INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(9)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(9)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

ย่อมซี้ให้เห็นความจริงที่ว่าเป็นการกำหนดให้เป็นไปดังที่ว่า ศาสดาท่านสุดท้ายของระบบศาสดาจะต้องมาจากผู้สืบสายตระกูลของท่าน และเพื่อเป็นความเมตตาแก่โลกทั้งหลาย อันเป็นไปตามคำวิงวอนของศาสดาอิบรอฮีมดังกล่าวแล้วข้างต้น ที่ว่าส่วนหนึ่งของโองการดังกล่าวมีอักษรจำนวน 62อักษร ซึ่งความมหัศจรรย์เหนือความมหัศจรรย์ทั้งหลายของเรื่องนี้ก็คือหากเมื่อนับจำนวนของผู้สึบตระกูลจากบิดาถึงบุตรซึ่งเริ่มนับจากท่านศาสดาอิสมาอีลบุตรของอิบรอฮีม ไคดาร หรือ คีดาร บุตรของศาสดาอิสมาอีล อรัมบุตรของไดดาร อุส บุตรของอรัมและให้นับต่อไปจนถึง…ฮาชิมบุตรของอับดุลมะนาฟ (อติกา) อับดุลมุตฎอลิบบุตรของฮาชิม (ซัลมา)อับดุลลอฮ์บุตรของอับดุลมุตฎอลิบ มุฮัมมัด บิน(บุตร)อับดุลลอฮ์ศาสนทูตท่านสุดท้าย จะได้จำนวนผู้สืบตระกูลทั้งสิ้นรวม 62 ท่านพอดี !!! มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์ พระองค์ทรงกระทำในทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์ ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงมหิทธานุภาพ (อัล อะชีช) ผู้ทรงเฉลียวฉลาด ทรงวิทยญาณ (อัล ฮะกีม) นี้คือข้อความสุดท้ายของโองการนี้ (อัลกุรอาน 2:129) ซึ่งเขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 12 อักษร รายละเอียดอันเป็นความมหัศจรรย์ของเรื่องนี้จะได้นำไปกล่าวไว้ในลำดับต่อไปเมื่อถึงวาระของมัน หากพระองค์ทรงประสงค์

ศาสดาอิสมาอีล ปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้สึบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาอิบรอฮีม โดยชื่อของท่านปรากฎอยู่ในคัมภีร์อัล กุรอาน เป็นศาสดา(นบี) องค์ที่ 8 และเป็นผู้สืบทอดและทายาทของคัมภีร์ บทสรรเสริญและหนังสือฮะดิษ (วจนะ ท่านที่ 18 ศิริอายุรวมของท่านได้ 134 ปี มีรายงานว่าท่านและมารดาของท่านถูกฝังอยู่ข้างในอัล กะบะฮ์ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของการประกอบพิธีฮัจญ์ นอกเหนือจากมะกอม (แท่นยืน) อิบรอฮีมที่ประดิษฐานอยู่ ณ ด้านทิศตะวันออกประชิดกับกำแพงของอัล กะฮ์บะฮ์ ในสมัยของท่านศาสดามุฮัมมัด และบ่อน้ำชัมชัมของท่านหญิงยาญัร ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอัล กะอับะยักับเนินเขาซอฟาด้านทิศตะวันออกของกะอ์บะฮ์เช่นกัน

ในวาระเดียวกันกับที่ศาสดาอิสฮาก หรือไอแซค บุตรคนที่สองของศาสดาอิบรอฮีม ถือกำเนิดจากท่านหญิงซาเราะ: ได้ปฏิบัติภารกิจในฐานะนบีเผยแผ่ศาสนาแห่งการศรัทธาในพระเจ้าท่านเดียวอยู่ ณ ดินแดนบิรชีบา สืบแทนจากบิดาของท่าน เรื่องราวของศาสดาอิสฮากปรากฏอยู่ในคัมภีรีไบเบิลฉบับปฐมกาล บทที่ 26 ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ตาสดาอิสฮากถือกำเนิดเมื่อศาสดาอิบรอฮีมมีอายุ 100 ปี ศาสดาอิสฮากสมรสกับ รอบกะ คอตูนเมื่อท่านมีอายุ 40 ปี พระนางเป็นบุตรสาวของลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของศาสดาอิบรอฮีม เมื่อท่านมีอายุได้ 60 ปี ภรรยาของท่านให้กำเนิดบุตรฝาแฝดเป็นชายสองคน ชื่อ ยะกู๊บ หรือ อิสราเอล กับอีซาหรืออีเซา ศาสดาอิสฮากมีศิริอายุรวมได้ 180 ปี และร่างของท่านถูกฝังลง ณ ใกล้กับกุโบร(หลุมฝังศพ) ของบิดาของท่าน อีเซาแฝดผู้พี่สมรสกับ มะลลัทธ์ บุตรสาวของศาสดาอิสมาอีล ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่าน

ส่วนยะฮ์กับแฝดผู้น้องนั้น เมื่อสมรสกับบุตรสาวของลุงทางมารดาของท่านผู้เป็นญาติศาสดาอิบรอฮีมแล้ว มีบุตรชาย 12 คน และบุตรหญิงอีกหลายคน คัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาล บทที่ 25, 27, 34, 35 ได้กล่าวถึงเรื่องไม่ดีงามที่ท่านกระทำกับแฝดผู้พี่ของท่านด้วยกันหลายเรื่อง ขอบคุณพระเจ้าที่เรื่องเหล่านี้ไม่มีปรากฎในอัล กุรอานศาสดาอิสฮาก มีนามปรากฎอยู่ในอัล กุรอานและเป็นนบีท่านที่ 9เป็นผู้สืบแทนฯ ท่านที่ 19 ศาสดายะฮ์กู๊บ (อิสราเอล) บุตร

ศาสดาอิสฮากบุตรศาสดาอิบรอฮีม มีนามปรากฎในอัล กุรอาน เป็นนบีท่านที่ 10และเป็นผู้สืบแทนฯ ท่านที่ 20 ศาสดายะฮ์กู๊บคือบิดาของชาวอิสราเอลหรือบนีอิสราเอล ตามที่คัมภีร์อัล กุรอานได้เรียกขานไว้อย่างมากมาย มีจำนวนทั้งสิ้นถึง 40 ครั้ง

พงศ์พันธุ์แห่งวงศ์วานของศาสดาอิบรอฮีม จึงเริ่มต้นขึ้นจากบุตรชายทั้งสองผู้เป็นนปี ผู้ซึ่งเป็นต้นตระกูลของเผ่าพันธุ์อาหรับแห่งดินแดนอารเบียและเผ่าพันธุ์อิสรออีลแห่งดินแดนซีเรียและปาเลสไตน์ ด้วยประการฉะนี้ตระกูลทั้งสองต่างมีความใกล้ชิดทางสายเลือดต่อกันอย่างมาก เพราะบุตรสาวของศาสดาอิสมาอีล ชื่อมะฮัลลัทธ์ สมรสกับอีเซาบุตรชายของ

ศาสดาอิสฮากดังที่ได้กล่าวแล้ว ดังนั้นหากเมื่อนับจำนวนผู้สืบตระกูลจากศาสดายะอ์กับ ผู้เป็นต้นตระกูลของบิดาของท่านหญิง มัรยัม มารดาของศาสดา อีซา (พระเยซูคริสต์ ในขณะเดียวกันก็เป็นต้นตระกูลของมารดาของท่านหญิงมัรยัมด้วยเช่นกัน ดังรายละเอียดที่จะได้กล่าวถึงต่อไป เราจะได้จำนวนผู้สืบตระกูลจนถึงท่านศาสดาอีชาทั้งสิ้น 54 ท่าน มันหมายความเช่นใด !ศาสดาอิสมาอีลผู้เป็นตา และศาสดาอิสฮากผู้เป็นลุงแห่งสายตระกูลวงศ์ของอิสรออีล ผู้ซึ่งเป็นนบีท่านที่ 8 และท่านที่ 9 ตามลำดับ นั้นคือ(8+9)+(18+19)=(17)+ (37) = 54 !!!

ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ใดประสงค์จะอ่านถึงประวัติของวงศ์วานแห่งอิสรออีล ก็จงเปิดไปที่ซูเราะ: บนีอิสรออีล (บทที่ 17)และซูเราะฮ์ อัชซอฟฟาต(บทที่ 37) ของคัมภีร์อัล กุรอาน และหากจะทราบถึงการลงโทษที่พระองค์ทรงส่งลงมายังกลุ่มชนของนุฮ์ สะมูด ลูตและฟาโรห์หรือฟิรน อย่างไรก็จงเปิดไปที่ซูเราะฮ์ที่ 54 อัล กอมาเราะฮ์ (ดวงเดือน) บทที่ 54 นั่นเอง !!

ดังได้กล่าวแล้วว่าศาสดายะกู๊บมีบุตร 12 คน และเป็นต้นตระกูลของสายสกุลของ ซีลี บิดาของท่านหญิงมัรยัม คือท่าน ยูดะฮ์ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายของท่าน เลวี ผู้ซึ่งเป็นต้นตระกูลทางมารดาของท่านหญิงมัรยัมส่วนศาสดา ยูซุฟ นั้นเป็นบุตรคนสุดท้องของศาสดายะฮ์กู๊บ และเป็นน้องชายรวมมารดากันกับ เบนจามีน ผู้เป็นบุตรคนที่ 11 และ 12 ตามลำดับ

เมื่อคราวที่ศาสดายูซุฟหรือโยเซฟ ถูกพี่ชาย 10 คนนำท่านไปทิ้ง

ในบ่อน้ำ เพราะความอิจฉาที่ศาสดายะฮ์กับ มีความรักในตัวยูซุฟบุตรคนสุดท้องของท่านมาก และเมื่อมีกองคาราวานจากอียิปต์เดินทางมาพบท่านติดอยู่ในบ่อน้ำ จึงนำท่านไปขายไว้ในพระราชวังของอียิปต์ด้วย ราคาอันต่ำต้อย ท่านจึงเติบโตขึ้นในวังและหลังจากผ่านวิกฤติการณ์บางอย่างในชีวิตของท่าน เมื่อพิสูจน์แล้วว่าท่านบริสุทธิ์ปราศจากมลหิน กษัตริย์ชีซอสตรีสที่ 3 (อัมรอตุลอะชีซ) จึงแต่งตั้งให้ท่านเป็นเสนาบดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่แผ่นดินอียิปต์ต้องประสบกับความแห้งแล้งเป็นเวลา 7 ปีติดต่อกันตามคำทำนายฝันของท่านที่แก้ฝันให้กับกษัตริย์ ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น

ชื่อของศาสดายูซุฟ ปรากฎอยู่ในอัล กุรอานหลายครั้ง ท่านจึงเป็นศาสดาท่านที่ 11 และเป็นผู้สืบแทนฯ ท่านที่ 21 อัล กุรอานได้อุทิศชูเราะฮ์หนึ่งบทให้กับชื่อของท่าน คือบทที่ 12 และบทนี้แบ่งออกเป็น 12 รก (ตอน)ปรากฏอยู่ในยุซที่ 12 ประมาณครึ่งชูเราะฮ์(บท)

เมื่อศาสดายะฮ์กูบทราบข่าวว่าศาสดายูซุฟบุตรชายสุดที่รักยังมีชีวิตอยู่ ณ แผ่นดินอียิปต์ ท่านพร้อมครอบครัวกับบุตรอีก 11 คน จึงเดินทางมาพบท่านและพำนักอยู่จนศาสดายะฮ์กู๊บเสียชีวิต นี้คือจุดเริ่มต้นของการตั้งรกรากของวงศ์วานของศาสดายะฮ์กับในดินแดนอียิปต์ ผ่านยุคสมัยจากราชวงศ์ยุคกลางสู่ราชวงศ์ยุคใหม่ นับจากปี 1,836 ก่อนคริสต์ศักราชจนถึงวาระของการอพยพข้ามทะเลแดงของโมเสสหรือศาสดามูซา ในปี1,232 ก่อนคริสต์ศักราช (สุริยคติ) รวมเวลาที่ชาวอิสรอเอลพำนักอยู่ในอียิปต์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 604 ปี ฉะนั้น ช่วงเวลาครึ่งสหัสศวรรษนี้ จึงทำให้เผ่าพันธุ์ของชาวอิสรอเอลจำนวน 12 ตระกูล ผู้เป็นบุตรของศาสดายะฮ์กู๊บขยายตัวออกไปบนดินแดนนี้ ซึ่งจะต้องมีจำนวนเรือนแสนคนอย่างแน่นอนเรื่องของศาสดายูชุฟ มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาล บทที่37, 39 ถึง 50 มีความตอนหนึ่งใน 37/2 กล่าวว่า “ยูซุฟนำเรื่องการกระทำที่เลวทรามต่างๆ ของพวกเขา (พี่ชาย ไปฟ้องพ่อ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายูซุฟหักหลังพี่ๆ และพี่ๆ ยูซุฟเป็นคนไม่ดี

ขอขอบคุณต่ออัลลอฮ์ ที่เรื่องเหลวไหลเหล่านี้ไม่มีปรากฎในอัลกุรอานอัล กุรอานกล่าวไว้ชัดเจนว่า พี่ชายสิบคนคิดร้ายต่อยูซุฟ หวังสังหารโดยโยนเขาลงบ่อน้ำให้ตาย แต่เมื่อศาสดายซุพได้เป็นใหญ่อยู่ ณ แผ่นดินอียิปต์ ท่านให้การช่วยเหลือกับพี่ๆ และให้อภัยกับพวกเขาทุกคน ด้วยเหตุนี้ชีวิตครอบครัวของนบียะฮ์กู้บจึงจบลงด้วยกับความสุขโดยทั่วหน้า

ตระกูลวงศ์ของศาสดายะฮ์กู๊บหรืออิสรอเอล จึงสืบสายธารผ่านทางบุตรอีกสองคนของท่าน คือ เลวีและยูดะฮ์ ดังได้กล่าวแล้ว อันเป็นที่มาของพระนางมัรยัมและศาสดาอีซาหรือพระเยคริสต์ในเวลาต่อมา

ผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบีท่านต่อมาก็คือ อัยยูบ หรือ จ๊อบ เรื่องราวของท่านปรากฏอยู่ในอัล กุรอานหลายโองการ ท่านเป็นผู้ที่มีความอดทนเป็นเลิศ โดยเฉพาะในคราวที่ท่านป่วยเป็นโรคผิวหนังอย่างหนัก แม้ภรรยาและผู้ใกล้ชิดต่างรังเกียจที่จะเข้าใกล้ เมื่อหายป่วยแล้วท่านมีฐานะดีขึ้น โดยครอบครองเป็นเจ้าของแกะ 14,000 ตัว อฐ 60,000 ตัว วัวเทียมเกวียน 100 คู่ และลา 100 ตัว และท่านไม่เคยถือโทษโกรธพวกเขาเลยที่ละทิ้งท่านในยามเจ็บป่วย แม้หนอนที่ขึ้นแผลตามผิวหนังของท่าน ท่านก็ไม่เคยหยิบมันออกไป แม้จะมีผู้แนะนำให้ท่านทำเช่นนั้น ท่านกล่าวว่า “อัลลอฮ์ทรงกำหนดปัจจัยยังชีพของมันไว้ที่แผลของฉัน” มาบัดนี้การแพทย์สมัยใหม่ต่างรู้กันดีว่า หนอนบางชนิดช่วยดูดกินเชื้อโรคของโรคผิวหนังบางชนิดได้ นบีอัยยูบเป็นบิดาของบุตรชาย 7 คน และบุตรหญิง 3คน ท่านถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุ 140 ปี

อัลลอฮ์ทรงกล่าวรับรองถึงความมีคุณธรรมอันสูงส่งของศาสดาอัยยูบ ไว้ดังความว่า

เราพบเขาเป็นผู้มีความอดทน (ซอบัร) (อัล กุรอาน 38:4)

บรรดาผู้รู้ต่างกำหนดให้ศาสดาอัยยูบมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1,520 ก่อนคริสต์ศักราช หลังจากศาสดายูซุฟประมาณ 300 ปี และก่อนศาสดามูชา(โมเสส) 300 ปีเช่นกัน

คัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงเรื่องราวของศาสดาอัยยูบหรือจ๊อบไว้เป็นจำนวน 42 หน้า แต่ที่ปรากฏอยู่ ณ (อัยยูย 1/6) อังความว่า “วันหนึ่งเกิดมีเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่ศาสนทูตของอัลลอฮ์ (อัยยูบ) ปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า และชาตานก็ได้เข้ามาหาเช่นกันในวาระนั้น (1/7)ดังนั้นอัลลอฮ์จึงสอบถามจากซาตานว่า เขามาจากที่ใด”เรื่องนี้ปรากฎอีกครั้งในบทที่ 2 โองการที่ 2 ผู้มีวิจารณญาณจงตรวจดูเถิดว่า ชาตานเข้ามายังพระพักตร์ของพระเจ้าและมาอยู่ร่วมกับศาสนทูตของพระเจ้า ได้อย่างไร โดยที่พระเจ้าเองก็ไม่ทราบจึงถามจากซาตาน เรื่องเหลวไหลเรื่องไร้สาระเช่นนี้จึงไม่มีปรากฎอยู่ในอัล กุรอาน  !โปรดสังเกตว่า ศาสดาอัยยูบไม่ได้รับตำแหน่งของผู้สืบแทนฯ ดังนั้นตำแหน่งนี้จึงตกเป็นของท่านศาสดา บัสรีอา ดำรงตำแหน่งผู้สืบแทนฯ ท่านที่ 22. ซึ่งได้รับมอบมาจากท่านศาสดายูซุฟ (โยเซฟ) และส่งมอบต่อให้แก่ศาสดา ชอัยบ์ ผู้เป็นศาสดาที่มีนามปรากฎอยู่ในอัล กุรอาน จึงเป็นศาสดาท่านที่ 13 และเป็นผู้สืบแทนฯ ท่านที่ 23ศาสดาชอัยน์หรือเจทโทรในไบเบิล สืบตระกูลมาจากศาสดาอิบรอฮีมกับท่านหญิงคูตีเราะฮ์ ตั้งรกรากอยู่ ณ เมืองมัดยันหรือมีเดียนใกล้อ่าวอะกอบ ฉนวนกาชา ประเทศที่ท่นเผยแผ่ศาสนาอยู่ด้วย นับว่าเป็นชนชาวอาหรับที่มีความร่ำรวยและมีความเก่งกาจในทางการค้า แต่พวกเขามักค้าขายเอาเปรียบกันด้วยการโกงตาชั่ง ศาสดาชอัยข์จึงพร่ำวอนผู้คนของท่านให้เลิกการค้าขายโกงตาชั่ง และให้ชั่งด้วยความเที่ยงตรง เพื่อให้ผู้ชื้อได้รับส่วนเต็มของเขาตามราคาที่เขาซื้อและห้ามไม่ให้พวกเขาก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน

ศาสดาชุอัยบ์เรียกร้องกลุ่มชนของท่านให้ละเลิกการกราบไหว้เทวรูปและให้หันมาศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว พวกเขากลับปฏิเสธและยืนยันจะกราบไหว้เทวรูปต่อไป และจะใช้ทรัพย์สินของพวกเขาไปตามใจปรารถาของตน เมื่อพวกเขาไม่อาจเอาชนะศาสดาชุอัยบในการโต้เถียงกับท่านได้ผู้มีอำนาจของพวกเขาจึงลุแก่โทษะและออกประกาศขับไล่ท่านและบรรดผู้ศรัทธาออกจากเมือง ศาสดาชอัยข์จึงกล่าวเตือนกลุ่มชนของท่านเป็นครั้งสุดท้ายว่า หากพวกเขายังคงต่อต้านท่านและกระทำชั่วต่อไป ภัยพิบัติที่เคยถูกส่งลงมายังกลุ่มชนของนุย์ ของฮูด ของซอและฮ์ และของลูต ซึ่งทำลายล้างกลุ่มชนเหล่านี้ ที่อยู่ก่อนหน้าพวกเขานานมาแล้วจนราบคาบไม่เหลือหรอ ได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้กับพวกเขาแล้ว

