INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โลโกเทอราปี

 

โลโกเทอราปี

วิคเตอร์ แฟรงเกิล และอับราฮัม มาสโลว์เป็นนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงทั้งสองคน รู้จักกันต่อทฤษฎีของพวกเขามุ่งที่การจูงใจมนุษย์และการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยวิคเตอร์แฟรงเกิลเน้นความสำคัญของการค้นหาความหมายเเม้ว่าอยู่ภายในความทุกข์ยากในขณะที่อับราฮัม มาสโลว์ได้พัฒนาลำดัยชั้นของความต้องการที่มีชื่อเสียง ระบุระดับความต้องการห้าอย่างของมนุษย์ที่ต้องถูกตอบสนองตามลำดับ พวกเขาได้ถูกพิจารณาว่าเป็นนักจิตวิทยาที่สำคัญของขบวนการจิตวิทยามนุษยนิยม แม้ว่าวิถีทางของพวกเขาจะแตกต่างกัน พวกเขาได้ร่วมความสนใจภายในความเข้าใจอะไรที่กระตุ้นบุคคลบรรลุศักยภาพเต็มที่ของพวกเขาวิคเตอร์ แฟรงเกิล และอับราฮัม มาสโลว์ เป็นนักจิตวิทยาทั้งสองคนที่มีส่วนช่วยต่่อทฤษฎีการอยู่เหนือตัวเอง คุณลักษณะบุคลิกภาพที่เกี่ยวพันกับความรู้สึกของการขยายพรมแดนส่วนบุคคล วิคเตอร์ แฟรงเกิล เชื่อว่าความสมหวังของชีวิตจะเป็นผลข้างเคียงของการอยู่เหนือตัวเอง และบุคคลสามารถพบความรู้สึกที่ลึกซึ้งของความมุ่งหมาย โดยการข้ามพ้นความต้องการของพวกเขาเอง เขาเชื่อว่าการอยู่เหนือตัวเองเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด กลายเป็นตัวเองที่ดีที่สุดของคุณ และมันจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดภายในชีวิต วิคเตอร์ แฟรงเกิ้ล ได้เสนอแนะว่าความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่ความสมหวังของตัวเอง แต่เป็นการค้นหาความมุ่งหมายที่สูงหรือความหมายภายในชีวิตแม้ว่าภายในการเผชิญความยากลำบากอย่างมาก การวางความต้องการเพื่อการอยู่เหนือตัวเองขัางบนความสมหวังของชีวิต สอดคล้องกับต่อมาอับราฮัม มาสโลว์ได้ปรับปรุงลำดับชั้นความต้องการที่ได้รวมความต้องการการอยู่เหนือตัวเองนี้ ภายหลังจากได้เชื่อมต่อผลงานของวิคเตอร์ เเฟรงเกิลอย่างไรประสบการณ์ของวิคเตอร์ เเฟรงเกิ้ล ภายในค่ายกักกันของนาซีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นำเขาที่จะเชื่อว่าแม้ว่าความต้องการพื้นฐานไม่ได้ถูกตอบสนอง มนุษย์สามารถยังคงค้นหาความหมายภายในชีวิตเขา การมุ่งเน้นความสำคัญของมันเป็นหัวใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิทยา การค้นหาความหมายภายในชีวิตเป็นเเรงขับเคลื่อนมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และบุคคลสามารถอดทนและข้ามพ้นสถานการณ์ความทุกข์ยากของพวกเขาได้ ความหมายสามารถถูกพบได้ภายในความทุกข์ยาก เเละความหมายจะแตกต่างกันต่อบุคคลทุกคน บุคคลมีเสรีภาพที่จะเลือกพวกเขาตอบสนองต่อความท้าทายของชีวิตอย่างไร วิคเตอร์ แฟรงเกิลรู้จักกันมากที่สุดต่อการผู้รอดชีวิตโฮโลคอสท์ แต่ภายในความเป็นจริง มันได้นำเสนอระยะเวลาหนึ่งภายในชีวิตที่ยาวนานของเขา ณ เวลาที่เขาเข้าไปสู่ค่ายกักกันตอนอายุ 37 ปี เขาได้ใช้ชีวิตวัยหนุ่มของเขาอย่างมากแล้วเป็นจิตแพทย์ เชี่ยวชาญภายในการรักษาผู้ป่วยที่ฆ่าตัวตาย วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้พัฒนาสำนักจิตบำบัดของเขาเองเรียกว่าโลโกเทอราปี – ภาษากรีกแปลว่า การรักษาผ่านทางความหมาย – การมีส่วนช่วยที่ยั่งยืนของเขามีต่อสาขาจิตวิทยา ด้วยการรับรู้ความหมายเป็นปัจจัยศูนย์กลางภายในสุขภาพจิต