนเผ่าฮั่นที่มีความเจริญก้าวหน้ากว่า แม้ราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นคนแมนจูเข้ายึดครองแผ่นดินจีนได้ และมีอำนาจในการปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งยังสามารถบังคับให้ชาวฮั่นแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าแมนจูได้ แต่ทั้งพระมหากษัตริย์และขุนนางข้าราชการทุกระดับชั้นก็ต้องยอมรับภาษาและวัฒนธรรมจีนของชาวฮั่น และใช้ระบอบการปกครองและระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการแบบเดียวกับเดิม เพียงแต่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และมีการปกครองในลักษณะที่มีความเป็นเผด็จการมากขึ้น
แม้ในเวลาต่อมา ประเทศจีนมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น แต่คนจีนทั้งข้าราชการ นักวิชาการและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่มีความสนใจที่จะทำการศึกษาเรื่องราวของต่างประเทศ เพราะคิดว่าประเทศจีนมีความเหนือกว่าชาวต่างชาติทางด้านวัฒนธรรม และระบอบการปกครอง จึงมัก นิยมใช้คำว่า”อี๋”(夷) ที่มีความหมายว่าเป็นคนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม เช่นเดียวกับที่เคยใช้เรียกชนชาติที่มีวัฒนธรรมที่ต่ำต้อยกว่าคนจีน

ในช่วงที่หลินเจ๋อสวีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าฯมณฑลกว่างตง เขาได้พยายามทำการศึกษาเหตุการณ์ในประเทศต่างๆ สั่งให้ เจ้าหน้าที่ทำการแปลข่าวต่างประเทศออกมาเป็นภาษาจีน และยังเขียนหนังสือจากความรู้ที่ได้จากการศึกษาของเขา แต่สิ่งที่เขาทำนี้ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล ทั้งยังมีข้าราชการผู้ใหญ่บางคนประชดประชันเขาว่าไม่สนใจในเรื่องวัฒนธรรมและการปกครองของจีนเอง แต่กลับไปเสียเวลาในเรื่องที่ไร้สาระ ต่อมา เมื่อเขาถูกปลดออกจากราชการและถูกเนรเทศไปอยู่มณฑลซินเจียง เขาก็ได้มอบหมายให้เพื่อนรุ่นน้องชื่อเว่ยเหวียน(魏源) ทำการศึกษาเรื่องต่างๆของโลกต่อ ซึ่งเว่ยเหวียนมีความใส่ใจในการศึกษามาก และได้เขียนหนังสือที่มีเนื้อหาด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง อารยะธรรมและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆในโลกขึ้นหลายเล่ม แต่หนังสือที่เขาเขียนขึ้นมานั้น ก็ไม่ได้รับความสนใจจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนักวิชาการส่วนมากที่ยังคงมุ่งแต่การท่องตำราจีนเพื่อจะได้ผ่านการสอบคัดเลือก ต่อมามีคนนำหนังสือของเขาไปเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น และมีการแปลออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็ได้รับการต้อนรับ ทั้งจากรัฐบาลและประชาชนที่กำลังมีความหิวกระหายที่จะเรียนรู้เรื่องราวของต่างประเทศอย่างกระตือรือร้น

อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงความคิดที่แตกต่างกันระหว่างจีนและญี่ปุ่นคือ ในสมัยกษัตริย์เฉียนหลง อังกฤษได้ส่งคณะทูตที่นำโดยนายแม็กคาร์ตนี่ย์ไปเจรจาการค้ากับจีน ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ประเทศจีนยังคงอนุญาตเพียงให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าในประเทศจีนได้เฉพาะที่เมืองกวางเจาในมณฑลกวางเจา โดยรัฐบาลจีนมีการควบคุมอย่างใกล้ชิดเหมือนเดิม ในการเยือนประเทศจีนครั้งนี้ คณะทูตของอังกฤษได้ถวายปืนสั้นสองกระบอกเป็นของกำนัลให้แก่กษัตริย์เฉียนหลง แต่กษัตริย์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด ต่อมา ในปีค.ศ. 1960 เมื่อกองกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศสเข้ายึดกรุงปักกิ่งบุกเข้าไปปล้นทรัพย์สินและวัตถุโบราณที่มีค่า แล้วจุดไฟเผาสวนเหวียนหมิงเหวียน ก็ได้พบปืนที่เป็นของกำนัลถวายกษัตริย์เฉียนหลงเมื่อ 68 ปีก่อนในพิพิธภัณฑ์ของสวนแห่งนี้ ในกรณีของญี่ปุ่น ในปีค.ศ. 1853 เมื่อคณะของนายพลเพอร์รีออกจากญี่ปุ่นแล้ว แต่มีปืนทิ้งไว้ ชาวญี่ปุ่นก็พยายามเลียนแบบการผลิตปืน ในปีต่อมา เมื่อนายพลเพอร์รีรีกลับเข้ามาใหม่ ญี่ปุ่นก็สามารถผลิตปืนเองได้แล้ว เรื่องทั้งสองที่เล่ามานี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงข้อแตกต่างของความคิดระหว่างคนจีนและคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

ตั้งแต่พ่ายแพ้สงครามให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศจีนก็มีขบวนการศึกษาและเลียนแบบชาติตะวันตก ซึ่งมีกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ก็ยังมีความคิดว่า จีนไม่ต้องเลียนแบบชาติตะวันตกทางด้านปรัชญาความคิด วัฒนธรรมและระบอบการเมืองการปกครอง และโครงการส่งเด็กนักเรียนไปศึกษาในต่างประเทศก็ได้ถูกยกเลิกกลางคัน แม้มีการถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่ในอีกประมาณ 25 ปีต่อมา
ในตอนปลายของศตวรรษที่ 19 สมัยที่ชูสีไทเฮายังมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ก็มีนักวิชาการจีนที่มีความรู้ในภาษาต่างประเทศทำการแปลหนังสือออกมาเป็นภาษาจีนแล้ว แม้ไม่มีการเผยแพร่ในวงกว้าง แต่หนังสือเหล่านี้ รวมทั้งบทความที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ ก็มีผลทำให้ข้าราชการและประชาชนที่มีความรู้สามารถรับรู้ถึงปรัชญาความคิดเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและความรู้ทางด้านอื่นๆของชาติตะวันตก ผู้ที่มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศ เมื่อกลับเข้ามาในประเทศจีน ก็เริ่มทำการเผยแพร่ ความรู้และความคิดที่พวกเขาได้ไปศึกษามา ซึ่งก็มีผลผลักดัน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในประเทศจีนในเวลาต่อมา และนำไปสู่การปฏิวัติและการล่มสลายของราชวงศ์ชิง

ข้อแตกต่างในการปฏิบัติ

แม้ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และการเลียนแบบชาติตะวันตก แต่มีแผนการปฏิบัติที่แตกต่างกันมาก ภายใต้แนวคิด”ศาสตร์จีนเป็นแกน ศาสตร์ต่างชาติไว้ใช้งาน” จีนจึงไม่ยอมมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสถาบันใดๆ ทั้งระบอบการปกครอง กฎหมายและกฎระเบียบ และวิธีการจัดการทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง แม้ในภายหลัง มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการค้าและอุตสาหกรรมที่เลียนแบบชาติตะวันตก และอนุญาตให้ผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ แต่ภาครัฐยังมีการควบคุมกิจการเหล่านี้ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งยังมีการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง

ขบวนการการสร้างความเข้มแข็งแก่ตนเองของประเทศจีน จึงมีความแตกต่างกับของญี่ปุ่นอย่างมาก การปฏิรูปประเทศในสมัยจักรพรรดิเมจิ มีขอบเขตการปฏิรูปที่กว้างขวาง ทางด้านการรปกครอง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูน ใช้ระบอบรัฐสภา ปฏิรูปกฎหมาย ยกระดับสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยกเลิกการลงโทษที่มีความป่าเถื่อนรุนแรง หลังจากการเจรจาเป็นเวลาหลายปี ประเทศอังกฤษและอเมริกาก็ยอมที่จะยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ญี่ปุ่นในปีค.ศ.1894

เมื่อเทียบกับการปฏิรูปการเมืองในลักษณะ”ผักชีโรยหน้า”ของราชวงศ์ชิงที่นำโดยพระนางชูสีไทเฮา ซึ่งยังคงรักษาอำนาจการปกครองประเทศให้อยู่ในมือของกษัตริย์และขุนนางชั้นสูงที่เป็นชนเผ่าแมนจูไว้อย่างเหนียวแน่นนั้น จึงมีความแตกต่างกันมาก
ในทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาการค้าและอุตสาหกรรม และอนุญาตให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในภาคการผลิตเหล่านี้ เมื่อรัฐบาลประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะขายกิจการให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชน ทางด้านการค้า แม้ญี่ปุ่นเปิดให้มีการค้าเสรี แต่ก็ไม่อนุญาตให้นำฝิ่น เข้ามาจำหน่ายในประเทศอย่างเด็ดขาด

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ แม้ญี่ปุ่นมีการปฏิรูปประเทศในเชิงลึก แต่ก็ยังสามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาชินโต และมีความเคารพบูชาพระมหากษัตริย์เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประสบกับความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ ญี่ปุ่นก็กลายมาเป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่ออกไปทำสงครามรุกรานประเทศอื่น เช่น ยึดครองเกาหลี ทำสงครามกับจีนและรัสเซีย และต่อมาได้เข้าร่วมกับประเทศกลุ่มอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง เข้ารุกรานประเทศต่างๆในเอเชียและที่อื่นๆ และในที่สุด ต้องประสบกับความพ่ายแพ้และประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการ ในปีค.ศ. 1945

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com