INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จีน ”ขังลืม” มุสลิมอุยกูร์นับแสน

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

จีน”ขังลืม”มุสลิมอุยกูร์นับแสน

วันนี้ขอเว้นจากการเขียนถึงการเมืองไทยและการเมืองระหว่างประเทศ หันไปดูเรื่องสิทธิเสรีภาพของมนุษยชาติกันหน่อย มุ่งไปที่เมืองจีนโน่นเลยครับ

เมืองจีนที่ว่ากันว่า เปิดกว้างรับต่างชาติมากขึ้นในปัจจุบัน อันเป็นยุคที่ลูกหลานของ”เติ้ง เสี่ยว ผิง”รัฐบุรุษจีนผู้พูดว่า”ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ-หากจับหนูเป็น ก็ใช้ได้” ซึ่งหมายความว่า “ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ถ้ารักษาผลประโยชน์ของจีนได้ ก็ใช้ได้”นั้น

อธิบายต่อได้ว่า “แม้จีนจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็สามารถเอาการตลาดของระบอบทุนนิยม(ที่จีนเกลียดชัง)มาประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์โภชน์ผล แก่สังคมส่วนรวม ได้อย่างกว้างขวาง ไม่ต้องเคร่งครัดยึดมั่น ในหลักการคอมมิวนิสม์” อย่างสมัยที่ ”เหมา เจ๋อ ตุง”เรืองอำนาจ  ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านทั่วไป ต้องอดอยากปากไหม้ เพราะห้ามโน่นห้ามนี่จุกจิกไปหมด ขยับโน่นขยับนี่ ไม่ได้เลย

แนวความคิดของ”เติ้ง”ดังกล่าวส่งผลให้จีนเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ทำให้จีนได้ลืมตาอ้าปาก กลายเป็นชาติที่ทรงอิทธพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก จนทุกวันนี้  ช่วยให้เปลี่ยนจีน ที่เคร่งหลักการ มาเป็นจีนที่ทันสมัย ด้วยการใช้ทุนนิยมแบบจำกัด ใช้ธุรกิจการตลาดปรับตัวเข้ากับโลกได้รอบด้านมากขึ้น รุกทางเศรษฐกิจคล่องตัวขึ้น

เพียงแต่ว่า ความเจริญที่เกิดจากการใช้แรงงานราคาถูกอย่างกว้างขวางนี้ ผลพวงในรูปความมั่งคั่งที่ได้รับ ยังคงมีปัญหากระจุกตัวในบางพื้นที่เท่านั้น ไม่แพร่หลายกระจายความมั่งคั่งได้ทั่วถึง เพราะประเทศจีนใหญ่เกินไป มีประชากรมากมายถึง ๑,๔๐๐ ล้าน

การมีประชากรมากมายเกินไป แถมมีหลายเผ่าพันธุ์ แม้ทางการจีนจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็ยังมีความเชื่อถือศรัทธาหลายอย่าง ที่หลงเหลืออยู่ ไม่สามารถใช้ลัทธิคอมมิวนิสม์ครอบงำได้ทั้งหมด รวมทั้งความเชื่อศรัทธาในศาสนา รวมทั้งศาสนาอิสลาม เฉพาะในบางพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้เด็ดขาด จนถึงกับต้องใช้ความรุนแรงกวาดล้างกัน โดยเฉพาะกับมุสลิม”อุยกูร์”ในซินเจียง

นี่เป็นที่มาของคำถามที่ว่า มีการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพมากเพียงไรกับมุสลิมในจีน ซึ่งมีมุสลิมอยู่ระหว่าง ๐.๔๕ เปอร์เซ็นต์ถึง ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ในจีน (จากประชากร ๑,๔๐๐ ล้าน)

ตอบว่า การล่วงละเมิดสิทธิ กลับไม่เกิดกับกลุ่มมุสลิมที่เรียกว่าชาว”หุย”ซึ่งพูดภาษาจีนกลางเพราะไม่มีภาษาของตนเอง มีเชื้อสายมาจากเปอร์เซียและอาหรับตลอดจนพื้นที่เอเชียกลางที่เป็นถิ่นของชนเผ่าเร่ร่อนอยู่ในเส้นทางสายไหม ขณะนี้มีชาว”หุย”เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของชาวมุสลิมในจีนที่มีราว ๑๐ ล้านคน พวกนี้ไม่เคร่งศาสนา กระจัดกระจายอาศัยอยู่ทั่วไปในเมืองจีน แต่มีมากที่สุดในเขตปกครองตนเอง”หนิงเซี่ยหุย” ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ที่สำคัญก็คือกลุ่มชาว”หุย”ไม่คุกคามความมั่นคงของประเทศ  สามารถกลมกลืนเข้าได้กับชาวจีนทั่วๆ ไป แต่ถ้าประพฤติเลยเถิดขัดหลักการคอมมิวนสต์ รัฐก็จะเข้าควบคุมไม่ละเว้น

จากมุสลิมกลุ่มต่างๆ ราว ๑๒ กลุ่มในจีนนั้น “มุสลิมอุยกูร์”ซึ่งเป็นชนเผ่าผสมหลายเผ่าพันธุ์ที่”พูดภาษาเตอร์กิช”มีประชากรราวเก้าล้านคน ซึ่งต่อมามีภาษา(อุยกูร์)เป็นของตนเอง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเอง “ซินเจียงอุยกูร์” ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ชนกลุ่มนี้ มีประวัติความเป็นมากว่า ๔,๐๐๐ ปี ตั้งถิ่นที่อยู่ ณ กึ่งกลาง ในการติดต่อทำมาค้าขายระหว่างตะวันออก-ตะวันตก จนกระทั่งศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามแผ่เข้ามา เมื่อกว่า ๑,๔๐๐ ที่แล้ว จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน

และก็ไม่แปลกเมื่อจีนผนวกดินแดนแห่งนี้เข้าไว้ โดยล่าสุดพยายามเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ อ้างว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของจีนมาเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาลเสียด้วยซ้ำไป

หลังสุด ด้วยการส่งชาวฮั่นอพยพเข้ามาอยู่ร่วม โดยเริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๕๐ ถึงปี ๑๙๗๐ จนปัจจุบันอัตราส่วนประชากรระหว่างชาวฮั่นกับชาวอุยกูร์ อยู่ที่ ๔๕ ต่อ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เป็นชนเผ่าอื่นๆ

ชาวอุยกูร์ จึงลุกขึ้นต่อต้านและเรียกร้องเอกราช เมื่อทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ ก็ด้วยการเคลื่อนไหวใต้ดิน จนกระทั่งด้วยการก่อการร้ายในที่สุด

แต่มีหรือ ที่จีนจะยอม เพราะเขตปกครองตนเอง”ซินเจียงอุยกูร์ “นั้น เป็นแหล่งสำรองทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ อาทิ น้ำมันดิบ ก๊าซ ถ่านหินและแร่ธาตุต่างๆ จึงไม่สามารถจะปล่อยให้หลุดมือไปได้

เมื่อการต่อต้านกลายสภาพเป็นการก่อการร้าย ทางรัฐบาลกลางที่ปักกิ่งและรัฐบาลท้องถิ่น ก็ลงมือปราบปรามอย่างหนักและไม่ไว้หน้า จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ขณะเดียวกันจีนก็พบว่า ชาวอุยกูร์มีศาสนาเป็น”แก่นกลาง”รวมพลัง ในการต่อสู้ จึงพยายามทำและกวาดล้างด้วยการบีบคั้น มิให้ชาวอุยกูร์ไว้เครา หรือแต่งตัว ที่บ่งชี้ว่าเป็นมุสลิม เช่น การสวมใส่หิญาบและผ้าคลุมหน้าอื่นๆ และค่อยๆ สั่งปิดมัศยิดหรือสุเหร่า มิให้ผู้คนไปชุมนุมละหมาดเช่นที่เคย ซึ่งเท่ากับลิดรอนเสรีภาพอย่างไม่ไว้หน้า เพราะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมเหล่านี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในแนวทางคอมมิวนิสต์

ในหลายปีมานี้ มีคนนับล้านหายไป ลือกันว่าถูกกวาดต้อนเอาไปเข้าค่ายสัมมนา ณ พื้นที่อันห่างไกล เพื่อ”ลด-ละ-เลิก”นับถือศาสนาอิสลาม

ต่อเมื่อแน่ใจว่า พวกนี้ประพฤติตัวอยู่ในข่ายที่รัฐกำหนดจึงจะปล่อยตัวออกมา แต่ก็ยังเห็นว่า มีใครแสดงตัวตนว่าหลุดออกมาจากค่ายสัมมนาที่ว่านั้น

แต่ที่สำคัญมาก ก็คือทำโครงการ”ล้างสมอง”กับเด็กหนุ่มสาวมุสลิมรุ่นใหม่ๆ มิให้เชื่อและศรัทธาใน”อิสลาม”ซึ่งโครงการนี้เท่ากับการวางแผนระยะยาว หมายขุดรากถอนโคนศาสนาอิสลามกันเลยทีเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า นักข่าว “จอห์น ซุดเวอร์ธ“ ได้รับเชิญไปชมสถานที่ฝึกอบรมเยาวชนอุยกูร์ อย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐของจีน ซึ่งเฝ้าตามตัวเขาแจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก หลังทางสหประชาชาติออกรายงานมาว่า มีการตั้งค่ายลับๆ ขึ้นมาเพื่อ”ล้างสมอง”ชาวอุยกูร์ที่แข็งขืนทั้งชาวและหญิง

แต่ทางการจีนก็อ้างว่า ผู้คนในค่ายอยู่ระหว่างการ”ปฏิรูปตัวเอง”

เมื่อ”จอห์น ซุดเวิร์ธ”ไปพูดคุยกับบางคน(ที่มีทีท่าร้อนรน)แล้ว ก็ได้รับคำตอบว่า พวกเขาติดเชื้อ”ความรุนแรง”มา ก็เลย”อาสา”เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยนนิสัยและความเชื่อ มีใครบังคับให้มา

“จอห์น ซุดเวิร์ธ”บอกว่า คุยกับกี่คนๆ  ก็ได้รับคำตอบคล้ายๆ กัน อย่างนี้

ถือว่า เป็นการ”จัดฉาก”ให้สัมภาษณ์ ได้อย่างแนบเนียนยิ่ง

เมื่อถามว่า การเข้าค่ายนี้เริ่มมาแต่เมื่อไร เจ้าหน้าที่จีนที่พาเขาเข้าไป ก็จ้องหน้า ตอบว่า “ตลอด ๓๒ เดือนที่ผ่านมานี้ ไม่เคยเกิดการก่อการร้ายอีกเลย แม้แต่ครั้งเดียว”

รายงานของบีบีซีระบุว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่ามีชาวอุยกูร์หลายแสนคน ถูกขังอยู่ในค่าย โดยไม่มีการดำเนินคดี จึงไม่รู้ว่าจะพ้นจากที่คุมขังเมื่อไร ซึ่งเท่ากับเป็นการ”ขังลืม”นั่นเอง

การ”ขังลืม”นั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสมัยที่ไทยใช้กฎหมายอันธพาล ซึ่งดูเหมือนว่าจะเริ่มบังคับใช้ ในสมัยจอมพลสฤษด์ ส่งผลทำให้ชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งจากภาคใต้ ราว ๒๐๐ ราย ถูกกักตกค้างอยู่ที่สถานที่กักกันคลองไผ่อำเภอสีคิ้ว(ปัจจุบันเป็นเรือนจำกลางคลองไผ่) ในสมัยที่อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนลืมกันไปเลย ยกเว้นครอบครัวของพวกเขาที่พากันไปเยี่ยมเยียนและผมบังเอิญสังเกตเห็น

ก็ผมนี่แหละครับ ที่ทำข่าวเปิดเผยเรื่องนี้เป็นคนแรกใน”สยามรัฐ” จากนั้น สื่อกระแสหลักก็พากันทำข่าวและเผยแพร่ข่าวกันเกรียวกราว จนในที่สุดอาจารย์สัญญา ท่านต้องจัดการเพื่อปล่อยตัวผู้ถูกกักขังกลับบ้าน ซึ่งนั่นก็เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เช่นกัน

กรณีกักกันชาวอุยกูร์แบบ”ขังลืม”นี้ ยังไม่มีใครกล้าจัดการกับจีน ไม่ว่าสหรัฐ หรือสหภาพยุโรป และที่สำคัญ ไม่ค่อยมีใครกล้าทำข่าว นอกจากบีบีซี

ใครยังเชื่อว่า เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง กับมุสลิมอุยกูร์ เชิญติดต่อขอทำข่าวจากสถานทูตจีนประจำไทยได้เลยครับ

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com