และการสนับสนุนของเขาต่อบทบาทนักจิตวิทยาคือ ช่วยเหลือผู้ป่วยค้นหาความหมาย มุมมองของเขาเกี่ยวกับความหมายนำเขาไปสู่ความขัดเเย้งกับซิกมันด์ ฟรอยด์ และอัลเฟรด แอดเลอร์ ผู้ก่อตั้งจิตวิทยาสมัยใหม่วิคเตอร์ แฟรงเกิลรอดชีวิตฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โฮโลคอสท์ เขาต้องสูญเสียครอบครัวของเขา แม้ว่าเขาสามารถออกไปจากออสเตรีย รักษาชีวิตของเขาไว้ เขาไม่ต้องการออกไปจากพ่อเเม่ของเขา วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้สูญเสียภรรยาของเขา ไม่รู้ว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่หรือตายไปเเล้ว ตลอดสามปีภายในค่ายกักกันสามแห่ง เขาได้ยึดความหวังราวกับว่าเธอยังอยู่ แลเห็นหน้าของเธอทุกว้น ผมไม่รู้ว่าภรรยาของผมยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ และผมไม่มีวิถีทางของการค้นหาเธอ ระหว่างตลอดชีวิตจำคุกของผม ผมไม่ได้
ออกไปหรือไปรษณีย์เข้ามา แต่ ณ เวลานั้น มันหยุดความสำคัญไปแล้ว”เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานกาณ์ได้ต่อไปอีกแล้ว เราได้ถูกท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง” วิคเตอร์ เเฟรงเกิลหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้นของศตวรรษที่แล้วจะมีผลกระทบต่อการแสวงหาความหมายของคุณ มากกว่า Man’s Search for Meaning ของวิคเตอร์ แฟรงเกิล หนังสือขายดีที่สุดตลอดกาลเล่มนี้ได้ถูกเขียนโดยชาวยิว ได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างภายในโฮโลคอสท์เมื่อวิคเตอร์ เเฟรงเกิล ซูบผอมจากค่ายกักกันกลับมาเวียนนาที่รักของเขา ไม่มีใครที่นี่จะพบเขา แม่ของเขาได้ถูกใช้แก้ส ณ เอาชวิทย์ น้องชายของเขาถูกฆ่าภายในค่ายกักกันแห่งหนึ่ง ภรรยาของเขาอดอาหารจนตายภายในค่ายกักกันแห่งหนึ่งในขณะนี้เขากำลังสงสัยว่าความหมายชีวิตของเขาคืออะไร ผมตัดสินใจไม่ฆ่าตัวตาย ไม่นานที่ผมได้สร้างใหม่หนังสือเล่มแรกของผม เพื่อนที่อ่านมัน ได้ขอให้ผมเขียนอีกเล่มหนึ่ง ณ เวลานี้เกี่ยวกัประสบการณ์ของผมภายในค่ายกักกัน เมื่อ ค.ศ 1945 ภายในหลายเดือนของการปลดปล่อยของเขาจากค่ายกักกันภายในนาซี เยอรมัน วิคเตอร์ แฟรงเกิล นั่งลงเขียนหนังสือเล่มใหม่ของเขาวิคเตอร์ เเฟรงเกิล มีอายุสี่สิบปี เขาได้เขียนต้นฉบับภายในเก้าวันติดต่อกัน เเม้ว่าหนังสือได้เล่าเรื่องราวของความน่ากลัวหยั่งไม่ถึงและความทุกข์ยากที่เขาต้องอดทนเป็นนักโทษ ณ เอาชวิทซ์ และค่ายกักกันอื่น แต่ความมุ่งหมายพื้นฐานของหนังสือคือ สำรวจเเหล่งที่มาของความตั้งใจของเขาที่จะอยู่รอด หนังสือ Man’ s Search for Meaning ขายได้มากกว่า 10 ล้านเล่มภายใน 24 ภาษาภายใน Man’s Search for Meaning แนวคิดรวมศูนย์คือ มนุษย์มีความตั้งใจที่จะมีความหมาย หมายความว่าพวกเขาได้ถูกขับเคลื่อนที่จะค้นหาความมุ่งหมายและความสำคัญภายในชีวิต แม้ว่าภายในการเผชิญความทุกข์ยากอย่างมาก และการค้นหาเพื่อความหมายนี้สามารถให้ความเข้มแข็งที่จะอดทนต่อความลำบาก มันถูกสำรวจผ่านทางประสบการณ์ส่วนส่วนบุคคลของวิคเตอร์ แฟรงเกิล เป็นผู้รอดชีวิตของโฮโลคอสท์ภายในค่ายกักกันนาซี ตรงที่เขาได้สังเกตุว่าบุคคลที่ยึดความมุ่งหมายน่าจะรอดชีวิตได้มากขึ้นวิคเตอร์ แฟรงเกิล เป็นจิตเเพทย์ชาวออสเตรีย และผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสท์ ชีวิตและผลงานของเขาจะรวมศูนย์อยู่ที่การค้นหาเพื่อความหมาย วิคเตอร์ แฟรงเกิล เป็นจิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงภายในเวียนนา เมื่อเขาถูกจับตัวและส่งไปที่ค่ายกักกันนาซีเมื่อ ค.ศ 1942 เขาใช้เวลาสามปีภายในค่ายกักกันสี่แห่งรวมทั้งเอาชวิทซ์ด้วย เขาได้สูญเสียพ่อของเขาภายในสลัมเทเรซิน แม่และน้องชายของเขาภายในเอาชวิทซ์ และภรรยาของเขาภายในค่ายกักกันแบร์เกิน-เบ็ลเซน

วิคเตอร์ เเฟรงเกิล ได้เขียน Man’s Search for Meaning ภายในเก้าวันเมื่อ ค.ศ 1946 หนังสือเล่มนี้ได้สะท้อนประสบการณ์ของเขาภายในค่ายกักกัน และการสรุปของเขาว่าความเเตกต่างระหว่างบุคคลที่มีชีวิตอยู่และบุคคลที่้เสียชีวิตลงมาสู่ที่ความหมาย ประสบการณ์ของวิคเตอร์ แฟรงเกิลภายในค่ายกักกันได้สร้างปรัชญาของธรรมชาติมนุษย์ และความเชื่อของเขาว่าบุคคลสามารถค้นหาความหมายภายในชีวิต แม้ว่าเขาจะอยู่ภายในภายในสถานการสถานการณ์ยุ่งยากที่สุดนักโทษที่รอดชีวิตสามารถเขื่อมโยงกับความมุ่งหมายภายในชีวิตบุคคลถูกจูงใจโดยความตั้งใจมีความหมาย บุคคลจะต้องพยายามเพื่อเป้าหมายหมายที่คุ้มค่าและควรจะถามตัวพวกเขาเอง ชีวิตอะไรถูกคาดหวังจากเรา ความหวังมีพลังเพียงพอที่จะรักษาบุคคลให้มีชีวิตอยู่ วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้อ้างอิงคำพูดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริช นีตซ์เช “บุคคลที่มีทำไมภายในการมีชีวิตอยู่สามารถอดทนได้แทบทุกสิ่ง”มันหมายถึงการมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งของความมุ่งหมาย สามารถที่จะช่วยเหลือบุคคลฟันฝ่าความท้าทายของชีวิตได้ เเสดงความคิดว่าการมีเหตุผลที่เข้มแข็งต่อที่จะมีชีวิตอยู่ สามารถช่วยเหลือบุคคลบางคนอดทนสถานการณ์ที่ลำบากได้ความมุ่งหมายที่เข้มแข็งสามารถให้ความยืดหยุ่นภายในการเผชิญความท้าทาย เมื่อคุณมีเหตุผลที่บังคับที่จะมีชีวิตอยู่ -ทำไม- คุณสามารถอดทนเกือบทุกความลำบาก – อย่างไร- เข้ามาทางของคุณคำพูดอ้างอิงนี้มักจะอ้างถึงโดยวิคเตอร์ แฟรงเกิลภายในผลงานของเขาการแสดงความสำคัญของการค้นหาความหมายและความมุ่งหมายภายใน ชีวิต แม้ว่าเมื่อเผชิญความลำบากย่างมาก การมี “ทำไม” เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่สามารถช่วยเหลือบุคคลอดทนชีวิต “อย่างไร” ใดก็ตามโยนมาที่พวกเขาทำไม แสดงเหตุผลของบุคคล เพื่อการมีชีวิตอยู่ ความมุ่งหมายของพวกเขา ในขณะที่ อย่างไร อ้างถึงความท้าทายและความยุ่งยากที่พวกเขาได้เผชิญภายในชีวิตวิตเตอร์ แฟรงเกิล เชื่อว่า การอยู่เหนือตัวเองเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่เกี่ยวพันการบรรลุเลยพ้นตัวเอง ที่จะค้นหาความหมาย เขาเชื่อว่าการอยู่เหนือตัวเองเป็นหัวใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณธรรม ความสุขและขีวิตที่มีความหมายเชื่อว่าการอยู่เหนือตัวเองเป็นแนวทางต่อชีวิตที่มีความหมายดีกว่าความเห็นแก่ตัว เขาได้ระบุการอยู่เหนือตัวเองเป็นการดำรงอยู่นำทางโดยบางสิ่งบางอย่าง หรือบุคคลบางคนไม่ใช่ตัวเอง
ทฤษฎีโลโกเทอราปีของเขามุ่งที่การช่วยเหลือบุคคลดำรงชีวิตอย่างมีความหมาย โดยการปลุกให้ตื่นความรู้สึก ของความรับผิดชอบของพวกเขา ประสบการณ์ของวิคเตอร์ เเฟรงเกิล ภายในค่ายกักกันเป็นตัวอย่างของการอยู่เหนือตัวเอ เขาเชื่อว่าการอยู่เหนือตัวเอง เป็นคุณสมบัติของการดำรงอยู่ของมนุษย์ การยอมให้บุคคลบบรรลุเลยพ้นตัวพวกเขาเองเขาเชื่อว่าบุคคลสามารถข้ามพ้นสภาพเเวดล้อมของพวกเขา และค้นหาความหมายภายในชีวิตของพวกเขาประสบการณ์ของวิคเตอร์ แฟรงเกิลภายในค่ายกักกันนาซี มีอิทธิพลต่อทฤษฎีของเขา ตรงที่บุคคลสามารถค้นหาความหมายและความมุ่งหมายภายในชีวิต แม้ว่าอยู่ภายในสถานการณ์ที่ลำบากมากที่สุด เขาเชื่อว่าการค้นหาเพื่อความหมาย เป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ และบุคคลที่ค้นหาความหมายน่าจะรอดชีวิตได้มากขึ้น ตามวิคเตอร์ เเฟรงเกิล ความหมายของชีวิตไม่ได้เป็นแนวคิดโดยทั่วไป เเต่จะอยู่ที่ความสามารถเฉพาะของบุคคลแต่ละคนค้นหาความมุ่งหมาย รับผิดชอบต่อสถานการณ์ชีวิตของพวกเขาเองความหมายของชีวิตถูกพบภายในบุคคลเลือกที่จะตอบสนองต่อความท้าทายและสถานการณ์ของชีวิตอย่างไร ไม่ใช่ภายในสถานการณ์ตัวมันเอง บุคคลแต่ละคนมีความรับผิดชอบที่จะค้นพบความหมายชีวิตของพวกเขาเอง ความหมายนี้สามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้ระบุวิถีทางสามอย่างที่จะค้นหาความหมายคือผ่านทางงานที่สร้างสรรค์ การสร้างงานหรือทำงานบางอย่างให้สำเร็จ ผ่านทางความรักและความสัมพันธ์ ประสบบางสิ่งบางอย่าง หรือรักบุคคลบางคน และผ่านทางการยอมรับและการค้นหาความหมายแห่งความทุกข์ยากวิถีทางจิตวิทยาของแฟรงเกิ้ล เรียกว่า โลโกเทอราปี มุ่งที่การช่วยเหลือบุคคลค้นหาความหมายภายในชีวิตของพวกเขา ฟันผ่าความท้าทาย และบรรลุการเจริญเติบโตส่วนบุคคล เขาสร้่างสำนักใหม่ของการบำบัดแนวอัตถิภาวนิยมเรียกว่า โลโกเทอราปี บนความคิดว่าบุคคลได้ถูกจูงใจโดยความตั้งใจที่จะมีความหมายภายในชีวิตภรรยา พ่อเเม่ และน้องชายของวิคเตอร์ แฟรงเกิลได้ถูกฆ่าโดยนาซี เขาและนักโทษคนอื่นภายในค่ายกักกันนาซี ต่างอดทนต่อความหนาวเย็น ความหิว และการขาดพื้นที่ เขาได้มองเห็นความโหดร้าย และการทำลายนักโทษ เขาได้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โฮโลคอสท์เขาได้สูญเสียครอบครัวของเขาทั้งหมด

“Man’s Search for Meaning”ของวิคเตอร์ แฟรงเกิลสามารถให้บทเรียนต่อความเป็นผู้นำธุรกิจภายในวิถีทางหลายอย่าง เขาเชื่อว่าบุคคลถูกจูงใจด้วยความตั้งใจที่จะมีความหมาย และบริษัทควรจะวางความหมายไว้ ณ ศูนย์กลางของงานของพวกเชา บุคคลสามารถค้นหาความหมายภายในงาน โดยเฉพาะ เมื่องานสร้่างสรรค์และสอดคล้องกับความมุ่งหมายที่สูง ความเป็นผู้นำเกี่ยวกับการสนับสนุนศักยภาพของมนุษย์วิคเตอร์ แฟรงเกิล ผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสท์ได้วิจารณ์การปกครองของนาซี เขาเชื่อว่าบุคคลที่มีส่วนร่วมโดยตรงเท่านั้นต่ออาชญากรรมนาซีควรจะรับผิดชอบ เขาได้ต่อต้านแนวคิดของ ความผิดร่วมกัน เป็นการต่อเนื่องของอุดมการณ์นาซี ด้วยการให้ชาวเยอรมัน หรือออสเตรียทั้งหมดจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของการปกครองของนาซี เขามองว่าห้องแก้ส ณ เอาชวิทซ์ เทรบลิงกา และไมดาเนค เป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาทำลายล้าง ไม่ใช่การตัดสินใจโดยเบอร์ลิน วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้กล่าวว่า ครั้งหนึ่งผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งได้เผชิญหน้าผมด้วยการตำหนิ คุณสามารถยังคงเขียนหนังสือบางเล่มของคุณภายในเยอรมันอย่างไร นั่นเป็นภาษาของอดอลฟ ฮิตเลอร์ ภายในการตอบสนอง ผมถามเธอเธอว่าเธอมีมีดภายในครัวหรือไม่ และเมื่อเธอตอบว่ามี ผมได้ทำท่าตกใจและกลุ้มใจ ร้องออกไปว่าคุณสามารถยังคงใช้มีดอยู่ได้อย่างไร ภายหลังจากที่ฆาตกรจำนวนมากแทงและฆ่าเหยื่อของพวกเขาตายไปจำนวนมากความผิดร่วมกันคืออะไร มันเป็นความคิดโดยการเกี่ยวเนื่องกัน มันเป็นความเชื่อว่าสมาชิกของกลุ่มหรือเชื้อชาติ เเม้ว่าไม่ได้เกี่ยวพันโดยตรงต่อการทำความโหดร้ายบางอย่างของชุมชน โดยสมาชิกคนอื่นของกลุ่มหรือเชื้อชาตินั้นต้องรับผิดชอบมัน ชาวเยอรมันโดยเฉพาะนาซีฆ่าชาวยิวหลายล้านคนภายในโฮโลคอสท์แม้ว่าชาวเยอรมันคนอื่นไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงภายในการฆ่าคาร์ล ยุง ได้แนะนำถ้อยคำ ความผิดร่วม ภายในบทความ 1945 ของเขา คาร์ล ยุง ได้อธิบายความผิดร่วมเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาได้เกิดขึ้นเมื่อบุคคล ถูกให้รับผิดชอบการกระทำของบุคคลอื่นภายในกลุ่มของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง คาร์ล ยุงได้กล่าวว่ามันเป็นเมฆดำปรากฏขึ้นจากอาชญากรรมที่ไม่คาดหวัง หมายความถึงความผิดที่ยังคงไม่มีคำตอบหรือไม่ได้แก้ไขภายในสังคม และได้กล่าวว่ามันเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวโทษชาวเยอรมัน คาร์ล ยุงเชื่อว่าความผิดร่วมขึ้นอยู่กับความเป็นชาติ และทำเลที่ตั้งทางกายภาพ และจะกระทบต่อรุ่นต่อไปในอนาคต เขาได้ใช้ตัวอย่างของการยึดชาวเยอรมันทุกคนรับผิดชอบต่อความโหดร้ายกระทำโดยนาซีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเป็นตัวอย่างของความรับผิดชอบร่วม บทความของคารล จุง รับรู้รากฐานที่ไม่มีเหตุผลของความผิดร่วมที่มันได้กล่าวหาชาวเยอรมันทั้งหมด เขาเชื่อว่าการบำบัดโรคจะเป็นงานที่สำคัญช่วยเหลือชาวเยอรมันรับรู้ความผิดร่วมของพวกเขาภายในจิตวิทยาของคาร์ล ยุง คำพูดเปรียบเทียบ เมฆดำ อ้างถึงความผิดร่วม การแสดงภาระที่หนักและมองไมเห็นของความผิดตกค้างต่อกลุ่มของบุคคลเนื่องจากร่วมบาดแผลทางประวัติศาสตร์ หรือการกระทำที่ผิดของสังคมเกิดขึ้นจากจิตไร้สำนึกร่วม ตรงที่บุคคลทุกคนภายในสังคมนั้นแบกความรู้สึกของความรับผิดชอบ แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการกระทำทำให้เกิดความผืด มันเป็นความรู้สึกของความไม่สบายใจหรือความละอายใจที่สามารถแสดงออกภายในวิถีทางความผิดร่วมเป็นปัจจัยที่สำคัญภายในเยอรมันตะวันตกภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กระทบต่อเอกลักษณ์ของชาติและความทรงจำร่วม กองกำลังยึดครองพันธมิตรได้เผยแพร่ความละอายและความผิดผ่านทางการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ รวมทั้งโปสเตอร์ด้วยคำขวัญเหมือนเช่นความโหดร้ายเหล่านี้ : ความผิดของคุณ การสำรวจข้อมูลจากทั้งเยอรมันตะวันออกและตะวันตกแสดงการยอมรับและการปฏิเสธของอดีตทางประวัติศาสตร์ผู้รอดชีวิตโฮโลคอสท์บางคน เช่น ซาบินา โวลานสกี ไม่ยอมรับความผิดร่วมเมื่อ ค.