INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น : การพิจารณาผลกระทบของการตัดสินใจของเราต่อเจ็ดรุ่นข้างหน้า

เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น : การพิจารณาผลกระทบของการตัดสินใจของเราต่อเจ็ดรุ่นข้างหน้า

มูฮีมหมัด ยูนุส มีชื่อเสียงจากการสร้างความนิยมแพร่หลายของการเงินรายย่อยและสินเชื่อรายย่อย ด้วยการใช้เป็นเสาหลักของกรามีน แบงค์ เขาได้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ เรียกว่า “ธนาคารเพื่อคนจน” เมื่อ ค.ศ 1976 ด้วยเงินทุนเพียง 27 เหรียญ ภายในบังคลาเทศ บรรดาบุคคลที่ได้รับเงินกู้ มากกว่า 50% ได้หลบหนีจากความยากจนได้ ระบบการตรวจสอบพื้นฐานชุมชนได้ช่วยให้ธนาคารลดต้นทุนและบรรลุอัตราการชำระคืนสูงมากกว่า 90% ไม่จำเป็นต้องพูด มูฮัมหมัด ยูนุส ได้สุขใจกับตำแหน่งของความสำเร็จมายาวนานในฐานะของผู้ประกอบการเพื่อสังคม บางทีสะท้อนได้ดีที่สุดภายในบทบาทของเขาเป็นผู้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ สถาบันการเงินรายย่อยใหญ่ที่สุดภายในบังคลาเทศ ด้วยการทำให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่แสวงหากำไร เขาได้ชุบชีวิตอนาคตของครัวเรือนที่ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมากภายในประเทศ มูฮัมหมัด ยูนุส เชื่อว่าผูประกอบการจะรักษาชีวิตโลกไว้ได้ สิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่สุดเกี่ยวกับมูฮัมหมัด ยูนุสคือความฉลาดและบุคคลิกภาพของเขา
มูฮัมหมัด ยูนุส จะเป็นบุคคลที่เราสามารถเรียกเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง เขาได้ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงองค์การด้วย
เป้าหมายที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดของเขาคือ การกำจัดความยากจนอยู่เสมอ
และเขาพร้อมที่จะท้าทายประเพณีทางวัฒนธรรมเมื่อมันได้ยืนขวางทาง
ดังที่ครั้งหนึ่งมหาตมะ คานธี ได้กล่าวว่า “ความเชื่อของเราจะกลายเป็นความคิดของเรา ความคิดของเราจะกลายเป็นคำพูดของเรา คำพูดของเราจะกลายเป็นการกระทำของเรา การกระทำของเราจะกลายเป็นนิสัยของเรา นิสัยของเราจะกลายเป็นค่านิยมของเรา ค่านิยมของเราจะกลายเป็นโชคชะตาของเรา”
ความฝันของมูฮัมหมัด ยูนุสจะเป็นการกำจัดความยากจนอย่างเด็ดขาดจากโลก เขาจะอ้างถึงความปราถนาของเขาที่จะวางความยากจนไว้ภายในพิพิธภัณฑ์
และเด็กในอนาคตต้องไปพิพิธภัณฑ์ที่จะเข้าใจปรากฏการณ์นี้คืออะไร
ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ภายในโลกที่มันเป็นข้อเท็จจริงและสิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ทำให้เขาแยกออกมาจากผู้ประกอบการอื่นของยุคของเราคือ ข้อเท็จจริงที่วิสัยทัศน์นี้ได้นำทางเขานับตั้งแต่เขาได้ทุ่มใจกับมันนานกว่า 40 ปีที่แล้ว วันแล้ววันเล่า
มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ทำงานด้วยจุดแข็งและความเด็ดเดี่ยวของเขาต่อสู้กับอุปสรรคทุกอย่างที่จะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง ในฐานะของผู้ประกอบการเพื่อสังคม
ความท้าทายหลายอย่างจะเกิดขึ้น มากกว่าผู้ประกอบการสมัยเดิมได้เผชิญ
นี่คือทำไมการมีดาวหนือ “เกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึง” ของเป้าหมายจะช่วยเรากำหนดวิสัยทัศน์ที่บันดาลใจ สิ่งที่สำคัญและยากที่สุดต้องยึดอยู่กับมัน
เป้าหมายการกำจัดความยากจนจากโลกของยูนุสจะยังเหมือนเดิมอยู่เสมอ
แต่เขาต้องเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์และยุทธวิธีนับไม่ถ้วน ครั้งแรกเขาต้องการ
ให้กรามีน แบงค์ของเขาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ ต่อมาเขาได้พยายามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารรัฐบาล และในที่สุดเขาได้ตัดสินใจให้กรามีน แบงค์ เป็นธนาคารอิสระ
มูฮัมหมัด ยูนุสต้องรอนานากว่าสามทศวรรษที่จะถูกยกย่องด้วยรางวัลโนเบล เวลาส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าความคิดของเขาจะบรรลุความสำเร็จหรือแม้แต่กระทบหรือไม่
เมื่อ ค.ศ 2006 มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพจากการสร้างกรามีน แบงค์ บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความสามัคคี การให้อำนาจแก่ชาวบ้านด้วยการให้เงินทุนที่จะดึงพวกเขาออกจากความยากจน
ตามกรามีน แบงค์เมื่อ ค.ศ 2020 97% ของผู้กู้ยืม 9.31 ล้านคนจะเป็นผู้หญิง อัตราการเรียกหนี้คืนจะสูกว่าธนาคารธรรมดา กรามีน แบงค์ มีรายได้สุทธิมากกว่า 10 ล้านเหรียญ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม การถ่ายประสบการณ์ของเขาภายในการเงินรายย่อยและทุนนิยมเพื่อสังคมผ่านทางหนังสือหลายเล่ม การติดอาวุธด้วยความเชื่อว่าคนยากจนควรจะมีหนทางเข้าหาการบริการของธนาคารเบื้องต้น กรามีน แบงค์ จะให้กู้จำนวนน้อยแก่คนยากจน ดังนั้นพวกเขาสามารถที่จะกลายเป็นเลี้ยงตัวเองทางการเงินได้ ไม่ใช่เป็นการดำเนินงานเหมือนกับธนาคารหรือผู้ให้กู้ยืมส่วนใหญ่ กรามีน แบงค์ ไม่ได้ต้องการหลักประกันจากผู้กู้ยืมของพวกเขา แม้ว่านี่อาจจะดูเหมือนเป็นข้อบกพร่องทางธุรกิจอย่างร้ายแรง แต่กรามีน แบงค์ ได้เจริญเติบโต และผู้กู้ยืมของพวกเขาด้วย มูฮัมหมัด ยูนุส ได้เปิดตัวกรามีน แบงค์ ธนาคารเพื่อคนยากจน และที่สำคัญการเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการเงินรายย่อย นานกว่า 40 ปี เขาได้แสดงพลังของข้อแก้ป้ญหาธุรกิจที่จะกำจัดสาเหตุรากฐานของความยากจน
ด้วยการให้เงินกู้จำนวนน้อยและโอกาสทางธนาคารแก่่ผู้ทำธุรกิจขนาดย่อม
ทั่วโลกโดยไม่มีหลักประกัน เงินกู้ได้กระจายออกไปเป็นจำนวน 24 พันล้านเหรียญท่ามกลางผู้กู้ยืม 9 ล้านคน
มูฮัมหมัด ยูนุส ได้ขยายแนวคิดของเขาไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วผ่านทางธุรกิจเพื่อสังคมยูนุส เขาได้กล่าวว่า ทั่วโลกปัญหาจะเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของความยากจน บ้านพักอาศัย สุขภาพ และน้ำ สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาโดยทั่วไปของประเทศร่ำรวยหรือประเทศยากจน ยูนุส ได้กล่าวว่า บุคคลวัยหนุ่มสาวจะต้องรู้เกี่ยวกับมัน พวกเขาควรจะเรียนรู้ว่าเรามีธุรกิจสองประเภทภายในโลก ธุรกิจอย่างแรกมุ่งที่การทำเงิน ธุรกิจอย่างที่สองมุ่งที่การแก้ปัญหาของโลก มนุษย์ไม่ได้เกิดที่จะทำงานเพื่อใครก็ตาม นานเป็นล้านปีที่เราอยูบนโลก เราไม่เคยทำงานแก่ใครก็ตาม เราเป็นคนทะเยอทะยาน
เราเป็นเกษตรกร เราเป็นนักล่า เราอยู่ภายในถ้ำ เราหาอาหารของเราเอง เราไม่ได้ส่งใบสมัครงาน ดังนั้นนี่คือประเพณีของเรา
เราจะมีบุคคลประมาณ 160 ล้านคนทั่วโลกภายในไมโครเครดิต ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง และพวก้ขาได้พิสูจน์สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือเราทุกคนเป็นผู้ประกอบการ ผู้หญิงชนบทไม่รู้หนังสือภายในหมู่บ้าน ภายในภูเขา ได้รับเงินกู้เล็กน้อย 30 เหรียญ หรือ 40 เหรียญ พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวพวกเขาเองให้เป็นผู้ประกอบการที่บรรลุความสำเร็จ
เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ และบริษัทของเขา จะเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท และบริษัทสามารถเจริญเติบโตความรับผิดชอบทางสังคมได้มากน้อยแค่ไหน
เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้ก่อตั้งเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น บริษัทที่เชี่ยวชาญภายในการผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดครัวเรือนและผลิตภัณฑ์อนามัยส่วนบุคคลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้ก่อตั้งเมื่อ ค.ษ 1989 โดยอเล็น นิวแมน และเจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ เมื่อ ค.ศ 1988 องค์การที่ไม่แสวงหากำไรเรียกว่ารีนิว อเมริกาได้ขอให้นิวแมนซื้อธุรกิจแคตตาล็อกของผลิตภัณฑรักษาพลังงาน ความคิดของแคตตาล็อกผลิตภัณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมได้สร้างความสนใจแก่เขา อเล็น นิวแมนได้กล่าวว่า มันไม่ใช่เพราะว่าผมมองตัวผมเองเป็นนักอนุรักษสิ่งแวดล้อม มันเป็นเพราะว่าผมมองตัวผมเองเป็นบุคคลบางคนที่มีความสนใจ ผมคิดว่านี่คือบางสิ่งบางอย่างที่ต้องเกิดขึ้น ภายหลังจากการสร้างโฉมหน้าใหม่ของแคตตาล็อก ยกระดับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ และชื่อใหม่ – เซเวนธ์ เจ็เนอเรชั่น อเล็น นิวแมนได้เริ่มต้นการรณรงค์ที่จะจัดหาเงินทุนแก่ธุรกิจ เมื่อ ค.ศ 1989
ผู้ประกอบการและผู้เขียน How to Make the World a Better Place เจฟฟรีย์ ์์ฮอลแลนเดอร์ ได้เข้าร่วมกับอเล็น นิวแมน และได้ช่วยจัดหาเงินทุนที่ต้องการ
เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชี่น เป็นผู้ค้าส่งแนวหน้าของผลิตภัณฑ์ครัวเรือนตระหนักทางสิ่งแวดล้อม ต้นกำเนิดจะเป็นนักการตลาดแคตตาล็อก บริษัทได้เปลี่ยนแปลงไปสู่จุดมุ่งการขายส่งเมื่อต้น ค.ศ 1990 และภายในไม่กี่ปีได้เข้าไปสู่ตลาดค้าปลีกมวลชนด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดปลอดสารพิษรวมทั้งผงซักฟอก น้ายาล้างจาน และกระดาษชาระ เป็นต้น
รัฐเวอรมอนต์ สถานที่ตั้งของเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ค่อนข้างจะมีประเพณีของ
ผู้ประกอบการที่ตระหนักทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เบ็น โคเฮน และเจอร์รี่ กรีนฟิลด์ ได้ก่อตั้งเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ไอสครีม ธุรกิจเพื่อสังคมที่โด่งดังของโลก เซเวนธ์ เจ็นเนเรชั่น ได้อ้างว่าภายในห้าปีของธุรกิจ บริษัทได้ป้องกันต้นไม้ 29,000 ต้นจากการถูกตัด ประหยัดน้ำเกือบ 500 ล้านแกลลอน และกำจัดของเสียมากกว่า 33,000 ลูกบาสก์ฟุตจากการฝังกลบของประเทศ
ชื่อของบริษัทสามารถพูดได้มากเกี่ยวกับบริษัท – มันมาจากที่ไหน มันผลิตอะไร แต่ต่อเราแล้ว เซเวนธ์ เจ็นเนอเรช่น จะมากเกินกว่าชื่อ มันได้รวมเอา
วิญญานและจิตใจของเราคือใคร เราพยายามจะเป็นอะไร และอะไรทำให้เราแยกออกมา เราได้เริ่มต้นอย่างถ่อมตัวเมื่อ ค.ศ 1988 เมื่อ นิช มารเก็ตติ้งภายในเบอร์ลิงตัน เวอร์มอนท์ ได้ซื้อธุรกิจแคตตาล็อกไปรษณีย์ที่นำเสนอผลิตภัณฑประหยัด พลังงาน น้ำ
และทรัพยากร ภายใต้ความเป็นเจ้าของใหม่ บนพื้นฐานผลิตภัณฑ์ของแคตตาล็อกที่พิจารณาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลและโลก บุคคลของนิช มาร์เก็ตติ้งที่สืบเชื้อสายจากชาวอเมริกันพื้นเมืองได้เสนอแนะการเปลี่ยนชื่อใหม่ตามปรัชญาอิโรครัวส์เก่าแก่ที่ได้ประกาศว่า “ภายในการพิจารณาของทุกอย่างของเรา เราจะพิจารณผลกระทบของการตัดสินใจของเราต่อเจ็ดรุ่นข้างหน้า” ชื่อรู้สึกคล้ายกับความสอดคล้องที่สมบูรณ์ต่อความพยายามอย่างกล้าหาญ และภายในจิตวิญญานนี้ เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้กำเนิดขึ้นมา
ณ เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น เรามีความเชื่ออยู่เสมอว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพภายในโลกที่เจ็บป่วยได้ และตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เราได้เริ่มออกเดินทางที่จะดำรงชีวิตอยู่กับชื่อของเรา และบันดาลใจการปฏิรูปลูกค้าที่จะรักษาสุขภาพของเจ็ดรุ่นข้างหน้า เราต้องการที่จะทำธุรกิจแตกต่างออกไป
และพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถเป็นพลังเพื่อสิ่งที่ดีภายในโลก นั่นคือบริษัทสามารถทำได้ดี และทำสิ่งที่ดี ทำไมเราได้กลายเป็นบี คอร์ป และช่วยกำหนดมาตรฐานเพื่อความรับผิดชอบของบริษัท เราภูมิใจที่จะต่อสู้เพื่อแรงงานของเรา ชุมชนของเรา และสิ่งแวดล้อมของเรา การเป็นบี คอร์ป หมายถึงการเปิดเผยและความโปร่งใส เราได้ทำผ่านรายงานการตระะหนักของบริษัทประจำปี ตั้งแต่เริ่มต้น เราได้ทำงานที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถรู้สึกดีเกี่ยวกับการนำมาภายในบ้านของเรา ผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถไว้วางใจที่จะใช้ประโยชน์ได้ดีในขณะที่รักษาบุคคลและโลกไว้ภายในจิตใจอยู่เสมอ
เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้เจริญเติบโตจากหนังสือเล่มแรกที่เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ เขียนชื่อ How to Make the World a Better Place มันเป็นการสำรวจของเขาภายในทุกวิถีทาง เราในฐานะของบุคคลสามารถแสดงบทบาทที่ดีภายในสังคม ข้อเท็จจริงคือเมื่อเขาเขียนหนังสือเล่มนั้น ไม่มีใครเรียกเขาว่าเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ จริงใจที่จะมุ่งมากกว่ากับสิทธิของมนุษย์ และปัญหาของความเสมอภาคและยุติธรรม ในที่สุดผมไม่สามารถคิดจะเปลี่ยนสิทธิมนุษย์ให้เป็นธุรกิจได้อย่างไร ดังนั้นผมได้จบลงด้วยการขายกระดาษชำระ
ในขณะนี้เขาจะเป็นที่ปรึกษา นักพูด และนักกิจกรรมแนวหน้าของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้เขียนหนังสือเจ็ดเล่มมุ่งที่ความรับผิดชอบของบริษัทและความยั่งยืน รวมทั้งเล่มขายดีที่สุดของเขา How to Make the World a Better Place : a Beginner’s Guide
เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้มุ่งที่การสร้างผลิตภัณฑ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมลดลง การหลีกเลี่ยงเคมีรุนแรงที่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและของใช้ส่วนตัวชั้นนำหลายอย่างของปัจจุบันนี้ นอกจากนี้บริษัทได้บริจาค 10% กำไรก่อนภาษีที่จะสนับสนุนองค์การที่ไม่แสวงหากำไรและธุรกิจที่ทุ่มเทต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติอย่างรับผิดชอบ แม้ว่า การยึดถือการปฏิบัติที่ธุรกิจหลายอย่างอ้างถึงกำไรที่จำกัด เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้สร้างเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น เป็นพลังบริษัทที่สำคัญ การสร้างรายได้มากกว่า 150 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2011

ในฐานะผู้นำของความรับผิดชอบของบริษัท ความยั่งยืนและความเสมอภาคทางสังคม เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้ปฏิรูปวิถีทางที่บริษัทคิดเกี่ยวกับผลกระทบต่อโลกของพวกเขา ดังที่ผู้ก่อตั้งร่วมของเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ตราสินค้าครัวเรือนสีเขียว เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้มุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อที่จะสร้างบริษัทที่ให้ประโยชน์สุขแก่บุคคลส่วนใหญ่มาก่อน การมุ่งบริษัทบันดาลใจด้วยมาตรฐานใหม่ภายในอนาคตของธุรกิจ เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ เป็นบรรดาบุคคลแรกที่มองว่าธุรกิจควรจะเป็นพลังต่อสิ่งที่ดีด้วยกำลังทำให้โลกดีกว่าแต่่ก่อน เขาได้ทำให้เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น เป็นโมเดลธุรกิจที่บริษัทอื่นจะลอกเลียนแบบ ดวงประทีปที่นำไปสู่วิถีทางใหม่และยั่งยินมากขึ้น
เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้กล่าวว่า วิสัยทัศน์เบื้องหลังความคิดของเราคือ โลกที่บุคคลไม่ไดัแบกรับเคยมีที่อันตรายภายในร่างกายของพวกเขา สิ่งแวดล้อมที่ปลอดจากมลภาวะที่เป็นพิษ และเศรษฐกิจจะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้อย่างเข้มแข็ง เพื่อลูกค้าและคนรุ่นในอนาคต เราต้องการทำให้ง่ายขึ้นต่อลูกค้าที่จะสร้างโลกนี้ผ่านทางการตัดสินใจซื้อของพวกเขาและกิจกรรมทุกวัน
ณ เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทไม่ได้เป็นการริเริ่มอย่างเดียว แต่จะเป็นหลักการที่ทอผ่านทุกองค์ประกอบของบริษัท ตั้งแต่วิถีทางที่ผลิตภัณฑ์ถูกผลิตและบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงวิถีทางที่บริษัทสื่อสารกับลูกค้า ซีเอสอาร์จะหนุนหลังทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ นับตั้งแต่ ค.ศ 1988 เมื่อผู้ก่อตั้งบริษัทเจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์ ได้เริ่มต้นที่จะสร้างโมเดลใหม่เพื่อการทำธุรกิจ เขาต้องการที่จะแสดงว่า ตรงกันข้ามกับสมมุติฐานที่นิยมแพร่หลาย การดำเนินธุรกิจภายในวิถีทางที่รับผิดชอบทางสังคมและเศรษฐกิจไม่ได้หมายความถึงการประนีประนอมกำไร ตรงกันข้าม เจฟฟรีย์ ฮอลเลนเดอร์เชื่อว่าความยั่งยืนและการทำกำไรสามารถไปด้วยกันได้

เมื่อบริษัทของเราได้ถูกสร้างบนการพิจารณาผลกระทบของการตัดสินใจของพวกเขาต่อเจ็ดรุ่นที่จะมาถึง มันเป็นความสำคัญที่จะต้องมีมุมมองต่ออนาคตที่ชัดเจน และการประเมินใหม่ผลกระทบอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้เป็นผู้นำมายาวนานภายในการลดของเสีย ด้วยความพยายามเหมือนเช่นการดำเนินการบรรจุภัณฑ์พีซีอาร์ 100% แก่ผลิตภัณฑ์ที่คัดเลือก ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของเราหลายอย่างยังคงถูกฝังกลบอยู่ ดังนั้นเราได้ยกมาตรฐานต่อเป้าหมาย ค.ศ 2025 ของเราและใช้ขั้นตอนที่จะเป็นบริษัทของเสียเป็นศูนย์ ถ้าได้เขย่าธุรกิจของเรา และผลักดันอุตสาหกรรมของเราไปสู่พื้นที่ที่ไม่รู้จัก การช่วยสร้างอนาคตสุขภาพดีต่อรุ่นในอนาคตของเรา เมื่อเราพูดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน เราจะอ้างถึงชุมชนโลก
เราได้หวังที่จะนำด้วยตัวอย่างที่จะแสดงความยั่งยืนและความเสมอภาคสามารถเป็นสิ่งที่ดีต่อธุรกิจ แต่เราจะมีเป้าหมายเฉพาะเพื่อการเลี้ยงดูและสนับสนุนแรงงานของเรา เราได้ผูกพันที่จะจ่ายแรงงานทุกคนทั่วทั้งลูกโซ่อุปทานของเราด้วยค่าจ้างที่ดำรงชีวิตได้ ความยั่งยืนจะเป็นสัญญาที่ยิ่งใหญต่อเราอยู่เสมอ เมื่อมันจะต้องสร้างโลกที่สามารถสนับสนุนรุ่นที่จะมาถึง เราจะมีลำดับความสำคัญของความยั่งยืนสูงสุดสี่อย่างที่จะบรรลุภายในเจ็ดปีข้างหน้าคือ
* การจัดหาอย่างยั่งยืน การใช้ส่วนผสมที่ได้มาจากแหล่งที่ยั่งยืนจะเป็นเป้าหมายสูงสุด ภายใน ค.ศ 2025 100% ของวัตถุดิบและส่วนผสมจะอยู่บนพื้นฐานชีวภาพหรือนำกลับมาใช้ใหม่
* ของเสียเป็นศูนย์ 100% ของบรรจุภัณฑ์ของเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น จะถูกกลับมาใช้ใหม่
* ก๊าซเรือนกระจกลดลง เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้ผูกพันที่จะลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 ถึง 3 การไหลทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการใช้ของลูกค้า ลง 50% เปรียบเทียบกับ ค.ศ 2012
* การคุ้มครองน้ำ วงจรของน้ำจะไม่ถูกปนเปื้อนระหว่างวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การสร้างผลิตภัณฑ์ ไปถึงเมื่อสูตรของเราได้ถูกใช้ทั่วทั้งบ้านของเรา
เรารู้ว่าลูกค้าได้เข้าใกล้และส่วนตัวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดครัวเรือนและดูแลส่วนตัวประจำวัน แต่หลายบริษัทมากเหลือเกินยังคงใช้ส่วนผสมน่าสงสัยภายในสูตรของพวกเขา เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้ผูกพันต่อความโปร่งใสของส่วนผสมและสารพิษเรื้อรังเป็นศูนย์ เราได้ต่อสู้อย่างยาวนานเพื่อสิทธิที่จะรู้ของลูกค้าอะไรอยู่ภายในผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้
ก่อนที่เราจะเป็นเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น เราได้เริ่มต้นอย่างถ่อมตัวเป็นนิช มาร์เก็ตติ้ง การเปิดประตูของเราภายในเบอร์ลิงตัน เวอร์มอนต์ เมื่อ ค.ศ 1988 เมื่อนิช มาร์เก็ตติ้ง ได้ซื้อธุรกิจแคตตาล็อกไปรษณีย์ ที่เชี่ยวชาญภายในผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน น้ำ และทรัพยากร บุคคลของเราได้เสนอแนะชื่อที่สมบูรณ์ที่จะชี้นำความพยายามใหม่นี้ : เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น
เรารู้ว่ามันจะเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่จะมีชีวิตอยู่ แม้แต่ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เราได้คิดใหญ่เกี่ยวกับเราสามารถพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถเป็นพลังเพื่อสิ่งที่ดีภายในโลก และช่วยคุ้มครองสุขภาพของรุ่นในอนาคตออย่างไร แต่เมื่อภารกิจของเราที่จะเลี้ยงดูสุขภาพของเจ็ดรุ่นข้างหน้าเข้ามาสู่ทศวรรษที่สี่ เรากำลังมีชีวิตอยู่
ผ่านระยะเวลาของวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยมีมาก่อน
เซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่น ได้ทุ่มเทต่อการบริโภคอย่างมีจิตสำนึกและสามบรรทัดสุดท้ายมานานกว่า 25 ปี ตั้งแต่สบู่ไปถึงผ้าอ้อมเด็ก ผลิตภัณฑ์ของเซเวนธ์ เจ็นเนอเรชั่นจะทำให้ครอบครัวสะอาด จากสิ่งสกปรกและเคมีอันตรายทุกวัน
ปัจจุบันเราจะมีมุมมองใหม่อย่างหนึ่งของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท เพื่อที่จะสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจคือ สามบรรทัดสุดท้าย จอห์น เอลคิงตัน ได้สร้างถ้อยคำนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1994 เพื่อที่จะเสนอแนะว่าผู้บริหารควรจะวัดผลการดำเนินงานของบริษัทภายในสามด้านคือ 1 กำไร 2 บุคคล 3 โลก : 3P ที่จริงแล้วแนวคิดสามบรรทัดสุดท้าย จะเป็นกรอบข่ายทางการบัญชีธุรกิจอย่างหนึ่ง ภายใต้การบัญชีดั้งเดิม บรรทัดสุดท้ายจะหมายถึงกำไรหรือขาดทุนที่ภายในงบกำไรและขาดทุนของบริษัท แต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมทางสังคม ได้เรียกร้องให้บริษัทมีความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้น ดังนั้นสามบรรทัดสุดท้ายจะเพิ่มสองบรรทัดสุดท้ายเข้ามาคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม
บรรทัดสุดท้ายสามบรรทัดนี้ได้กลายเป็นความสำคัญมากขึ้นต่อธุรกิจปัจจุบันนี้ จุดมุ่งของสามบรรทัดสุดท้ายจะอยู่ที่ความยั่งยืนของธุรกิจ
แต่กระนั้นการวัดระดับความยั่งยืนขององค์การ หรือการมุ่งการเจริญเติบ
โตอย่างยั่งยืนจะยุ่งยาก จอห์น เอลคิงตัน ได้พยายามจะวัดความยั่งยืน
ด้วยกรอบข่ายทางการบัญชีเรียกว่าสามบรรทัดสุท้ายที่เลยพ้นไปจากเครื่องวัดสมัยเดิมของการทำกำไร ผลตอบแทนจากการลงทุน และมูลค่าของผู้ถือหุ้น
ด้วยการรวมมิติทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามา ภายใต้การมุ่งผลลัพธ์ของการลงทุนที่ครอบคลุม นั่นคือด้วยการพิจารณาการปฏิบัติงานตามมิติที่เกี่ยวพันระหว่างกันของกำไร บุคคล และโลก การรายงานสามบรรทัดสุดท้ายสามารถเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนได้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *