INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก: บทบาททางทหาร เศรษฐกิจ และความท้าทายเชิงโครงสร้าง

Japans Asia Pacific Power Mosaic

ญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก: บทบาททางทหาร เศรษฐกิจ และความท้าทายเชิงโครงสร้าง

ทหารประชาธิปไตย

1. บทนำ

ญี่ปุ่นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้รัฐธรรมนูญที่จำกัดการใช้กำลังทหาร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสภาพแวดล้อมความมั่นคงรอบประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการขยายอำนาจทางทหารของจีน การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์กับรัสเซียที่เสื่อมลงหลังสงครามยูเครน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อพันธมิตร ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ญี่ปุ่นทบทวนบทบาทของตนในภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศก็เผชิญข้อจำกัดภายในที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องประชากรและการคลัง บทความนี้พิจารณาบทบาทด้านการทหารและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาที่ต้องเผชิญ โดยนำเสนอทั้งมุมมองของญี่ปุ่นและข้อกังวลของประเทศเพื่อนบ้าน

2. บทบาททางทหาร: การปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคง

2.1 งบประมาณและเอกสารยุทธศาสตร์

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เร่งแผนเพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศให้ถึงระดับ 2% ของ GDP เร็วกว่ากำหนดเดิมซึ่งตั้งไว้ในปีงบประมาณ 2027 และสั่งให้ทบทวนเอกสารความมั่นคงหลักสามฉบับ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และแผนเสริมสร้างขีดความสามารถ ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2026 อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนชี้ว่าตัวเลข 2% ส่วนหนึ่งเกิดจากการนับรวมรายการที่เดิมไม่จัดเป็นงบกลาโหม เช่น โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนและงานด้านกำลังพล จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นงบใหม่ทั้งหมด

2.2 การปรับโครงสร้างกำลังและการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย

ญี่ปุ่นลงทุนในขีปนาวุธ โดรน ระบบต่อต้านโดรน ขีดความสามารถด้านอวกาศและไซเบอร์ จัดตั้งกองบัญชาการร่วมเพื่อประสานงานระหว่างเหล่าทัพ และผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ทางทหารเพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมกลาโหมในประเทศ ในทางการเมือง รัฐบาลระบุว่าต้องการผลักดันการแก้ไขมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นรักษากองกำลังป้องกันตนเองไว้โดยอาศัยการตีความ ไม่ใช่การแก้ตัวบท การแก้ไขต้องได้รับเสียงสองในสามของทั้งสองสภาและผ่านการลงประชามติ ซึ่งยังไม่แน่นอนเพราะความเห็นของสังคมญี่ปุ่นยังแบ่งกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงข้อเสนอจากอดีตผู้นำทางทหารและสถาบันวิจัยให้เปิดรับพลเมืองต่างชาติเข้ารับราชการทหาร แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ใช่นโยบายที่ประกาศใช้และมีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง

2.3 พันธมิตรญี่ปุ่น–สหรัฐฯ และความร่วมมือหลายฝ่าย

พันธมิตรกับสหรัฐฯ ยังเป็นแกนกลางของนโยบายความมั่นคงญี่ปุ่น โดยมีกำลังทหารสหรัฐฯ ประจำการในญี่ปุ่นราว 60,000 นาย ควบคู่กับการซ้อมรบร่วมและการประสานการบัญชาการที่ใกล้ชิดขึ้น ญี่ปุ่นยังขยายความร่วมมือกับออสเตรเลีย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ผ่านกรอบ Quad และข้อตกลงด้านการเข้าถึงทางทหารระหว่างกัน แนวโน้มดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโครงสร้างความมั่นคงที่เรียกว่า “อินโด-แปซิฟิก” อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนต่อนโยบายของสหรัฐฯ และแรงกดดันให้พันธมิตรรับภาระมากขึ้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองเพิ่มเติมแทนที่จะพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

2.4 ปฏิกิริยาของประเทศเพื่อนบ้าน

จีนและรัสเซียวิจารณ์ว่าญี่ปุ่นกำลังหันเหจากแนวทางสันตินิยมหลังสงคราม และมองว่าเป็นการทำให้ดุลอำนาจในภูมิภาคไม่มั่นคง ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาว่า หากเกิดเหตุโจมตีไต้หวัน อาจเข้าข่ายสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น ซึ่งเปิดทางให้ใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมได้ ในทางกลับกัน รัฐบาลญี่ปุ่นและพันธมิตรอธิบายว่าการเสริมสร้างขีดความสามารถเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น และยังคงยึดหลักการป้องกันเป็นหลัก ทั้งสองมุมมองสะท้อนปัญหา “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง” (security dilemma) ที่มาตรการป้องกันของฝ่ายหนึ่งถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นภัยคุกคาม

3. บทบาททางเศรษฐกิจ

แม้สัดส่วนของญี่ปุ่นในเศรษฐกิจโลกจะลดลงและถูกเยอรมนีแซงขึ้นเป็นอันดับสามถึงสี่ของโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่ญี่ปุ่นยังเป็นผู้ลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ ผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและวัสดุขั้นสูง รวมถึงเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในอาเซียน บริษัทญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานมาหลายทศวรรษ โดยไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญที่สุด ญี่ปุ่นยังมีบทบาทผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด และกรอบพหุภาคี เช่น CPTPP และ RCEP ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในภูมิภาคเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ไม่เรียกร้องเงื่อนไขทางการเมืองมากนัก แต่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น เช่น การส่งออกอุปกรณ์ทางทหารและความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลกับฟิลิปปินส์และเวียดนาม อาจทำให้ภาพลักษณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไปในอนาคต

อีกมิติหนึ่งคือ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัวในจีน การสะสมและกระจายแหล่งแร่หายากและวัสดุยุทธศาสตร์ การสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีสำคัญ นโยบายเหล่านี้สะท้อนว่าญี่ปุ่นมองเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นเรื่องเดียวกันมากขึ้น และเป็นเหตุผลหนึ่งที่บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากพิจารณากระจายฐานการผลิตไปยังอาเซียนและอินเดีย ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยแม้ว่าบางส่วนจะเป็นการย้ายฐานการผลิตไปจากไทย

4. ปัญหาและความท้าทายของญี่ปุ่น

4.1 ปัญหากำลังคน

อัตราการเกิดต่ำและสังคมสูงวัยกระทบโดยตรงต่อการรับสมัครทหาร รายงานระบุว่ากองกำลังป้องกันตนเองมีกำลังพลต่ำกว่าอัตราที่กำหนด (ราว 247,000 นาย) อย่างมีนัยสำคัญ โดยบางหน่วยและกำลังพลประจำเรือขาดแคลนหนัก เนื่องจากภาพลักษณ์อาชีพทหารและเงื่อนไขการปฏิบัติภารกิจในทะเลเป็นเวลานาน ปัญหานี้อาจเป็นเพดานสำคัญของการเสริมสร้างกำลังมากกว่าตัวเงินงบประมาณ

4.2 ภาระทางการคลังและเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ การเพิ่มงบกลาโหมไปพร้อมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดคำถามว่าจะหาแหล่งเงินจากภาษี การกู้ยืม หรือการปรับลดรายจ่ายอื่นอย่างไร ประชากรวัยทำงานที่ลดลงยังกดดันการเติบโตและฐานภาษี แม้รัฐบาลจะยอมรับความจำเป็นในการพึ่งแรงงานต่างชาติ แต่ประเด็นการรับผู้อพยพยังเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง

4.3 ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้าน

ญี่ปุ่นต้องรับมือความตึงเครียดกับจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซียพร้อมกัน ขณะที่ต้องรักษาความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของความร่วมมือไตรภาคีกับสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังถูกกดดันจากวอชิงตันให้เพิ่มรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศและจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มากขึ้น ในขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จึงมีต้นทุนทางเศรษฐกิจหากความขัดแย้งทวีความรุนแรง

ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ประชากรที่ลดลงกระทบทั้งกำลังพลและรายได้ภาษี ขณะที่ความต้องการเพิ่มงบกลาโหมต้องแข่งกับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องเลือกลำดับความสำคัญภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด และอาจทำให้การเสริมกำลังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าที่ภาพรวมของงบประมาณบ่งชี้

5. ข้อสังเกตต่อไทยและอาเซียน

สำหรับไทย ญี่ปุ่นเป็นทั้งแหล่งทุน เทคโนโลยี และหุ้นส่วนที่ช่วยถ่วงดุลในภูมิภาค การเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นอาจเปิดโอกาสความร่วมมือ เช่น การพัฒนาขีดความสามารถทางทะเลและความช่วยเหลือด้านความมั่นคง แต่ก็มีความเสี่ยงหากความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนยกระดับขึ้นและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพของภูมิภาค แนวทางที่เหมาะสมคือการรักษานโยบายต่างประเทศที่สมดุล กระชับความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจกับทุกฝ่าย และสนับสนุนกลไกพหุภาคีของอาเซียนในการลดความตึงเครียด

6. บทสรุป

ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากรัฐที่จำกัดบทบาททางทหารอย่างเข้มงวดไปสู่รัฐที่มีบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้นในฐานะ “ประเทศปกติ” ตามมุมมองของรัฐบาลและพันธมิตร ขณะที่จีนและรัสเซียมองว่าเป็นการทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง โดยเฉพาะข้อพิพาทดินแดนที่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ข้อเท็จจริงคือญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดภายในทั้งกฎหมาย กำลังคน และการคลัง ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการกลับไปเป็นมหาอำนาจทางทหารแบบในอดีต สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ ผลการทบทวนเอกสารความมั่นคงปลายปี 2026 ความคืบหน้าการแก้มาตรา 9 และท่าทีของจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าภูมิภาคจะเดินสู่การแข่งขันด้านอาวุธหรือการจัดการความเสี่ยงร่วมกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *