ถ้าเรากำลังซื้อสินค้าที่ผลิตโดยทาสเด็ก เราต้องรับผิดชอบเท่าเทียมกัน ต่อการทำความผิดของการเป็นทาส

ถ้าเรากำลังซื้อสินค้าที่ผลิตโดยทาสเด็ก เราต้องรับผิดชอบเท่าเทียมกัน
ต่อการทำความผิดของการเป็นทาส
ความเป็นผู้ประกอบการทางสังคมภายในสังคมสมัยใหม่จะนำเสนอรูปแบบการเห็นแก่ผู้อื่นของการเป็นผู้ประกอบการที่มุ่งประโยชน์ของสังคม การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมจะเป็นประเภทหนึ่งของการเริ่มการเป็นผู้ประกอบการ
การมุ่งความสนใจที่ปัญหาทางสังคมเพื่อทำให้เกิดการปฏิรูป แนวคิดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้ปรากฏขึ้นเมื่อ ค.ศ 1980 ไม่เหมือนกับธุรกิจสมัยเดิม การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมจะมุ่งการเพิ่มความพอใจทางสังคม
ไม่ใช่การเพิ่มการทำกำไรสูงสุด แนวคิดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม
ได้ถูกรวมไว้เป็นสาขาแยกต่างหากของหลักสูตรการบริหารด้วย แม้แต่บุคคลวัยหนุ่มสาวกำลังมองไปข้างหน้า สมัครใจใช้ความฉลาดของพวกเขาที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านทางการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม
บุคคลที่รับควานท้าทายนี้จะถูกเรียกว่าผู้ประกอบการทางสังคม และเขาจะใช้หลักการของการเป็นผู้ประกอบการด้วยความมุ่งหมายของการสร้างทุนทางสังคมและไม่ได้อยู่ที่จุดสำคัญของกำไร ความมุ่งหมายของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมคือ การส่งเสริมสาเหตุทำให้เกิดเป้าหมายของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบภายในปีจจุบันหรืออนาคตที่ใกล้มาจะถึง โดยทั่วไปผู้ประกอบการดังกล่าวนี้จะเชื่อมโยงภายในวิถีทางบางอย่างกับองค์การที่ไม่แสวงหากำไร แม้ว่าการกำไรจะเป็นลักษณะของแนวคิดนี้ด้วย แต่มันจะไม่เป็นความมุ่งหมายอย่างเดียวขององค์การ
การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมจะค่อนข้างเป็นถ้อยคำใหม่ และได้กลายเป็นที่สะดุดตาไม่กี่ทศวรรษที่แล้ว แต่การใช้ของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมสามารถถูกพบได้ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ ที่จริงแล้วเราจะมีผู้ประกอบการหลายคนที่สร้างธุรกิจเพื่อสังคมที่จะกำจัดปัญหาทางสังคม หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกภายในสังคม
บิลล์ เดย์ตัน ก่อตั้งอโชก้าเมื่อ ค.ศ 1980 บนพื้นฐานความคิดว่าพลังยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อสิ่งที่ดีภายในโลกคือผู้ประกอบการเพื่อสังคม : บุคคลที่ขับเคลื่อนโดยความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาโลกได้ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมแนวหน้าของโลกจะแสวงหาข้อแก้ปัญหาเปลี่ยนแปลงระบบอย่างถาวร
เปลี่ยนแปลงแบบแผนของกิจกรรมที่เป็นอยู่ การเริ่มต้นภายในอินเดียเมื่อ 1981 อโชก้าได้เริ่มต้นระบุและสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมแนวหน้าของโลกที่มีความคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางทางสังคมอย่างกว้างขวาง พวกเขาได้เริ่มต้นโดยการกลั่นกรองคุณสมบัติเฉพาะของพวกเขา และบุกเบิกระบบโลกที่ถูกต้องที่สุด และเลือกพวกเขาอโชก้า เฟลโลว์
อโชก้าได้จดทะเบียนชื่ออย่างเป็นทางการเป็นอโชก้าเมื่อ ค.ศ 1987 บันดาลใจโดยคำสันสกฤต อโศกหมายถึงปราศจากความโศกเศร้า และบันดาลใจโดจักรพรรดิ์อโศกของอินเดีย ผู้ประกอบการเพื่อสังคมยิ่งใหญ่เริ่มแรกสุดของโลก
ภายหลังจากการรวมอินเดียภายในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เริ่มแรกจักรพรรดิ์อโศกได้ทุ่มตัวเขาเองเข้าทำสงครามต่อสู้กับเพื่อนบ้าน แต่ได้กลายเป็นความน่ากลัวจากการฆ่าอย่างโหดร้าย การเปลี่ยนกลับไปสู่ศาสนาพุทธ เขาได้ทุมเทตัวเขาเองที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์
จักพรรดิ์อโศก อาณาจักรเมายะ ได้สละความรุนแรงและกลายเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์จิตใจไปทั่วโลกที่สุดคนหนึ่งของโลก การบุกเบิกนวัตกรรมภายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสวัสดิการทางสังคม จักพรรดิ์ อโศก น่าจะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมเก่าแก่ที่สุดคนหนึ่ง เขาจะเหมือนกับอโชก้า เฟลโลว์
รับรู้ว่าเรามีหลายสิ่งต่อโลกไม่ใช่สิ่งที่ให้ตัวเราเองหรือการได้ชัยชนะ ชัยชนะที่แท้จริงคือ การช่วยเหลือบุคคที่ลอื่นและเปลี่ยนแปลงโลกภายในวิถีทางที่ดี เราจะมีอโชก้า เฟลโลว์ หลายคนที่กำลังไปตามเส้นทางเดียวกัน
การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ ดังที่ประวัติศาสตร์
ได้แสดงมันได้ถูกปฏิบัตินับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 วิโนบา บาเว ผู้สร้างขบวนการ
แลนด์ กีฟท์ ของอินเดีย โรเบิรต โอเว็น ผู้สร้างขบวนการความร่วมมือ และฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ผู้สร้างโรงเรียนยาบาลแห่งแรก ถ้าพวกเขาดำเนินการอยู่วันนี้ เราจะเรียกการริเริ่มเหล่านี้ว่าการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม
วิโนบา บาเว นักปฏิรูปสังคมของอินเดีย ผู้สนับสนุนความไม่รุนแรงและสิทธิมนุษย์ เขาถูกรู้จักดีที่สุดจากขบวนการภูทาน – ของขวัญที่ดิน ขบวนการภูทานของวิโนบา บาเว มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม เขาถูกมองเป็นครูแห่งชาติของอินเดีย และผู้สืบทอดจิตวิญญานของมหาตมะ คานธี เขาได้ทุ่มเทชีวิตของเขาที่จะรับใช้คนยากจนและคนถูกกดขี่ และยืนขึ้นเพื่อสิทธิของพวกเขา ครั้งหนึ่งวิโนบา บาเว ได้กล่าวว่า การปฏิรูปทุกอย่างจะเป็นจิตวิญญาน ณ ต้นตอ กิจกรรมทุกอย่างของเขามีตวามมุ่งหมายอย่างเดียวของการบรรลุการร่วมกันของหัวใจ ขบวนการภูทาน – ขบวนการแลนด์ กิฟท์ เป็นการปฏิรูปที่ไม่เสียเลือด เป็นขบวนการปฏิรูปที่ดินอย่างสมัครใจ ความพยายามที่จะชักจูงเจ้าของที่ดินร่ำรวยสมัครใจให้ส่วนหนึ่งของที่ดินของพวกเขาแก่คนยากจนไร้ที่ดิน
เมื่ออายุ 13 ปี วิโนบา บาเว ได้เดินขบวนทั่วอินเดียด้วยกลุ่มผู้ตาม การเดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปหมู่บ้านหนึ่ง เขาได้ขอให้เจ้าของที่ดินร่ำรวยบริจาคส่วนหนึ่งของที่ดินของพวกเขาแก่ครอบครัวยากจน เจ้าของที่ดินหลายคนได้ตอบสนองอย่างเมตตา “ของขวัญที่ดิน” – ภูทาน ได้กำเนิดขึ้น ณ จุดสูงสุด วิโนบา บาเว เและผู้ตามของเขาได้รวบรวมที่ดินได้ 1,000 – 3,000 เอเคอร์ต่อวัน เมื่อ ค.ศ 1954 ที่ดินมากกว่า 3 ล้านเอเคอร์ ได้ถูกแจกจ่ายไปยังคนยากจน และวิโนบาได้ถูกเรียกว่า นักบุญเดินเท้าแห่งอินเดีย แต่ชาวนายากจนได้เกาะติดกับแปลงที่ดินที่พวกเขาได้รับ ที่ดินส่วนใหญ่ของพวกเขาได้สญเสียไปอย่างรวดเร็วแก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน
และนักเก็งกำไร ดังนั้นวิโนบา บาเวได้จำถ้อยคำพูดของคานธีก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน : มันจะดีกว่ามากต่อหลายครอบครัวภายในหมู่บ้านที่จะพัฒนาที่ดินของพวกเขาร่วมกันและแบ่งรายได้ วิโนบา ได้ปฏิรูปโครงการแลนด์ กีฟท์ ไปเป็นโครงการ วิลเลจ กีฟท์ เขาได้เริ่มต้นยืนยันว่าของขวัญที่ดินใดก็ตามต้องถูกบริจากให้ทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่คนยากจนแต่ละคน ที่ดินจะถูกถึอ
ภายในทรัสต์โดยสภาหมู่บ้าน – ให้เช่า – แก่เกษตรกรท้องที่
เมื่อ ค.ศ 1962 ก่อนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บิลล์ เดย์ตัน ผู้ก่อตั้ง
อโชก้า ได้เดินทางไปอินเดีย เขาสามารถมองเห็นพลังความคิดของบุคคลหนึ่งที่กระทบการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างกว้างขวาง วืโนบา บาวี บิลล ได้มองเห็นโดยตรงบาวีชักจูงหมู่บ้านและบุคคลให้ของขวัญที่ดินของพวกเขาแก่เขาอย่างไร ในที่สุดการให้เกิดการแจกจ่ายใหม่ของที่ดินมากกว่า 7,000,000 เอเคอร์ที่จะช่วยเหลือคนยากจนไร้ที่ดินของอินเดีย ความสามารถของผู้นำคนหนึ่งที่ทำให้ความคิดทรงพลังกลายเป็นความจริงสร้างโมเดลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ต่อมาบิลล์ เดรยตัน เรียกว่า การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม
โรเบิรต โอเว็น ผู้ผลิตสิ่งทอและนักปฏิรูปสังคมชาวเวลส์ เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการความร่วมมือและสังคมนิยมอุดมคติ เขาถูกรู้จักดีที่สุดจากโมเดลโรงงานสิ่งทอและหมู่บ้านของเขา ณ สก็อตแลนด์ และความพยายามปรับปรุงสภาวะการทำงานเพื่อคนงานของเขา โรเบริต โอเวน เป็นนักอุตสาหกรรมเริ่มแรก สภาวะภายในโรงงานเริ่มแรกจะยากลำบากมาก คนงานทุกคนกำลังทำงานที่อันตราย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยปรกติ 13 ชั่วโมงต่อวัน ทำงานหกวันต่อสัปดาห์ แรงงานเด็กอายุห้าถึงหกปีกำลังทำงานภายใต้สภาวะอย่างเดียวกับผู้ใหญ่ เจ้าของโรงงานจะให้ความสำคำคัญต่อเครื่องจักรราคาแพงมากกว่าความเป็นอยู่ที่ดีของคนงาน จุดแข็งของโรเบิรต โอเว็น คือ เขามองว่าคนงานของเขาสำคัญเท่ากับความสำเร็จของธุรกิจของเขาและเครื่องจักรที่เขาเป็นเจ้าของ ดังนั้นเขาได้พยายามปรับปรุงสภาวะของโรงงานเหล่านี้ให้ดีขึ้น เขาได้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาของการบริหารบุคคล
เมื่อ ค.ศ 1799 โรเบิรต โอเว็นได้ซื้อโรงงานแห่งหนึ่ง แรงงานเด็กอายุห้าถึงหกปีได้ถูกว่าจ้างผ่านทางสัญญากับโรงเลี้ยงคนจนท้องที่ และทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวัน
ทันทีโรเบิรต โอเว็น ได้ยกเลิกการใช้แรงงานเด็กจากโรงเลี้ยงคนจน และเพิ่มอายุต่ำสุดของการจ้างงานเป็น 10 ปี เขาได้ห้ามการตีเด็กด้วย เขาเชื่อว่าจำนวนและผลผลิตของคนงานจะได้รับอิทธพลจากสภาพแวดล้อมของโรงงานของเขา เขาเป็นผู้บุกเบิกที่มีชื่อเสียงของการคิดทางการบริหาร ตลอดชีวิตของเขา เขาได้ทำงานเพื่อการสร้้างจิตวิญญานของความร่วมมือระหว่างคนงานและผู้บริหาร เขาเชื่อและปฏิบัติความคิดว่าคนงานควรจะถูกปฏิบัติเป็นมนุษย์
โรเบิรต โอเวน เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เมื่ออายุสิบปีัท่านั้นเขาได้ถูกส่งไปทำงานภายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ
และเมื่ออายุสิบเก้าปี เขาได้เริ่มต้นธุรกิจของเขาเอง เขาได้ยิมเงิน 100 ปอนด์
และได้เริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการและนักปฏิรูปสังคม เขาได้กลายเป็นที่รู้จักกันเป็นบิดาของสังคมนิยมอังกฤษ
เขาได้เริ่มต้นโครงการของการปฏิรูปทางสังคมและการศึกษา โครงการหนึ่งคือ การแนะนำโรงเรียนเด็กทารกแห่งแรกภายในโลก เขาได้สร้างสถานเลี้ยงเด็กแก่แม่ทำงานด้วย การศึกษาไม่เสียเงินแก่แรงงานเด็กและลูกของคนงานทุกคน และการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปแก่คนงาน
ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เป็นพยาบาล นักสถิติ และนักปฏิรูปสังคมชาวอังกฤษ และผู้ก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลแห่งแรก เธอเกิดที่ฟลอเรนซ์ อิตาลี ภายในครอบครัวชาวอังกฤษ เธอถูกเรียกชื่อตามเมืองที่เธอเกิด
ประสบการณ์ของเธอเป็นพยาบาลระหว่างสงครามไครเมียจะเป็นรากฐานมุมมองของเธอเกี่ยวกับสุขาภิบาล เธอได้สร้างโรงพยาบาลเซ้นต์ โทมัส และไนติงเกล เทรนนิ่ง สกูล แก่พยาบาล ความพยายามของเธอที่จะปฏิรูปการดูแลสุขภาพมีอิทธิพลอย่างมากต่อคุณภาพต่อการรักษาพยาบาลภายในศตวรรษที่ 19 และ 20 ไนติงเกลได้ถูกรับผิดชอบการรักษาพยายาล
แก่ทหารอังกฤษและพันธมิตรภายในตุรกีระหว่างสงครามไครเมีย เธอได้รับชื่อเล่นว่าสุภาพสตรีแห่งดวงประทีป เพราะว่าเธอได้ไปเยี่ยมทหารด้วยตะเกียงเล็กภายในมือ เธอจะเดินท่ามกลางเตียง ตรวจสอบทหารที่บาดเจ็บ เธอจะเหมือนกับแม่ของทหาร เธอจะถือตะเกียงทุกคืนและใช้ไปที่ค่ายของผู้ป่วย
เมื่อ ค.ศ 1860 เธอได้สร้างโรงเรียนพยาบาลไนติงเกิลเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกภายในโลก
ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เป็นผู้ประกอบการพยาบาล เธอได้บุกเบิกการบริการที่ออกแบบปรับปรุงสภาวะและช่วยกระบวนการรักษา เช่น การสร้างห้องครัวผู้ป่วย อาหารเพื่อผู้ป่วยด้วยข้อกำหนดโภชนาการเฉพาะ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลไม่เพียงแต่เป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญภายในการดูแลทางสุขาภิบาลเท่านั้น เธอได้สร้างการปฏิบัติทางพยาบาลสมัยใหม่ และได้ส่งเสริมการพัฒนาการพยาบาลเป็นวิชาชีพอย่างหนึ่งด้วย เธอได้ถูกย่องเป็นมารดาของการพยาบาลสมัยใหม่
คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการเพื่อสังคมคือ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาทำให้เกิดขึ้นเนื่องจาก
พวกเขาโน้มเอียงจะถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ พวกเขาไม่พยายามเริ่มแรกที่จะสร้างกำไรแต่จะแก้ไขความเจ็ปปวด มูฮัมหมัด ยูนุส ได้กล่าวเกี่ยวกับคุณลักษณะนี้ว่า เขาหรือเธอต้องแข่งขันภายในตลาดกับคู่แข่งขันอื่นทุกคน แต่จะถูกบันดาลใจด้วยเป้าหมายทางสังคม นี่จะเป็นเหตุผลพื้นฐานเพื่อการอยู่ภายในธุรกิจ
บุคคคลที่มีชื่อเสียงเกี่ยวพันกับการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมจะมีทั้ง ฮามีด ข่าน ชาวปากีสถาน มูฮัมหมัด ยูนุส ชาวบังคลาเทศ และบุคคลอื่นหลายคน
ปัจจุบันนี้แนวคิดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้ถูกใช้อย่างกว้างขวาง
และภายในหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน
เราไม่จำเป็นต้องพูด มูฮัมหมัด ยูนุสได้ยืนหยัดความสำเร็จมายาวนานในฐานะของผู้ประกอบการเพื่อสังคมคนหนึ่ง บางทีสะท้อนได้ดีที่สุดภายในบทบาทของผู้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ – ธนาคารการเงินรายย่อยใหญ่ที่สุดภายในบังคลาเทศ ด้วยการเปลี่ยนแปลงให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่ใช่กำไร เขาสามารถฟื้นฟูอนาคตของครัวเรือนที่ถูกลดความสำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมากภายในประเทศ

อโชก้าได้ให้เกียรติที่จะประกาศรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ ถูกให้วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ 2014 แก่อโชก้า เฟลโลว์ ไกรลาส สัตยาธิ จากอินเดีย และมาลาลา ยูซาฟไซ จากปากีสถาน ผู้สนับสนุนที่ลุ่มหลงต่อการศึกษา คณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ ได้อ้างบุคลสองคนจากการต่อสู้ของพวกเขาต่อสิทธิของเด็กทุกคนเพื่อการศึกษา อโชก้า เฟลโลว์ คือ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมแนวหน้าของโลก พวกเขาได้สนับสนุนความคิดใหม่ที่สร้างสรรค์ ปฏิรูประบบสังคม การจัดหาประโยชน์แก่บุคคลทุกคน และปรับปรุงชีวิตของบุคคลหลายล้านคน
นานกว่า 35 ปี อโชก้า ได้สร้างและเลี้ยงดูเครือข่ายใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการเพื่อสังคมแนวหน้าภายในโลก ภายหลังจากกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มงวด พวกเขาได้ถูกเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกตลอดชีพ สมาชิกทุกคนจะผูกพันต่อการสนับสนุนแบบแผนใหม่ของสิ่งที่ดีทางสังคม อโชก้าเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มุ่งหมายสร้างและปลูกฝังชุมชนของผู้ประกอบการเพื่อสังคม ร่วมมือร่วมใจที่จะปฏิรูปสถาบันและวัฒนธรรมทั่วโลก เพื่อสิ่งที่ดีของสังคม องค์การจะระบุและสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมแนวหน้าของโลก และระดมพวกเขาไปสู่ชุมชนโลก อโชก้า ก่อตั้งโดยบิลล์ เดรย์ตัน เมื่อ ค.ศ 1981 เป็นเครือข่ายของผู้ประกอบการเพื่อสังคมใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยอโชก้า เฟลโลว์มากกว่า 3,000 คนทำงานภายในมากกว่า 90 ประเทศสนับสนุน “บุคคลทุกคนเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก”
ไกรลาส สัตยาธิ เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงภายในขบวนการโลกต่อต้านแรงงานเด็ก เขาได้ถูกคัดเลือกเป็นเป็นอโชก้า เฟลเลอร์ เมื่อ ค.ศ 1993 เขาเป็นสมาชิกคนที่สองของชุมชนอโชก้าที่ได้รับสิ่งนี้ มูฮัมหมัด ยูนุส อโชก้า เฟลโลว์ ได้รับรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ เมื่อ ค.ศ 2006 จากการปฏิรูปการธนาคารเพื่อคนยากจนผ่านทางไมโครไฟแนน ด้วยการก่อตั้งกรามีน แบงค์ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมเหล่านี้ได้แสดงพลังของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมระบุระบบเปลี่ยนแปลงข้อแก้ปัญหาที่กดดันมากที่สุดของโลก

ไกรลาส สัตยาธิ เป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงภายในชบวนการต่อต้านแรงงานเด็กของโลก ปัจจุบันนี้นอกจากรักมาร์ค องค์การเครื่องหมายการค้าของเขา ไกรลาส ได้นำการเดินขบวนโลกต่อต้านแรงงานเด็ก กลุ่มของ 2,000 องค์การความมุ่งหมายเพื่อสังคม และสหภาพการค้าภายใน 140 ประเทศ เมื่อ ค.ศ 1983 ไกรลาส ได้ก่อตั้งขบวนการรากหญ้า บาชพาน บาเชา อันโดแลน บีบีเอ – ขบวนการช่วยชีวิตเด็ก และรักมาร์ค องค์การเครื่องหมายการค้าพรมที่รับประกันการปฏิบัติที่เป็นธรรมและไม่มีแรงงานเด็ก ขบวนการเหล่านี้ได้ช่วยชีวิตเด็กมากกว่า 80,000 คนจากการเป็นทาส การค้าแรงงานเด็กภายในสามทศวรรษที่แล้ว ด้วยการใช้พฤติกรรมของลูกค้ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมบริษัท ไกรลาส สัตยาธิ ได้ริเริ่มการปฏิบัติทางธุรกิจอย่างมีจริยธรรมที่ถาวร การนำลูกค้าเข้ามาสู่การต่อสู้ต่อต้านแรงงานเด็ก และสนับสนุนการปฏิบัติทางธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
เขาได้ริเริ่มและนำรักมาร์คก่อนหน้านี้เมื่อ ค.ศ 1944 กลไกการติดฉลากทางสังคมครั้งแรกเพื่อปลดปล่อยแรงงานเด็กจากพรม
ไกรลาส สัตยาธิ มีบทบาทสำคัญที่สุดภายในการเชื่อมโยงการต่อสู้ต่อต้านแรงเด็กกับความพยายยามเพื่อการบรรลุ “การศึกษาเพื่อทุกคน” เขาเป็นผู้บุกเบิกสนับสนุนของกรอบความความคิดสามเหลี่ยมของแรงงานเด็ก ความยากจน และการไม่รู้หนังสือ กลายเป็นที่ยอมรับและและสร้างขึ้นมาทั่วโลก ภายในหนังสือเล่มใหม่ของเขา Every Child Matters ไกรลาส สัตยาธิ ได้ดึงความสนใจของเราไปยังกรอบความคิดสามเหลี่ยมที่กำลังทำลายความเป็นเด็กภายในอินเดีย
เมื่อ ค.ศ 1998 ไกรลาส สัตยาธิ ได้เริ่มต้นการเดินขบวนโลกต่อต้านแรงเด็กมุ่งหมายที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของ “กรอบความคิดสามเหลี่ยม” ของการกำจัดแรงงานเด็ก การศึกษาเพื่อทุกคน และการกำจัดความยากจน แรงงานเด็ก ความยากจน และการไม่รู้หนังสือ เป็นกรอบความคิดสามาเหลี่ยมของการแสวงหาประโยชน์ของเด็ก ผู้ใหญ่ 210 ล้านคนไร้งานภายในโลก…..จากนั้นทำไมเด็ก 152 ล้านคนได้ยุ่งเกี่ยวภายในงาน การทำงานของเด็กทุกคนกำลังทำงาน ณ ต้นทุนของงานของผู้ใหญ่
เด็กที่ทำงานเต็มเวลามักจะมีพ่อแม่ไม่สามารถมีงานทำมากกว่า 100 วันต่อปี
เด็กถูกว่าจ้างเพราะว่าพวกเขาเป็นแรงงานราคาถูกภายในประเทศ พวกเขาไม่สามารถไปศาล และพวกเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ถ้าประเทศใช้เงินหนึ่ง
เหรียญว้นนี้ต่อการกำจัดแรงงานเด็กภายในประเทศ ตามสหประชาชาติและธนาคารโลก ผลตอบแทนจะเป็น 7 เหรียญตลอด 20 ปีหน้า แต่ถ้าประเทศใช้หนึ่งเหรียญกับการศึกษา ผลตอบแทนจะเป็น 20 เท่าตลอด 20 ปีหน้า
ดังนั้นมันได้พิสูจน์ว่าการลงทุนดีที่สุดคือการลงทุนภายในการศึกษา ไกรลาส สัตยาธิ พูด
ผมบรรลุความสำเร็จส่วนหนึ่งภายในการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดจาก เด็กเป็นเรื่องที่น่าสงสาร ไปสู่่เด็กทุกคนมีสิืทธิและศักดิ์ศรี ต้วอย่างเช่น เราให้เด็กเป็นอิสระ ให้การศึกษาและฟื้นฟูพวกเขา บีบีเอ ได้สร้างหมู่บ้านเด็กเป็นมิตร จำนวนมาก เด็กทุกคนจะเป็นอิสระจากการแสวงหาประโยชน์ การล่วงละเมิด การค้ามนุษย์ และการแต่งงานเด็ก เด็กจะต้องเข้าโรงเรียน เราต้องเข้าใจว่าแรงงานเด็ก ความยากจน และการไม่รู้หนังสือสร้างสามเหลี่มของคำสาบแก่เด็ก เราต้องทำลายมันด้วยการร่วมกันเป็นประเทศ ประเทศ บุคคล
ธรรมดา และผู้นำที่ศรัทธา ต้องจับมือกัน
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการการเจริญเติบโตของโลกโดยไม่มีเด็ก แต่กระนั้นเราได้ทอดทิ้งเด็ก 168 ล้านคนทั่วโลกที่ได้สูญเสียความเป็นเด็กที่มีคุณค่าแก่แรงงาน เด็ก 85 ล้านคนของพวกเขามีอาชีพที่อันตราย การปล่อยทิ้งพวกเขาให้มีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัว แรงงานเด็กได้ทำลายร่างกาย ความคิด ศืลธรรม และความเป็นอยู่ที่ดี และปฏิเสธพวกเขาจากสิทธิของการศึกษา
แรงงานเด็กได้เข้ามาสู่วงจรชั่วร้ายของการไม่รูู้หนังสือ ความยากจน และแรงงานเด็ก เขาเรียกว่ากรอบความคิดสามเหลี่ยมของการแสวงหาประโยชน์ของเด็ก และได้ถูกยอมรับโดยหน่วยงานของยูเอ็น
เขาสงสัยว่าถ้าบุคคลวัยหนุ่มสาว 210 ล้านคนไร้งาน ทำไมเด็ก 152 ล้านคนถูกว่าจ้างภายในงานเต็มเวลา เด็กทุกคกำลังทำงาน ณ ต้นทุนของงานคนหนุ่มสาว เด็กถูกว่าจ้างเพราะว่าพวกเขาเป็นแหล่งของแรงงานถูกที่สุด ไม่สามารถไปศาลตามกฏหมาย และสามารถถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข้อแก้ปัญหาต่อสิ่งนี้อยู่ภายในมิติที่สามของการศึกษา ในฐานะของแรงงานเด็กเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ที่สุดต่อการไม่รู้หนังสือ เขาได้ให้ความเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแต่ปัญหามนุษยธรรม แต่มันเป็นปัญหาทางเศรษญกิจอย่างหนึ่ง การให้ความเข้าใจด้วยข้อมูลที่น่ากลัวบางอย่าง
โครงการล่าสุดของเขาคือ บาล มิตรา กราม หมู่บ้านเป็นมิตรเด็ก วิถีทางที่จะต่อต้านและกำจัดการจ้างงานเด็กภายในการทำเหมืองแร่ไมกาและโรงงานภายในรัฐฌารขัณฑ์ เขาได้เรียกร้องการริเริ่มร่วมกันระหว่างบริษัืทและองค์การที่จะรับรองประเทศปลอดแรงงานเด็ก เขาไม่เชื่อว่าบริษัทเป็นองค์การทำเหรียญ – เงิน ด้วยการรวมความลุ่มหลงและความเห็นอกเห็นใจกับความฉลาด พวกเขาสามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย
เมื่ออายุเพียงห้าปีเท่านั้น ไกลาส สัตยาธิ ได้มองเห็นการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคระหว่างเด็กชายขัดรองเท้าและตัวเขา ไกลาสได้พบตัวเองภายในสภาวะไม่สบายใจและขัดแย้งกัน มันทำให้ผมตกตะลึงที่เรามีบุคคลบางคนเกิดมาที่จะทำงาน ณ ต้นทุนของการศึกษาและอิสระภาพ ทำไมเด็กบางคนเกิดมาที่จะกลายเป็นทาสของบุคคลอื่น ทำไมได้กลายเป็นจุดประกายครั้งแรกภายในชีวิตของเขา และเขาได้เริ่มต้นโลกด้วยสายตาที่แตกต่าง สิ่งหนึ่งที่ผมได้รู้สึก
เมื่อพระเจ้าให้เรากำเนิดเป็นมนุษย์ที่เสมอภาคกัน ทำไมเด็กบางคนเกิดที่จะทำงาน และเด็กคนอื่นสามารถดำเนินตามความฝันของพวกเขา ผมปฏิเสฐที่จะยอมรับ และผมยังคงปฏิเสฐที่จะยอมรับภายหลังจากห้าทศวรรษ
ไกรลาส สัตยาธิ ได้กล่าวว่าไม่ใช่เศรษฐกิจเท่านั้นที่เชื่อมโยงระหว่างกัน การคุกคามภายในโลกเชื่อมโยงระหว่างกันด้วย ชาวอเมริกันเข้าใจสิ่งนี้ได้ดีภายหลังจาก 9/11 บุคคลได้ตกตะลึงเพราะว่าชาวอเมริกันหลายคนคิดว่าพวกเขามีชีวิตอยู่บนเกาะของความปลอดภัย แต่มันได้เปิดตาของบุคคล และแสดงว่าการก่อการร้ายและพื้นฐานนิยมไม่ได้เป็นปัญหาทางท้องที่ มันเป็นปัญหาโลกและการคุกคามโลก ทำนองเดียวกันความยากจนและการเป็นทาสของมนุษย์จะถูกเชื่อมโยงระหว่างกันอย่างเท่าเทียมกัน บุคคลคิดว่าม้นเป็นปัญหาเศรษฐกิจ
แต่มันจะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิรัฐศาสตร์ ทำไมบุคคลรู้อย่างดีซื้อผลิตภัณฑ์ทำโดยทาสเด็กเพราะว่ามันราคาถูก ต้องรับรู้ว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ
อาชญกรรมนี้
เราดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในพม่าไม่นานมานี้ได้ฆ่าบุคคลจำนวนมาก หรือการพังทลายของลานา พลาซา บุคคลตื่นขึ้นทันทีและตระหนักว่าพวกเขามีความรับผิดชอบมากขึ้นที่จะทำงานอย่างปลอดภัยภายในบังคลาเทศ สิ่งที่สำคัญคือบุคคลควรจะมีการมองโลก
คืนหนึ่งตอนฤดูร้อนภายในดูไบ ไกรลาส สัตยาธิกำลังขับรถยนต์แล่นออกไป จากการฉายภาพยนตร์ The Price of Free สารคดีเกี่ยวกับเกี่ยวกับชีวิตของเขา เมื่อเด็กชายคนหนึ่งได้วิ่งข้างหน้ารถยนต์ ร้องตะโกนชื่อของเขา นักเคลื่อนไหวต่อต้านแรงงานเด็กชาวอินเดีย อายุ 65 ปี ได้ออกมาจากรถยนต์ การคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
เด็กชายอายุประมาณ 14 หรือ 15 ปี ต้องการจับมือกับไกรลาสและบอกเขาว่า ผมจะต้องเป็นไกรลาส ผมไม่มีทางเลือกอื่นภายในชีวิตของผม
ไกรลาส สัตยาธิ ได้ต่อสู้กับแรงงานเด็กส่วนใหญ่ของชีวิตของเขา ความลุ่มหลงของเขาไม่เพียงแต่เด็กเท่านั้น มันจะเกี่ยวกับความฝันของเขาด้วย ไกรลาส สัตยาธิ ได้บอกแก่ซีเอ็นเอ็น ผมมีเป้าหมายอย่างเดียวเท่านั้นภายในชีวิต แม้ว่าเรายังคงมีทางไกลที่จะเดิน เขาพอใจต่อความก้าวหน้าที่โลกได้สร้างขึ้นมา
ไกรลาส สัตยาธิได้กล่าวว่า โลกสามารถยุติแรงงานเด็กได้ เรามีทรัพยากร เรามีเทคโนโลยี เรามีกฏหมาย เรามีทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งเดียวเท่านั้นที่เราต้องรู้สึกเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น การต่อสู้ดิ้นรนของผมเพื่อการกลายเป็นโลกของความเห็นอกเห็นใจ เขาได้ผลักดันต่อต้านแรงงานเด็กตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาติ นั่นคืออนาคตของวาระการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน ตลอดทศวรรษของการรณรงค์ของเขา ไกรลาสได้มองเห็นคุณค่าของการให้เด็ก พูดในนามของเด็กคนอื่น คนหนุ่มสาวเป็นส่วนสำคัญของเจ็ดล้านคนที่มีส่วนภายในการเดินขบวนโลกต่อต้านแรงเด็กที่ไกรลาสเป็นหัวหอกเมื่อ ค.ศ 1998
ภายในอินเดีย การรณรงค์ 100 ล้านคนได้เปิดตัวการเดินทางคาราวานผ่าน 5,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ การรณรงค์ต่อต้านการค้าเด็ก ไกรลาส สัตยาธิได้กล่าวว่า เขาไม่จำเป็นต้องวางเส้นเวลาที่จะกำจัดแรงงานเด็กลงเป็นศูนย์อย่างไร แต่กล่าวว่าเขายากที่จะรู้สึกท้อใจ การมองเห็นรอยยิ้มและวิญญานความหวังของเด็กทำให้เขามีกำลังใจ

ไกรลาส สัตยาธิเป็นผู้ตามอย่างแท้จริงของมหาตมะ คานธี ครั้งหนึ่งไกรลาส สัตยาธิ ได้กล่าวว่านถุราม โคดเส นักชาตินิยมฮินดู ลอบสังหารมหาตมะ
คานธี แต่ปรักยา ฐากูร ได้ฆ่าวิญญานของอินเดีย ไกรลาสได้ขอให้บีเจพีสละสิ่งล่อใจของผลประโยชน์ทางการเมืองเล็กน้อย และกำจัดปรักยา ฐากูร ออกไปจากพรรค ไกรลาส ได้วิิจารณ์ผู้นำพรรคภาราติยะ จานาตะ : บีเจพี และฐากูร ต่อการเรียกโคดเสผู้ลอบสังหารคานธีเป็นผู้รักชาติ คานธีอยู่เหนืออำนาจและการเมือง เขาได้กล่าวเพิ่มว่า บุคคลเช่นฐากูรกำลังฆ่าวิญญานของอินเดีย
ต่อมาปรักยา ฐากูร ได้ขอโทษต่อคำแถลงของเธอ กล่าว่า เธอเคารพมหาตมะคานธี และผลงานของเขาต่อประเทศไม่สามารถลืมได้
มหาตมะ คานธี ไม่เคยได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ แต่ปรัชญาของเขาได้บันดาลใจผู้รับรางวัลสันติภาพหลายคน ภายในการประกาศของคณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ ได้ย้ำการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงของไกรลาส วิธีการของเขาจะมีทั้งการเดินขบวน การระดมมวลชน และการรณรงค์ข่าวสาร
เขาได้มีการกระทำทางกายภาพโดยตรงผ่านทางภารกิจของการช่วยชีวิตเด็ก
เขาได้นำแรงงานเด็กออกจากโรงงาน ในขณะที่่ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะหยุดยั้งเขา เขาเหมือนกับมหาตมะ คานธี ยึดกับหลักการความไม่รุนแรง ภายใต้วิถีทางนี้ ไกรลาสได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติ มีอิทธิพลต่อผู้มีอำนาจ เพิ่มความตระหนักของลูกค้า และช่วยเด็กออกจากแรงงานบังคับ ไกรลาสได้กล่าวว่า พวกที่ซื้อสินค้าผลิตโดยแรงงานเด็กอยู่ต่อไปจะต้องรับผิดชอบต่อความยืดเยื้อการเป็นทาสของเด็ก มหาตมะ คานธี ทำให้ความจริง ความไม่รุนแรง และสันติภาพ เป็นขบวนการมวลชน การทำให้การร้องขอหนักแน่นต่อความเห็นอกเห็นใจของโลกและกลายเป็นขบวนการมวลชน ไกรลาส ได้กล่าวว่า เขาต้องการให้แรงงานเด็กเข้าไปสู่หน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์
ไกรลาส สัตยาธิ ผู้ตามที่กระตือรือร้นของมหาตมะ คานธี ได้กล่าวว่า เขาควรจะมองเห็นภาพคานธี เดินไปสู่เวทีของการรับรางวัล ในขณะที่เขานั่งอยู่ที่แท่น ณ งานพิธีโนเบิลภายในออสโล เมื่อผมกำลังนั่งอยู่ที่โพเดียม ผมจำคานธีได้ทุกย่างก้าว ผมสามารถมองเห็นเขากำลังเดินขึ้นสู่เวทีรับรางวัล
ความคิดอย่างหนึ่งของไกรลาส สัตยาธิ ต่อการสร้างข้อแก้ปัญหาแรงงานเด็ก คือ บาล มิตรา กราม หมู่บ้านเป็นมิตรเด็ก เป็นโครงการที่ดำเนินการได้บรรลุความสำเร็จเกือบสองทศวรรษ การให้พลังและการป้องกันเด็กทั่วประเทศ โครงการมุ่งหมายที่จะป้องกันการแสวงหาประโยชน์เด็กทุกอย่างที่มีทั้งแรงงานเด็ก การค้าเด็ก การละเมิดทางเพศเด็ก การแต่งงานเด็ก และอย่างอื่น ในขณะเดียวกันการรับรองการศึกษา และการให้อำนาจเด็กภายในชุมชนชนบท
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

