INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ​ (45)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

มีกลุ่มหนึ่งของบรรดาผู้ที่มองหาข้อแก้ตัวเพราะพวกเขาขาดการ ศรัทธา จึงต้องการให้แสดงสิ่งมหัศจรรย์กับสิ่งต่างๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกิดจาก ความปรารถนาที่อยากจะเห็นความเป็นศาสนทูตได้รับการยืนยัน แต่ก็เพื่อว่าจะได้ต่อต้านบรรดาศาสดา พวกเขาเรียกร้องหาสิ่งที่หากว่ากันตามหลัก ของเหตุผลแล้วเป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามเพราะว่าบรรดาศาสดา ได้นำเอาสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ มาอย่างพอเพียง และพวกท่านไม่ยอมให้กับ ความต้องการเหล่านั้นของพวกเขา และบอกกับผู้คนเหล่านั้นว่าสถานะ ตำแหน่งของศาสดาองค์หนึ่งก็คือ การนำทาง การนำข่าวดีต่างๆ มาประกาศ และมาเตือนรำลึก ด้วยเหตุผลที่ว่าทำไมสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ จึงเป็นไปตาม ความประสงค์ของพระเจ้า และในสถานการณ์ต่างๆ ที่เห็นว่าจำเป็น ดังที่ ได้กล่าวไว้ในอัล กุรอานซึ่งอ้างถึงผู้คนดังกล่าวนั้น

 

จงกล่าวเถิด สัญญาณต่างๆ ล้วนอยู่กับอัลลอฮ์เท่านั้น และฉันเป็น เพียงผู้กล่าวเตือนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น (อัล กุรอาน 29:50)

 

ไม่เป็นที่อนุมัติแก่ศาสนทูตองค์ใดที่จะนำสัญลักษณ์หนึ่งมา นอก จากการอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น (อัล กุรอาน 40:78)

 

เราไม่อาจที่จะก้าวไกลเกินไปกว่านี้ในบทนี้ ที่จะไปพูดถึงเรื่องความ สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปของบรรดาศาสดา หรือการเป็น มะอ์ซูม ที่ท่าน เหล่านั้นต้องปฏิบัติภารกิจที่สำคัญยิ่งสองประการ คือ การวางกฎเกณฑ์ ของคำแนะนำหรือคู่มือในการปฏิบัติศาสนา และเพื่อให้เกิดความมั่นใจและ เกิดการยอมรับกับประชาชาติที่ท่านเผยแผ่อยู่ด้วย และในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการปิดประตู ไม่ให้ศัตรูของพวกท่านมองหาความผิดพลาดต่างๆ เอากับพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านจึงต้องเป็นมะอ์ชุม ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการ ป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองที่อยุติธรรมที่ยึดอำนาจไปจากผู้ทรงสิทธิ์ของมัน กล่าวอ้างได้ว่า แม้บรรดาศาสดาของพระเจ้ายังมีข้อบกพร่องและทำผิดได้ ในการใช้ชีวิตประจำวันของพวกท่าน ซึ่งการกระทำเยี่ยงนี้ได้เกิดขึ้นแล้วทั้งในประชาชาติของบนีอิสรออีล และในประชาชาติของศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตของพระเจ้าเองจนถึงปัจจุบัน ดังปรากฏอยู่ในฮะดิษหลายบทของ สายขุนนี้ ดังมีรายละเอียดปรากฏอยู่ใน “จงถามผู้รู้ บทท

 

ดังนั้นชีวิตอันสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปของศาสดาอีชา หรือพระ เยซูและของศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้า พร้อมบุตรหลานผู้เป็น จรรียะตี ของท่าน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็น อิมาม ของบรรดา มุตตะกึน (บรรดา ผู้ยำเกรง) หรือ ลิลมุตตะกินนะอิมามา (อัล กุรอาน 25:74) ซึ่งวลีนี้เขียน ด้วยอักษรอาหรับจำนวน 12 อักษร และบรรดาผู้ให้คำอรรถาธิบายอัล กุรอานในสายชีอะฮ์ทุกท่านล้วนอธิบายว่า โองการข้างต้นหมายถึงครอบ ครัวของท่านศาสดาที่ถือกำเนิดจากท่านหญิงคอดิยะฮ์ โดยที่โองการนี้ถูก วิวรณ์ลงมาในปีที่ 4 ของการเผยแผ่ ณ นครมักกะฮ์ ผู้ซึ่งท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่านถือกำเนิดแล้วตามที่ปรากฏอยู่ในบางกระแสรายงาน

 

ความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานที่อัลลอฮ์ทรงประทานมาให้กับศาสดา มุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้า ก็คือคำวิงวอนของท่านศาสดาและท่านหญิง คอติยะฮ์ ในโองการนี้ดังว่า “วัญอัลนา ลิลตะกีนะอิมามา” ซึ่งเขียนด้วย อักษรอาหรับจำนวน 14 อักษร ซึ่งมิใช่เป็นความมหัศจรรย์เหนือความ มหัศจรรย์ดอกหรือที่ว่า ชีวิตของท่านศาสดา ท่านมี 5 มะอ์ซูมีน ร่วม ชีวิตอยู่ด้วยกัน ณ นครมะดีนะฮ์ ซึ่งอิมามฮูเซน ถือกำเนิดหลังการวิวรณ์ ของโองการข้างต้นเป็นเวลา 12 ปีพอดี (ฮ.ศ. 3) อันเป็นสัญลักษณ์ของ อิมาม 12 ท่าน ผู้ทรงเป็นซุรรียะตีหรือบุตรหลานของท่านศาสดา จึงทำให้ มุฮัมมัดและอาลิมุฮัมมัด มีมะอ์ซูมีนรวม 14 ท่าน

 

ดังนั้น 5 + 14 = 19 (อักษร( = ) واجعل ناشتقين اماما )‎

 

และทรงโปรดทำให้เราเป็นอิมามของมวลผู้ยำเกรง

 

ในฐานะที่ศาสดาอีซา เป็นสัญญาณหนึ่งของวันอวสาน “วะอินนะ ยู ละอิลมุนลิซซาอะฮ์” (อัล กุรอาน 43:61) ซึ่งวลีนี้เขียนด้วยอักษรอาหรับ​จำนวน 14 อักษร ในขณะเดียวกับที่ผลบวกของเลขทุกหลักของบทที่กับ โองการที่มีผลลัพท์เท่ากับ(4+3+6+1) = 14 ตรงกับจำนวน 14 มะฮ์ซูมีน เช่นกันและอิมามมะฮ์ดีเป็นอิมามที่ 12 ซึ่งสมญานามหนึ่งของท่านก็คืออัล กออิม หรือผู้ทรงอำนาจปกครอง ฉะนั้นศาสดาอีซาจึงกลับมาใช้ชีวิต บนโลกนี้อันเป็นวาระสุดท้ายของอิมามมะฮ์ดี ผู้ทรงทำหน้าที่ตามพระบัญชา ของพระเจ้า โดยทรงเป็นผู้มีอำนาจปกครองเหนือทุกชีวิตจนถึงวาระสุดท้าย ดังที่ปรากฏอยู่ในโองการหนึ่งของอัล กุรอาน ตังมีวลีที่ว่า กออิม อะลากุล ลินัฟซี” ผู้ทรงอำนาจปกครองเหนือทุกชีวิต (อัล กุรอาน 13:33) ซึ่งเขียน ด้วยอักษรอาหรับจำนวน 12 อักษรเช่นกัน

 

สรุปก็คือ ทั้งอิมามมะฮ์ดีและศาสดาอีชา เมื่อท่านทั้งสองกลับคืน มาสู่โลกแล้ว ท่านจะมาสาธิตให้มวลมนุษชาติได้เห็นและรับรู้ถึงความรักที่ แท้จริง ที่ผู้ศรัทธาต้องมีต่อพระเจ้าและต่อมวลมนุษย์และต่อบรรดาสิ่ง ถูกสร้างนั้นเป็นเช่นใด และในขณะเดียวกันท่านทั้งสองมีญาณทัศนะอัน ล้ำลึกและสมบูรณ์ดุจดังท่านศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้า ในการ สาธยายความหมายที่แท้จริงของคัมภีร์อัล กุรอานอันมหัศจรรย์อย่างไร นั้นคือ คัมภีร์เล่มสุดท้ายของพระเจ้า ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 104 เล่มหรืออีกนัยหนึ่งบทที่ 43 โองการที่ 61 มีผลรวมเท่ากับ 43+61= 104 !!! และ ด้วยกับอำนาจวิลายะฮ์ของท่าน ท่านจะสถาปนารัฐอิสลามอันเป็นยุคใหม่ ที่แผ่ไพศาลไปทั่วโลกด้วยกับความยุติธรรมที่แท้จริงอย่างไร !!!!

 

แต่สิ่งนี้จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าคำพยากรณ์ของศาสดาแต่เก่าก่อน จะสิ้นไป นั้นคือพระพุทธองค์ตรัสกับอานนท์ว่า

 

“…หลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ความพินาศวิบัติจะร้ายแรงมากกว่าก่อน กึ่งพุทธกาล ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันกัน ต่างฝ่ายจะล้ม

 

ตายกันฝ่ายละมากๆ สมณะ ซี พราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระ พุทธศาสนาจะตายไปฝ่ายละกึ่งหนึ่ง จึงจะเลิกรากัน…..

 

พระเยซูรับสั่งสอดคล้องกับพุทธทำนายข้างต้นว่า

 

“…จะเกิดสงครามต่อสู้กัน จะเกิดจลาจล เกิดการอดอยากกันดาร ขาดแคลนอาหารและเกิดแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ เหตุการณ์ทั้งปวง นี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนยุคใหม่… พระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิมมีบันทึกไว้หลายต่อหลายแห่ง ถึงการกลับมารวมชาติอีกของอิสราเอล บทที่ชัดเจนที่สุดได้แก่พระธรรม อิสยาห์ 11:2 ที่ระบุไว้ว่า

 

“พระองค์จะทรงยกเครื่องหมายนั้นขึ้นให้แก่บรรดาประชาชาติ และ จะชุมนุมอิสราเอลที่พลัดพรากและรวบรวมยูดาที่กระจัดกระจาย จากสี่มุมแห่งแผ่นดินโลก (ให้มารวมอยู่ในทีเดียวกัน)”

 

รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดูจาก ไขปริศนา ฤาจะถึงกาลสิ้นยุค โดยศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน พิมพ์ครั้งที่ 6 ตุลาคม 2544 หน้า​ 122

 

คำพยากรณ์ของอิสยาห์ข้างต้นที่มีอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปี กำลัง บังเกิดขึ้นจริงโดยเริ่มต้นมองเห็นเป็นรูปธรรมแล้วในตอนต้นของศตวรรษที่ 21 นี้ เมื่อการยึดครองแผ่นดินปาเลสไตน์ของพวกยิวไซออนิสต์สำเร็จเสร็จ สิ้นลง เมื่ออียิปต์ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาลงนามในสัญญาสันติภาพ ระหว่างอียิปต์-อิสราเอล ณ วันที่ 26 มีนาคม 1979 ในวาระเดียวกับที่ชาว อิหร่านโดยการนำของท่านอิมามโคมัยนี จัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่ง อิหร่าน ขึ้น ณ แผ่นดินเปอร์เซียโบราณ ดังได้กล่าวถึงแล้ว

 

ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามคำพยากรณ์ข้างต้นได้ด้วยความรวดเร็วไม่ ชักช้า พวกไซออนิสต์จึงประกาศไว้ในปฏิญญาของชาวยิวในมาตราที่ 24 ซึ่งมีข้อย่อยรวม 16 ข้อ กล่าวถึงรายละเอียดของการเฟ้นหากษัตริย์เดวิด เพื่อปกครองผู้คนในทุกระดับชั้นของโลก ดังเช่นข้อย่อยที่ 3 ดังมีความว่า “สมาชิกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะที่เป็นวงศ์ตระกูลของเดวิด จะเป็นผู้จัดเตรียมบรรดากษัตริย์และรัชทายาท ด้วยการเลือกสรรที่ไม่ใช่จากสิทธิ ของการสืบรัชทายาท แต่โดยความสามารถอันสูงส่งต่างๆ เหนี่ยวนำพวก เขาเข้าสู่ความลึกล้ำพันลึกอย่างที่สุดในเรื่องของการเมือง อันเป็นแผนการ ของรัฐบาล แต่ต้องจัดการให้เป็นดังว่านี้อยู่เสมอ คือจะต้องไม่ให้มีผู้ใด มาล่วงรู้ถึงความลับต่างๆ นี้ได้ จุดประสงค์ของวิธีการปฏิบัติเช่นนี้ก็คือว่า ทั้งหมดจะได้รู้ว่ารัฐบาลไม่อาจมอบอำนาจให้กับบรรดาผู้ที่ยังมิได้รับการ เหนี่ยวนำเข้าสู่บรรดาสถานที่ลับของศิลปะต่างๆ ของมัน…

 

หนึ่งศตวรรษผ่านพ้นไป หลังจากการประกาศปฏิญญาของชาวยิว ดังกล่าว มาบัดนี้ผู้อาวุโสหรือปุโรหิตของชาวไซออนิสต์กำลังดำเนินการตาม แผนลับของตน โดยในขั้นแรกจะต้องจัดการก่อสร้างวิหารบนภูเขา (Tem ple Mount) ขึ้นแทนที่มัสยิดอัล อักซอ ซึ่งรายละเอียดของขั้นตอนการ ก่อสร้างและการจัดเตรียมกษัตริย์แห่งอิสราเอลกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ดังที่ อิสมาอีล อาดัม ปาเตล ได้เขียนบทความรายงานไว้ใน The Muslim News ออก ณ นครลอนดอน ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2000 หน้า 13 ดังราย ละเอียดต่อไปนี้

 

ลัทธิวันสิ้นโลกของพวกไซออนิสต์และชาวคริสต์ ผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านมัสยิดอัล อักซอ

 

การระเบิดมัสยิดอัล อักซอ และก่อสร้างวิหารของชาวยิวขึ้นแทนที่ นับว่าเป็นอุดมการณ์ที่รักษาไว้ในกลุ่มต่างๆ ของพวกยิวที่มีหัวรุนแรงและ พวกอนุรักษ์หรือหัวเก่าที่สุดโต่งในอิสราเอล จนกระทั้งถึงเมื่อเร็วๆ นี้ อย่าง ไรก็ตามความเชื่อในทางศาสนาเช่นนี้ได้เข้าสู่ชุมชนยิวโดยไหลเข้าสู่สาย หลักและขบวนการเคลื่อนไหวของชาวไซออนิสต์คริสเตียน มีการสำรวจ ครั้งหนึ่งตีพิมพ์ภายหลังจากที่ราบินถูกลอบสังหารในปี 1997 รายงานไว้ ว่า มีการสอบถามชาวยิวจำนวน 1,500 คนอันเป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งร้อย

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *