INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ลีน แคนวาส โมเดลธุรกิจหน้าเดียว

ลีน แคนวาส โมเดลธุรกิจหน้าเดียว

ผ้าใบโมเดลธุรกิจและวิธีการของลีน สตาร์ทอัพได้กลายเป็นมาตรฐานภายในโลกของสตาร์ทอัพไปแล้ว
ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นวิธีการอย่างหนึ่งเพื่อการสร้างโมเดลธุรกิจของบริษัทด้วยวิถีทางที่มองเห็นได้และตรงไปตรงมา มันสามารถถูกใช้ที่จะพัฒนาความคิดทางธุรกิจใหม่ หรือวาดโมเดลธุรกิจของธุรกิจที่มีอยู่ ผ้าใบโมเดลธุรกิจได้ถูกพัฒนาโดยอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ เมื่อ ค.ศ 2008 และเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการลีน สตาร์ทอัพการเขียนแผนธุรกิจจะช่วยให้เราได้นักลงทุน โมเดลธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้จะช่วยนำทางเราไปสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ
สตาร์ทอัพ จะเป็นบริษัทที่ริเริ่มโดยผู้ก่อตั้งหรือผู้ประกอบการที่จะค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ผู้ประกอบการได้วางแผนสตาร์ทอัพเพื่อที่จะพัฒนาและทดสอบโมเดลธรุกิจที่ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวคิดของสตาร์ทอัพและการเป็นผู้ประกอบการจะเหมือนกัน แต่กระนั้นการเป็นผู้ประกอบการจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ทุกอย่าง และธุรกิจที่อาจจะไม่เคยมุ่งหวังให้เจริญเติบโต ในขณะที่สตาร์ทอัพจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ที่มุ่งให้เจริญเติบโตเลยพ้นไปจากผู้ก่อตั้งคนเดียว สตาร์ทอัพจะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง และอัตราความล้มเหลวที่สูง แต่สตาร์ทอัพส่วนน้อยที่บรรลุความสำเร็จจะมีโอกาสกลายเป็นบริษัทใหญ่และมีอิทธิพล
สตาร์ทอัพบางบริษ้ทได้กลายเป็นยูนิคอร์น บริษัทสตาร์ทอัพเอกชนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ สตาร์ทอัพจะเป็นเพียงแต่บริษัทใหม่ ธุรกิจที่ได้ถูกสร้างขึ้นไม่นานมานี้ แต่กระนั้นห้าปีที่ผ่านมาคณะบริหารธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกได้คิดค้นคำนิยามทางวิชาการที่แตกต่างกันของอะไรคือสตาร์ทอ้พที่แท้จริง
คำนิยามของสตาร์ทอัพที่ถูกยอมรับมากที่สุดโดยคณะบริหารบริหารธุรกิจจะถูกนิยามโดยสตีฟ แบลงค์
สตีฟ แบลงค์ จะเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของซิลิคอน แวลลี่ย์ และเป็นผู้นำความคิดเห็นที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง เขาได้สอนการเป็นผู้ประกอบการ ณ ทั้งมหาวิทยาลัยเบิรคเลย์และสแตนฟอร์ดสตีฟ แบลงค์ ได้ใช้เวลาของเขาอย่างมาก เพื่อที่จะแสดงแก่ผู้ประกอบการจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เขาได้ทำระหว่างอาชีพที่ยาวนานของเขา และการเพิ่มโอกาสของความสำเร็จของพวกเขาได้อย่างไร”ลีน สตาร์ทอัพ” ของอีริค รีส ที่เลื่องลือจะกำเนิดจากนักศึกษาคนหนึ่งของสตีฟ แบลงค์ ร่วมกับอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ พวกเขาได้สร้างการรณรงค์ของการศึกษาโลกของสตาร์ทอัพ ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นแผ่นแบบอย่างหนึ่งของลีน สตาร์ทอัพเพื่อการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ มันจะเป็นแผนผังที่มองเห็นได้ด้วยองค์ประกอบที่อธิบายการนำเสนอคุณค่าของผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน ลูกค้า และการเงินของบริษัทผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจได้ถูกนำเสนอเริ่มแรกโดยอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ การใช้ผืนผ้าใบนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับลูกค้าที่เราตอบสนอง ข้อเสนอคุณค่าอะไรได้ถูกนำเสนอผ่านช่องทางอะไร และบริษัทของเราทำเงินอย่างไร เราสามารถใช้ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจที่จะเข้าใจโมเดลธุรกิจของเราเอง หรือของคู่แข่งขันของเราด้วยสตาร์ทอัพที่ใช้ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจสามารถสร้างโมเดลธุรกิจได้ครอบคลุมความคิดของผลิตภัณฑ์จะชัดเจนมากขึ้นที่จะดึงดูดนักลงทุนในที่สุด เราทุกคนต้องการเข็มทิศแห่งความสำเร็จ ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจจะยอดเยี่ยมต่อสตาร์ทอัพทุกประเภท การสร้างกรอบข่ายทางโครงสร้างจากการก่อตั้ง ไปสู่เอ็มวีพี ไปสู่ตลาดสตาร์ทอัพคือ ” องค์การชั่วคราวออกแบบที่จะมองหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ” ในขณะที่ “บริษัทจะเป็นองค์การถาวรออกแบบที่จะดำเนินการโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ” ดังนั้นความแตกต่างคือ สตาร์ทอัพจะมองหาโมเดลธุรกิจที่ดึงดูด ในขณะที่บริษัทจะมีโมเดลธุรกิจอยู่แล้วและมุ่งที่การดำเนินการโมเดลธุรกิจให้บรรลุความสำเร็จ ความแตกต่างนี้จะกระทบต่อลักษณะและความต้องการขององค์การทั้งสองประเภท
ตามแนวคิดของสติฟ แบลงค์ การค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้จะต้องดำเนินตามวิธีการวิทยาศาสตร์บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ทดสอบได้ การตรวจสอบทางประสบการณ์ของสมมุติฐานด้วยการทดลองและการวิเคราะห์ผลลัพธ์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ใหม่นี้จะรู้จักกันว่าเป็น “วิธีการลีนสตาร์ทอัพ” ที่พัฒนาโดยอิริค รีส์
นี่คือทำไมสตาร์ทอัพที่ถูกทดลองจะมีโอกาสของความสำเร็จที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำไม เพราะว่าพวกเขาจะได้ความรู้จากจุดสำคัญของโมเดลธุรกิจของพวกเขาอย่างรวดเร็ว การทำให้พวกเขาลดความเสี่ยงภัยแต่เริ่มแรกเท่าที่จะเป็นไปได้
ลีน สตาร์ทอัพไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางเทคนิคหรือการคิดค้น
ลีน สตาร์ทอัพ จะมุ่งที่ “โมเดลธุรกิจ” ใหม่ และแม้แต่ไม่ต้องกล่าวถึงถ้อยคำเทคโนโลยีเลย เราจะมีตัวอย่างที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เทคโนโลยี่ปรากฏขึ้นภายในอเมริกาย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1950 ภายในอุตสาหกรรมร้านอาหาร ผู้ก่อตั้งได้มองหาโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ จากนั้นมันได้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก แมคโดนัลด์ เรื่องราวที่เล่าประวัติของแมคโดนัลด์ได้ดีมากคือภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ ฟาวเดอร์”

โมเดลธุรกิจของเราสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของโลกและความล้มเหลวที่สิ้นหวังได้ เพียงแต่ถามบุคคลถึงซีรอกซ์ 914 เท่านั้น เมื่อ ค.ศ 1959 เครื่องถ่ายเอกสาร 914 ของซีรอกซ์ จะเป็นผู้พลิกเกมที่มีศักยภาพ แต่ราคาของมันจะเป็นหกเท่าของคู่แข่งขัน ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสมันได้ ดังนั้นบริษัทได้พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ แทนการขายเครื่องถ่ายเอกสาร พวกเขาได้ให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร 95 เหรียญต่อเดือน และคิดราคาแผ่นละไม่กี่เซ็นต์ถ้าเกิน 2,000 แผ่นต่อเดือน เนื่องจากความรวดเร็วและความสะดวกของ 914 ในไม่ช้าเครื่องถ่ายเอกสารที่ไม่สามารถถูกขายได้ได้กลายเป็นผู้สร้างรายได้อย่างมหาศาลอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ต้องการที่จะกระตุ้นการคิดดังกล่าวนี้ และเขาได้พ้ฒนาวิถีทางที่ใช้ง่ายที่จะกระทำมัน ผ้าใบโมเดลธุรกิจของเขาจะเป็นแม่แบบรูปภาพอธิบายส่วนประกอบที่สำคัญเก้าส่วนของโมเดลธุรกิจอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ได้กล่าวว่า เมื่อเราได้เข้าใจโมเดลธุรกิจแล้ว จากนั้นเราสามารถเริ่มต้นสร้างต้นแบบของโมเดลธุรกิจคล้ายกับเราสร้างต้นแบบของผลิตภัณฑ์ การกระทำพูดเสียงดังกว่าคำพูด เราจะมีความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ระหว่างสิ่งที่บุคคลพูดและสิ่งที่บุคคลได้กระทำ บุคคลอาจจะบอกเราว่าพวกเขาตื่นเต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา แต่เมื่อพวกเขาอยู่ภายในสถานการณ์ของการซี้อ พฤติกรรมของพวกเขาอาจจะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่มักจะเป็นผู้รับฟังที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาสามารถระบุแบบแผนและรวบรวมรายละเอียดเล็กน้อยภายในเรื่องราวของลูกค้า ผู้ก่อตั้งจะกระทำผิดเมื่อพวกเขาได้เริ่มต้นที่จะเชื่อว่าธุรกิจของพวกเขาจะเป็นจริงตามที่เขียนไว้ เขาได้แนะนำผู้ประกอบการให้เผาแผนธุรกิจของพวกเขา ถ้ามันเป็นเพียงแต่อันตรายเกินไปต่อสุขภาพของธุรกิจของเราอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ผู้ประกอบการชาวสวิส ได้รับปริญญาเอกทางระบบข้อมูลจากมหาวิทยาลัยโลซาน เขาได้สร้างผ้าใบโมเดลธุรกิจภายหลังจากการศึกษาสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจที่มีอยู่ เขาได้กล่าวว่า เราจะมีคำนิยามจำนวนมาก ที่ปรึกษาปริญญาเอกของผมและผมได้สังเคราะห์มันเป็นโมเดลธุรกิจใหม่จากนั้นเราได้ทดสอบมันกับผู้ประกอบการ แนวคิดได้ถูกกระจายไปอย่างรวดเร็วจากยุโรปไปสู่อเมริกา การนำใช้ภายในบริษัทที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่น 3 เอ็ม พี แอนด์ จี จีอี แและเนสท์เล่ และขบวนการลีน สตาร์ทอัพ และได้ถูกรวมเข้าไว้ภายในหลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการของสตีฟ แบลงค์แนวคิดของผ้าใบโมเดลธุรกิจได้ถูกแนะนำโดยอเล็กชานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ เมื่อค.ศ 2004 ต่อจากนั้นเขาได้พัฒนามันร่วมกับอีฟ พินเญอร์ และอลัน สมิธ และชุมชนของผู้เชี่ยวชาญ 470 คน ภายใน 45 ประเทศทั่วโลก การนำไปสู่การพิมพ์หนังสือชื่อ Business Model Generation หนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งของโลกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 30 ภาษา ปัจจุบันนี้ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ และมันได้ถูกสอนภายในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เช่น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด บีเอ็มซี จะเป็นเครื่องมือที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่ได้นำเสนอจุดมุ่ง ความยิดหยุ่น ความโปร่งใส เราไม่ต้องการสิิบหน้าของแผนธุรกิจสมัยเดิมต่อไปอีกแล้วที่จะเข้าใจความซับซ้อนของธุรกิจ บีเอ็มซีภายในหนึ่งหน้าจะอธิบายองค์ประกอบแกนที่ขับเคลื่อนธุรกิจจุดมุ่ง บีเอ็มซีจะสั้นกระชับกว่าแผนธุรกิจสมัยเดิมการเอาออกไป 30 + หน้ายัดใส้ภายในแผนธุรกิจสมัยเดิม บีเอ็มซีจะปรับปรุงความชัดเจนและมุ่งสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจความยืดหยุ่น การวางอยู่บนหน้าเดียว มันง่ายขึ้นที่จะอ่านมากกว่าแผนธุรกิจมันง่ายขึ้นมากที่จะปรับแต่งโมเดล และพยายามกับบางสิ่งบางอย่างบนหน้าเดียวความโปร่งใส มันง่ายที่จะเข้าใจมากกว่าโมเดลธุรกิจที่ลึกลงไปในรายละเอียดทางด้านขวาของบีเอ็มซีจะมุ่งที่ลูกค้า – ภายนอก ในขณะที่ทางด้านซ้ายจะมุ่งที่ธุรกิจ – ภายในทางด้านขวาและซ้าย – ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน จะรวมเข้าด้วยกันด้วยการนำเสนอคุณค่าภายในศูนยกลาง เพื่อที่จะแสดงการแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างธุรกิจของเราและลูกค้าอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ได้เปรียบเทียบผ้าใบโมเดลธุรกิจกับโรงละคร โรงละครจะมีหน้าเวทีและหลังเวที บุคคลจะไม่สนใจเกี่ยวกับหลังเวที แต่มันจะทำให้หน้าเวทีบังเกิดขึ้นได้ หน้าเวทีคื่อสิ่งที่บุคคลสนใจ และมันเป็นสิ่งที่บุคคลเต็มใจจะจ่าย หลังเวทีทำให้หน้าเวทีเป็นไปได้ หลังเวทีจะเป็นสิ่งที่ต้องเสียเงิน ทำนองเดียวกับโรงละคล โมเดลธุรกิจจะมีหน้าเวทีที่นำไปสู่รายได้ และหลังเวที่ที่สร้างต้นทุน การกำจัดส่วนประกอบใดของผ้าใบโมเดลธรกิจ เราจะสูญเสียภาพใหญ่…….บุคคลหลายแสนคนที่รายรอบบีเอ็มซีจะมีหลังเวทีถ้าเราเพียงแต่ไปข้างหลังม่าน หลังเวทีของบีเอ็มซีจะอยู่ทางด้านซ้ายของกล่องการนำเสนอคุณค่า ความมุ่งหมายของหลังเวทีคือ การรักษาให้การแสดงดำเนิินอยู่ต่อไปที่เกิดขึ้นทางหน้าเวทีหลังเวทีจะเป็นที่ที่บริษัทขับเคลื่อนต้นทุน เป้าหมายร่วมของบริษัททุกบริษัทคือความสามารถที่จะทำกำไร รายได้ของบริษัทของเราจะต้องสูงกว่าต้นทุนหน้าเวทีจะเป็นที่ที่บริษัทมีโอกาสเกี่ยวพันกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้กับลูกค้า ลูกค้าไม่สามารถจะมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหลังเวทีโมเดลธุรกิจได้อธิบายบริษ้ทจะสร้าง นำเสนอ และยึดครองคุณค่าอย่างไร บุคคลทุกคนจะมีวิถีทางที่มีลักษณะเฉพาะของพวกเขาเองของการมองโมเดลธุรกิจ เราระมีความต้องการมากขึ้นเพื่อแม่แบบที่เหมือนกันที่จะระบุและอภิปรายโมเดลธุรกิจ แม่แบบนี้ควรจะประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจใหม่และเก่าทั่วทั้งอุตสาหกรรมโมเดลธุรกิจจะไม่ใช่แผนธุรกิจ แผนธุรกิจสมัยเดิมจะถูกเขียนบนพื้นฐานของการวิจัยและสมมุติฐานที่คาดคะเนไว้ แต่ไม่ได้ถูกทดลอง มันจะไม่เคยจนกว่าแผนจะได้เผชิญกับลูกค้าคนแรก สมมุติฐานของแผนจะถูกพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ผ้าใบโมเดลธุรกิจของอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ได้ถูกพิมพ์ภายในหนังสือ Business Model Generation จะแสดงกรอบความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปของการเป็นผู้ประกอบการ ผ้าใบโมเดลธุรกิจของเขาจะมีเก้ากล่องคือ 1 หุ้นส่วนที่สำคัญ 2 กิจกรรมที่สำคัญ 3 ทรัพยากรที่สำคัญ 4 การนำเสนอคุณค่า 5 ความสัมพันธ์กับลูกค้า 6 ช่องทาง 7 กลุ่มลูกค้า 8 โครงสร้างต้นทุน 9 กระแสรายได้ถ้อยคำ “ลีน” จะอยู่ภายในทุกที่ปัจจุบันนี้ ในขณะที่อีริค รีส์ ผู้เขียนลีน สตาร์ทอัพ ได้กลายเป็นหน้าตาของขบวนการนี้ ปรัชญาของลีน สตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นฐานบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าผ้าใบโมเดลธุรกิจของ
อเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์
อเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ได้กล่าวว่า เราจะมีคำพูดว่าไม่มีแผนธุรกิจใดเลยจะอยูรอดจากการสัมผัสลูกค้าครั้งแรก ทันทีที่มันออกไปข้างนอก สิ่งแรกที่เราต้องทำคือเผามัน และเราจะรู้สึกว่าเราได้สูญเสียเวลาไป ผ้าใบโมเดลธุรกิจได้เกิดขึ้นจากความต้องการนี้ การสร้างแผนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นที่สามารถถูกทดสอบ และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้ามันจะทำให้องค์ประกอบของโมเดลธุรกิจเป็นมาตรฐาน และเปลี่ยนมันให้เป็นโมดูลที่เกี่ยวพันกันและมีอิทธิพลระหว่างกันอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ ได้กล่าวว่า เมื่อผมถามคำถามว่า โมเดลทางธุรกิจคืออะไร ผมจะได้คำตอบที่แตกตางกันทุกที่ที่ผมได้ไป เราจะมีคำตอบจำนวนมากเท่ากับบุคคลภายในห้อง แม้ว่ามันจะเป็นถ้อยคำาที่เราใช้กันมาก บุคคลบางคนคิดถึงกำไร ผลิตภัณฑ์อื่น เทคโนโลยี กระบวนการ กลยุทธ์ ช่องทางการขาย เราควรจะมีการอภิปรายที่ดีขึ้นถ้าเราทุกคนเห็นด้วยกับว่าโมเดลธุรกิจคืออะไรผ้าใบโมเดลธุรกิจได้สร้างภาษาร่วมนี้ และทำให้มันมองเห็นได้ที่จะบรรลุความชัดเจน
ปัญหาของแผนธุรกิจต่อสตาร์ทอัพและผู้ประกอยการคือ แผนธุรกิจจะสูญเสียเวลา อย่าให้เราทำผิดกับแผนธุรกิจที่วิจัยอยางดี สตีฟ แบลงค์ ได้สรุปประเด็นนี้ไว้ว่า แผนธุรกิจ : เอกสารที่นักลงทุนต้องการให้เราเขียน แต่พวกเขาไม่ได้อ่านเลย รากฐานที่สำคัญของวิธีการแบบลีนคือ การกำจัดความสูญเสีย – เวลา กระบวนการ สินค้าคงเหลือ และอย่างอื่น

ดังนั้นตามมุมมองของลีน สตาร์ทอัพ เราต้องการวิถีทางที่รวดเร็วขึ้นที่จะให้ความคิดออกจากหัวของเรา เราจะต้องลีนและหลีกเลี่ยงความล้มเหลว
สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ได้ล้มเหลว เพราะว่าผู้ประกอบการวางโชคตะตาของพวกเขาไว้กับความคิดของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทต้องการจะสร้าง ภายใต้ความจงรักภักดีต่อผลิตภัณฑ์นี้ พวกเขาไม่ได้มีการพิจารณาลึกลงไปกับโมเดลธุรกิจที่บริษัทจะดำเนินตาม โดยปรกติพวกเขาจะใช้โมเดลธุรกิจที่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ สตาร์ทอัพที่บรรลุความสำเร็จจะไม่ออกสู่ตลาดด้วยความคิดผลิตภัณฑเริ่มแรกของพวกเขา โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์จะผ่านการทำซ้ำก่อนที่จะมาถึงรุ่นสุดท้าย ทำนองเดียวกันบริษัทจะยั่งยืนมากขึ้นถ้าพวกเขาได้พิจารณาโมเดลธุรกิจหลายโมเดล ก่อนที่จะตัดสินใจกับโมเดลธุรกิจหนึ่งภายในชุมชนของสตาร์ทอัพและการเป็นผู้ประกอบการ ผ้าใบโมเดลธุรกิจได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายมาก ด้วยการยอมรับอย่างกว้างขวาง แนวคิดเบื้องหลังคือการสร้างภาพของบริษัทบนพื้นฐานคุณค่าและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่ได้อธิบายกลุ่มลูกค้า ความสัมพันธ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และโครงสร้างต้นทุนและรายได้ที่ง่ายขึ้นและสัญชาติมากกว่าแผนธุรกิจสมัยเดิมผ้าใบโมเดลธุกิจ จะเป็นโมเดลธุรกิที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีโมเดลธุรกิจภายในวิถีทางที่เป็นโครงสร้างและตรงไปตรงมา ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นภาพรวมหนึ่งหน้าที่วางแผนสิ่งที่เราได้ทำอยู่ – หรือสิ่งที่เราต้องการทำ –  และเราจะทำมันอย่างไร ผ้าใบโมเดลธุรกิจนี้ได้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย อเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วอลเดอร์ บนพื้นฐานของวิทยาพนธ์ปริญญาเอกของเขาโมเดลธุรกิจได้อธิบายว่าองค์การจะสร้าง นำเสนอ และยึดครองคุณค่าอย่างไร ส่วนประกอบเก้าส่วนของผ้าใบโมเดลธุรกิจจะแสดงตรรกะที่บริษัท มุ่งหมายจะทำเงินอย่างไร ส่วนประกอบจะครอบคลุมสี่พื้นที่สำคัญของธุรกิจคือ ลูกค้า การนำเสนอ โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืนทางการเงินลูกค้า เรากำลังสร้างผลิตภัณฑ์แก่ใครจะเป็นกล่มลูกค้า ความสัมพันธ์กับลูกค้า และช่องทางที่นำส่งการนำเสนอคุณค่าการนำเสนอ เรากำลังนำเสนออะไรแก่ลูกค้าของเรา และ ณ ราคาเท่าไรโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนการนำเสนอคุณค่าจะเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ กิจกรรมและทรัพยากรที่สำคัญของธุรกิจ ความอยู่รอดทางการเงินจะขึ้นอยู่กับต้นทุนของส่วนประกอบและวิถีทางที่ธุรกิจทำรายได้จากแต่ละกลุ่มลูกค้า เรามีรายได้มากเท่าไร เราได้ใช้จ่ายกับกับการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้ามากเท่าไรการใช้แผนผังโมเดลธุรกิจจะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับลูกค้าที่เราได้ตอบสนองอยู่ คุณค่าอะไรที่ได้ถูกนำเสนอและผ่านช่องทางอะไร และบริษัทของเราจะทำเงินอย่างไร เราสามารถใช้ผ้าใบโมเดลธุรกิจที่จะเข้าใโมเดลธุรกิจของเราเองหรือของคู่แข่งขันได้ ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะให้รูปแบบที่เรียบง่ายแต่ครอบคลุมกว้าง เพื่อการวางผังและการระบุปัจจัยที่สำคัญของธุรกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการและผ้าใบจะคล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาปนิกและพิมพ์เขียว ไม่เหมือนกับแผนธุรกิจสมัยเดิม ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะยืดหยุ่น – การปรับตัวได้ง่ายกับความคิดทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและข้อมูลใหม ผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นแม่แบบรูปภาพที่เรียบง่ายอธิบายส่วนประกอบที่สำคัญเก้าส่วน มันเรียบง่ายเพียงพอที่จะร่างบนไวท์บอร์ด และมันจะเป็นพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เราได้มองธุรกิจของเราผ้าใบโมเดลธุรกิจจะร่างภาพเก้าส่วนที่สร้างเป็นกล่องเพื่อโมเดลธุรกิจภายในผ้าใบหน้าเดียว เราสามารถมุ่งที่โมเดลธุรกิจของเราทีละส่วนได้แนวคิดของผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นการถามตัวเราเองเกี่ยวกับธุรกิจของเราและแสดงคำตอบลงภายในกล่องที่เกี่ยวพันระหว่างกันของผ้าใบ

1 กลุ่มของลูกค้า
บริัษัทอาจจะตอบสนองกลุ้มลูกค้าเดียวหรือหลายกลุ่ม กลุ่มลูกค้าที่เราได้วางแผนจะนำเสนอคุณค่าด้วยผลิตภัณฑ์ของเรา การระบุกลุ่มของบุคคลที่แตกต่างกันที่บริษัทจะเข้าหาและตอบสนอง ลูกค้าจะประกอบเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจ ถ้าเราไม่มีลูกค้าที่มีกำไรแล้ว ไม่มีบริษัทใดสามารถจะอยู่รอดในระยะยาว เพื่อที่จะตอบสนองลูกค้าให้ดีขึ้นได้ บริษัทอาจจะรวมกลุ่มพวกเขาให้เป็นกลุ่มที่แตกต่างกันด้วยความต้องการร่วม พฤติกรรม ทำเลที่ตั้ง หรือคุณลักษณะอื่น ด้วยกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ เราสามารถเข้าใจได้ดีกว่าที่จะสื่อสารอย่างเหมาะสมกับพวกเขาได้อย่างไร และค้นหาว่าอะไรได้ผลดีที่สุดต่อแต่ละกลุ่มลูกค้า ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่จะรู้ทำเลที่ตั้งและลักษณะประชากรของลูกค้าของพวกเขา พวกเขามักจะข้ามลักษณะจิตวิทยาที่สำคัญของลูกค้าของพวกเขา
สิ่งที่จะถูกพิจารณาเมื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าขอเรา เรากำลังแก้ปัญหาแก่ใคร ใครจะให้คุณค่าแ่ก่การนำเสนอคุณค่าของเรา การนำเสนอคุณค่าของเราได้ดึงดูดผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือทั้งสอง คุณลักษณะของบุคคลที่มองหาการนำเสนอคุณค่า
โมเดลธุรกิจอาจจะระบุกลุ่มลูกค้าเดียวหรือหลายกลุ่มใหญ่หรือเล็ก ใครคือกลุ่มลูกค้าที่สำคัญที่สุดของเรา เรากำลังสร้างคุณค่าแก่กลุ่มลูกค้าระดับไหน เราสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันได้หรือไม่
เราจะมีการแบ่งส่วนตลาดของลูกค้าได้หลากหลาย เช่น ตลาดมวลชนจะหมายถึงตลาดที่กว้าง ลูกค้าจะมีความต้องการโดยทั่วไป ตลาดเฉพาะกลุ่มจะหมายถึงกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะอย่าง

2 การนำเสนอคุณค่า
การนำเสนอคุณค่าแก่ลูกค้าของเราจะถูกนำส่งผ่านช่องทางอะไร
การนำเสนอคุณค่าจะอธิบายการสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์แก่กลุมลูกค้า
เราได้นำเสนอคุณค่าอะไรแก่ลูกค้าของเรา เราจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราอย่างไร เราได้แก้ปัญหาอะไรต่อแต่ละกลุมลูกค้า การนำเสนอคุณค่าจะตอบคำถาม “ทำไมลูกค้าจะซื้อจากเรา” การนำเสนอคุณค่าโดยทั่วไปบางอย่างคือ ความใหม่ สมรรถนะที่สูง การออกแบบ ตราสินค้า ราคา การลดต้นทุน การลดความเสี่ยงภัย การผลิตตามความต้องการ และความสะดวก
การนำเสนอคุณค่าจะเป็นเหตุผลที่ทำไมลูกค้าเปลี่ยนจากบริษัทหนึ่งไปเป็นบริษัทอื่น มันจะแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ค่านิยมแกนอะไรที่เราได้นำเสนอแก่ลูกค้า ความต้องการของลูกค้าที่เรากำลังตอบสนอง การนำเสนอคุณค่าจะต้องแยกความแตกต่างได้ง่ายจากคู่แข่งขัน
การนำเสนอคุณค่าสามารถแยกได้เป็นสองประเภท เชิงปริมาณ : การนำเสนอคุณค่านี้จะเน้นราคาหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เชิงคุณภาพ : การนำเสนอคุณค่านี้จะเน้นประสบการณ์และการออกแบบ

3 ความสัมพ้นธ์กับลูกค้า
เราได้วางแผนจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับกลุ่มลูกค้าของเราอย่างไร การเชื่อมโยงที่เราได้สร้างระหว่างบริษัท
และกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม ความสัมพันธ์อะไรที่ลูกค้าเป้าหมายคาดหวังให้เราสร้าง ความสัมพันธ์กับลูกค้าจะถูกสร้างและรักษาไว้กับกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เราสามารถรวมเข้าไว้กับธุรกิจของเราในแง่ของต้นทุนและรูปแบบอย่างไร
ความสัมพันธ์กับลูกค้าจะตอบคำถามเราได้ เช่น การรักษาลูกค้า และการเจริญเติบโตลูกค้าอย่างไร การได้มาหมายถึงลูกค้าได้ค้นพบเกี่ยวกับและทำการซื้อเริ่มแรกของพวกเขาอย่างไร เช่น การโฆษณาบนกูเกิ้ล การรักษาหมายถึงเราจะรักษาลูกค้าไว้อย่างไร เช่น การบริการลูกค้าที่ดีอาจจะช่วยรักษาลูกค้าไว้
การเจริญเดิบโตหมายถึงเราจะทำให้ลูกค้าของเราใช้จ่ายมากขึ้นอย่างไร เช่น เราอาจจะส่งจดหมายข่าวแจ้งเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดแก่ลูกค้า

4 ช่องทาง
ช่องทางการเข้าหาลูกค้าจะอธิบายว่าบริษัทจะถ่ายทอดการนำเสนอคุณค่าไปยังกลุ่มลูกค้าผ่านการสื่อสารและช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างไร
สื่อสารและไปถึงกล่มลูกค้าของพวกเขาอย่างไร การนำเสนอคุณค่าจะถูกนำส่งผ่าน
การสื่อสาร การจัดจำหน่าย และช่องทางการขาย ช่องทางจะเป็นจุดสัมผ้สลูกค้าที่มีบทบาทสำคัญภายในประสบการณ์ของลูกค้า ช่องทางที่มีประสิทธิภาพ
จะกระจายการเสนอคุณค่าได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ช่องทางอะไรที่ลูกค้าของเราต้องการจะให้เข้าหา ช่องทางไหนที่ใช้การได้ดีที่สุด ช่องทางมีต้นทุนสูงเท่าไร
ช่องทางจะเป็นสื่อกลางที่บริษัทใช้นำเสนอคุณค่าแก่กลุ่มลูกค้า เราจะมีทางเลือกที่หลากหลายของช่องทางแก่บริษัท การคัดเลือกจะอยู่บนพื้นฐานของช่องทางที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุดด้วยการใช้เงินลงทุนน้อยที่สุด เราจะมีช่องทางพื้นฐานสองประเภท บริษัทอาจจะเป็นเจ้าของช่องทางเหมือนเช่นร้านค้า หรือช่องทางของหุ้นส่วนเหมือนเช่นผู้จัดจำหน่าย บริษัทสามารถเลือก
ช่องทางหนึ่งหรือรวมกันทั้งสองช่องทาง
การประเมินว่าเราจะสื่อสารกับแต่ละกลุ่มลูกค้าอย่างไร และเราจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการสื่อสารอย่างไร

5 กระแสรายได้
การนำเสนอคุณค่าแก่ลูกค้าของเราจะสร้างรายได้จากกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างไร วิถีทางที่บริษัทสร้างเงินผ่านทางความหลากหลายของการไหลของรายได้ กระแสรายได้จะแสดงเงินสดที่บริษัทสร้างจากลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม ต้นทุนจะต้องถูกหักออกจากรายได้ที่จะสร้างกำไร ถ้าลูกค้าเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจ กระแสรายได้จะเป็นเส้นเลือด บริษัทจะต้องถามตัวเองว่าคุณค่าอะไรที่กลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มเต็มใจะจ่ายเงินซื้อ ทุกกระแสรายได้จะมีส่วนช่วยต่อรายได้รวมมากน้อยเท่าไร บริษัทสามารถมีกระแสรายได้มากกว่าหนึ่ง และแต่ละกระแสรายได้จะมีกลไกกการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน เช่น ราคาที่ตายตัว ราคาที่ต่อรอง หรือราคาประมูล
กระแสรายได้จะวัดรายได้ที่บริษัทสร้างจากแต่ละกลุ่มลูกค้า เมื่อได้กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว เราจะต้องคิดเกี่ยวกับว่าแต่ละกลุ่มลูกค้าจะเต็มใจจ่ายเท่าไร เมือเราได้รับรู้ว่ากลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันจะเต็มใจจ่าย ณ ระดับที่แตกต่างกัน เราสามารถคิดด้วยกระแสรายได้ที่แตกต่างกันที่จะประยุกต์ใช้
กับแต่ละกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้ โมเดลธุรกิจจะมีกระแสรายได้สองประเภท รายได้ทางธุรกรรม จะเป็นเกิดขึ้นจากลูกค้าที่มีการชำระเงินครั้งเดียวแก่ผลิตภัณฑ์ รายได้ที่กลับมาอีกจะเป็นรายได้จากการชำระเงินไปเรื่อยจากการนำเสนอคุณค่าที่ยืดเยื้อ หรือการบริการลูกค้าภายหลังการซื้อ

6 หุ้นส่วนที่สำคัญ
หุ้นส่วนที่สำคัญจะอธิบายเครือข่ายของซัพพลายเออร์และหุ้นส่วนที่จะดำเนินการโมเดลธุรกิจ บริษัทได้สร้างพันธมิตรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจของพวกเขา ลดความเสี่ยงภัย หรือจัดหาทรัพยากร
การเป็นหุ้นส่วนเหล่านี้จะได้มาจากการสร้างเครือข่าย
กับบุคคลที่สามารถช่วยเหลือต่อความสำเร็จทางธุรกิจของเรา พันธมิตรทางธุรกิจที่สนับสนุนกิจกรรมของโมเดลธุรกิจ ใครคือหุ้นส่วนและซัพพลายเออร์ที่สำคัญของเรา แรวจูงใจอะไรเพื่อการเป็นหุ้นส่วน ใครคือหุ้นส่วนของเราที่ได้ช่วยเราสร้างคุณค่า ใครคือซัพพลายเออร์ของเรา เราจะมีการเป็นหุ้นส่วนอยู่หลายประเภท เช่น การเป็นหุ้นส่วนระหว่างที่ไม่เป็นคู่แข่งขัน การเป็นหุ้นส่วนระหว่างคู่แข่งขัน การร่วมลงทุนที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่
ภายใต้การเป็นหุ้นส่วนเหล่านี้ เราจะพบแรงจูงใจที่สำคัญคือ การสร้างความประหยัดจากขนาด แรงจูงใจนี้จะอยู่บนพื้นฐานของการลดต้นทุน การจ้างภายนอก และการร่วมโครงสร้างพื้นฐาน การลดความเสี่ยงภัยและความไม่แน่นอน แรงจูงใจนี้จะเป็นการร่วมพันธมิตรกับคู่แข่งขันภายในด้านหนึ่ง
ในขณะที่ยังคงแข่งขันภายในด้านอื่น

7 กิจกรรมที่สำคัญ
กิจกรรมอะไรที่สำคัญต่อความสำเร็จทางธุรกิจของเรา
กิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำเนินการโมเดลธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องเริ่มต้น
ด้วยการระบุกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับธุรกิจของพวกเขา กิจกรรมเหล่านี้จะเป็น
กระบวนการที่สำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจ
กิจกรรมที่สำคัญจะเกิดขึ้นพร้อมกันกับกระแสรายได้ เราจะต้องประเมินว่า
กิจกรรมไหนสำคัญด้วยการเพิ่มหรือการกำจัด และการประเมินผลกระทบของมัน
กิจกรรมจะเป็นการกระทำที่สำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมอะไรสำคัญที่สุดภายในช่องทางการจัดจำหน่าย ความสัมพันธ์กับลูกค้า และกระแสรายได้
กิจกรรมที่สำคัญอะไรที่การนำเสนอคุณค่าของเราต้องการ กิจกรรมที่สำคัญจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของโมเดลธุรกิจ ถ้าเป็นผู้ผลิตซอฟท์แวร์เหมือนเช่นไมโครซอฟท์ กิจกรรมที่สำคัญคือการพัฒนาซอฟท์แวร์
ถ้าเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอรส่วนบุคคลเหมือนเช่นเดลล์ คอมพิวเตอร์ กิจกรรมที่สำคัญคือการบริหารลูกโซ่อุปทาน และถ้าเป็นการให้คำปรึกษาเหมือนเช่นแมคคินซี่ย์แล้ว กิจกรรมที่สำคัญคือ การแก้ปัญหา

 

8 ทรัพยากรที่สำคัญ
ทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า ทรัพยากร
จะเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่ถูกต้องการเพื่อที่จะดำเนินการโมเดลธุรกิจ
ทรัพยากรที่สำคัญอาจจะเป็นมนุษย์ การเงิน กายภาพ และปัญญา บริษัททุกบริษัทจะต้องมีบุคคล แต่บุคคลบางคนจะสำคัญต่อธุรกิจบางอย่าง กายภาพ
จะหมายถึงทรัพย์สินเหมือนเช่นโรงงาน อาคาร ยานพาหนะ เครื่องจักร ระบบของจุดขาย และเครือข่ายการจัดจำหน่าย ปัญญาจะหมายถีงตราสินค้า ความรู้ที่มีกรรมสิทธ์ สิทธิบัตร ลิขสิทธ์ ฐานข้อมูลลูกค้า การเงินจะหมายถึงวงสินเชื่อ สิทธิการซื้อขายหุ้น และการธนาคาร
ทุกโมเดลธุรกิจต้องการทรัพยากรที่สำคัญ ทร้พยกรเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสร้างและนำเสนอคุณค่า การเข้าถึงตลาด การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า และการสร้างกระแสรายได้ ทรัพยากรที่สำคัญสามารถเป็นเจ้าของ หรือเช่าโดยบริษัท หรือได้มาจากหุ้นส่วนที่สำคัญ

9 โครงสร้างต้นทุน
ต้นทุนทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการโมเดลธุรกิจ ต้นทุนอะไรที่เกิดขึ้นจากการสร้างและการนำส่งคุณค่าแก่ลูกค้าของเรา
จากกิจกรรมที่สำคัญและทรัพยากรที่สำคัญของเรา
ต้นทุนอะไรที่มีมากที่สุดภายในธุรกิจของเรา ทรัพยากรและกิจกรรมที่สำคัญอะไรมีราคาสูงที่สุด คุณค่าอะไรที่ลูกค้าของเราเต็มใจจะจ่ายซื้อ โดยธรรมชาติต้นทุนควรจะต่ำที่สุด แต่โครงสร้างต้นทุนต่ำจะมีความสำคัญต่อธุรกิจบางอย่าง ดังนั้นเราจะมีโครงสร้างต้นทุนสองประเภท 1 แรงขับเคลื่อนทางทางต้นทุน จะมุ่งที่การลดต้นทุนต่ำให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น สายการบินต้นทุนต่ำ 2 แรงขับเคลื่อนทางคุณค่าจะมุ่งที่การสร้างคุณค่าแทนต้นทุน เช่น โรงแรมหรูหรา แรงขับเคลื่อนทางคุณค่าจะมุ่งที่การสร้างคุณค่าด้วยการนำเสนอคุณค่าพรีเมี่ยม การมีระดับของการบริการส่วนบุคคลที่สูง
เราจะมีความหลากหลายของต้นทุนที่กำหนดโครงสร้างต้นทุน – ต้นทุนคงที่
ต้นทุนที่ยังคงเท่าเดิมแม้ว่าจำนวนของผลผลิตจะเพิ่มขึ้น – ต้นทุนผันแปร ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามสัดส่วนของจำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้น – ความประหยัดจากขนาด ข้อได้เปรียบทางต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการขยายขนาดการผลิต

 

แอช มาอูร์ยา จะเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดระหว่างประเทศชื่อ Running Lean และเขาจะเป็นผู้สร้างเครื่องมือการสร้างโมเดลธุรกิจหน้าเดียว “ลีน
แคนวาส” ลีน แคนวาสจะเป็นแม่แบบแผนธุรกิจหนึ่งหน้า โดยแอช มาอูร์ยา เขาได้ปรับจากผ้าใบโมเดลธุรกิจของอเล็กซานเดอร์ ออสเทอร์วัลเดอร์ และการเพิ่มประสิทธิภาพแก่ลีน สตาร์ทอัพ ลีน แคนวาสจะทดแทนแผนธุรกิจที่ซับซ้อนด้วยโมเดลธุรกิจหน้าเดียวแผนธุรกิจต้องใช้เวลานานที่จะเขียนและไม่ค่อยจะทันสมัย และบุคคลอื่นจะไม่เคยอ่าน ลีน แคนวาสแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โมเดลธุรกิจหน้าเดียวที่ใช้ไม่ถึง 20 นาทีที่จะสร้าง ลีน แคนวาส จะใช้ผ้าใบโมเดลธุรกิจเป็นจุดเริ่มต้นบนลีน แคนวาส กล่องของปัญหา ทางแก้ปัญหา ตัวชี้วัดที่สำคัญ และข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม จะทดแทนหุ้นส่วนที่สำคัญ กิจกรรมที่สำคัญ ทรัพยากรที่สำคัญ และความสัมพันธ์กับลูกค้าจากผ้าใบโมเดลธุรกิจ บุคคลหลายคนเห็นด้วยว่าการมุ่งปัญหาของลูกค้าของลีน แคนวาสจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายในการนำทางเราที่จะสร้างโมเดลธุรกิจ และทางแก้ปัญหาที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า การมุ่งที่การค้นพบข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมของเราสามารถช่วยให้เราไปถึงโมเดลธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จได้มากขึ้น และการยึดตัวชี้วัดที่สำคัญจะกระะตุ้นกระบวนการพัฒนาทำซ้ำทีละขั้นตอน ลีน แคนวาส ได้ใช้แนวคิดเก้ากล่องอย่างเดียวกัน ยกเว้นแต่ลีน แคนวาสได้ปรับปรุงเล็กน้อยที่จะให้สอดคล้องกับความต้องการ ความมุ่งหมาย และเงื่อนไขของลีน สตาร์ทอัพ กล่องจะนำทางเราด้วยขั้นตอนตามเหตุผลเริ่มต้นด้วยปัญหาของลูกค้าของเราผ่านไปถึงข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมของเรา – มักจะเป็นกล่องที่ตอบได้ยากที่สุด
แนวคิดที่สำคัญเบื้องหลังลีน แคนวาสคือ การสร้างเครื่องมีอที่สามารถเพิ่มโอกาสอย่างแท้จริงของความสำเร็จของผู้ประกอบการ ด้วยการพิจารณาความมุ่งหมายลึกลงไป : ปัญหาที่แท้จริงที่จะต้องแก้ไขเหตุผลที่สตาร์ทอัพหลายอย่างได้ล้มเหลวคือ สตาร์ทอัพจะมุ่งความคิดที่ยิ่งใหญ่ : ทางแก้ ผลิตภัณฑ์ได้ถูกสร้างก่อนที่ความมีชีวิตอยู่ได้ทางตลาดจะถูกวิจัยและทดสอบอย่างเพียงพอ ภายใต้ลีน แคนวาส เราจะมุ่งที่ลูกค้าก่อนและสำคัญที่สุดกับปัญหา จากนั้นเราจะระบุกลุ่มลูกค้าของเรา การนำเสนอคุณค่าเอกลักษณ์ กระแสรายได้ และตัวชี้วัดที่สำคัญ ในที่สุดเราจะระบุข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมของเรา
แม้ว่าการรับรู้ข้อได้เปรียบใดก็ตามจะยากต่อธุรกิจใหม่ ความเข้าใจว่าบริษัทของเราโดดเด่นอย่างไรจะสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาวของเรา ข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมสามารถเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น ฐานลูกค้าที่จงรักภักดีของเรา

1 ปัญหา
กลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มของเรามีปัญหาที่เราจะต้องแก้ไข ภายในกล่องนี้ เราจะระบุปัญหาที่มีลำดับความสำคัญสูงหนึ่งถึงสามข้อของกล่มลูกค้าของเรา จากนั้นระบุทางเลือกที่อาจจะมีอยู่แล้วที่ลูกค้าเหล่านี้ใช้แก้ปัญหาเหล่านี้ปัจจุบันนี้ ถ้าไม่มีปัญหาที่จะแก้ไข เราจะไม่มีผลิตภัณฑ์ที่จะนำเสนอ
ธุรกิจหลายอย่างล้มเหลว เพราะว่าพวกเขาได้ใช้เวลา เงิน และทรัพยากรมากเกินไปกับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผิด เราจะต้องเข้าใจปัญหาของลูกค้าก่อน
กล่องนี้จะแทนที่กล่องหุ้นส่วนที่สำคัญภายในผ้าใบโมเดลธุรกิจ

2 กลุ่มลูกค้า
ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา และคุณลักษณะของพวกเขาคืออะไร ปัญหาและกลุ่มลูกค้าสามารถถูกมองเป็นการเชื่อมโยงภายใน
เราจะต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเราคือใคร เราไม่สามารถรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรหรือปัญหาของพวกเขาคืออะไร ถ้าเราไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร การอธิบายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา และการระบุความสัมพันธ์อะไรของเรากับพวกเขา
เราอาจจะมีกลุ่มลูกค้าหลายกลุ่ม และเราจะต้องรับรู้ว่าพวกเขาได้ถูกผูกเข้าด้วยกันกับปัญหาของพวกเขา เราจะต้องคิดถึงปัญหาและลูกค้าในขณะเดียวกัน

3 การนำเสนอคุณค่าเอกลักษณ์
ณ ตรงกลางของลีน แคนวาส จะเป็นการนำเสนอคุณค่าเอกลักษณ์ มันจะเป็นสัญญาของคุณค่าที่จะนำเสนอ มันจะเป็นเหตุผลพื้นฐานที่ลูกค้าควรจะซื้อจากเรา การนำเสนอคุณค่าเอกลักษณ์จะต้องเป็นข่าวสารที่ชัดเจนที่ได้อธิบายข้อได้เปรียบของการนำเสนอของเรา อะไรที่ทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นจากการแข่งขัน ทำไมเรามีคุณค่าและแตกต่างที่ควรจะให้ความสนใจ
การพัฒนาข่าวสารที่ดึงดูด ชัดเจน และกระชับ ข่าวสารนี้ควรจะสามารถเปลี่ยนแปลงบุคคลที่ไม่ตระหนักให้เป็นบุคคลที่สนใจ การใช้ช่องนี้ระบุว่า
เราได้นำเสนออะไรแก่ลูกค้า และคุณค่าที่การนำเสนอนี้จะให้ การคิดถึงอะไร
ที่ทำให้การนำเสนอของเราแตกต่างจากบุคคลอื่นที่กำลังพยายามแก้ปัญหาอย่างเดียวกัน

4 ทางแก้
ทางแก้ที่เป็นไปได้ของปัญหาแต่ละอย่างคืออะไร การค้นหาทางแก้ปัญหาจะเป็นไข่ทองคำ สิ่งที่เราต้องทำคือการออกไปจากอาคาร ถ้อยคำที่สร้างโดย
สตีฟ แบลงค์ ทางแก้ไม่ได้อยู่ภายในสำนักงาน ทางแก้จะอยู่ข้างนอกบนถนน
การออกไปสัมภาษณ์กลุ่มลูกค้าของเรา และถามคำถามพวกเขาเพื่อการเรียนรู้
ภายหลังจากที่เราได้ระบุปัญหาแต่ละอย่างแล้ว การกำหนดทางแก้ที่เป็นไปได้ที่เราสามารถใช้แก้ปัญหาได้ ทางแก้เหล่านี้จะมีทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่่และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม กล่องนี้จะแทนที่กล่องกิจกรรมที่สำคัญภายในผ้าใบโมเดลธุรกิจ

5 ช่องทาง
เส้นทางไปสู่ลูกค้าของเราคืออะไร ช่องทางจะเป็นวิถีืทางแก่เราที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเรา การระบุช่องทางขาเข้าที่นำลูกค้ามาสู่การนำเสนอขอวเรา เช่น สื่อทางสังคม และช่องทางขาออก เช่น การโฆษณา ณ ขั้นตอนเริ่มแรกเราจะต้องมุ่งการเรียนรู้ไม่ใช่ขนาด การคิดว่าช่องทางไหนจะทำให้เราเข้าสู่กลุ่มลูกค้าได้เพียงพอในขณะเดียวกันทำให้เราได้เรียนรู้อย่างเพียงพอ
ช่องทางอะไรที่เราใช้ที่จะเข้าถึงลูกค้า วิธีการตลาดและการโฆษณาที่เราจะใช้ เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เอสอีโอ และอย่างอื่น สตาร์ทอัพที่บรรลุความสำเร็จส่วนใหญ่จะมีช่องทางการตลาดสองหรือสามช่องทางที่ดีที่สุดต่อพวกเขา ความพยายาม ณ ขั้นตอนนี้คือการระบุช่องทางที่เป็นไปได้ทุกช่องทาง ดังนั้นต่อมาเราจะทดสอบช่องทางสามารถสร้างความแตกต่างที่แท้จริงได้หรือไม่
ช่องทางที่ไม่เสียเงินและเสียเงินสามารถถูกใช้ที่จะเข้าถึงลูกค้าของเราได้โดยตรง

6 ตัวชี้วัดที่สำคัญ
ตัวเลขที่สำคัญอะไรที่บอกเราว่าธุรกิจของเราเป็นอย่างไร
ธุรกิจทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอะไรหรือขนาดไหน จะมีตัวชี้วัดที่สำคัญบางอย่าง เพื่อการตรวจสอบการปฏิบัติงาน การระบุตัวชี้ที่จะวัดความสำเร็จของเรา ตัวชี้วัดจะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่จะวัดผลการปฏิบัติงานและตรวจสอบความก้าวหน้าไปสู่การบรรลุเป้าหมายของธุรกิจของเรา การระบุตัวเลขในขณะนี้ที่ได้อธิบายว่าธุกิจของเราเป็นอย่างไรปัจจุบันนี้ นอกจากนี้เราอาจจะต้องระบุตัวชี้วัดที่สำคัญที่จะวัดความสำเร็จในอนาคต ตัวอย่างเช่น จำนวนหน่วยของผลิตภัณฑ์เท่าไรที่ต้องขายเพื่อทำกำไร กล่องนี้จะแทนที่กล่องทรัพยากรที่สำคัญภายในผ้าใบโมเดลธุรกิจ

7 ข้อได้เปรียบที่ไม่ป็นธรรม
ข้อได้เปรียบอะไรที่เรามีที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือซี้อได้ง่าย โดยพื้นฐานนี่คือข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน สตาร์ทอัพ
ควรจะรับรู้ว่าพวกเขามีข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมเหนือคู่แข่งขันหรือไม่
เจสัน โคเฮ็น ได้ให้คำนิยามที่ยิ่งใหญ่ของข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมว่า ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริงอย่างเดียวเท่านั้นคือ ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบและไม่สามารถซื้อได้ กล่องนี้จะแทนที่กล่องความสัมพันธ์กับลูกค้าภายในผ้าใบโมเดลธุรกิจ

8 กระแสรายได้
แหล่งที่มาของรายได้ของเราคืออะไร การระบุกระแสรายได้ และราคาแก่การนำเสนอของเรา การกำหนดราคาจะเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอของเรา และราคาจะต้องถูกออกแบบและทดสอบ การระบุว่าเงินของเรามาจากที่ไหน เราจะต้องกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ของเราที่จะมั่นใจได้ว่าเราทำกำไร เราจะต้องพิจารณาว่าบุคคลเต็มใจจะจ่ายมากน้อยแค่ไหน และราคาต่ำสุดที่เราสามารถกำหนดโดยมีกำไร

9 โครงสร้างต้นทุน
ต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรได้ของเราคืออะไร การระบุต้นทุนที่สำคัญที่สุดต่อการนำเสนอของเรา ต้นทุนเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคา เราจะต้องใช้เงินที่จะสร้างเงิน การระบุต้นทุนที่ธุรกิจของเราจะต้องใช้เพื่อการพัฒนาและการตลาดผลิตภัณฑ์ของเรา เช่น การวิจัย เทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และอย่างอื่น จากนั้นจุดคุ้มทุนสามารถถูกคำนวณได้จากต้นทุนเหล่านี้และกระแสรายได้ที่อาจจะเกิดขึ้น

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com