ศ 2005. เยอรมัน ได้เปิดอนุสรณ์สถานภายในเบอร์ลิน ต่อผู้รับเคราะห์ของโฮโลคอสท์ชาวยิวเรียกชื่อว่า “Memorial to the Murdered Jews of Europe”. ซาบินา โวลานสกี ได้ถูกเลือกเป็นตัวเเทนชาวยิวของยุโรปหกล้านคนที่ถูกฆ่า ให้คำปราศัยแห่งความทรงจำที่เธอได้พรรณาตัวเธอเองเป็นเสียงของชาวยิวหกล้านคนที่ถูกฆ่า และเป็นเสียงของชาวยิวไม่กี่คนที่รอดชีวิต เธอเป็นสมาชิกคนเดียวเท่านั้นของครอบครัวของเธอที่รอดชีวิตจากโฮโลคอสท์ เธอมีอายุเพียงแค่ 12 ปีเมื่อบ้านเกิดของเธอภายในโปเเลนด์ถูกบุกโดยนาซีซาบินา โวลานสกี ได้กล่าวคำปราศัยแห่งความจำว่า ฉันไม่เชื่อต่อความผิดร่วม ลูกของฆาตกรไม่ได้เป็นฆาตกร เราต้องไม่กล่าวโทษพวกเขาต่อสิ่งที่ผู้สูงอายุได้ทำ แต่เราสามารถให้พวกเขารับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำด้วยความทรงจำของอาชญากรรมของผู้สูงอายุของพวกเขา เธอได้กล่าวว่าเเม้ว่าโฮโลคอสท์ ได้เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอให้คุณค่าไป มันได้สอนเธอว่าความเกลียดและการแบ่งแยกถึงวาระที่จะพังทลาย ความสามารถของเธอที่จะรอดชีวิต ที่จะรัก และที่จะมีชีวิตที่ดี เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอทำนองเดียวกัน วิคเตอร์ แฟรงเกิล ได้ปราศัยเมื่อ ค.ศ 1988 ได้ต่อต้านแนวคิดของความผิดร่วม อธิบายมันเป็นการสืบเนื่องของอุดมการณ์นาซีภายในภาพยนตร์และหนังสือเท่านั้น เป็นเส้นแบ่งระหว่างบุคคลที่ดีและบุคคลที่ชั่วจะชัดเจนอยู่เสมอ อเลคซันดร์ โซลเซนิตซัน นักประวัติศาสตร์ชาวรัสเซีย ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นอมตะ เส้นที่แบ่งเเยกความดีและความชั่วไม่ได้ผ่านรัฐ หรือระหว่างชนชั้น หรือระหว่างพรรคการเมือง แต่มันจะผ่านโดยตรงหัวใจมนุษย์ทุกคน และหัวใจมนุษย์ทั้งหมดอเลคซันดร์ โซลเซนิคซัน ได้เขียนถ้อยคำเหล่านี้เมื่อ ค.ศ 1960 วิคเตอร์ แฟรงเกิล มีความเห็นอย่างเดียวกันภายใน Man’s Search for Meaning เขาได้ช่วยเหลือเราทำลายความคิดของความผิดร่วมกัน จากสามปีภายในค่ายกักกันได้ช่วยเหลือสร้างหนังสือของเขาความผิดร่วมกันของเยอรมัน หรือคอลเลคทิฟชูลด์ ภาษาเยอรมัน มันเป็นความคิดว่าเยอรมัน และบุคคลของพวกเขาจะต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อโฮโลคอสท์ และความโหดร้ายอื่นที่ได่กระทำระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองแนวคิดของความผิดร่วมกันได้แพร่หลายภายในเยอรมันตะวันตกภายหลังสงคราม แต่กระนั้นบุคคลบางคน สงสัยต่อความคิดความผิดร่วมกัน และ
บุคคลอื่นยืนยันว่า มันเป็นการหลอกลวงที่ถูกใช้เป็นวิถีทางเพื่อความผิดหลบซ่อนอยู่ข้างหลังวิคเตอร์ แฟรงเกิล อธิบายความผิดร่วมกันได้ถูกใช้เป็นการต่อเนื่องของอุดมการณ์นาซี ฮันนาห์ อเรนท์ เรียกบรรยากาศภายหลังสงครามภายในเยอรมัน แก่นสารของความสับสนทางศีลธรรม และได้กล่าวว่าแนวคิดของความผิดร่วมกันไร้สติเธอเชื่อว่าความผิดร่วมเป็นความไม่ยุติธรรมและการหลอกลวง และความผิดและความบริสุทธิ์ ประยุกต์ใช้ได้กับบุคคลเท่านั้น เธอยืนยันว่าแนวคิดของความผิดร่วมเป็นการล้างบาป ยอมให้บุคคลหลบซ่อนความผิดของเขา เธอได้แยกความแตกต่างระหว่างความผิดร่วม และความรับผิดชอบร่วม ยืนยันว่าความผิดร่วมไม่ยุติธรรม เพราะว่ามันกล่าวโทษกลุ่มโดยไม่มองการกระทำหรือเจตนาของสมาชิก ฮันนาห์ อเรนท์ เชื่อว่าความรับผิดร่วมเป็นความคิดที่บุคคลสามารถถูกให้รับผิดชอบการกระทำที่พวกเขาไม่ได้ถูกมอบหมาย แต่ถูกมอหมายภายในชื่อของพวกเขา หรือโดยชุมชนของพวกเขา เธอเรียกว่าความรับชอบแทนบุคคลอื่ เธอมองว่าบุคคลรับผิดชอบต่อการกระทำของชุมชนของพวกเขา และนี่คือราคาของการดำรงชีวิตภายในชุมชน ความรับผิดชอบร่วมเป็นความรับผิดชอบ เพื่อการกระทำร่วมเกิดขึ้นภายในโลกร่วม เธอเชื่อว่าความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมสามารถนำไปสู่ประชาสังคมที่เข้มแข็งความผิดร่วมเป็นความเข้าใจผิด และความผิดถูกประยุกต์ใช้กับบุคคลเท่านั้น ความผิดเป็นความเห็นของการกระทำผิดอ้างถึงการกระทำของบุคคล แนวคิดของความผิดร่วมไร้เหตุผล เธอได้อธิบายถึงบรรยากาศภายหลังสงครามภายในเยอรมัน ตรงที่บุคคลบริสุทธิ์แต่ละคนระหว่างช่วงเวลานาซียอมรับความผิดร่วมเป็นแก่นสารของความสับสนทางศีลธรรมความผิดเป็นบุคคลแท้จริง การพิจารณาเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของบุคคล ในขณะที่ความรับผิดชอบจะเป็นทั้งบุคคลและร่วมกันเกี่ยวพันต่อภาระหน้าที่ ผลกระทบของเราเอง และการกระทำของบุคคลอื่น และความรับผิดชอบร่วมเป็นความรับผิดชอบแทนบุคคลอื่นที่บุคคลต้องจ่ายเพื่อการดำรงชีวิตภายในสังคมกับบุคคลอื่นฮันนาห์ อเรนท์ เชื่อว่าความคิดความผิดร่วมเพื่อนาซี เยอรมัน เป็นการหลอกลวง และวิถีทางที่จปลดเปลื้องความผิด เธอยืนยันว่ามันยุ่งยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างชาวเยอรมันธรรมดา ทหารเยอรมัน และอาชญากรสงครามนาซี ภายหลังสงคราม เธอเชื่อว่าการมอบหมายความผิดแก่ชาติ โดยไม่เป็นอาชญากรรมของบุคคล จะเป็นความท้าทายทางศีลธรรมและกฏหมาย ทฤษฎีฟันเฟืองไม่ถูกต้อง เธอไม่ยอมรับความคิดที่ผู้ทำหน้าที่ไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของรัฐบาลที่พวกเขาเชื่อฟังอยู่คำพูดอ้างอิงเราทุกคนมีความผิด ไม่มีใครมีความผิดโดยฮันนาห์ อเรนท์ มักจะถูกแปลความหมายว่า ความผิดร่วมสามารถถูกใช้เป็นวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการค้นพบผู้ทำผิดแท้จริงของอาชญากรรม การสารภาพของความผิดร่วมกันสามารถป้องกันบุคคลจากการค้นพบได้ ความผิดร่วมเป็นวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการค้นหาความผิด และอาชญากรรมสามารถถูกใช้เป็นข้อแก้ตัวไม่ทำอะไรเลย ทฤษฎีฟันเฟือง เป็นการป้องกันตัวถูกใช้โดยอดอลฟ ไอชมานระหว่างการสอบสวนของเขา เขาได้อ้างเป็นฟันเฟืองภายในเครื่องจักรของนาซีและไม่รับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เขาถูกกล่าวโทษ อดอลฟ ไอชมานอ้างว่าเขารับผิดชอบต่อด้านเทคนิคของการขนส่งโยกย้าย และตารางเวลารถไฟเท่านั้น ฮันนาห์ อเรนท์ ไม่ยอมรับทฤษฎีฟันเฟืองเป็นวืถีทางเพื่อที่จะปลดเปลื้องบุคคลออกจากความรับผืดชอบทางศีลธรรมต่อการกระทำของรัฐบาลที่พวกเขารับใช้อยู่ เธอเชื่อว่าทฤษฎีฟันเฟืองไร้ความหมายทางกฏหมายและฟันเฟืองทุกตัวภายในเครื่องจักรที่กระทำอาชญากรรมจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมนั้น เธอเชื่อว่าอดอลฟ ไอชมานได้ถูกกล่าวหาเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งภายในเครื่องจักรนาซี ปฏิเสธทฤษฎีฟันเฟือง และภูมิใจภายในความเชื่อมั่นของเขาด้วย ทฤษฎีฟันเฟืองเป็นความคิดที่ผู้ทำหน้าที่ไม่รับผิดชอบต่อการกระทำทางอาชญากรรมของรัฐบาลที่พวกเขาเชื่อฟังทฤษฎีฟันเฟืองไม่จริงและฟันเฟืองทุกตัวที่กระทำความชั่วร้ายจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านี้ เธอยืนยันว่าอดอลฟ ไอชมานถูกกล่าวโทษของการเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งภายในไฟแนล โซลูชั่น ไม่ยอมรับทฤษฎีฟันเฟือง และภูมิใจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น อดอลฟ ไอชมาน อ้างว่าเขาเป็นข้าราชการเพียงแค่ดำเนินการคำสั่งจากอดอลฟ ฮิตเลอร์ ดังนั้นเขาไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเขา
เขาได้แสดงตัวเขาเอง เป็นฟันฟืองตัวหนึ่งภายในเครื่องจักรของการทำลาย การสอบสวนไอชมานมุ่งที่การป้องกันตัว เพียงแค่ทำตามคำสั่งของเขาเขาได้ถูกพบกระทำความผิดของอาชญากรรมทำร้ายมนุษยชาติ อาชญากรสงคราม และการเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรม การป้องกันตัว เพียงแค่ทำตามคำสั่ง รู้จักกันเป็น การป้องกันตัวนูเรมเบิรก ด้วย
ภายในหนังสือของเธอ “Eichmann in Jerusalem” ฮันนาห์ อเรนท์ยืนยันว่าบุคคลที่มีส่วนร่วม หรือร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลนาซี จะต้องรับผิดชอบรายบุคคลต่อการกระทำของพวกเขาและความผิดของพวกเขาไม่สามารถผลักไปยังระบบได้ เธอเชื่อว่าการทำลายประชาชนทั้งหมดเหมือนเช่นยิวเป็นการทำร้ายมนุษยชาติตัวมันเอง ผลงานของฮันนาห์ อเรนท์ มีอิทธิพลอย่างมากภายในการอภิปรายของความผิดร่วม และความรับผิดชอบรายบุคคลภายในกฏหมายอาชญากรรมระหว่างประเทศหนังสือของฮันนาห์ อเรนดท์ เกี่ยวกับการสอบสวนของอดอลฟ ไอชมาน รับผิดชอบต่อการวางแผนและการควบคุมการเนรเทศชองชาวยิวยุโรปไปสู่ค่ายกักกัน รัฐบาลอิสราเอลต้องการให้การสอบสวนได้แสดงการทำลายชาวยิวยุโรป และความผูกพันของอิสราเอลนำอาชญากรรมนาซีมาสู่ความยุติธรรม อดอลฟ ไอชมานได้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดบนสิบห้าข้อหาและรับโทษประหารชีวิต และถูกเเขวนคอเมื่อ ค.ศ 1962


อับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้กำเนิดห้าลำดับชั้นของความต้องการของมนุษย์ได้มุ่งที่ความต้องการอยู่เหนือตัวเองมากขึ้นเป็นปรากฎการณ์ทางมนุษย์ ดังที่เขาได้อธิบายภายในเอกสารทฤษฎี Z แรงจูงใจเพื่อการอยู่เหนือกว่าตัวเอง ความต้องการจะก้าวข้ามขอบเขตของตัวเอง เป็นระดับที่เหนือกว่าความต้องการความสมหวังของชีวิต ตัวอย่างเช่น บุคคลบางคนที่บรรลุความสมหวังของชีวิต – ระดับสูงสุดของพีรามิดความต้องการต้นกำเนิดของเขา – ได้บรรลุการมุ่งชีวิตที่อยู่เหนือตัวเองด้วยภายใตัข้อวิจารณ์ต่อลักษณะนามธรรม และความไม่สามารถจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโลกแห่งความจริง การวิจัยที่จะตอบสนองต่อข้อวิจารณ์ได้เกิดขิ้นตอนปลายชืวิตของอับราฮัม มาสโลว์ เขาได้เสนอแนะระดับ การอยู่เหนือตัวเองอยู่ข้างบนระดับความสมหวังของชีวิต เพื่อที่จะแสดงความมุ่งมั่นต่อความหมายและความมุ่งหมายเลยพ้นไปจากการมุ่งตัวเอง ตัวอย่างเช่น บางครั้งบุคคลได้ทำการเสียสละตนเอง เพื่อที่จะพยายามปรับปรุงสภาวะของบุคคลอื่น
โดยทั่วไปความคิดของวิคเตอร์ แฟรงเกิล สอดคล้องกับลำดับชั้นความต้องการของมาสโลว์ ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่เขามุ่งเน้นพลังของการค้นหาความหมายและความมุ่งหมาย เเม้ว่าจะอยู่ภายในความยากลำบากอย่างมาก เสนอแนะว่าความตั้งใจที่จะมีความหมาย สามารถเป็นสิ่งจูงใจแม้ว่าความต้องการพื้นฐานไม่ได้ถูกตอบสนองอย่างครบถ้วนไม่เหมือนกับลำดับชั้นความต้องการของมาสโลว์ ให้ความสำคัญต่อความต้องการทาง
ร่างกายและความปลอดภัยลำดับแรก

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *