การเสริมแรง : 2+2 = 5

การเสริมแรง : 2+2 = 5
การเสริมแรงที่บรรลุความสำเร็จภายในประวัติแห่งความเป็นจริง มักจะ
แสดงภายในการซื้อและการรวมบริษัท ตัวอย่างจะมีทั้งดิสนี่ย์ซื้อพิกซาร์
พี แอนด์ จี ซื้อยิลเลตต์ เป้ปซี่โคซื้อเคเอฟซี เฟชบุคซื้ออินสตาแกรม และ
เอ็กซ์ซอนซื้อโมบิล เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ แสดงการรวมกันของทรัพยา
กร และความสามารถของบริษัทที่แตกต่างกันสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สูงกว่าผลรวมของแต่ละส่วนของมันอย่างไร การแสดงถึงพลังของการเสริมแรงภายในสภาพแวดล้อมธุรกิจโลกแห่งความเป็นจริง
แนวคิดของการเสริมแรงภายในธุรกิจได้อธิบายคุณค่าที่เพิ่มขึ้นสร้างเมื่อรวมทรัพยากรและความสามารถจะมีประวัติรากฐานภายในการบริหารเชิง
กลยุทธ์ อิกอร์ แอนซอฟท์ นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซีย-อเมริกัน ได้แสดงบทบาทที่สำคัญต่อความนิยมเเพร่่หลายของถ้อยคำการเสริมแรง และเขา
มักจะแสดงมันเป็น 2+2 = 5 หมายความทั้งหมดมากกว่าผลรวมแต่ละส่วนของมัน หลักการนี้เป็นจุดศูนย์กลางเพื่อที่จะเข้าใจธุรกิจสามารถมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันผ่านทางการซื้อและการรวมบริษัทอย่างไร การรับ
รู้ว่ากลยุทธ์ที่ออกแบบอย่างดีสามารถสร้างการเสริมแรงที่ยกระดับข้อได้
เปรียบทางการเเข่งขันของบริษัท
อิกอร์ แอนซอฟท์ มักจะถูกเรียกกันว่า บิดาของการบริหารเชิงกลยุทธ์
มีชื่อเสียงต่อวิถีทางเชิงระบบชองเขาต่อกลยุทธ์บริษัท โดยเฉพาะตาราง
แอนซอฟท์ เขาได้พัฒนาตารางแอนซอฟท์ กรอบข่ายเพื่อการกระจายธุร
กิจ และได้ถูกยกย่องด้วยการวางรากฐานเพื่อการบริหารเชิงกลยุทธ์วันนี้
ผลงานต้นแบบของเขา การบริหารเชิงกลยุทธ์ ได้สำรวจองค์การรับรู้และ
ตอบสนองต่อความวุ่นวายทางสภาพแวดล้อมอย่างไร การมุ่งเน้นความสำ
คัญของสายตาไกลทางกลยุทธ์ ผลงานของเขาได้วางรากฐานแก่สาขา
วิชาการบริหารเชิงกลยุทธ์ หนังสือของเขา Strategic Management ได้
ถูกพิจารณาเป็นผลงานต้นแบบภายในสาขาวิชา
ประวัติของการบริหารเชิงกลยุทธ์มีรากฐานบนกลยุทธ์ทางทหารและ
การเมือง แต่มันได้วิวัฒนาการไปสู่สาขาวิชาเฉพาะเมื่อ ค.ศ 1950 และ
ค.ศ 1960 ได้ปรากฏเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะประสานงานด้านที่หลากหลาย
ของการบริหารภายใต้กลยุทธ์รวมกันเป็นหนึ่ง แม้ว่าแนวคิดของกลยุทธ์
ตัวมันเองจะมีรากฐานโบราณ การประยุกต์ใช้ของการบริหารเชิงกลยุทธ์
เป็นสาขาวิชาที่เป็นทางการภายในธุรกิจได้พัฒนาระหว่างช่วงเวลานี้ด้วย
การมีส่วนช่วยจากนักบุกเบิกที่มีอิทธิพลอเช่น ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ อัลเฟรด ชานด์เลอร์ และอีกอร์ แอนซอฟท์ ถ้อยคำกลยุทธ์เริ่มแรกจะถูกใช้ภายในบริบทของการทหารและการเมือง ช่วงเวลานี้ได้มองเห็นการปรากฏขึ้นมาของการบริหารเชิงกลยุทธ์เป็นสาขาวิชาเฉพาะ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ มุ่งเน้นความสำคัญของการระบุธุรกิจของบริษัทและความต้องการของลูกค้าและ หนังสือ Strategy and Structure ของอัลเฟรดชานด์เลอร์ ได้ถูกพิจารณาเป็นผลงานรากฐานของตำราการบริหารเชิงกลยุทธ์
ผลงานของอิกอร์ แอนซอฟท์ แสดงความสำคัญของการประเมินความเป็นไปได้เพื่อการเสริมแรง เมื่อพิจารณากลยุทธ์การเจริญเติบโตที่หลากหลาย อย่างเช่น การกระจายธุรกิจหรือการพัฒนาตลาด โดยเฉพาะการ
กระจายธุรกิจ มันสามารถนำไปสู่การเสริมแรงโดยการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากร และความสามารถ ที่มีอยู่ภายในตลาดใหม่ อิกอร์ แอนซอฟท์ ได้มองการเสริมแรงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกลยุทธ์บริษัทที่บรรลุ
ความสำเร็จ การเเสดงความสำคัญของความสอดคล้อง ระหว่างกลยุทธ์
ของบริษัทและสภาพแวดล้อมภายนอก และบรรลุความเป็นไปได้ของมันสูงสุดผ่านทางผลกระทบทางการเสริมแรง
ผลงานของอิกอร์ แอนซอฟท์ ปรากฏขึ้นภายในกลางศตวรรษที่ยี่สิบช่วง
เวลาตรงที่บริษัทกำลังกระจายธุรกิจเพิ่มขึ้น และเเสวงหาวิถีทางที่จะสร้าง
คุณค่าผ่านทางการรวมบริษัท เเนวคิดการเสริมแรงของเขา ให้กรอบข่าย
เพื่อความเข้าใจว่าเมื่อบริษัทรวมกัน ทั้งหมดมากกว่าผลรวมของแต่ละส่วน
ของมันอย่างไร อิกอร์ แอนซอฟท์ ได้ระบุการเสริมแรง มีอยู่สี่ประเภทคือ
การขาย การดำเนินงาน การบริหาร และการลงทุน
การเสริมแรงทางการขายจะเกี่บวพันกับการใช้ฐานลูกค้าหรือเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีอยู่ที่จะเพิ่มยอดขายของผลิตภัณฑ์ใหม่หรือตลาดใหม่ การเสริมแรงทางการดำเนินงานมุ่งที่การทำให้กระบวนการคล่องตัว การ
ใช้ประโยชน์ทรัพยากรและความสามารถร่วมกัน ข้ามธุรกิจที่แตกต่างกันที่จะลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพ การเสริมแรงทางการบริหารอ้างถึงการร่วมทรัพยากร อย่างเช่น ตราสินค้า การวิจัย หรือการบริหารข้ามธุรกิจ การเสริมแรงทางการลงทุนมุ่งที่การใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนที่มีอยู่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ใหม่
อิกอร์ แอนซอฟท์ ถูกรู้จักกันดีที่สุดต่อการมีส่วนช่วยของเขาต่อกลยุทธ์บริษัท โดยเฉพาะตารางแอนซอฟท์ ผลงานของเขาจะมุ่งที่การคาดคะเนอย่างมีระบบของสภาพแวดล้อมในอนาคต และการกำหนดแผนกลยุทธ์
ที่จะจัดการมัน ความคิดของเขาได้กลายเป็นรากฐาน การคิดของธุรกิจสมัยใหม่ การมุ่งเน้นความสำคัญของการบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อการนำทางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

อิกอร์ แอนซอฟท์ ได้อธิบายโมเดลสภาพแวดล้อมทางธุรกิจประกอบด้วยห้าระดับของความวุ่นวายตั้งแต่สงบและคาดคะเนได้ไปจนถึงเปลี่ยนแปลงและคาดคะเนไม่ได้ กลยุทธ์ของบริษัท ต้องสอดคล้องกับระดับของความวุ่นวายที่ปรากฏอยู่ภายในสภาพแวดล้อม เพราะว่าระดับความวุ่นวายของสภาพแวดล้อมของเรากระทบต่อกลยุทธ์อย่างมากความเข้าใจระดับความวุ่นวายสามารถให้การเริ่มต้นที่ดีเพื่อการพัฒนาธุรกิจที่ทำกำไรมากขึ้น
*ระดับที่ 1 สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำ
สภาพแวดล้อมมั่นคงและเกิดขึ้นซ้ำแต่ละวัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
สำคัญ บริษัทไม่ต้องเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ถ้าไม่มีแรงกด
ดันคุกคามเพื่อความอยู่รอด
*ระดับที่ 2 สภาพแสดล้อมที่ขยายตัว
การเปลี่ยนแปลงจะทีละน้อย มองเห็นได้ เปลี่ยนแปลงช้า และคาดคะเนได้ บริษัทต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการก้าวไปทีละน้อย และไม่ต้องเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ภายในการไม่มีอยู่ของการแข่งขัน
*ระดับที่ 3 สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยังคงมองเห็นได้เต็มที่ บริษัทพยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของพวกเขาภายในการคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้า
*ระดับที่ 4 สภาพแวดล้อมที่ไม่ต่อเนื่อง
สภาพแวดล้อมจะมีการมองเห็นได้ที่จำกัด การคาดคะเนได้บางส่วน การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็ว บริษัทต้องพร้อมที่จะสละตำแหน่งในอดีต การขับเคลื่อนโดยการรับรู้ของโอกาสใหม่ที่จะมีอยู่ภายในสภาพแวดล้อม
*ระดับที่ 5 สภาพแวดล้อมที่น่าประหลาด
สภาพแวดล้อมจะเกิดขึ้นโดยไม่บอกล่วงหน้า มองไม่เห็น คาดคะนไม่ได้ และรวดเร็วมากบริษัทควรจะพยายามสร้างสภาพแวดล้อมของพวกเขาเอง พวกเขาต้องยืดหยุ่นและผูกพันต่อความคิดสร้างสรรค์

ภายในบทความ ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว 1957 ของอิกอร์ แอนซอฟท์ เรื่อง Strategies for Diversification อิกอร์ แอนซอฟท์ ใช้คำพูดเปรียบเทียบ “Red Queen” นักแสดงที่มีชื่อเสียงของหนังสือของเลวิส แครอลล์ “Through the Looking Glass” ภายในหนังสือเล่มนี้ ราชินีสีแดงได้กล่าวว่า “ตอนนี้ ที่นี่ มันจะต้องใช้การวิ่งทุกอย่างที่เราสามารถทำที่จะรักษาเราไว้ภายในที่เดิม ถ้าเราต้องการไปที่อื่น เราจะต้องวิ่งอย่างน้อยที่สุดให้เร็วเป็นสองเท่า”
ดังนั้นภายในเศรษฐกิจอเมริกันเพียงแค่รักษาตำแหน่งเทียบเคียง บริษัทต้องเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะปรับปรุงตำแหน่ง พวกเขาต้องเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยที่สุดรวดเร็วเป็นสองเท่า ตามผลการสำรวจบริษัืทใหญ่อเมริกัน 100 บริษัทจาก ค.ศ 1909 ถึง ค.ศ 1948 บริษัทไม่กี่บริษัทที่จมอยู่กับผลิตภัณฑ์และวิธีการสมัยเดืมได้เจริญเติบโตภายในขนาด รายงานได้สรุปว่าไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าบริษัท ณ บนสุดจะยังคงที่นี่ในขณะนี้ ยกเว้นแต่พวกเขายังคงรักษาระดับภายในการวิ่งเเข่งของนวัตกรรมและการเเข่งขันไว้
ทางเลือกการเจริญเติบโตพื้นฐานสี่อย่างได้เปิดต่อธุรกิจ มันสามารถจะเจริญเติบโต ผ่านทางการเจาะตลาด ผ่านทางการพัฒนาตลาด ผ่านทาง
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือผ่านทางการกระจายธุรกิจ ในขณะที่ผลงานของอิกอร์ แอนซอฟท์ มุ่งกลยุทธ์ธุรกิจ ผลกระทบของราชินีเเดงสามารถถูกมองเป็นแนวคิดที่กว้่างขึ้นเกี่ยวกับการปรับตัว และความอยู่รอ สะท้อนหลักการของอิกอร์ แอนซอฟท์ บางอย่างเกี่ยวกับพลวัตรตลาด และความต้องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ตารางเเอนซอฟท์รับรู้ว้าธุรกิจต้องพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่องที่จะยังคงเเข่งขันได้ ผลกระทบของราชินีแดงสามารถประยุกค์ใช้ได้กับธุรกิจโดยการแสดงความสำคัญของนวัตกรรม การปรับตัว และการปรับปรุงที่ต่อเนื่อง รักษาข้อได้เปรียบทางการเเข่งขัน สอดคล้องกับการมุ่งเน้นของอิกอร์ แอนซอฟท์ ความต้องการของธุรกิจ ที่จะประเมินกลยุทธ์การเจริญเติบโตของพวกเขา และปรับตัวต่อสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
ผลกระทบของราชินีแดงภายในธุรกิจ แนวคิดที่อยู่ บนรากฐานภายใน
Alice in Wonderland ของเลวิส เเคร์รอลล์ อธิบายบริษัทจะต้องคิดค้น
และปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ ที่จะรักษาตำแหน่งการแข่งขันของพวกเขา
ภายในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างไร ตารางแอนซอฟท์จะ
เป็นกรอบข่ายพัฒนากลยุทธ์การเจริญเติบโตของบริษัท เราสามารถใช้
ที่จะเข้าใจและจัดการผลกระทบนี้ ตารางแอนซอฟท์ได้ระบุกลยุทธ์การเจริญเติบโตสี่อย่างด้วยระดับที่แตกต่างกันของความเสี่ยงภัย และความเป็นไปได้เพื่อการจัดการผลกระทบของราชินีเเดง
โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบกลยุทธ์ของตารางแอนซอฟท์เหล่านี้ และความเสี่ยงภัยที่เชื่อมโยงของมัน บริษัทสามารถพัฒนาแผนที่จะนำ
ทางผลกระทบของราชินีเเดง และรักษาข้อได้เปรียบทางการเเข่งขันไว้บริษัทที่ต่อสู้ผลกระทบของราชินีเเดงพบว่าตารางแอนซอฟท์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ เพื่อความเข้าใจและการพัฒนากลยุทธ์ที่จะจัดการแรงกดดันทางการแข่งขัน จุดสำคัญคือตารางแอนซอฟท์จะช่วยเหลือบริษัทเลือกเส้นทางการเจริญเติบโตไหนที่จะใช้ ในขณะที่ผลกระทบของราชินีแดงมุ่งเน้นความต้องการที่จะนำหน้าการเเข่งขัน

การเสริมแรงเกิดขึ้นภายในการรวมและการซื้อบริษัท เมื่อมูลค่าทั้งหมด
ของการรวมของสองบริษัท สูงกว่ามูลค่าผลรวมของแต่ละบริษัท เช่น ถ้าบริษัทเอมีมูลค่า 500 ล้านเหรียญ บริษัทบีมีมูลค่า 75 ล้านเหรียญ แต่มูล
ค่าของการรวมกันคือ 625 ล้านเหรียญ เราสามารถจะกล่าวได้ว่า เรามี 50 ล้านเหรียญภายในการเสริมแรงต่อการรวมบริษัทนี้ – 625 – 500 = 75
เเนวคิดของการเสริมแรงภายในธุรกิจจะมีประวัติรากฐานภายในปรัชญา
กรีกโบราณและตำราศาสนา และได้กลายเป็นทางการภายในการบริหารเชิงกลยุทธ์ระหว่าง ค.ศ 1960 มันได้ถูกใช้อ้างเหตุผลของการซี้อและการรวมบริษัทโดยการแสดงโอกาสเพื่อที่จะเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนผ่านทางบริษัทที่รวมกัน ถ้อยคำ Synergy แปลว่า การเสริมแรง มาจากภาษากรีก Synergos หมายถึง การทำงานด้วยกัน หรือความร่วมมือการใช้ของมันได้
ย้อนหลังไปยังปรัชญากรีกโบราณ เช่น การพิจารณาถึงการกระทำอย่างร่วมมือกัน
อิกอร์ แอนซอฟท์ ได้ถูกยกย่องกับการเเนะนำเเนวคิดของการเสริมแรงไปสู่การบริหารเชิงกลยุทธ์เมื่อ ค.ศ 1965 การเสริมแรงเป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน เพื่อกลยุทธ์การกระจายธุรกิจของบริษัท อิกอร์ แอนซอฟท์ มักจะใช้การเปรียบเทียบของ 2+2 = 5 อธิบายผลกระทบทางบวก ตรงที่มูลค่าที่รวมกันของบริษัทสองบริษัทสูงกว่า ถ้ามันดำเนินงานแยกจากกันเเนวคิด
การเสริมแรงถูกแนะนำภายในการบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อที่จะเเสดงมูลค่าของการรวมทรัพยากรและความสามารถที่จะบรรลุผลลัพธ์ที่สูงขึ้น
เราจะมีการเสริมแรงสามที่สำคัญสี่ประเภทภายในการบริหารเชิงกลยุทธ์
ที่มักจะถูกอธิบายภายในบริบทของการรวมและการซื้อบริษัทคือการเสริม
แรงทางต้นทุน การเสริมแรงทางรายได้ และการเสริมแรงทางการเงิน การเสริมแรงเหล่านี้ไม่ได้ถูกเสนอแนะโดยบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เเต่มันได้ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวางภายในหนังสือและการปฏิบัติของการบริหารเชิง
กลยุทธ์
*การเสริมแรงทางต้นทุน
การเสริมแรงทางต้นทุนมุ่งที่การลดต้นทุนโดยส่วนรวมภายหลังการรวม
กัน มันสามารถบรรลุผ่านทางการรวมการดำเนินงาน การทำให้กระบวน
การคล่องตัว การกำจัดหน้าที่ซ้ำซ้อนกันและการสร้างความประหยัดจาก
ขนาด การต้นทุนการคลังสินค้า และการจัดจำหน่าย โดยการรวมการดำ
เนินงาน
*การเสริมแรงทางรายได้
การเสริมแรงทางรายได้ มุ่งที่การเพิ่มยอดขายของบริษัทที่รวมกัน และ
การขยายตลาดภายหลังการรวมกัน มันสามารถบรรลุผ่านทางการขาย
ผลิตภัณฑ์ข้ามกันไปสู่ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น การขยายตัวไปสู่ตลาดใหม่
หรือการใช้พลังตราสินค้ารวมกันที่จะดึงดูดลูกค้ามากขึ้น
*การเสริมแรงทางการเงิน
การเสริมเเรงทางการเงินมุ่งที่การปรับปรุงฐานะทางการเงินของบริษัทที่
รวมกัน อย่างเช่น การลดต้นทุนของเงินทุน หรือการเพิ่มโอกาสของการ
กู้ยืม มันอาจจะเกี่ยวพันกับการการปรับปรุงอัตราส่วนทางการเงิน การ
ประหยัดทางภาษี และการยกระดับความสามารถ ที่จะดึงดูดนักลงทุนของบริษัท
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







