ประโยชน์ที่ควรได้จากการเป็นชาวพุทธ

ประโยชน์ที่ควรได้จากการเป็นชาวพุทธ
พระไพศาล วิสาโล
สำหรับชาวพุทธวันนี้เป็นวันสำคัญที่สุดในรอบปี เพราะเป็นวันที่น้อมใจเราให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของพระองค์ คือการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เรียกว่าเป็นวันพระพุทธ และสำหรับชาวพุทธ เนื่องจากพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของเรา วันนี้จึงเป็นวันที่เราควรระลึกนึกถึงพระองค์ให้มากๆ โดยเฉพาะระลึกถึงพระคุณของพระองค์ที่มีต่อเรา
พระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาก็เพื่อพวกเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะพวกเราซึ่งเป็นมนุษย์ แต่รวมถึงเทวดาทั้งปวงด้วย ที่จริงก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์มีปณิธานอยู่ข้อเดียว นั่นคือการบำเพ็ญบารมีเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อพระองค์เอง แต่เพื่อสัตว์โลก ทั้งมนุษย์และเทวดา
เมื่อครั้งเป็นพระเวสสันดร ซึ่งเป็นชาติสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ในชาติถัดไป พระเวสสันดรได้ตั้งปณิธานตั้งแต่เล็กว่ายินดีสละทาน ทรัพย์สิน แม้กระทั่งดวงตา เลือดเนื้อ ร่างกาย หรือแม้แต่หัวใจ เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งหลาย ถ้ามีใครขอพระองค์ก็ยินดีที่จะสละให้ แม้กระทั่งสิ่งที่พระองค์รักยิ่งกว่าชีวิต คือลูกทั้งสองคน พระองค์ก็ยอมสละได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ทำเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก
ทั้งนี้เพราะพระองค์รู้ว่าการบำเพ็ญบารมีขั้นปรมัตถ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พระองค์บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ เมื่อบำเพ็ญบารมีครบถ้วน ประตูสู่การตรัสรู้ก็จะเปิดกว้างขึ้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพระองค์เอง แต่เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก ทั้งมนุษย์และเทวดาด้วย
อันนี้เป็นพระปณิธานของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ แม้เมื่อพระองค์สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต เทวดามาทูลเชิญให้พระโพธิสัตว์มาอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์ ก็ทรงรับอาราธนาเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก ทั้งมนุษย์และเทวดาเช่นกัน เรียกว่าทรงมีพระปณิธานที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็ไม่ได้นึกถึงอะไรเลยนอกจากการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ทั้งมนุษย์และเทวดา
ครั้นมีพระอรหันตสาวก ๖๐ รูปตั้งแต่พรรษาแรก เมื่อออกพรรษา พระองค์ก็ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา โดยตรัสว่า “เธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชน และเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์” ดังนั้นการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสัตว์โลกจึงเป็นจุดมุ่งหมายของพระอรหันต์ทั้งหลาย เช่นเดียวกับของพระพุทธองค์
คราวนี้การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสัตว์โลกหมายความว่าอย่างไร บางคนนึกถึงการดลบันดาลให้สัตว์โลกทั้งหลายประสบความสุข ความเจริญ พ้นจากความทุกข์ พ้นจากความยากลำบาก แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่พระองค์มุ่งหมาย ไม่ใช่การดลบันดาลให้ผู้คนทั้งหลายมีความสุข พ้นจากความทุกข์ แต่คือการชี้ทางแห่งการพ้นทุกข์ให้แก่สัตว์โลก
ทั้งนี้เพราะพระองค์รู้ดีว่าการพ้นทุกข์ เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการดลบันดาล จริงอยู่ เทวดาสามารถดลบันดาลให้เกิดโชคเกิดลาภได้ แต่แม้กระนั้นเทวดารวมทั้งพระอินทร์และพระพรหมก็ไม่สามารถดลบันดาลให้ใครพ้นทุกข์ได้เลย จะดลบันดาลได้อย่างไร ในเมื่อตัวเองก็ยังไม่พ้นทุกข์เลย
แต่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยหวังอำนาจการดลบันดาลจากพระพุทธเจ้า มีการสักการะบูชาพระพุทธองค์ หรือสักการะบูชาพระพุทธรูป หวังอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากพระองค์เพื่อดลบันดาลให้ตนพ้นจากความทุกข์ แต่ที่จริงแล้วการช่วยเหลือสรรพสัตว์ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นในลักษณะนั้น เรียกว่าพระองค์ไม่เคยดลบันดาลให้ใครประสบโชคลาภเลยตลอดเพราะชนม์ชีพ
สิ่งที่พระองค์บำเพ็ญมาตลอดพระชนม์ชีพก็คือการชี้ทางออกจากทุกข์ ชี้ทางอย่างไร ก็ชี้ทางด้วยการให้คำแนะนำสั่งสอน หรือเปิดเผยสัจธรรมให้มนุษย์ทั้งหลายได้รู้ โดยเอาประสบการณ์ของพระองค์เป็นหลักฐานยืนยัน คือพระองค์ตรัสรู้ จากการเห็นแจ้งในสัจธรรมแล้ว ก็นำธรรมที่ทรงค้นพบมาเปิดเผย เสมือนชี้ทางออกจากทุกข์
ทางมีอยู่แล้ว ผู้ชี้ทางก็มีอยู่แล้ว ขาดแต่ผู้เดินเท่านั้น แล้วใครที่เป็นผู้เดิน ก็คือเรานั่นเอง ถ้าเราเป็นชาวพุทธจริง เมื่อนับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ก็ควรน้อมนำคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ
พูดอีกอย่างก็คือ ก้าวเดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ ซึ่งเป็นทางสายตรงสู่ความพ้นทุกข์ ตรงนี้มีชาวพุทธน้อยคนที่ใส่ใจ แทนที่จะเดินตามทางที่พระองค์ทรงชี้ กลับหวังการดลบันดาลจากพระองค์มากกว่า เพราะว่าไม่ต้องเหนื่อย เพียงแต่วิงวอนหรือตั้งจิตอธิษฐาน ชาวพุทธส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น ปรารถนาความพ้นทุกข์ โดยเชื่อว่าถ้าประสบโชคประสบลาภแล้วก็จะมีความสุข ทำอย่างไรถึงจะประสบโชคลาภโดยไม่ต้องทำอะไร ก็ขอการดลบันดาลจากพระพุทธเจ้า
ในวันวิสาขบูชาอย่างวันนี้ เราจึงควรกลับมาไตร่ตรองความหมายของการเป็นชาวพุทธของเรา ว่าเราเป็นชาวพุทธแบบไหน เป็นชาวพุทธเพื่ออะไร เป็นชาวพุทธเพื่อวิงวอนร้องขออำนาจศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธเจ้า หรือเป็นชาวพุทธเพื่อเรียนรู้และนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติให้เกิดผล ในเมื่อพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อชี้ทางที่พระองค์ทรงค้นพบแล้ว เราก็ควรเดินบนทางที่พระองค์ทรงชี้ ไม่ใช่รอให้มีโชคมีลาภเกิดขึ้น
ถามว่าสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบคืออะไร ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ พระองค์ทรงค้นพบสัจธรรม สัจธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ บางทีท่านก็ใช้คำว่าญายธรรม ญายธรรมคืออะไร ก็คือความจริงที่ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทคือพระธรรม หรือสัจธรรมที่ทรงค้นพบ ธรรมข้อนี้สำคัญอย่างไร สำคัญเพราะว่าเป็นความจริงที่ทำให้พระองค์รู้ถึงเหตุแห่งทุกข์ และเมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ก็ย่อมรู้ว่าจะดับทุกข์ได้อย่างไร หรือรู้ว่าปัจจัยอะไรที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้
ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นธรรมที่สำคัญมาก แต่เป็นหลักธรรมที่เข้าใจยาก ดังนั้นบางครั้งพระองค์จึงอธิบายให้ง่ายขึ้น โดยเอาธรรมที่ทรงค้นพบมาจัดลำดับใหม่ เริ่มที่ทุกข์ก่อน ตามมาด้วยสมุทัย นิโรธ แล้วลงท้ายด้วยมรรค เรียกว่าอริยสัจ ๔
ปฏิจจสมุปบาทหมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายธรรม หรือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น ปฏิจจสมุปบาทส่วนที่สำคัญคือ ส่วนที่พูดถึงกระบวนการแห่งการเกิดทุกข์ ซึ่งมี ๑๒ ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่อวิชชาแล้วก็ส่งต่อเป็นทอด ๆ จนกระทั่งเกิดความทุกข์ สาระสำคัญของปฏิจจสมุปบาท ที่พวกเราซึ่งปุถุชนควรจะรู้อย่างมาก อยู่ตรงครึ่งหลัง ที่ว่าผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา แล้วก็อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ตามมาด้วยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ สรุปง่าย ๆ คือความทุกข์
จะเห็นได้ว่าช่วงที่เกิดผัสสะคือเกิดการกระทบและการรับรู้ ยังไม่เกิดทุกข์ทันที ต้องผ่านหลายขั้นหลายตอนก่อนที่จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา ถ้าเราใคร่ครวญปฏิจจสมุปบาท ก็จะพบว่าจริงๆ แล้วความทุกข์ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก โดยเฉพาะความทุกข์ใจไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่มันเกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่ ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
จริงอยู่ปัจจัยภายนอกมีส่วนในการก่อทุกข์ เมื่อเกิดผัสสะ ผัสสะคือการกระทบ หรือการรับรู้ คือตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นรับรส เมื่อมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ เกิดขึ้นแล้วกระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตรงนี้เรียกว่าผัสสะ แต่ไม่ใช่ว่าเกิดผัสสะปุ๊บก็ทุกข์ปั๊บ
แม้ว่าเสียงที่ได้ยิน หรือข้อความที่อ่าน รูปที่เห็น มันจะไม่น่าดู เช่น เป็นเสียงด่า คำต่อว่า แต่เมื่อเสียงด่ามากระทบหู เกิดผัสสะขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะเกิดทุกข์ทันที ยังต้องมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะเกิดทุกข์ ในแง่หนึ่งก็ชี้ให้เห็นว่าทุกข์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเวลาเราพูดถึงทุกข์ใจ แต่มันเกิดจากปัจจัยภายในเป็นสำคัญ
ทั้งนี้เพราะว่าแต่ละขั้นตอนในปฏิจจสมุปบาทล้วนเป็นองค์ธรรมหรือปัจจัยในตัวเราทั้งสิ้น ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ พวกนี้เป็นเรื่องตัวเรา ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับจิตใจทั้งสิ้นเลย
คนเรามักจะมองว่าทุกข์เกิดจากภายนอก เกิดจากการกระทำหรือคำพูดของคนอื่น หรือเกิดจากเหตุการณ์ผันผวนแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับเรา แต่จริงๆ แล้วเหตุแห่งทุกข์อยู่ที่ภายใน อยู่ที่ใจของเรา เริ่มตั้งแต่อวิชชา
ตรงนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก ดังนั้นเวลามีความทุกข์ใจก็มักจะโทษสิ่งภายนอก โทษอากาศร้อน โทษการกระทำหรือคำพูดของผู้คน หรือว่าโทษเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยภายนอก แม้จะมีการรับรู้ เกิดการกระทบขึ้นมา คือเกิดผัสสะ ก็ยังไม่เกิดทุกข์ทันที แต่จะต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ จึงจะเกิดทุกข์ขึ้นมา ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ
ประการต่อมา ปฏิจจสมุปบาทชี้ว่า เมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดการกระทบหรือการรับรู้ ทุกข์ยังไม่ได้เกิดทันที มีกระบวนการหลายขั้นตอนเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดทุกข์ ขั้นตอนที่ว่านี้เรียกง่ายๆ ว่ากระบวนการปรุงแต่ง เริ่มตั้งแต่ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ จริงอยู่ผัสสะทำให้เกิดเวทนา แต่มีเวทนาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะเกิดทุกข์ทันที
พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า เมื่อเกิดผัสสะก็มีเวทนา แต่ว่าทุกข์ยังไม่เกิด เพราะอะไร เพราะว่าแม้มีเวทนาแต่ไม่มีการเสวยเวทนา หรือพูดอีกอย่างก็คือมีเวทนาแต่ไม่มีผู้เสวยเวทนา มีความปวด แต่ไม่มีผู้ปวด ดังนั้นแม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์
การเสวยเวทนาหรือการมีผู้เสวยเวทนา เกิดจากการปรุงแต่ง ตัณหาก็เหมือนกัน ตัณหาคือความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น นี่ก็อันหนึ่ง กับความอยากผลักไส อันนี้เรียกว่าเป็นการปรุงแต่ง เมื่อเกิดเวทนาแล้ว ถ้าสักแต่ว่ารับรู้ สักแต่ว่ารู้สึก ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอมีการปรุงแต่งขึ้นมาว่า เสียงแบบนี้ดี เสียงแบบนี้ไม่ดี อย่างนี้ชอบ อย่างนี้ไม่ชอบ ก็เกิดตัณหาขึ้นมา คือความอยาก เช่น อยากได้ อยากผลักไส นี่ก็ปรุงแต่ง
อุปาทานก็เหมือนกัน ความยึดติด ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือยึดมั่นสำคัญหมาย แทนที่จะรู้เฉยๆ กลับยึดติดถือมั่น นี่ก็เป็นการปรุงแต่งในจิต จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ ก็คือปรุงแต่งตัวกูขึ้นมา พอมีตัวกู หรือ มีกูเกิด มันก็มีกูดับ มันก็มีกูที่เสื่อมสลายไป นี่เรียกว่าชรา มรณะ
ฉะนั้นถ้าเราพิจารณาดูดีๆ ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะเกิดผัสสะหรือเมื่อมีผัสสะ แต่เพราะว่ามีการปรุงแต่ง เวลาเรารับรู้อะไร ถ้าเรารับรู้เฉยๆ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่พอเราปรุงแต่ง เช่น ให้ค่าว่าดี-ไม่ดี หอม-เหม็น หรือมาก-น้อย ก็เกิดตัณหาขึ้นมาทันที อะไรที่หอมก็อยากได้ อะไรที่เหม็นก็อยากผลักไส มากก็อยากได้เยอะๆ น้อยก็ไม่เอา ผลักไสออกไป
ใจของเรามีการปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รู้ทัน การปรุงแต่งนี่แหละที่ทำให้เกิดทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อปรุงตัวกูขึ้นมา ตัวกูไม่ได้มีอยู่จริง แต่พอปรุงขึ้นมาด้วยอำนาจของอุปาทาน เกิดชาติขึ้นมา ก็เกิดทุกข์ตามมาเลย คือมีกูผู้ทุกข์
เช่น เวลาอากาศร้อน ถ้ากายร้อน มันก็เป็นสักว่าเวทนา แต่พอมีความรู้สึกว่ากูร้อนๆ ขึ้นมา มันไม่ใช่แค่กายร้อนแล้ว หรือไม่ใช่กายทุกข์แล้ว แต่จิตก็เป็นทุกข์ด้วย กระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจเรา ถ้าเราไม่รู้ทัน ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะมีตัวกูขึ้นมา
ทีแรกก็ปรุงด้วยการให้ค่าว่าดี-ไม่ดี เช่น เมื่อมีคำต่อว่าด่าทอกระทบหูก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เกิดความรู้สึกว่าแย่ เพราะมีการให้ค่าว่าคำด่าทอเป็นสิ่งไม่ดี จึงเกิดความไม่พอใจ ถ้ามีคนด่าเรา เสียดสีเรา แต่เราไม่เข้าใจคำพูดของเขา เราก็ไม่ทุกข์นะ
อย่างมีพระรูปหนึ่งท่านมีรูปร่างอ้วน แต่ท่านไม่ค่อยชอบให้ใครเรียกว่าอ้วน วันหนึ่งขณะที่ท่านกวาดลานวัดอยู่ มีโยมคนหนึ่งมาเรียกท่านว่า “”โพตุง” ท่านได้ยินทีแรกก็ไม่ได้ติดใจอะไร รู้สึกเฉย ๆ แต่พอนึกไปนึกมา เอ๊ะ “โพตุง” ก็คือ “พุงโต” พอรู้ว่าหมายถึงพุงโต ความโมโหก็เกิดขึ้นทันที เดินไปหาโยมคนนั้นถึงบ้านเลย แล้วก็ต่อว่าใหญ่เลย
ตอนที่ได้ยินคำว่าโพตุง เนื่องจากไม่รู้ความหมาย ท่านก็ไม่ทุกข์นะ แต่พอรู้ความหมายว่าหมายถึงพุงโต แล้วให้ค่าว่าเป็นคำที่ไม่ดี ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา นึกในใจว่ามาพูดอย่างนี้กับฉันได้อย่างไรว่าพุงโต โกรธเลย
ทำนองเดียวกันถ้ามีคนด่าว่าเราเป็นภาษาจีน ถ้าเราไม่เข้าใจความหมาย เราก็ไม่ทุกข์ แต่พอเรารู้ความหมาย แล้วเราให้ค่าว่ามันเป็นคำด่า เป็นคำไม่ดี เราทุกข์เลย เช่นเดียวกันเวลาใครชมเรา ถ้าเขาชมเราเป็นภาษาฝรั่ง ภาษาเยอรมัน เราไม่รู้ภาษานั้น เราก็เฉย แม้ว่าเขาตั้งใจชมเราว่าสวย ชมว่าหล่อ แต่พอเรารู้ความหมายเข้า ใจฟูเลย เพราะเราให้ค่ากับความหมายเหล่านั้นว่าดี ก็เกิดความพอใจ ใจฟูขึ้นมาทันที
สมัยก่อนเวลาใครมีรอยสักตามตัว โดยเฉพาะผู้ชาย ใครเห็นก็รู้สึกว่าน่าเกรงขาม เป็นชายชาตรี แต่ตอนหลังใครมีรอยสักจะถูกรังเกียจว่าเป็นนักเลงอันธพาล แต่มาถึงสมัยปัจจุบันดาราก็ดี นักร้องก็ดี นักกีฬาดังๆ ก็ดี เขาพากันสัก สักตามแขนบ้าง สักตามหัวบ้าง กลายเป็นของดีไป ดีหรือไม่ดี สวย-ไม่สวย เท่-ไม่เท่ มันอยู่ที่การให้ค่า พอให้ค่าว่าดี ก็เกิดความยินดีขึ้นมา เกิดความชื่นชม แต่ถ้าให้ค่าว่าไม่ดี หรือว่าเป็นสัญลักษณ์ของนักเลงอันธพาล ก็เกิดความรู้สึกรังเกียจ เกิดความรู้สึกลบขึ้นมา ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องของการให้ค่าทั้งนั้น ความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของเรา ก็เช่นกัน
คราวนี้ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อมีการให้ค่าหรือการตัดสินว่าไม่ดี รวมทั้งมีการยึดว่าเป็นกู เป็นของกู ดังนั้นเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น เกิดเวทนาขึ้นมา แล้วเราทำให้กระบวนการปรุงแต่งไม่เกิดขึ้น คือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์นะ เวลาใครพูดชมเรา ก็ไม่ได้ให้ค่ากับมันว่าเป็นของดี เวลาใครตำหนิเรา ก็ไม่ได้ให้ค่าว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ใจก็เป็นปกติ
ตรงนี้แหละคือช่องทางที่เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ คนเราไม่สามารถจะเลือกเจอแต่ผัสสะดีๆ บางครั้งเราก็เจอผัสสะที่ไม่ดี เรียกว่าเจออนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือแม้แต่ธรรมารมณ์ที่ไม่ดี หรือที่ใครๆ ว่าไม่ดี แต่พอมากระทบตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดผัสสะขึ้นมา เราแค่รู้เฉยๆ อย่างที่ครูบาอาจารย์ว่า รู้ซื่อๆ หรือ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน ใจก็ไม่ทุกข์ นี้คือโอกาสที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ได้
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเจอสิ่งดีๆ เราจึงจะไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราต้องเจอสิ่งแย่ๆ เราถึงจะเป็นทุกข์ แม้เจอสิ่งแย่ๆ ที่เรียกว่าอนิฏฐารมณ์ แต่ใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าหากว่าใจเราไม่ปรุงแต่ง ไม่ให้ค่าในทางลบ แค่รู้ซื่อๆ แค่รู้เฉยๆ
ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในใจ แม้เป็นอารมณ์ลบ เช่น ความโศก ความเศร้า ความโกรธ ถ้าหากว่าเรามีสติรู้ทันอารมณ์นั้น ๆ เกิดอาการรู้ซื่อๆ คือ รู้ว่าโกรธ แต่ไม่ให้ค่าในทางลบกับมัน ไม่มีการปรุงแต่งเกิดขึ้น คือ ไม่ผลักไสมัน ไม่ยึดมันเอาไว้ รวมทั้งไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้โกรธ ใจก็ไม่ทุกข์นะ การฝึกจิตให้มีสติที่ทำให้เกิดการรู้ซื่อๆ เป็นการช่วยลดการปรุงแต่งในใจในทางที่จะก่อทุกข์ขึ้นมา
อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเมื่อเกิดผัสสะ เมื่อเกิดเวทนา ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ก็ไม่เกิดทุกข์ แต่เป็นเพราะเราปรุงแต่ง เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ตามมาด้วยชรา มรณะ จึงเกิดทุกข์ขึ้นมา ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากกระบวนการปรุงแต่งในใจของเรา ไม่ใช่เกิดจากการกระทบ ไม่ใช่เกิดจากผัสสะ
ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ เราก็มาฝึกใจของเรา เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการปรุงแต่งในทางลบ ที่จะนำไปสู่ความทุกข์ หรือถ้าจะปรุงแต่งก็ปรุงแต่งในทางบวก อย่างเช่นคำต่อว่าด่าทอ เราก็ให้ค่าในทางบวกว่ามันเป็นของดี มาฝึกเราให้มีขันติ มันเป็นอุปกรณ์ช่วยขัดเกลากิเลสของเรา ถ้าเราให้ค่าในทางบวกแบบนี้ ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ว่าเราก็ควรรู้จักฝึกใจ ไม่ให้มีการให้ค่าในทางบวกหรือทางลบด้วย ก็คือไม่ให้มีกระบวนการปรุงแต่งเกิดขึ้นในใจ
ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ไม่ว่าเราเจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ ทุกวันนี้เวลาเราปรารถนาความสุข เราก็วิงวอนร้องขอ หรือตั้งความหวังว่าอย่าได้มีสิ่งแย่ๆ เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้ว่าเราจะเจออะไรที่ดีๆ แต่บ่อยครั้งเราก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา รวมทั้งต้องเจอความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก คำต่อว่าด่าทอ หรืออนิฏฐารมณ์ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหนีพ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเจอแล้วเราจะทุกข์ เราทุกข์ก็ต่อเมื่อมีการปรุงแต่งในทางลบ เช่น ให้ค่าในทางลบ รวมทั้งเข้าไปยึด ไปปรุงตัวกูขึ้นมา เป็นผู้โกรธ เป็นผู้เศร้า หรือเป็นผู้เสวยเวทนา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย ความร้อน
โดยเฉพาะการปรุงแต่งตัวกูนี่สำคัญมากเลย ที่เรียกว่าภพ ชาตินี่แหละ เพราะถ้ามีการปรุงแต่งตัวกูเมื่อไหร่ แม้เจออารมณ์ที่ดี เจอสิ่งที่น่าพอใจ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายบวก ก็อดยึดไม่ได้ว่าเป็นของเรา เป็นของกูๆ เมื่อได้ลาภก็ไปยึดว่าเป็นลาภของกู เมื่อได้ยศก็ยึดว่าเป็นยศของกู พอยึดว่าลาภยศเป็นของกู ก็เตรียมทุกข์ได้เลย เพราะเมื่อใดที่ไปยึดหรือสำคัญมั่นหมายว่าลาภยศเป็นของกู เราก็กลายเป็นของมันทันที พอมันเสื่อม สลาย หรือแปรสภาพไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความทุกข์ในใจ
เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องฝึกใจ ฝึกให้รู้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งในใจ เมื่อเกิดผัสสะ หรือเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมา นี่แหละคือโอกาสที่เราจะไม่ทุกข์ โอกาสที่เราจะพ้นทุกข์ได้ แม้เรายังต้องเจอกับความร้อน ความหนาว เจอความผันผวนปรวนแปร เจออนิฏฐารมณ์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ก็ได้
นี้แหละคือคำสอนสำคัญของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เราพบว่าหนทางออกจากทุกข์นั้นมีอยู่ และเราสามารถออกจากทุกข์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาดลบันดาลให้เราประสบแต่โชค ประสบแต่พร ถึงแม้ไม่ได้รับพร ถึงแม้ต้องแก่ ถึงแม้ต้องเจ็บ ถึงแม้ต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่เมื่อไม่ยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา หรือเมื่อเจอการกระทบ คำต่อว่าด่าทอ ก็ไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าเขาด่ากูๆ ไม่เอาตัวกูออกรับ เพราะไม่ปรุงตัวกูตั้งแต่แรก ใจก็ไม่ทุกข์ เมื่อทำเช่นนี้ได้เราก็สามารถอยู่ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน ได้ด้วยใจที่เป็นปกติ
นี้แหละคือธรรมข้อสำคัญที่เราควรศึกษา และควรน้อมนำมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการเจริญสติช่วยเราได้มาก เพราะสติช่วยให้เราเห็นอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งรู้ทันการปรุงแต่ง ไม่ว่าชอบหรือชัง ไม่ว่ายินดีหรือยินร้าย ไม่ว่าดีใจหรือเสียใจ ไม่ว่าฟูหรือแฟบ สติทำให้เห็นอาการของใจเหล่านั้น แล้วก็ไม่ไปยึดอาการเหล่านั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา คือไม่ปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นเจ้าของอาการเหล่านี้
เมื่อฝึกต่อไปก็จะเห็นละเอียดจนกระทั่งเห็นว่า เพราะไปให้ค่าบวกกับมัน จึงยินดีเมื่อรับรู้มัน หรือเพราะไปตีค่าว่าเป็นลบ จึงยินร้ายเมื่อเจอสิ่งเหล่านี้
ฉะนั้นถ้าเรารู้จักฝึกสติให้เห็น ไม่เข้าไปเป็น ให้รู้ซื่อๆ ไม่ยึดอารมณ์ใด ๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา กระบวนการปรุงแต่งที่จะนำไปสู่ความทุกข์ ก็จะเกิดขึ้นน้อยลง ยิ่งเราเห็นความสำคัญของการรักษาศีล ทำดี ละชั่ว ก็จะช่วยให้จิตใจเราเป็นปกติ สงบเย็นได้ง่ายขึ้น
อย่างคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ ถ้าเราเอามาปฏิบัติก็ช่วยให้เรามีทั้งกำแพงแห่งความดีปกป้องเราไม่ให้เดือดเนื้อร้อนใจ แล้วยังมีกำแพงแห่งสติมาช่วยรักษาใจของเราไม่ให้ทุกข์ ลำพังการทำความดี การละเว้นความชั่ว ช่วยเราได้เยอะ ช่วยปกป้องสกัดกั้นความทุกข์จำนวนมากไม่ให้มาถึงตัวเรา
แต่ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ความทุกข์บางอย่างก็ยังสามารถมาถึงตัวเราได้ เช่นความแก่ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย รวมทั้งความตาย ไม่ต้องพูดถึงคำต่อว่าด่าทอ หรือความล้มเหลว ความไม่สมหวัง สิ่งเหล่านี้แม้เราจะเจอ แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเรามีสติรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ หรือดียิ่งกว่านั้นคือรู้ทันการปรุงแต่ง จนกระทั่งว่า เมื่อเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน หรือแม้มีอารมณ์เกิดขึ้นก็แค่รู้ซื่อๆ ใจก็ไม่ทุกข์
นี่เป็นโอกาสแห่งการพ้นทุกข์ที่เราทุกคนสามารถทำให้เกิดขึ้นแก่ตนได้ แต่เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาว่าพระองค์ทรงค้นพบอะไร และอะไรทำให้พระองค์ทรงออกจากทุกข์ได้ ทางออกจากทุกข์ที่พระองค์ทรงบอกเรา ก็คือเรื่องนี้แหละ
ฉะนั้นถ้าเรารู้จักใคร่ครวญและนำไปปฏิบัติ ก็เท่ากับว่าเราได้ประโยชน์จากการเป็นชาวพุทธ เราได้ประโยชน์จากการมีพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของเรา รวมทั้งได้ประโยชน์สูงสุดจากศาสนาที่เรานับถือ และได้ประโยชน์สูงสุดจากการเกิดเป็นมนุษย์ หาไม่เราก็ได้ประโยชน์อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจากพุทธศาสนา จากพระพุทธเจ้า และจากการเป็นมนุษย์
ฉะนั้นในช่วงวันวิสาขบูชาก็ขอให้เราใคร่ครวญความหมายของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รวมทั้งใคร่ครวญถึงความหมายของการเป็นชาวพุทธของเรา ว่าเราควรเป็นชาวพุทธแบบไหน และเป็นชาวพุทธอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นชาวพุทธ หรือการนับถือพุทธศาสนา
วันนี้เราพร้อมใจกันมาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า มาร่วมกันเคารพสักการะพระองค์ ก็ขอให้พวกเราได้พบกับความสุขสวัสดี ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป







