INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความขัดแย้งใน 3 สมรภูมิ จะจบลงได้อย่างไร

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ความขัดแย้งใน 3 สมรภูมิ จะจบลงได้อย่างไร

​ความวิตกกังวลของชาวโลกต่อความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่อาจบานปลายไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 นั่นคือ ความขัดแย้งใน 3 สมรภูมิ

​1.ความขัดแย้งฮามาส-อิสราเอล

​2.ความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย

​3.ความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน

​แม้ว่าสงครามขนาดใหญ่จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ความตึงเครียดใน 3 สมรภูมินี้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลกอย่างเป็นนัยสำคัญ

​เริ่มจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากการแซงก์ชันแต่ฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และพันธมิตรที่มีต่อรัสเซีย ทำให้ราคาพลังานเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งราคาอาหาร เช่น ข้าวสาลีที่รัสเซียกับยูเครนเป็นประเทศหลักในการผลิตของโลก ต้องเกิดปัญหาในการส่งออกข้าวสาลีไปยังตลาดที่หลายส่วนขาดแคลนอาหารอย่างอัฟริกา

​ผลกระทบในด้านการเงินและการลงทุน อันเกิดจากการที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจเกิดอาการบิดเบี้ยว เนื่องจากสหรัฐฯผู้สนับสนุนหลักในการทำสงคราม จึงจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลจนเป็นหนี้สาธารณะถึงกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกินกว่า 125% ของ GDP ไปแล้ว และยังคงเพิ่มต่อไป

​แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนอเมริกัน ผู้จ่ายภาษีทั้งทางตรง ทางอ้อม ต่างต้องรับภาระเพิ่มขึ้นในขณะที่ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลกลางตามที่ควรเป็น คนไร้ที่อยู่เพิ่มมากขึ้น อัตราหนี้ในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตและค้าอาวุธได้รับเงินรายได้และกำไรเพิ่มอีกหลายเท่าตัว

​ทว่าผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงและความมั่นใจต่อค่าเงินดอลลาร์อันเป็นเงินสกุลหลักในการค้าขาย นอกจากนี้การเป็นหนี้สาธารณะมหาศาลของสหรัฐฯ ทำให้ต้องออกพันธบัตรเพื่อมาใช้หนี้ แบบกู้เงินมาใช้หนี้ จึงทำให้เกิดการปั่นป่วนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ และส่งผลกระทบต่อการลงทุนด้วยปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากสงครามโดยตรง

​นอกจากความตึงเครียดทางด้านเศรษฐกิจที่แพร่กระจายไปจนกระทบถึงเศรษฐกิจโลกที่บอบว้ำมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว ความตึงเครียดทางการเมืองก็มิได้ยิ่งหย่อนกัน มีการใช้เวทีนานาชาติในการดำเนินการเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากนานาชาติ เช่น การใช้เวที UN หรือการรวมกลุ่มทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น กลุ่ม G7 กลุ่ม BRICC กลุ่ม SCO กลุ่มยูเรเชีย กลุ่มQUAD กลุ่ม ANZUS และกลุ่ม AUKUS กลุ่ม FIVE EYES และ นาโต้

​ทางด้านการทหารก็มีการร่วมมือกันซ้อมรบมากขึ้น จากกลุ่มพันธมิตรของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมลบในมหาสมุทรแปซิฟิค ในแอตแลนติก ในทะเลเหนือ รวมทั้งคอบบร้าโกล

​ด้านอาวุธก็มีการร่วมมือและจัดส่งอาวุธ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ก็จัดส่งอาวุธไปให้ยูเครนในรูปเงินกู้ หลังจากที่สหรัฐฯ ยุโรป ในนามนาโต้จัดส่งมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ส่วนรัสเซียเองก็มีการจัดซื้ออาวุธ เช่น ขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านจำนวนมาก และซื้อขีปนาวุธกับกระสุนปืนใหญ่ 3 ล้านนัดจากเกาหลีเหนือ

​ที่ทวีความรุนแรง ในอีกรูปแบบที่ไม่ใช่สงครามทางกายภาพ  รบกันด้วยอาวุธก็คือสงครามข้อมูลข่าวสาร สงครามด้านเทคโนโลยีและอิเลกโทรนิค สงครามไซเบอร์ สงครามในอวกาศก็เริ่มมีการเตรียมตัวพัฒนาศักยภาพกันอย่างต่อเนื่อง

บัดนี้ฮูษีได้ทำตามสัญญาแล้ว คือถ้าไม่หยุดโจมตีเยเมนและปิดล้อมกาซาเรือเมกา อังกฤษ และอิสราเอล หรือเรือที่ไปหรือมาจากอิสราเอลจะถูกโจมตี

​นักวิเคราะห์ทั้งหลายจึงพยายามคาดคะเนจากปรากฎการณ์และการข่าวว่าเหตุการณ์ตึงเครียด ทั้ง 3 สมรภูมินี้จะจบลงอย่างไร บางส่วนที่มองในแง่ดีก็อาจจะมองว่าสุดท้ายก็หมดแรงและต้องหันมาเจรจากัน เพื่อยุติศึก ส่วนการรบที่เกิดขึ้นก็จะไม่ขยายตัวไปเป็นสงครามใหญ่ แต่จะเป็นรูปสงครามตัวแทนที่รบยืดเยื้อทำนอง COLD WAR-HOT PEACE

​ด้านที่มองในแง่ร้ายก็ประเมินว่าสงครามจะบานปลายเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงของมหาอำนาจ 2 ขั้ว คือ สหรัฐฯกับพันธมิตร และจีน-รัสเซียกับพันธมิตร เพราะเหตุการณ์มันปะทุและแพร่กระจายมากขึ้น มีการข้ามเส้นแดงมากขึ้น และมีการยกระดับการเผชิญหน้ามากขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค เช่น ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ภูมิภาคเอเชียตะวันตกขยายตัวมาสู่เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

​ดังนั้นการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดมากขึ้น และขยายตัวมากขึ้นก็จะทำให้เกิดสงครามใหญ่ จนถึงขั้นการใช้นิวเคลียร์ในที่สุด

​แต่ความสำคัญของการศึกษาสถานการณ์นั้น มิได้อยู่ที่ปลายเหตุ แต่ความสำคัญอยู่ที่ต้นเหตุ ซึ่งจะขอสรุปโดยสังเขปดังนี้

​1.สงคราม ฮามาส-อิสราเอล ต้นสายปลายเหตุเกิดจากปัญหาชาวยิวในยุโรป ที่ชาวคริสต์ตั้งแต่สมัยกลางมีความรังเกียจ เช่น การแสดงออกในวรรณกรรมของเชกสเปียร์ เรื่อง “The Merchant of Venice” หรือที่ล้นเกล้าฯ ร.6 นำมาทำเป็นบทกวีนิพนธ์ชื่อ “เวนิ วาณิชย์”

​ต่อมาในยุคที่อังกฤษมีชัยในสงครามโลกครั้งที่ 1 และได้เข้ามายึดครองแผ่นดินปาเลสไตน์จากจักวรรดิออตโตมาน จึงได้มีกระบวนการสมคบคิดกันโดยร่วมมือกับชาวยิวไซออนิสต์ วางแผนจัดตั้งประเทศให้ชาวยิว เพื่อระบายออกจากยุโรป โดยสร้างเรื่องราวให้สอดรับกับพระคัมภีร์ไบเบิล

​ลอร์ดบัลโฟร์ รมต. ต่างประเทศอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำข้อตกลงบัลโฟร์สนับสนุนให้ยิวไซออนิสต์มาตั้งประเทศในปาเลสไตน์ และสนับสนุนให้สหประชาชาติออกมติที่ 181 ให้มีการจัดตั้งประเทศอิสราเอลในปีค.ศ.1947 โดยในมติกำหนดให้จัดตั้งประเทศอิสราเอล และประเทศปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังห้ามมิให้มีการขับไล่คนปาเลสไตน์พื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ประเทศอิสราเอลที่แบ่งเขตให้ตามมตินั้น

​แต่อิสราเอลละเมิดทุกข้อ ด้วยการเข่นฆ่าคนพื้นเมืองปาเลสไตน์จนต้องอพยพหนีภัยออกมาประมาณ 7-8 แสนคน

​เท่านั้นยังไม่พอยังทำการยั่วยุ จนเกิดสงครามหลายครั้งและทุกครั้งก็ขยายดินแดนออกมาทุกที ในขณะที่ก็ได้กดขี่ ข่มเหง จับกุมคุมขังและเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ในเขตยึดครองอย่างเป็นระบบเพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และยึดครองดินแดน (GENOCIDE)

​สหประชาชาติก็ได้มีมติในระยะต่อมาให้อิสราเอลถอนกำลังออกไปจากดินแดนยึดครองหลังปี 1967 และจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ โดยมีเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออกเป็นเมืองหลวง

​แต่อิสราเอลก็มิได้ปฏิบติตามมติใดๆของสหประชาชาติทั้งสิ้น และเมื่อเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคง สหรัฐฯก็วีโต้ขัดขวางกระบวนการที่จะตั้งประเทศปาเลสไตน์และยุติศึก แม้ล่าสุดยังวีโต้การหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมอีกด้วย

​ทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างสันติสุขคือหยุดอิสราเอลต่อการดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปาเลสไตน์ และคืนดินแดนให้ชาวปาเลสไตน์ ได้จัดตั้งประเทศของตนเองในลักษณะ Two-State หรือ จัดตั้งเป็น One State โดยชาวปาเลสไตน์มีสิทธิเท่าเทียมกับชาวยิวทุกประการ

​ทั้งนี้สหรัฐฯก็คงต้องถอนตัวจากการสนับสนุนแบบผิดๆที่มีแต่การก่อความเสียหาย และจะทำให้สงครามบานปลายในที่สุด

​2.สงครามยูเครน-รัสเซีย ความขัดแย้งเริ่มจากการไม่รักษาคำพูดของสหรัฐฯ หลังจากมีการทำลายกำแพงเบอลิน จนนำไปสู่การรวมชาติเยอรมัน นั่นคือนาโต้จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเพียงแต่การดำรงสถานะเป็นเพียงสัญลักษณ์

​แต่เมื่อเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และนำมาสู่การล่มสลายของสันธิสัญญาวอซอร์ นาโต้โดยสหรัฐฯก็ทำการขยายตัวไปยังยุโรปตะวันออก จนเป็นการกดดันรัสเซียไปสู่ความหวั่นวิตกในความมั่นคงของตนเอง

​เหตุการณ์บานปลายมาจนมีการสนับสนุนของตะวันตกให้มีการล้มล้างรัฐบาลของนายยานโควิช ที่โปรรัสเซียในยูเครน และนำมาสู่การครองอำนาจของนายเซเลนสกี้ ที่มีนโยบายโปรตะวันตก และประกาศกร้าวที่จะเข้าร่วมกับนาโต้ นอกจากนี้ยังมีการกดขี่ ข่มเหง ชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครนคือดอนบาส

​สุดท้ายก็เกิดสงครามแม้จะมีความพยายามทำข้อตกลงแก้ปัญหาด้วยสัญญามิสส์ ถึง 2 ฉบับ

​หนทางแก้ปัญหาคือการเจรจาสงบศึกและมีหลักประกันให้รัสเซียว่ายูเครนจะดำรงสถานะเป็นรัฐกันชน ให้รัสเซียต่อการขยายตัวของนาโต้

​3.ความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน ต้นเหตุคือการไม่ยอมรับความเป็นจริงว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของจีน ตามสภาพภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นหากจะแก้ปัญหา ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับความจริงนี้ และปล่อยให้มีการเจรจาเพื่อรวมชาติโดยสันติวิธี หรือมีตัวกลางร่วมเพื่อประนีประนอม

​ครับการสร้างสันติภาพย่อมดีกว่าสงคราม ที่นำมาแต่ความสูญเสียและก่อให้เกิดผลกระทบในทางทำลายไปทั่วโลก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *