INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วิกฤตเศรษฐกิจ(Economic Crisis)

7457547642635745846

วิกฤตเศรษฐกิจ(Economic Crisis)

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

 ความนำ

    วิกฤตเศรษฐกิจ (Economic Crisis) คือ ภาวะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคของโลกเกิดการชะงักงัน หดตัวรวดเร็วและรุนแรง จนทำให้กลไกทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การล่มสลายของสถาบันการเงิน ดิ่งลงของราคาหุ้น การสูญเสียมูลค่ารวดเร็วของสินทรัพย์ วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมากคือ ทุพภิกขภัยที่ประชาชนอดอยากหรือล้มตายจำนวนมาก  และสงครามที่ทำลายชีวิตทรัพย์สินและความสงบสุขของประชาชน  เงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกตำ่ที่ยาวนาน ทำให้เศรษฐกิจต้องได้รับความเสียหายเป็นเวลาต่อเนื่อง

   วิกฤตเศรษฐกิจ อาจเกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ในเวลาที่ผ่านมา หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง ทำให้เศรษฐกิจ สังคม ได้รับความเสียหายมาก ปัจจุบันเศรษฐกิจ การเงินของประเทศต่างๆเชื่อมโยงกัน  วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ในประเทศหนึ่งจึงอาจลุกลามไปประเทศอื่นๆ จนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาคและความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจโลก

วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

   วิกฤตเศรษฐกิจ เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากปัจจัยภาย และจากปัจจัยภายนอกประเทศ สาเหตุหลักๆ ได้แก่:

  ก. ภัยธรรมชาติ

   ประเทศที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญ ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานในภาคการเกษตรและมีรายได้จากผลิตผลทางการเกษตร ถ้าปีใด เกิดภัยธรรมชาติ มีความแห้งแล้งหรือมีน้ำท่วมรุนแรง  พืชผลเก็บเกี่ยวได้ไม่ดี  อาหารการกินเกิดการขาดแคลน  ประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราสะสมไว้มาก นำเข้าอาหารจากต่างประเทศได้ แต่ประเทศยากจน ที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอที่จะนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ หรือได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่เพียงพอ ประชาชนก็จะอดอยากขาดแคลน

   ภัยธรรมชาติ ทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมที่รุนแรง อาจเกิดขึ้นติดต่อกันนานหลายปี หรืออาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจของประเทศย่อมได้รับความเสียหาย จนถึงขั้นเกิดวิกฤตได้ นอกจากภัยแล้งและนํ้าท่วมรุนแรงแล้ว ภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น ลมพายุ แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด  ถ้าเกิดขึ้นในวงกว้าง ก็จะนำสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้เช่นกัน

ข. สงคราม

  ประเทศที่มีสงคราม ทั้งสงครามที่เกิดจากการรุกรานของต่างประเทศ และสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆของประชาชนภายในประเทศไม่เพียงแต่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ยังทำให้เกิดวิกฤตของสังคม และการเมืองด้วย  ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตาย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น ไม่เพียงแต่เฉพาะในช่วงที่มีสงครามเท่านั้น แต่ยังต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากการสิ้นสุดของสงคราม

ค. การบีบคั้นจากประเทศอื่น

   เศรษฐกิจประเทศต่างๆมีความเชื่อมโยงกัน  ประเทศขนาดเล็ก ที่ต้องพึ่งพาต่างประเทศมาก  เมื่อต้องพบพบการบีบคั้น หรือการลงโทษ จากต่างประเทศ ย่อมทำให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ต้องได้รับผลกระทบมาก ตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบัน คือการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศคิวบา  ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่ยากจน ทำให้เศรษฐกิจของคิวบาประสบความเสียหายมาก  ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นต่อการยังชีพของประชาชน การจะส่งออกก็ทำได้ไม่สะดวก ประชาชนต้องได้รับความอดอยากยากแค้น

ง..ฟองสบู่แตก

  ในบางประเทศ เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เกิดจากการเก็งกำไรในสินทรัพย์บางชนิด(เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้น) มากเกินไป  จนทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นมีราคาที่สูงเกินจริงมาก และเมื่อราคาเริ่มตก คนที่เก็งกำไรจำนวนมาก ก็จะรีบเทขาย ทำให้สินทรัพย์มีราคาจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว  เมื่อฟองสบู่แตก ก็มีวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจล้มละลาย อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น ประชาชนอดอยากขาดแคลน  ภาคการเงิน ไม่มีความมั่นคง  ความเสียหายในตลาดสินทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง คือภาคการผลิตและการค้า ธุรกิจและประชาชนจำนวนมากมีหนี้สินพ้นตัว ทั้งหนี้ในประเทศและหนี้ต่างประเทศ  ค่าเงิน หรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศลดลงมาก ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น จนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ฯลฯ

   เศรษฐกิจฟองสบู่ อาจมีการก่อตัวเป็นเวลาหลายเดือน หรือแรมปี ในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโต หน่วยธุรกิจและประชาชน เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดี จึงพากันลงทุน บริโภค โดยเฉพาะการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ และหุ้น ที่มีราคาเพิ่มขึ้นรวดเร็ว  จะดึงคนเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพื่อหวังกำไร  ธุรกิจและคนจำนวนมากจะกู้เงินมาลงทุนเพิ่ม แม้เศรษฐกิจไม่ดีมากอย่างที่คิด แต่ความโลภทำให้คนกระตือรือร้นที่จะลงทุน จนทำให้สินทรัพย์และหลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ผู้ที่ลงทุนทุกคนคิดว่า“น้ำขึ้นต้องรีบตัก”  ยิ่งพากันลงทุนเพิ่มและเมื่อได้กำไรจากการลงทุน ก็จะบริโภคเพิ่มขึ้นอีก ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น แต่เมื่อมีสัญญาณว่า ราคาสินทรัพย์และหลักทรัพย์ร้อนแรงผิดปกติ ก็เกิดการเทขาย  เมื่อเทขายกันมากๆ ราคาสินทรัพย์ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะที่เรียกว่า“ฟองสบู่แตก” ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด

 ง.ปัญหาหนี้สินเกินตัว

  ประชาชน ธุรกิจและรัฐบาลบางประเทศ กู้ยืมเงินจนเกินความสามารถในการชำระหนี้ เมื่อไม่สามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้ เกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง ก็จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และต้องกู้เงินมากขึ้น เพื่อชำระหนี้  ธนาคารและสถาบันการเงิน ต้องประสบกับภาวะที่คนแห่กันไปถอนเงิน จนไม่มีเงินเพียงพอจะจ่าย จนถึงกับต้องล้มละลาย ธุรกิจ และประชาชน ก็ยิ่งไม่มีความเชื่อมั่นในระบบการเงิน รัฐบาลที่มีหนี้สินมาก ต่างประเทศก็ขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศนั้นไม่ยอมค้าขายและลงทนกับประเทศนี้อีก เศรษฐกิจของประเทศจึงจมดิ่งลงไปอีก การมีหนี้สินล้นพ้นตัวนี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีเศรษฐกิจฟองสบู่อย่างเดียว  แต่อาจเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล ธุรกิจและประชาชนที่มีรายได้น้อยกว่าการใช้จ่ายติดต่อกันเป็นเวลานาน ในบางประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจ ลดน้อยลงตามกาลเวลา การส่งออกลดลง แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นหรือไม่ได้ลดลง  ทำให้ต้องมีหนี้สินมากขึ้น จนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจล้มละลาย การมีหนี้สินจึงเป็นอีกเหตุหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจ

จ. นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด

   วิกฤตเศรษฐกิจจำนวนมาก เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล  ตัวอย่างของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมีอยู่มาก เช่น ทุพภิกขภัยในประเทศจีน ระหว่างค.ศ.1959-61  ที่เกิดจากนโยบาย “การก้าวกระโดดยิ่งใหญ่”(  Great Leap Forward : 大跃进)“   การมีนโยบายประชานิยม และพิมพ์เงินออกมามากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เช่นที่เกิดในอาร์เจนตินา ช่วงปีค.ศ.1946-1955 และภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในประเทศซิมบับเว ระหว่างปีค.ศ. 2006-2008  รวมทั้งวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในประเทศไทย ในปีค.ศ. 2007-08 ที่มีภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก และต่อมาได้ลุกลามไปประเทศอื่น จนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย

   ทุพภิกขภัยในประเทศจีน เกิดจากสาเหตุหลายประการ ทั้งการตั้งเป้าหมายเพิ่มผลผลิตสูงเกินความเป็นจริงมาก การรายงานข้อมูลเท็จ การปูนบำเหน็จให้แก่ผู้ที่รายงานผลผลิตเท็จ  ลงโทษผู้ที่รายงานข้อมูลจริง  การใช้อำนาจไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ และภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการตัดต้นไม้เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการถลุงเหล็ก ทั่วทั้งประเทศ

  เงินเฟ้อรุนแรงในประเทศอาร์เจนตินา เริ่มจากการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลเปรอง(Peron) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน มีการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายตามนโยบายจนทำให้เกิดเงินเฟ้อที่รุนแรง  แม้นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ได้รับความนิยมจากประชาชนในระยะแรก  และทำให้รัฐบาลเปรองชนะการเลือกตั้งติดต่อกันสองสมัย แต่นโยบายนี้ มีผลทำให้อาร์เจนตินาเกิดวิกฤเศรษฐกิจ  จนกลายเป็นประเทศยากจนลง ที่มีเงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนเดือดร้อน  ประเทศมีหนี้สินล้นพ้น ปัจจุบัน แม้จะไม่มีเงินเฟ้อที่รุนแรงเหมือนแต่ก่อน  แต่อาร์เจนตินา ก็ยังประสบปัญหาเศรษฐกิจอยู่เป็นจำนวนมาก

   เงินเฟ้อที่รุนแรงในซิมบับเวเริ่มจากการพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ ทำให้เกิดเงินเฟ้อที่รุนแรงมากในเวลาต่อมา ประชาชนอยู่ในภาวะลำบาก ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นในการดำรงชีวิต  สังคมวุ่นวาย โกลาหล  คนที่มีเงินออมจำนวนมาก กลายสภาพเป็นคนยากจนลงทันที   เงินที่เก็บสะสมไว้ตลอดชีวิต ต้องเสื่อมค่าลงทันที มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะซื้ออาหารมาประทังชีวิต (ผู้ที่สนใจอ่านเรื่อง ทุพภิกขภัยในประเทศจีน และเงินเฟ้อในซิมบับเว  อาจเข้าไปดูบทความ “ ตัวอย่างการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ“ ที่เขียนไว้ในบล็อกนี้ได้)

   วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทยในปีค.ศ. 2007-08 เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีการเปิดเสรีทางการเงิน ประกอบกับการมีอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก และตรึงค่าเงินบาทค่อนข้างคงที่  ทำให้มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจำนวนมาก  จนเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ ต่อมาเมื่อฟองสบู่แตก รัฐบาลมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศไม่เพียงพอจะชำระหนี้  ทำให้มีเกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากนักลงทุนขนาดใหญ่  รัฐบาลไทยต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ และจากมิตรประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นสร้างความเสียหายมาก เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจล้มละลาย การว่างงานพุ่งสูงขึ้น ประชาชนที่ยากจนมีมาก ต่อมาหลายปี เศรษฐกิจเศรษฐกิจไทย จึงค่อยๆฟื้นตัวขึ้น

   วิกฤตต้มยำกุ้งเกิดจากสาเหตุหลายประการ ทั้งปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ขีดความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง นโยบายการเงินที่ผิดพลาด โดยมีตัวกระตุ้น(triggers)ที่เกิดจากการเก็งกำไรค่าเงินและความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงิน(เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง สาเหตุ ผลกระทบและการแก้ไข มีการเขียนมามากในบล็อกนี้แล้ว  ผู้สนใจอาจอ่าน” นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร“ ตอนที่ 2 และ 3  และ ”ความคิดและศัพท์เศรษฐกิจที่น่าสนใจ :การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตอนที่ 2 และ 3ได้)

ฉ. ช็อกภายนอก

   เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันระดับโลก เช่น สงคราม โรคระบาดใหญ่  หรือวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก ก็มีผลทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันได้ ตัวอย่างเช่น  วิกฤตราคาน้ำมัน ปีค.ศ.1973-74 และปี1980-81  ทำให้หลายประเทศมีภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น และมีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นมาก  การระบาดของโรคโควิดในไม่กี่ปีมานี้ ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ และเศรษฐกิจโลกมีการขยายตัวลดลงมาก  แต่เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ถึงกับมีวิกฤติ  มีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบมาก

วิกฤตมีผลกระทบต่ออะไรบ้าง?

  เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผลกระทบจะส่งต่อเป็นโดมิโน ลุกลามไปทุกภาคส่วน

-ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ อดอยากขาดแคลน ในกรณีที่มีทุพภิกขภัย  จะมีประชาชนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก

 -เศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงานเพิ่มขึ้น ธุรกิจขาดทุนจนหลายราย ต้องล้มละลาย

   – กำลังซื้อหดตัว: ผู้คนขาดรายได้ ต้องลดการใช้จ่าย ส่งผลให้สินค้าขายไม่ได้ การค้าขายซบเซา

   – สถาบันการเงินไม่มั่นคง : ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆมีหนี้เสีย (NPL) จำนวนมากสูง  จนถึงขั้นล้มละลาย

   – สินทรัพย์และเงินออมลดลง: มูลค่าสินทรัพย์ลดลง หุ้นราคาตก

   – ค่าเงินตก  เงินอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เงินเฟ้อสูง อัตราความยากจนสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาอาชญากรรมเพิ่มสูง

 – ปัญหาสังคมมีมาก ความเหลื่อมลํ้าในการกระจายรายได้มีมาก แม้คนรวยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ  แต่คนจนมีมากขึ้น และมีความอดออยากขาดแคลนมากกว่า

 – รัฐบาลขาดงบประมาณที่จะจัดสวัสดิการแก่ประชาชน  ต้องตัดค่าใช้จ่ายลง ภาคการศึกษา การสาธารณสุข ได้รับผลกระทบมาก

นโยบายที่ใช้แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ

   การแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องมีนโยบายและมาตรการหลายอย่างทั้งมาตรการเยียวยาในระยะสั้น ในระยะปานกลางและระยะยาว ต้องปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง  ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบ

  ในการกำหนดและดำเนินนโยบายหน่วยงานต่างๆในภาครัฐบาลต้องประสานงานร่วมมือกัน และต้องมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

  ปัญหาที่ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า

 -รับความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่กลายเป็นประเทศล้มละลาย

   เมื่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศร่อยหรอลง หรืออยู่ในระดับติดลบ รัฐบาลที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ หาเงินมาชำระหนี้ต่างประเทศ ก่อนที่จะกลายเป็นประเทศล้มละลาย

-ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจมากที่สุด โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน และสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

.- ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม ให้ภาคธุรกิจและประชาชนกู้เงินเพื่อไปลงทุนและใช้จ่าย

 -อัดฉีดสภาพคล่อง  เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบธนาคาร

 – มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้: เช่น การพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารและลูกหนี้ต้องล้มละลายพร้อมกัน

ระยะปานกลางและระยะยาว

-กระตุ้นทางการคลัง ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้ประชาชน

 -จัดสรรเงินและช่วยเหลือทางสังคม แจกเงินเยียวยา เงินอุดหนุน หรือสวัสดิการแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนเพื่อพยุงกำลังซื้อขั้นต่ำ

 -ลดภาษีรายได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อลดภาระการใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ

– ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

-พัฒนาเทคโนโลยี และกำลังคน

 – ปฏิรูปภาคการเงิน ปรับปรุงกฎระเบียบการกู้ยืมให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตซ้ำรอย

-ส่งเสริมการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ประเทศมีความได้เปรียบเปรียบเทียบ ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ

 – ปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของประชาชน  ปราบปรามและลงโทษนักการเมืองและข้าราชการที่มีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่น

– ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ  ตลอดจนวิธีการตรวจสอบภาคการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้ภาคการเงินของประเทศ

 – สร้างสิ่งสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้

    นโยบายการลดผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ ต้องพิจารณาถึงสภาพและปัญหาที่เป็นอยู่ มีนโยบายในการแก้ปัญหา ที่ตรงจุดและทันเวลา วิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละที่และแต่ละครั้ง มีลักษณะ สาเหตุ และผลกระทบที่แตกต่างกัน นโยบาย และวิธีการแก้ปัญหา จึงแตกต่างกัน  การทราบสภาพความเป็นจริงและพิจารณาข้อจำกัด เป็นสิ่งจำเป็น

ข้อคิดบางประการจากศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ

ก. นโยบายเศรษฐกิจมีความสำคัญ

    นอกจากภัยธรรมชาติ สงคราม และการบีบคั้นจากต่างประเทศแล้ว  วิกฤตเศรษฐกิจส่วนใหญ่เกิดจากการมีนโยบายที่ผิดพลาด ทุพภิกขภัยในประเทศจีนที่มีคนอดอยากล้มตายจำนวนมาก เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศอาร์เจนตินา  เงินเฟ้อรุนแรงในประเทศซิมบับเว ล้วนเกิดจากนโยบายของผู้บริหารประเทศที่ไม่มีความรู้เศรษฐศาสตร์  ในกรณีประเทศไทย  นโยบายเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งเปิดเสรีทางการเงิน ในขณะที่ยังไม่มีความพร้อม การตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ค่อนข้างคงที่ แต่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราในตลาดโลก ทำให้ธุรกิจและประชาชนมีการกู้เงินต่างประเทศในปริมาณมาก จนเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่  เมื่อฟองสบู่แตก ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

ข. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจบางครั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เกิดจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นเวลาหลายปี ในกรณีประเทศไทย เศรษฐกิจเจริญเติบโตในระดับสูงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ1990 การเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากขีดความสามารถของภาคเศรษฐกิจจริง แต่เกิดจากการเก็งกำไรสินทรัพย์ หลักทรัพย์และการลงทุนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

   หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ  รัฐบาลและธุกิจ ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีโครงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีการประชุมดมความคิด จากข้าราชการ นักธุรกิจ และนักวิชาการ เป็นเวลาหลายเดือน  ตีพิมพ์รายงานนโยบายและโครงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมกว่า10เล่ม แต่นโยบายนี้ ยังไม่ทันได้นำสู่การปฏิบัติ ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาล  รัฐบาลใหม่ได้ยกเลิกโครงการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งหมด และแทนด้วยนโยบายประชานิยม เศรษฐกิจไทยจึงสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 ค.ความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงทางการเงินมีความสำคัญต่อการบริหารเศรษฐกิจ วิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เมื่อถูกกระตุ้นจากการเก็งกำไรค่าเงินบาท และความไม่มั่นคงของธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ  ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง ในเวลานั้น มีปัญหาเศรษฐกิจภายนอก คือมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้  และความไม่มั่นคงทางการเงินภายในประเทศ เพื่อป้องกันความไม่มั่นคง และการขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน จึงต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีการตรวจสอบที่จริงจัง

ง. เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ นโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหา หากผิดพลาด อาจซ้ำเติมให้วิกฤตมากขึ้น ตัวอย่างของประเทศไทย ในครั้งนั้น คือ เงื่อนไขการรับเงินกู้จากองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ให้รัฐบาลไทยลดการใช้จ่ายรัฐบาล ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และขึ้นอัตราดอกเบี้ย  เมื่อรัฐบาลไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟดังกล่าวเศรษฐกิจไทย ก็ยิ่งจมดิ่งลงไปอีก

จ. การดำเนินนโยบายช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศและมิตรประเทศ เช่น ธนาคารโลกและองค์การต่างๆของสหประชาชาติ  เช่น องค์การการพัฒนา (UNDP) องค์การอาหารทางการเกษตร(FAO) องค์การอนามัยโลก(WHO) องค์การแรงงาน(ILO) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรม(UNIDO) ความช่วยเหลือเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจได้มากพอควร (โครงการเหล่านี้ มีการกล่าวถึงแล้วในบทความ “ ความคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ(2)”)

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *