มองต่างมุมกับการชุมนุมของม็อบมุ้งมิ้ง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
มองต่างมุมกับการชุมนุมของม็อบมุ้งมิ้ง
ความจริงผู้เขียนจงใจตั้งหัวข้อของบทความให้ดูซอฟๆ แต่เนื้อหาเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนก และทำให้คนรุ่นเรา ถ้าเปิดใจกว้างต้องหันมาทบทวนชุดความคิดของเราเสียใหม่ เพื่อจะได้ปรับจูนความสัมพันธ์ระหว่างวัยอันจะช่วยให้ช่องว่างมันแคบลง มิฉะนั้นมันจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งที่รุนแรงยิ่งขึ้นจนพังไปทั้งระบบ

ผู้เขียนนั้นมีชีวิตผ่านการชุมนุมมาหลายรุ่นตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมก็ไปร่วมกับม็อบนักศึกษาที่ทำการประท้วงศาลโลกที่ตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา พอโตหน่อยก็ได้เรียนรู้ว่าเป็นการจัดฉากของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อเบี่ยงเบนการตัดสินใจของตนในการยอมทำเรื่องให้ศาลโลกพิจารณา ทั้งๆที่เราไม่ยอมก็ได้ และเราก็จะไม่เสียเขาวิหาร
ครั้นโตเป็นหนุ่มก็ได้ผ่านการชุมนุมทั้ง 14 ตุลาคม 16 ตลอดจน 6 ตุลาคม 19 พอหนุ่มใหญ่ก็เจอกับพฤษภาทมิฬ 35 จนย่างเข้าสู่วัยที่เริ่มผ่านทางโค้ง ก็ได้พบกับการชุมนุมทั้งของพันธมิตร ของนปช. และของกปปส. และก็ได้พบว่าทุกม็อบมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีคนชักใยและมีท่อน้ำเลี้ยง ตลอดจนมีคนคอยสร้างสถานการณ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
ดังนั้นจึงไม่ค่อยแปลกใจว่าม็อบเยาวชนที่ผู้เขียนนำเอาคำพูดของพวกขนมลูกชุบมากล่าวกระทบกระเทียบว่าเป็นม็อบมุ้งมิ้ง เพราะดูไร้เดียงสาและพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าต้องมีคนปลุกปั่นล้างสมอง และชักใยเพื่อผลประโยชน์ของตนอย่างแน่นอน

แต่แล้วผู้เขียนก็ต้องประหลาดใจต่อกระบวนการจัดการชุมนุมประท้วง ทั้งกลุ่มนิสิตนักศึกษาและนักเรียน รวมทั้งกลุ่มนักเรียนเลวเป็นอย่างยิ่ง
ประการแรก กลุ่มผู้ชุมนุมมีการตระเตรียมการนำเสนอมาอย่างเพรียบพร้อมและเป็นระบบ ยกตัวอย่างการชุมนุมของนักเรียนโดยการนำของกลุ่มนักเรียนเลวที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ นอกจากรูปแบบแล้วเนื้อหาก็พร้อมเพรียง แต่คงไม่มีพื้นที่ให้เขียนโดยละเอียด เอาแค่คำถามที่เด็กถามท่านรัฐมนตรีก็หน้าแตกแล้ว นั่นคือการมาควบคุมทรงผมของนักเรียนและระเบียบการแต่งกาย มันมีผลอย่างไรต่อการพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาของนักเรียน เป็นต้น
ประการที่สอง ผู้เขียนต้องตระหนกตกใจต่อความสามารถในการจัดการประสานงานให้มีการชุมนุมได้ในเวลาอันรวดเร็วและคนจำนวนมาก ยิ่งการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ประชาชนปลดแอก และกลุ่มอื่นๆ พบว่าสามารถเรียกการชุมนุมได้ภายใน 1 ชม. ในพื้นที่ที่กำหนด หรือหากจะย้ายที่ก็ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชม.
อย่างนี้ถ้ากองทัพไทยนำระบบการประสานงานแบบนี้มาใช้ในการระดมกำลังสำรอง เราคงไม่ต้องมีการเกณฑ์ทหาร คงมีแต่เพียงทหารอาสา เพราะเราสามารถเรียกระดมกำลังสำรองได้ภายใน 1 ชม. ซึ่งในโลกนี้มีแห่งเดียวคืออิสราเอล

ประการที่สาม ข้อเรียกร้องของเขานั้นชัดเจน และอยู่ในกรอบ เพียงแต่คนฟังถ้าไม่มีอคติ ก็ไปติดยึดกับความเชื่อเดิมๆ หรือการถูกครอบงำทางความคิดกันมานาน จึงยอมรับไม่ได้ เพราะไม่เคยมีใครพูดอย่างเปิดเผยและมิได้มุ่งหมายทำลายล้าง แต่ต้องการรักษาไว้เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะที่พวกอนุรักษ์นิยมบางคนนิยมนินทาในหลายๆเรื่องลับหลัง
ประการที่สี่ กลุ่มผู้ชุมนุมโดยแกนนำ สามารถก้าวข้ามการชุมนุมที่ผ่านมาโดยที่ลงท้ายคือความรุนแรง แต่ผู้ชุมนุมใช้การต่อสู้แบบอหิงสา คือ โดยสงบ หลีกเลี่ยงความรุนแรง ยืดหยุ่นสงวนชีวิต ทำให้การชุมนุมที่ผ่านมาล้าสมัยไปหมด ทั้งๆที่เรามีบทเรียนการต่อสู้แบบสันติ หรืออาจเรียกว่าอารยะขัดขืนนี้ โดยเคยมีผู้นำหลายท่านทำมาแล้ว เช่น คานธี มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลลา ตลอดจนแนวคิดงานเขียนของยีน ชาร์ป ซึ่งกลุ่มเยาวชนได้ศึกษาทั้งประวัติศาสตร์การปฏิวัตินองเลือด และการต่อสู้แบบสันติ โดยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตมาปรับปรุงเสียใหม่
ที่สำคัญเขาเหล่านั้นได้ก้าวข้ามความเป็นเหลือง แดง สลิ่ม ตลอดจนบรรดานักการเมืองอย่างทักษิณ หรือธนาธร มาโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่วายโดนกล่าวหาจากพวกขนมลูกชุบ หรือไอโอของบล็อกเคอรี และม็อกคา ที่ยืนยันได้เพราะไม่มีประเด็นอะไรเลยที่เขาจะมาพูดเพื่อโปรคนเหล่านั้น และในอนาคตแม้คนรุ่นใหม่อาจได้รับเลือกตั้งเข้ามามาก แนวคิดของเขาก็จะแตกต่างจากนักการเมืองที่กล่าวถึงโดยสิ้นเชิง

เรื่องนี้ขออ้างอิงการลงสัมภาษณ์กลุ่มเยาวชน คือ นักเรียนที่มาร่วมชุมนุมซึ่งทำให้คนรุ่นเราประหลาดใจ เพราะเราเอาชุดความคิดของเราไปเป็นมาตรฐานในการวัดเขา ทั้งนี้ท่านผศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยขณะร่วมพูดคุยกับคุณสุทธิชัย หยุ่น เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อ-แม่ กับเด็กรุ่นใหม่ GEN อัลฟ่า
ข้อมูลที่ได้คือ เด็กรุ่นนี้โตมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างเป็นเสรีนิยม ซึ่งผ่านความขัดแย้ง เหลือง-แดงมาแล้ว จึงได้เรียนรู้การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง และสามารถสานสัมพันธ์กับพ่อ-แม่ได้แม้ความคิดจะไม่ตรงกัน แต่เขาก็สามารถรับมือได้ นอกจากพ่อแม่ที่อนุรักษ์นิยมมากๆ และนิยมเผด็จการแม้ทางความคิด
เด็กเหล่านี้เติบโตมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อันมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนเทคโนโลยีการสื่อสารสนเทศน์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ต่างจากสมัยปู่-ย่า ซึ่งในปัจจุบันก็กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะอายุยืนขึ้น จึงกลายเป็นกระแสที่ปิดกั้นความคิดในการเปลี่ยนแปลงใดๆที่ตนไม่คุ้นเคย ทั้งๆที่ด้วยกระแสโลกซึ่งเป็นพลวัตรมันต้องเปลี่ยนแปลง เด็กเหล่านี้จึงวิตกกังวลต่ออนาคตของพวกเขามาก เพราะเขาต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงที่ดูไปแล้วโหดร้าย กว่ารุ่นพ่อ-แม่ และปู่-ย่า
เด็กเหล่านี้จึงต้องปรับตัวเองจากประสบการณ์ของเขาโดยแปรเปลี่ยนทักษะในการเล่น เช่น เกมส์ หรือการแชตมาเป็นการสืบค้นข้อมูลเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งแน่นอนขณะนี้ยังมีไม่มาก แต่เด็กเหล่านี้จะเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง โดยจากการลงสัมภาษณ์ของดร.กนกรัตน์ พบว่าเด็กกว่า 60% -70% เป็นเด็กเรียนดี เกรด 3.5 ขึ้น
ในขณะที่เด็กตื่นตัวพัฒนาก้าวหน้า แต่โรงเรียนกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ บุคลากรทางการศึกษาพัฒนาได้ช้ามาก จึงผันตัวเองมากลายเป็นผู้ควบคุมที่คอยเคร่งครัดเรื่องการแต่งกาย เรื่องทรงผมและวินัย โดยไม่ได้ทุ่มเทให้กับการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาเท่าที่ควร
ดังนั้นโรงเรียนจึงกลายเป็นคุกสำหรับเด็กเหล่านี้ ที่ห่วงใยอนาคตของตนเอง ทั้งๆที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีแรงกดดันเหมือนพวกเขา
นั่นทำให้เขาเหล่านั้นหันมาให้ความสนใจเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยที่หลายๆคนเคยไปกับพ่อ แม่ ชุมนุมประท้วงและขับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งในความรู้สึกของเขารู้สึกสนุก และต่อมาก็เป็นความหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการยึดอำนาจจะนำอนาคตที่ดีมาสู่เขา แต่รอมา 6 ปี เขาก็มิได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเป็นหลักประกันอนาคตของเขาได้เลย จากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัย มาสู่เด็กมัธยมปลาย และในที่สุดก็มาสู่เด็กมัธยมต้น ที่ต้องขวนขวายช่วยตัวเองในภาวะที่กดทับพวกเขา
นั่นทำให้พวกเขาออกมาร่วมชุมนุมประท้วง และสนับสนุนตัวแทนที่คาดว่าจะนำอนาคตที่ดีมาสู่พวกเขาได้ ที่สำคัญคือเขาตั้งความหวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง (Change Agent)
เยาวชนเหล่านี้จึงเป็นทรัพย์สมบัติที่ทรงคุณค่าของชาติ แม้การกระทำหรือคำพูดบางอย่างอาจจะไม่ถูกหู คนรุ่น 50 ปีขึ้น แต่มันถูกบีบคั้นจากการที่เขาร้องขอ โดยสงบก็ไม่มีใครฟัง ครั้นเขาตะโกนก็ยังเพิกเฉย นั่นจึงกลายเป็นที่มาของคำด่า ที่ผู้ใหญ่รับไม่ได้ แต่เวลาตนพูดเองไม่เป็นไร
หยุดทำลายเยาวชนและร่วมกันสร้างสะพานที่จะปิดช่องว่างระหว่างวัย หากยังไม่เข้าใจเด็กลองเข้าไปเล่นทวิตเตอร์ หรือเทเลแกรมเถอะ ท่านจะพบโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลและจะเข้าใจเยาวชนเหล่านั้นมากขึ้น หากยังเล่นไลน์อยู่อย่างเดียวมันก็ไม่ต่างจากอบต. หรืออสม. หรอกครับ โดยเฉพาะจะไม่งงว่าพวกเขาบริหารจัดการม็อบได้อย่างไรโดยแกนนำไม่ต้องออกมานำ







