จากจอมพลป.ถึง จอมพล ส. ฤาประวัติศาสตร์จะย้อนคืนมา

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
จากจอมพลป.ถึง จอมพล ส.
ฤาประวัติศาสตร์จะย้อนคืนมา
ในช่วงปลายของรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลย์สงคราม ข่าวเรื่องการขัดแย้งกับสถาบันเบื้องสูงเริ่มหนาหูมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทท่าทีของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ แต่ก็เป็นลักษณะข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง
อย่างไรก็ตามเมื่อจอมพล ป. ต้องการที่จะสร้างพลังทางการเมือง โดยอิงแอบกับการศาสนาจึงได้ดำริให้จัดงานสมโภชที่ใหญ่โตมโหฬาร นั่นคือการจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลที่เชื่อกันกว่าจะมีอายุ 5000 ปี ครั้นมาปี 2500 ก็นับได้ว่ามาครึ่งทาง หรือจะเรียกว่าการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจอมพลป.ได้ให้ความสำคัญกับงานดังกล่าว โดยใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท (ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คงหลายพันล้านบาท) มีการจัดสร้างพุทธมณฑล แสดงธรรมและพิธีกรรมทางศาสนาพุทธอย่างยิ่งใหญ่ โดยนิมนต์พระผู้ใหญ่ทั่วประเทศมาร่วม ขณะเดียวกันก็มีการแสดงนิทรรศการพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นอกจากนี้ยังได้เรียนเชิญนายกรัฐมนตรีของพม่า คือนายอุนุมาเป็นแขกพิเศษ ตามหมายกำหนดการพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดและปิดงาน และจะเสด็จทอดพระเนตรงานตามรายการต่างๆ เป็นจำนวน 4 วัน จากงานสมโภชน์ 7 วัน
แต่เมื่อถึงวันงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน เป็นประธานเปิดงานอย่างกะทันหัน และใช้เวลาสั้นๆด้วยสาเหตุว่าทรงประชวร นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ตลอดงาน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้จอมพล ป.ได้มีคำสั่งให้เลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเผยแพร่บันทึกแพทย์เกี่ยวกับพระอาการประชวรต่อสาธารณะ ทำให้ม.จ.นิกรเทวัญ เทวกุล เลขาธิการสำนักพระราชวัง ไม่ทรงพอพระทัย เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของสำนักพระราชวัง และเห็นว่าพระอาการประชวรยังไม่ถึงขั้นต้องแถลงข่าวประจำวัน
การที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เสด็จมาทรงร่วมงาน ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของงานด้อยลง และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจอมพล ป.โดยตรง จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อต่างๆ และขยายวงไปสู่สังคมข่าวนินทาและข่าวลือ ในหมู่ประชาชน จนทำให้รัฐบาลต้องออกมาแถลงการณ์ว่ามิได้มีความขัดแย้งใดๆ แต่เนื่องจากทรงประชวรจริงๆ
แม้กระนั้นก็ตาม แวดวงการเมืองก็ยังมีการวิจารณ์กันในวงจำกัดว่า เป็นเพราะเกิดการประลองกำลังกันระหว่างรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมองว่ารัฐบาลนี้จะมีอำนาจมากเกินไปและอาจจะเป็นภัยคุกคามได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน นายเบิร์กเลย์ เคจ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯก็ยังให้ความสนใจในกรณีนี้พอควร ด้วยเหตุหลายประการคือ
ประการแรก สหรัฐฯมองว่า รัฐบาลจอมพลป.เริ่มเอนเอียงไปหาจีน ด้วยการส่งผู้แทนพิเศษอย่างนายสังข์ พัฒโนทัย ไปพูคุยกับระดับนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงขนาดส่งลูกของนายสังข์ไปอยู่ในอุปการะของโจว เอนไล นายกรัฐมนตรีจีน หรือมีการส่งนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทรไปศึกษาลัทธิคอมมิวนิสต์
ประการที่สอง สหรัฐฯพยายามหาหลักยึดในการต่อสู้กับภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย และพบว่าหากจะใช้เพียงศาสนาพุทธคงไม่เพียงพอ จึงเห็นว่าน่าจะใช้หลักยึดในสถาบันกษัตริย์เป็นแนวทางในการต่อสู้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จึงให้หน่วยงานเผยแพร่ข่าว USIS ของตน ช่วยเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในภาพอีสานที่มีการแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ท่าทีของอเมริกาจึงหันมาสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ และมองหาตัวแทนทางทหารที่จะเป็นแกนนำได้
ประการสุดท้ายสหรัฐฯจับประเด็นความขัดแย้งในกองทัพจากการที่กลุ่มจอมพลสฤษฏ์ ธนรัชต์ จอมพลประภาส จารุเสถียร ที่มีความเจ็บปวดขมขื่น จากการที่ถูกรัฐบาลจอมพลป.ลอยแพในการศึกที่เชียงตุง จนต้องเดินนับไม้หมอนกลับเมืองหลวง สหรัฐฯก็เริ่มให้การสนับสนุนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง
จอมพลสฤษฏ์ เติบโตในทางการทหารอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้สนับสนุนจอมพลป.ให้กลับมามีอำนาจ โดยการทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ร่วมกับ นายทหารนอกราชการ คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ จากนั้นมาก็มีตำแหน่งที่กุมอำนาจสำคัญมาโดยตลอด เช่น ผบ.กรมทหารราบที่ 1 รอ.แม่ทัพกองทัพที่ 1 แม่ทัพกองทัพภาค 1 และ ผบ.ทบ.ในที่สุดก็ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นคนแรก และอีกไม่นานก็ได้ควบตำแหน่งรมช.กลาโหม และไต่ขึ้นเป็นรมว.กลาโหม แต่ก็อยู่ในตำแหน่งไม่นานเพียง 10 วัน ก็ลาออกเพราะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมือง เนื่องจากประชาชนจำนวนมาก ออกมาประท้วงการเลือกตั้งที่สกปรกในปี 2500 ซึ่งมีทั้งการกีดกัน กำจัด ศัตรูทางการเมือง ทั้งทางลับและอาศัยกฎหมาย มีการเปลี่ยนหีบบัตรเลือกตั้ง ใช้พลร่ม ไพ่ไฟ คือ บัตรที่เตรียมไว้ก่อนในหีบเลือกตั้งและนำการสับเปลี่ยนเป็นต้น จึงมีการเรียกร้องให้จอมพล ป. และพล.ต.อ.เผ่า ลาออก เพราะใช้อำนาจตำรวจข่มเหงประชาชน ถึงขั้นที่กล่าวกันว่าใช้ตำรวจอุ้มฆ่าคู่ขัดแย้งทางการเมืองต่างๆ นอกจากนี้แม้จอมพลสฤษฏ์กับพล.ต.อ.เผ่า จะเป็นเพื่อนกัน แต่ดูประหนึ่งว่าจะมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอีกด้วย
อย่างไรก็ตามจอมพล ป.ก็ยังคิดว่าจะพึ่งพาจอมพลสฤษฏ์ได้ จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายที่ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาล แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าจอมพลสฤษฏ์มาเข้าข้างประชาชน และนำฝูงชนมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเจรจา จนทำให้เขาเป็นขวัญใจประชาชนและได้รับฉายาว่า “วีรบุรุษมัฒวาน”
ในที่สุดวันที่ 13 กันยายน 2500 จอมพลสฤษฏ์และคณะทหารก็ยื่นคำขาดต่อจอมพลป.และรัฐบาลทั้งคณะให้ลาออก
แต่ฝ่ายจอมพลป.โดยเฉพาะพล.ต.อ.เผ่า กลับเสนอให้จัดการกับจอมพล ส.อย่างเด็ดขาด ถึงขนาดเตรียมรถดับเพลิงบรรจุน้ำมันเพื่อเผาที่พักของจอมพลสฤษฏ์ แต่ความแตกเสียก่อน จอมพล ส.จึงกดดันรัฐบาลด้วยการปราศรัยทางวิทยุยานเกราะ ลงท้ายว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ทำให้ประชาชนลุกฮือและฮึกเหิมกันมาก จนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้จอมพลสฤษฏ์นำคณะทหารเข้ายึดอำนาจ ท่ามกลางการโห่ร้องแสดงความยินดีของฝูงชนที่ออกมาประท้วงรัฐบาลจอมพล ป.
อย่างไรก็ตามเมื่อมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว จอมพล ส.ก็ใช้นโยบาย “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” คือเผด็จการเต็มขั้น แต่จุดแข็งอีกอันหนึ่งของจอมพล ส.คือการเชื้อเชิญบุคคลต่างๆที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยงาน และเป็นคณะรัฐมนตรี เช่น นายพจน์ สารสิน นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ดร.ดิเรก ชัยนาม แม้แต่อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบเผด็จการก็ได้รับการเชื้อเชิญ แต่ท่านปฏิเสธ โดยท่านไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในที่สุด
อนึ่งเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ในด้านการต่างประเทศก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสหรัฐฯ และได้รับเงินช่วยเหลือทางทหารอย่างมากมาย ส่วนความสัมพันธ์กับสถาบันเบื้องสูง จอมพล ส.ก็มีความแนบแน่นเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้สามารถผลักดันการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ว่าความเป็นเผด็จการทำให้การต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ในแง่อุดมการณ์อ่อนด้อย แม้ว่าในด้านกายภาพจะเข้มแข็งอย่างยิ่งก็ตาม จึงไม่อาจเอาชนะในสงครามการเมืองนี้ได้ ยิ่งตีก็ยิ่งโตในช่วงต่อมา สมัยจอมพลถนอม จอมพลประภาส
ครั้นมาถึงยุคปัจจุบันก็ทำให้หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ว่าจะมีโอกาสย้อนกลับมาได้หรือไม่ โดยเริ่มจากการที่ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับรองว่าจะไม่มีการปฏิวัติ(รัฐประหาร) ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณไปถึงรัฐบาลก็ได้ ประการต่อมาหากการเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นไปได้ไหมว่าประชาชนจะออกมาประท้วงกันใหญ่โต และผบ.ทบ.ซึ่งมีที่มาที่ไปคล้ายกับจอมพลสฤษฏ์จะออกมายืนเคียงข้างประชาชน ด้วยเงื่อนไขที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอก
ก็ต้องเอาใจช่วยให้รัฐบาลนี้ได้จัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และวางรากฐานประชาธิปไตยให้ประชาชนก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง หาไม่ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยก็ได้







