นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(2)

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(2)
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ประสบการณ์การดำเนิน นโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย
ค. การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษที่ 1980ในทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ในช่วงครึ่งแรก เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงมาก ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันในตลาดโลกครั้งที่สองในปี 1979 ถึง 1981 ประกอบกับสินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกสำคัญของไทย มีราคาลดลง ระหว่างปี 1980 ถึง 1985 เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาหลายประการ เช่น เกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะลอตัวลงมามาก ขาดดุลการค้าในระดับสูง การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวดของรัฐบาลที่มุ่งหวังขจัดเงินเฟ้อ ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจซบเซาลงไปอีก ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยช่วงนั้น คือ เงินดอลลาร์อเมริกามีค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอเมริกัน ดำเนินนโยบายลดภาษี แต่ไม่มีการลดการใช้จ่าย ทำให้มีการขาดดุลทั้งในงบประมาณและในการค้า เมื่อรัฐบาลมีการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง ก็ต้องกู้เงินจากตลาดเงินทุนโดยการขายพันธบัตรรัฐบาล ก็ทำให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาสูงขึ้นมาก จึงมีเงินทุนไหลเข้าเพื่อหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงเป็นจำนวนมาก ทำให้เงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมาก เพราะไทยผูกค่าเงินบาทกับเงินดอลล่าร์ เมื่อดอลล่าร์แข็งค่าขึ้น เงินบาทก็แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ในปี 1981 และปี 1984 รัฐบาลไทยจึงต้องตัดสินใจปรับค่าเงินบาทในปีค.ศ. 1981 และ1984 เมื่อดุลการค้าของไทยมีการขาดดุลที่สูงมาก โดยเฉพาะในปี 1984 รัฐบาลมีการประกาศลดค่าเงินลงถึงร้อยละ 14.8 พร้อมกับปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้เป็นระบบตะกร้าเงิน (basket system) คือผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินตราต่างประเทศหลายสกุลโดยมีการถ่วงน้ำหนักแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในระบบตะกร้าเงินที่ปรับใหม่ เงินดอลล่าร์ยังคงมีน้ำหนักสูง ถึงแม้ระบบตะกร้าเงินจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าการผูกค่าเงินไว้กับเงินตราต่างประเทศสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่รูปแบบหนึ่ง การลดค่าเงินบาท โดยเฉพาะการลดค่าเงินบาทครั้งที่สอง ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะจากผู้ที่เสียประโยชน์มากจากการปรับเปลี่ยนค่าเงิน แต่ถ้าไม่มีการลดค่าเงินบาทในครั้งนั้น เศรษฐกิจไทยคงต้องประสบกับปัญหาหนักหน่วงต่อมาอีกนาน และคงไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้ ในปีค.ศ. 1985 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 3.5 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากเทียบกับสมัยก่อนหน้านั้น ในปี 1986 การขยายตัวของเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.5 อย่างไรก็ดี หลังจากปี 1987 เป็นต้นมา จนถึงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่สูงมาก จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า ไทยจะก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในทวีปเอเชีย เช่นเดียวกันกับไต้หวัน เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกง ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวในระดับสูง ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น จากการลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา และการปรับเปลี่ยนค่าเงินบาทก่อนหน้านั้น การลดค่าเงินบาทในปี 1984 และการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีประโยชน์หลายประการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อตกลงปรับเปลี่ยนค่าเงินของประเทศมหาอำนาจพลาซ่า(Plaza Accord)ในปี ค.ศ. 1985 ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา เงินดอลล่าร์อเมริกันลดค่าลง ไปมาก แต่ค่าเงินของญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินตราสกุลอื่นๆ ก็ปรับตัวสูงขึ้น การสูงขึ้นของค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องพากันออกไปลงทุนในประเทศอื่น เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจากการแข็งค่าของเงินเยน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของญี่ปุ่น นักลงทุนจากเกาหลี และไต้หวันก็เข้ามาลงทุนมาก เช่นกัน ในเวลานั้น ประเทศไทยรับการลงทุนจากต่างประเทศในปริมาณมาก การลงทุนต่างประเทศ มีผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยมาก นอกจากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูงแล้ว ยังทำให้โครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก นอกจากการลงทุนใหม่แล้ว บริษัทต่างประเทศที่ก่อนหน้านั้นเคยนำเข้าชิ้นส่วนและสินค้าขั้นกลางอื่นๆ ต่างพากันขยายขั้นตอนการผลิต มาลงทุนผลิตสินค้าออก และสินค้าขั้นกลางในประเทศไทย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความหลากหลาย มีการผลิตและส่งออกในสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมมาก นโยบายที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอีกอย่างหนึ่งของรัฐบาลไทยในช่วงทศวรรษ 1980 คือ การพัฒนาชายฝั่งทะเลในภาคตะวันออก ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่5 (ค.ศ. 1982-1986) หลังจากมีการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยมีการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค เช่น การพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่ง สร้างท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม และพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ รวมทั้งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเบาเพื่อการส่งออกในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยมาก ด้วยพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออก อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่ใกล้ทะเล และสามารถเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆของประเทศได้สะดวก สามจังหวัดที่ครอบคลุมในโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน จังหวัดชลบุรีเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการส่งออก จังหวัดระยอง เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก จังหวัดฉะเชิงเทรา เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่เริ่มในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ห้านี้ จึงมีส่วนสร้างความพร้อมของสิ่งสาธารณูปโภค ขยายพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจากกรุงเทพและปริมณฑลไปสู่จังหวัดอื่นๆในภูมิภาค การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก จึงมีความสำคัญต่อการลงทุนในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การส่งออก และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค ช่วงเวลาการดำเนินนโยบายพัฒนาเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกนี้ เป็นจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเอื้ออำนวยให้การลงทุนจากต่างประเทศ หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยในเวลาต่อๆมา นโยบายโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกถือได้ว่า เป็นนโยบายเศรษฐกิจในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทางด้านอุปทาน(supply-side structural adjustment economic policy)อย่างหนึ่ง

ง. จาก”โชติช่วงชัชวาล”สู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วงปี ค.ศ. 1987-1995 เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวสูงมาก ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตสูงเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในระดับสองหลักเป็นเวลาติดต่อกันถึงเจ็ดปีระหว่างปีค.ศ. 1987-1993 หลังจากนั้นก็ยังมีการขยายตัวในอัตราสูง ในช่วงเวลานั้น ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดในโลก แต่เพียงไม่ถึงสามปี ในปีค.ศ. 1997 ประเทศไทยก็ต้องประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงและเลวร้ายที่สุดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ เกิดขึ้นเหนือความคาดหมายของผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจในเวลานั้น แม้ก่อนหน้านั้น นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังประสบกับปัญหาหลายประการที่ต้องรีบแก้ไข แต่ผู้บริหารเศรษฐกิจของรัฐก็ไม่ได้ให้ความสนใจ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เกิดขึ้นจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน และจากการบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด แต่กระตุ้นโดยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จึงมีทั้งปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด และปัจจัยกระตุ้น(trigger)ที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจไทย นอกจากมีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการเงิน ก็มีการเจริญเติบโตและมีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปมากด้วย ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกขึ้นสูง มีสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่มีมาตรการการกำกับดูแลที่เข้มงวด การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจภาคต่างๆเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากการลงทุนโดยตรงในการผลิตสินค้าแล้ว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ ก็เพิ่มขึ้นมาก ราคาหลักทรัพย์และสินทรัพย์ขยับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารเศรษฐกิจหลายคนเห็นว่า ประเทศไทยน่าจะถือโอกาสเปิดเสรีทางการเงินในเวลานั้น ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1990 รัฐบาลไทยได้ประกาศยอมรับเงื่อนไขข้อแปดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ คือ เปิดเสรีในบัญชีเดินสะพัด(การค้าและบริการระหว่างประเทศ) ต่อมาในปีค.ศ. 1992 ก็มีการประกาศเปิดเสรีในบัญชีทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ในปีต่อมา มีการเปิดกิจการวิเทศธนกิจกรุงเทพ(Bangkok International Banking Facilitiy:BIBF)ขึ้น อนุญาตให้สถาบันการเงินต่างประเทศมาเปิดสาขาในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความสะดวกในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ และปูทางให้กรุงเทพฯกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยธนาคารไทยและธนาคารต่างชาติสามารถปล่อยเงินที่เป็นกู้เงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทไทยและบริษัทต่างชาติ ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศได้ ควบคู่กับการเปิดเสรีในตลาดเงินตราต่างประเทศ ยังมีการเปิดเสรีและลดข้อจำกัดทางการเงินในลักษณะอื่น เช่น ยกเลิกการควบคุมอัตราดอกเบี้ย ยอมให้สถาบันการเงินต่างๆมีขอบเขตการดำเนินธุรกิจที่กว้างขวางขึ้น นโยบายและมาตรการเหล่านี้ ผู้บริหารนโยบายการเงินในสมัยนั้นเห็นว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะส่งเสริมการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และทำให้สถาบันการเงินมีความพร้อมในการเผชิญหน้ากับการเปิดเสรีทางการเงินในยุคโลกาภิวัตน์ อย่างไรก็ดี การเปิดเสรีการเงินที่เร่งด่วน โดยไม่มีมาตรการควบคุมตรวจสอบที่รัดกุมเข้มงวด ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศจำนวนมาก นอกจากการลงทุนในอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ และในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังทำให้มีการกู้ยืมเงินจำนวนมากในกิจกรรมเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเก็งกำไรใน ตลาดหลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และในอุตสาหกรรมที่ไม่มีความมั่นคง โดยปกติ อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยมีระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดต่างประเทศ การเปิดเสรีทางการเงินจึงเปิดทางให้มีการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากต่างประเทศ มาทำการลงทุนในอุตสาหกรรมบางอย่างที่กว่าจะได้รับผลตอบแทนต้องใช้เวลานาน และในกิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งยังส่งเสริมให้สถาบันการเงินในประเทศไม่พยายามระดมเงินฝากภายในประเทศด้วย เพราะถึงอย่างไร ก็สามารถกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ประกอบกับการมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ที่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้ผู้กู้ยืมเงินก็ไม่รู้สึกว่ามีความเสี่ยง จึงกู้เงินจากต่างประเทศโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะมีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเสนอว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว แทนที่จะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ แต่รัฐบาลสมัยนั้นก็ไม่ฟัง ทั้งยังเห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ มีผลเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดีกว่า และถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็จะมีผลกระทบทางลบต่อราคาสินค้าออก ทางด้านดุลการค้าและดุลการชำระเงิน ประเทศไทยประสบกับการขาดดุลในดุลการค้าเป็นเวลานาน แม้การส่งออกมีการขยายตัวมาก แต่การนำเข้ามีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่า ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก ภาคอุตสาหกรรมไทยก็ต้องพึ่งสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนที่มีรายได้สูงและปานกลางมีรายได้สูงขึ้น ก็มีการบริโภคสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากขึ้น แต่เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้ามามาก บัญชีทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศจึงมีการเกินดุลมาก ทำให้ดุลการชำระเงินมีการเกินดุล จนถึงปีค.ศ. 1996 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูงมาก ถึงแม้จะไม่มีการส่งออกเลย ก็ยังสามารถนำสินค้าเข้าได้ถึง 5-6 เดือน อย่างไรก็ตาม ทุนสำรองเงินตราที่สะสมมาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีเงินกู้ระยะสั้นในสัดส่วนสูง จากปลายปีค.ศ.1984 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ใช้ระบบตะกร้าในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน แม้ในตะกร้าเงินบาทมีเงินตราต่างประเทศหลายสกุล แต่มีเงินดอลล่าร์อเมริกาในสัดส่วนสูง ตลอดทศวรรษก่อนการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบลอยตัว ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวขึ้นลงในกรอบแคบๆ ระหว่าง 25-26 บาทต่อดอลล่าร์ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างคงที่ ทำให้บริษัทเอกชนจำนวนมาก รวมทั้งสถาบันการเงิน มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง หรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

ในปีค.ศ. 1995 และ 1996 การขาดดุลในบัญชีเดินสะพัด(current account) หรือดุลบัญชีสินค้าและบริการระหว่างประเทศ ติดลบในระดับสูง เทียบเท่ากับร้อยละแปดของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์อันตราย ในปีค.ศ. 1996 มูลค่าการขยายตัวในการส่งออกของไทย มีระดับติดลบเล็กน้อยเป็นครั้งแรก หลังจากที่มีการขยายตัวเป็นบวกมาเป็นเวลานาน เสียงเรียกร้องให้มีการลดค่าเงินบาท จึงดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่รัฐบาลกลับบอกว่า การชะลอตัวของการส่งออกเป็นสถานการณ์ชั่วคราว ซึ่งในปีนั้น ประเทศอื่นๆในเอเชีย ก็มีอัตราการเจริญเติบโตของการส่งออกลดลง จึงไม่จำเป็นต้องลดค่าเงินบาท ซึ่งค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า อย่างไรก็ตาม การขาดดุลระดับสูงในบัญชีเดินสะพัด และการลดลงของการส่งออก ทำให้นักเก็งกำไรทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่า ในที่สุด จะต้องมีการลดค่าเงินบาท จึงพากันโจมตีค่าเงินบาท แม้ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย พยายามปกป้องค่าเงินบาทโดยการขายเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่ในมือ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้ จนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศร่อยหรอลงไปมาก และลดลงมาถึงระดับอันตรายในกลางปีค.ศ. 1997 นอกจากปัญหาภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหมดเกลี้ยงจนไม่เพียงพอกับการชำระหนี้ต่างประเทศแล้ว ยังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่หนักหน่วง ในเวลานั้น มีการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดหลักทรัพย์ จำนวนมาก สถาบันการเงินก็มีการปล่อยกู้เพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรม และในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคจำนวนมาก การลงทุนในกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากเงินกู้ต่างประเทศ เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ มีอุปทานส่วนเกินมาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ สถาบันการเงินก็เริ่มสั่นคลอนจากการขาดสภาพคล่องประกอบกับข่าวลือในเรื่องลดค่าเงินบาท ทำให้ประชาชนแห่กันไปถอนเงินออกจากสถาบันการเงิน การเก็งกำไรในค่าเงิน เร่งชำระหนี้ต่างประเทศ และการถอนเงินของประชาชน ทำให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และสถาบันการเงินอื่นๆในประเทศไทย ต้องกู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ เพื่อรับมือการแห่ถอนเงิน ในที่สุดในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 รัฐบาลไทยต้องประกาศปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว เพราะไม่สามารถทัดทานกับการเก็งกำไรค่าเงินที่มีความรุนแรงมากขึ้นตามเวลา ต่อมา รัฐบาลก็ต้องสั่งให้สถาบันการเงิน 42 แห่งหยุดดำเนินการ (ก่อนหน้านี้มีการสั่งให้สถาบันการเงิน 16 แข่งหยุดดำเนินการไปแล้ว) สถาบันการเงินที่ถูกสั่งให้หยุดดำเนินการนี้ ก็ต้องถูกปิดไปในเวลาต่อมา ยกเว้นเพียงสองแห่งที่ยังดำเนินการต่อไปได้ ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางสี่แห่ง ก็ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยยึด เพราะมีหนี้สินที่ไม่สามารถชำระได้จำนวนมาก ในต้นเดือนสิงหาคม ประเทศไทยต้องขอกู้เงินจำนวนมาก จากองค์การการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ได้จากแหล่งอื่นเป็นจำนวน มากถึง 17.2 พันล้านเหรียญอเมริกา แม้ IMF เป็นเจ้าหนี้ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก แต่ส่วนหนึ่งเงินกู้มาจากธนาคารโลกและมิตรประเทศ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ เกิดขึ้นทั้งจากภาคเศรษฐกิจการเงินในประเทศ และภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งยังลุกลามไปประเทศอื่นๆ หลังจากการเกิดขึ้นของวิกฤติเเศรษฐกิจในประเทศไทยอีกไม่นาน ประเทศในเอเชียที่มีปัญหาเศรษฐกิจแบบเดียวกับไทย คือ ประเทศอินโดนิเซีย และเกาหลีใต้ ก็ต้องเข้าโครงการขอกู้เงินจากองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เช่นกัน วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนั้น จึงถูกขนานนามว่า”วิกฤติต้มยำกุ้ง” หรือบ้างก็เรียกว่า”วิกฤติการเงินเอเชีย” การลอยตัวค่าเงินบาท มีผลทำให้ค่าเงินบาทลดลงในเวลาข้ามคืน จาก 25 บาทต่อดอลลาร์ ลดลงมาเป็นกว่า 40 บาทในอีกไม่กี่เดือนต่อมา และลดลงมาถึง 56 บาทในต้นปี 1998 ธุรกิจที่มีการกู้เงินจากต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งในภาคการเงิน อุตสาหกรรม และบริการ ต้องล้มละลายลงระเนระนาด เศรษฐกิจไทยตกต่ำลงมาก โดยในปีค.ศ. 1998 เศรษฐกิจไทยวัดด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหดตัวไปกว่าร้อยละ 10 การเข้าสู่โครงการเงินกู้ของ IMF ต้องยอมรับเงื่อนไขต่างๆที่ IMF กำหนด ในกรณีของประเทศไทย เงื่อนไขการกู้เงินนี้มีส่วนซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจไทยตกต่ำลงไปอีก IMF มีการกำหนดเงื่อนไขนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมาก เช่นให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายลง เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีการเกินดุลในงบประมาณ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับลักษณะเศรษฐกิจไทยในขณะนั้น เศรษฐศาสตร์ กล่าวไว้ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู รัฐบาลเก็บภาษีได้มาก แต่งบประมาณรายจ่ายที่มีการอนุมัติโดยรัฐสภา มีการกำหนดไว้แล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลดวงเงินการใช้จ่ายได้ และในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ภาคเอกชนใช้จ่ายน้อย รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อย แต่เงินงบประมาณที่อนุมัติแล้ว ก็ไม่ได้ลดลงตามการถดถอยของเศรษฐกิจ นโยบายการคลังจึงมีผลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ แต่ไอเอ็มเอฟกลับแนะนำให้รัฐบาลไทยลดการใช้จ่าย ในขณะที่ภาคเอกชนต้องประสบกับปัญหาฝืดเคือง มีการลงทุนใช้จ่ายน้อยลงไปมาก และบ้างก็ต้องล้มละลาย ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้ารัฐบาลมีการใช้จ่ายลดลง ก็ยิ่งซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้ตกต่ำลงไปอีก เงื่อนไขการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากอัตราร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 และให้รัฐบาลมีงบประมาณเกินดุล ก็สร้างความเสียหายมากแก่เศรษฐกิจไทย ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งของไอเอ็มเอฟที่สร้างผลเสียคือ ให้รัฐบาลไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อสกัดกั้นสิ่งจูงใจในการเก็งกำไรในค่าเงินบาท แต่ข้อเท็จจริงก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ได้สร้างภาระมากแก่ผู้กู้ยืมเงิน ในยามที่เขาประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วง การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ก็ไม่ได้ลดการเก็งกำไรค่าเงินมากนัก เพราะผู้คนไม่มีความเชื่อมั่นในค่าเงิน และคาดว่าค่าเงินบาทจะมีค่าตกลงไปอีก รัฐบาลไทยในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ไม่มีงบประมาณที่ขาดดุลมาก และในบางปียังมีการเกินดุล ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจของไทย มีความแตกต่างกับปัญหาของประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล และต้องเข้าโครงการเงินกู้เอ็มเอฟก่อนหน้านั้น หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายชวน หลีกภัย ได้พยายามเจรจากับไอเอ็มเอฟให้ลดเงื่อนไขการกู้เงินลง แม้เศรษฐกิจไทยได้รับความเสียหายมากแล้ว แต่การผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้เงิน และมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง หลังจากต้องประสบกับการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาในเวลาไม่กี่ปี

ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจ
-เศรษฐกิจตกต่ำลงมาก:ในช่วงครึ่งหลังของปี 1997 หลังการลอยตัวของค่าเงินบาท เศรษฐกิจไทยทรุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในปีนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทย รวมทั้งปีแล้ว ยังมีการขยายตัวแนวระดับร้อยละ 1.6 ปีที่เศรษฐกิจไทยมีการตกต่ำมาก คือปี 1998 ที่เศรษฐกิจไทยมีการหดตัวมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติลดลงกว่าร้อยละ 11 ซึ่งติดลบมากกว่าตัวเลขที่องค์การการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ไว้มาก การตกต่ำของเศรษฐกิจไทยโดยกระทันหันในระดับรุนแรงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 1980 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็ลดลงมาก แต่ก็มีเพียงปี 1985 เท่านั้น ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบ และลดลงมาจากปีก่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
-ธุรกิจล้มละลาย: การลดลงของค่าเงินบาทหลังการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ทำให้หน่วยธุรกิจที่มีหนี้สินเงินตราต่างประเทศจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรม การค้า การเงินและบริการอื่นๆ มีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยกระทันหัน การลดลงของค่าเงินบาทอย่างรวดเร็ว ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน และไม่มีการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงเวลานั้น มีหน่วยธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม การค้า อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ ประสบกับการล้มละลาย มีหนี้สินล้นพ้นตัว จนทรัพย์สินถูกยึดไปหมดแล้ว ยังต้องเป็นหนี้อยู่มาก
-เงินเฟ้อ: มีการคาดการณ์ว่า การลอยตัวของค่าเงินบาท จะมีผลทำให้มีประเทศไทยเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เพราะราคาสินค้าเข้า รวมทั้งราคาน้ำมัน เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้ว จะเพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ระดับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง ไม่รุนแรงเท่ากับที่ก่อนหน้านั้นคาดการณ์ไว้ ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคสูงขึ้นราวร้อยละหกในปี 1997 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 10 ในปี 1998 เงินเฟ้อระดับนี้ แม้ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น แต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติการณ์น้ำมันในตลาดโลก สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ราคาสินค้าไม่สูงขึ้นมากคือ การลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงเวลานั้น และการตกต่ำของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ภาคธุรกิจก็ลดการลงทุนและการนำสินค้าเข้าลงมาก
-การว่างงาน: หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ภาวะการว่างานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การล้มละลายของธุรกิจ อำนาจซื้อของผู้บริโภคตกต่ำ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นมาก แม้หน่วยธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งการนำสินค้าเข้า แต่ก็ไม่ได้ส่งออก พึ่งแต่ตลาดสินค้าในประเทศ ก็ได้รับความเดือดร้อนด้วย วิสาหกิจขนาดย่อมจำนวนมากต้องปิดตัวลง หน่วยธุรกิจที่ไม่ล้มละลาย ก็ต้องลดการผลิตและปลดคนงานออก ในช่วงเวลานั้น จึงมีคนว่างงานจำนวนมาก
-การขาดสภาพคล่อง: การปิดตัวของธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องประสบกับการขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง ไม่เพียงแต่ผู้มีหนี้สิน ประชาชนทั่วไปก็ไม่สามารถหาเงินกู้ได้ วิกฤติครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ก็มีผลกระทบมากต่อประชาชนทั่วไปด้วย
-ภาวะความยากจน: ในช่วงสามทศวรรษก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อัตราส่วนของประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนในประเทศไทยลดลงมาตามลำดับ จากผลการพัฒนาและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย แม้ประชาชนในชนบท โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือยังมีคนที่ยากจนอยู่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับต้องอดอยากจนไม่มีข้าวกิน หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีผู้ทำนายไว้ว่า คนยากจนจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ปรากฏว่า สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายมากตามการคาดการณ์ คนงานผู้มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด แม้ไม่มีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก แต่ก็ยังมีบ้านอยู่ และมีข้าวกิน ไม่ถึงกับต้องอดอยาก สำหรับคนงานและผู้ยากจนจำนวนมากที่อยู่ในเมือง ที่ต้องประสบกับภาวะที่ยากจนแร้นแค้นมาก ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
สำหรับการกระจายรายได้ ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้สูงและปานกลางจำนวนมาก และราคาส่งออกผลิตผลการเกษตร เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้วเพิ่มสูงขึ้นมาก ภาคการเกษตรไทยโดยรวม จึงไม่ได้รับผลกระทบทางลบมากนัก
-การส่งออก: การลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ค่าเงินบาทลดลงไปมากเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ แต่ภาคการส่งออกของไทย ไม่ได้รับประโยชน์จากการลดลงของค่าเงินบาทมากเท่าที่ควร เนื่องจากค่าเงินของประเทศอื่นในเอเชียก็ลดลงไปด้วย แม้ไม่ได้ลดมากเท่ากับเงินบาทไทย นอกจากนั้น ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องนำเข้าเครื่องจักร สินค้าขั้นกลางและชิ้นส่วนอื่นๆจากต่างประเทศ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าเข้าในราคาสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตจึงสูงขึ้นไปด้วย แต่สินค้าการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวและยางพารา ได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาท แม้ราคาปุ๋ยเคมี และค่าขนส่งสินค้าเกษตรขยับตัวสูงขึ้นมามาก เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผู้ผลิตและผู้ส่งออกในสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่พึ่งพาการนำเข้าในปัจจัยการผลิตมากนัก เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ส่วนผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งปัจจัยการผลิตนำเข้า ก็ได้ประโยชน์ไม่มากนัก จากการอ่อนค่าของเงินบาท
-ผลกระทบทางสังคม: นอกจากการล้มละลายของธุรกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การว่างงาน การเพิ่มขึ้นของภาวะยากจน และการลดลงของอำนาจซื้อของประชาชนแล้ว สังคมไทยโดยรวม ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้มาก ภาคการศึกษาและสาธารณสุขได้รับผลกระทบจากค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปลดลงไปมาก การว่างงานมีมาก ผู้ที่จบการศึกษาในช่วงเวลานั้นไม่สามารถหางานทำ งบประมาณการศึกษาและสาธารณสุข ที่เคยได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล ก็ลดน้อยลง ภาวะการว่างงาน ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับคนงานทั่วไป ยังเกิดกับคนงานที่มีระดับความรู้ความชำนาญสูง คนทำงานในภาคการเงิน รวมทั้งพนักงานทั่วไป และผู้บริหารจำนวนมากต้องตกงาน ข้าราชการทั่วไป แม้ไม่ถูกปลดออก แต่ก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น นักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อในสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และในประเทศ ก็ถูกลดจำนวนลง และถูกตัดลดเงินทุนที่ให้ความช่วยเหลือ
โดยสรุป แทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย รวมทั้งนักธุรกิจ และผู้ที่มีรายได้สูงและปานกลาง ต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้โดยถ้วนหน้า หากรัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ที่ต้องประสบกับความเดือดร้อนแล้ว สังคมไทยก็จะมีความยากลำบากมาก
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1997 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาลใหม่มีนโยบายและมาตรการหลายประการในการช่วยเหลือเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตขนาดหนัก ทำให้เศรษฐกิจและสังคมไทยฟื้นฟูขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมหลังจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปีค.ศ. 1997 จากกล่าวถึงในตอนต่อไป