เมื่อกำหนดการของพระเจ้ามาถึงตามคำสัญญาของศาสดาชอัยบ์พระองค์จึงมีบัญชาให้เขาและบรรดาผู้ที่มีศรัทธาร่วมกับเขาละออกจากเมือง จากนั้นเสียงกัมปนาทจึงอุบัติขึ้น ท่ามกลางกลุ่มชนที่ฉ้อฉล พวกเขาจึงล้มตายสิ้น นอนแข็งที่ออยู่ในที่พำนักของพวกเขา เมืองมัดยันของศาสดาชุอัยบ์จึงเสมือนไม่เคยมีผู้ใดพำนักอาศัยมาก่อน และล่มสลายลงดังเช่นที่พวกซะมัดประสบมาแล้ว

คำพูดที่ก่อให้เกิดความพินาศย่อยยับแก่กลุ่มชนของศาสดาชอัยบ์อาจเป็นคำพูดที่หัวหน้าพวกเขาพูดกับท่าน ซึ่งอัล กุรอานได้บันทึกไว้ดังความว่า

โอ้ ชุอัยบ์! การนมาชของท่านสำคัญถึงกับต้องทำให้มีการละทิ้งเทวรูปต่างๆ ของบรรพบุรุษของเราเชียวหรือ การนมาซของท่านหักห้ามจากการกระทำธุรกิจการค้า ด้วยกับเงินทองของเราเอง ตามวิธีการที่เราชอบกระนั้นหรือ (อัล กุรอาน 11:87)ข้างต้นคือคำพูดที่ยืนยันว่าพวกเขาจะยังคงเคารพกราบไหว้เทวรูปและจะยังคงทำธุรกิจการค้าแบบคดโกงต่อไป และออกปากขับไล่ท่านและบรรดาผู้ศรัทธาให้ออกไปจากเมือง ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกเอาการลงโทษด้วยภัยพิบัติอันร้ายกาจแทนการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวด้วยตัวของพวกเขาเอง

โปรดสังเกตว่า ศาสดาชอัยบ์เป็นนบีลำดับที่ 13 ซึ่งหมายความว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณธรรมเปรียบประดุจดังตาชั่ง ดังนั้นท่านจึงเปรียบเสมือนเป็นแกนกลางของตาชั่ง ซึ่งในระบบของศาสดาที่มีจำนวน 25 ท่าน ท่านจึงเป็นนบีที่อยู่ตรงกลางระหว่างศาสดาอาดัมถึงศาสดาอัยยูบ กับศาสดามูชาถึงศาสดามุฮัมมัด ศานสทูตท่านสุดท้ายของพระเจ้า

เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องปล่อยให้บทที่ 3 นี้ดำเนินต่อไปตามวิถีของมัน จนกว่าลูกธนูที่ถูกเล็งและปล่อยออกจากคันธนูไปแล้วพุ่งสู่เป้าหมายของมัน และวิถีของลูกธนูได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าและผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว ดังนั้นครึ่งทางที่เหลือที่มันกำลังปักหัวดิ่งลงสู่เป้า จึงดูออกจะรวดเร็วกว่าที่มันเริ่มพุ่งออกจากคันธนูเสมือนหนึ่งการเดินขึ้นเขาและลงเขากระนั้น

ดังนั้นจึงขอย้อนกลับคืนสู่แผ่นดินอียิปต์ ซึ่งเป็นดินแดนที่พำนักของชาว คอปติค และชาวอิสราเอล ผู้สืบเชื้อสายมาจากท่านฮัมและท่านชัมดังนั้นชาว อัยคุปต์ (คอปต์หรือคุปต์มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษาอาหรับ)จึงมีเลือดผสม ฮามิโต-เซมิติค ด้วยประการฉะนี้

นับเป็นเวลาเดียวกันกับที่มูซาถือกำเนิดจากเผ่าพันธุ์ของอิสราเอลโดยสืบตระกูลมาจากท่านยะฮ์กู๊บ เลวี โคฮัทธ์ อัมรานหรืออิมรอน ท่านอิมรอนมีบุตรสามคนเป็นหญิง 1 คน และชาย 2 คน คือ มิเรียม ฮารูนหรือ อารอน และ มูซา หรือโมเสส ท่านทั้งหมดต่างพำนักอยู่ ณ แผ่นดินอียิปต์ ซึ่งมีกษัตริย์ฟาโรห์หรือฟิรอนมีอำนาจปกครองพวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นชาวคอปติด ในสมัยของโมเสสนั้นกษัตริย์รามเสสที่ 2

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com