INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ฉากทัศน์การเมืองอิหร่านกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ยุคประธาบาธิบดี โจ ไบเดน

ฉากทัศน์การเมืองอิหร่านกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

 ยุคประธาบาธิบดี โจ ไบเดน

 

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวนิ

คณะรัฐประศาสนศาสตร์  วทส.

 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 คงต้องถูกจารึกในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกันถึงการมีประชาชนให้ความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยและออกมาเลือกตั้งกันจำนวนมหาศาล แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันตื่นตัวกันมาก ว่ากันว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากถึงร้อยละ 66.9 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบ 120 ปีเลยทีเดียว

วันที่20 มกราคม 2021 โลกต่างจับตามองไปยังสหรัฐอเมริกา และดูพิธีการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ นายโจ ไบเดน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46อย่างเป็นทางการไปนั้น   แต่ทว่าในการเมืองโลกมุสลิมจะเป็นอย่างไรต่อไปนี้  การเมืองตะวันออกกลางจะกลับมาร้อนฉ่าเหมือนยุค ทรัมป์หรือไม่ คงต้องจับตาดูกันต่อไป  แต่สำหรับอิหร่านแล้ว คงจะมีฉากทัศน์การเมืองที่น่าสนใจและเป็นการก้าวเดินอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น อีกทั้งคงจะกำหนดบทบาทตัวเองและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆไปให้ได้  ซึ่งนั่นคือ การเมืองของอิหร่านกับสหรัฐฯในประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่อิหร่านจะต้องเป็นผู้กำหนดเกมเดินเอง และเป็นการต่อรองทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในยุคของ เดโมเครต ที่น่าจับตาทีเดียว  และเราคงจะนำมาวิเคราะห์กันแต่ละฉากและแต่ละการขยับของอิหร่านและสหรัฐฯ

ชัยชนะของ โจ ไบเดน และได้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46อย่างเป็นทางการไป กลายเป็น ‘ความหวัง ให้แก่คนอเมริกันและผู้คนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในระบอบการเมืองเสรีประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่ในอีกมุมหนึ่งรัฐบาลของโจ ไบเดนถือว่าเป็นความท้าทายขนานใหญ่ในการเมืองโลกวันนี้ โดยเฉพาะการเมืองโลกมุสลิมที่ต่างก็จ้องมองมายังไบเดนว่าจะมีความจริงใจแค่ไหน  และความท้าทายหนึ่งคือการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางและโลกมุสลิมกับนโยบายต่างประเทศของอดีตประธานาธิบดี ทรัมป์ ที่สร้างความวุ่นวายและความเสียหายไม่น้อย ในช่วงระยะ 4ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองรหรัฐอเมริกากับอิหร่าน  ทำให้ชาวโลกใจหายใจคว้ำว่าคาดการณ์ถึงกับว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามขึ้นแล้วจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯจากการลอบสังหารนายพล กอซิม สุไลมานี

โจ ไบเดน ขึ้นสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46ของสหรัฐฯและเป็นวันสิ้นสุดอำนาจของ โดนัล ทรัมป์  ประธานาธิบดีอิหร่าน  ฮัสซัน โรฮานี ได้กล่าวความยินดี ต่อการที่สหรัฐฯกำลังจะหมดยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ซึ่งได้ดำเนินนโยบายต่ออิหร่าน  อย่างล้มเหลวและถือว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาดอย่างหนัก

ฮัสซัน โรฮานี ได้กล่าวเนพุธที่20 ม.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ  สู่ นายโจ ไบเดน  ว่า”เส้นทางการเมืองของทรราชทรัมป์ และระบบการบริหารอันเลวร้ายนั้นกำลังจะสิ้นสุด”  และโรฮานีกล่าวอีกว่า” มาตรการกดดันอิหร่านถึงขีดสุด ที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ต่ออิหร่าน ตลอดสี่ปีที่ผ่านมานั้น  “ล้มเหลว”  และโรฮานีได้ส่งสัญญาณถึง วอชิงตัน ถึงรัฐบาลชุดใหม่ ข้อตกลงนิวเคลียร์ยังคงอยู่  แม้ทรัมป์จะจากไปแล้ว

คำถามสำคัญที่ได้พูดกันมากเมื่อไบเดนได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะเป็นอย่างไร?  การเมืองสหรัฐฯจะเปลี่ยนโฉมหรือไม่ที่มีต่ออิหร่าน และทิศทางของสองประเทศที่มีความขัดแย้งมายาวนานตั้งแต่ ปี1979 จนถึงปัจจุบัน โดยทั้งสองประเทศเองถือว่าเป็นศัตรูต่อกันอย่างไม่ใครยอมใคร  หรือว่า จากสถานการณ์เลวร้ายของสหรัฐฯ ทั้งวิกฤตโควิด -19 และวิกฤตประชาธิปไตยของสหรัฐฯเองที่ทำให้ภาพลักษณ์ผู้นำโลกแห่งเสรีประชาธิปไตยต้องสูญเสียอย่างรุนแรง กับกรณีมีประชาชนบุกเข้ารัฐสภาและทำลายทรัพย์สินและปลายปลายทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเสียชีวิตและรวมประชาชนถึง5รายเลยทีเดียว

นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ตั้งสมมติฐานว่า  การที่โจ ไบเดน ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อาจจะให้สหรัฐฯมีนโยบายที่จะกดดันอิหร่านน้อยลงและจะให้โอกาสในการเจรจากับอิหร่านมากขึ้น และอาจจะเห็นภาพการเมืองอิหร่านเปลี่ยนไปก็เป็นไปได้  รวมไปถึงการยกเลิกการคว้ำบาตรต่ออิหร่าน และอาจเป็นไปได้ว่ารัฐบาลเตหรานและรัฐบาลวอชิงตัน หันมาเจรจาและตกลงอะไรบางอย่างที่โลกอาจจะไม่ขาดคิด ดังที่มีการส่งสัญญานบางอย่างจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านในเรื่องการดูแลความมั่นคงร่วมระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียว่า   อิหร่านและสหรัฐอเมริกาอาจร่วมมือกันในประเด็นการรักษาความปลอดภัยในอ่าวเปอร์เซีย เขากล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวของเขาซึ่งไม่ใช่มุมมองอย่างเป็นทางการของอิหร่าน เตหะรานจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะมีความสัมพันธ์ทวิภาคีแบบใดกับวอชิงตันได้

“[เราจำเป็นต้อง] บอกสหรัฐฯ ว่า เราไม่ร่วมมือกับคุณในเรื่องอิสราเอล … อย่างไรก็ตามไม่มีปัญหาใดๆ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านน้ำมัน เช่นเดียวกับที่ไม่มีปัญหาในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของ อ่าวเปอร์เซีย”

อีกสมมติฐานหนึ่ง  อิหร่านจะไม่ยอมหันมาเจรจาและพูดคุยกับสหรัฐฯอย่างง่ายๆ เนื่องจากเหตุปัจจัยทางการเมืองในอิหร่านเอง นั่นคือจากบทเรียนสี่ปีกับ อดีตรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้วางอยู่บนกติกาและไม่มีความซื่อสัตย์ทางการเมือง กอรปกับบทเรียนที่อิหร่านได้สูญเสียบุคคลทางการเมืองระดับสูงอย่าง นายพลกอซิม สุไลมานี และนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศไป  หรืออีกเหตุปัจจัยหนึ่งฝ่ายที่มีอำนาจในสภาของอิหร่านปัจจุบันมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเห็นความอ่อนแอนโยบายของรัฐบาลโรฮานี ดังที่ได้มีแผ่นป้ายขึ้นถูกเขียนขึ้นเกือบทุกเมืองหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของอิหร่านถูกสังหารประโยคหนึ่งน่าสนใจว่า”นี่หรือผลของการเจรจา”(ของรัฐบาลโรฮานีกับสหรัฐฯ)” เป็นนัยยะบ่งบอกว่าประชาชนเองไม่เห็นด้วยกับหลักการเจรจากับสหรัฐฯอีกต่อไป ถึงแม้ว่ารัฐบาล โจ ไบเดนจะส่งสัญญาณว่าจะยอมใช้หลักการเดิมตามที่ อดีตประธานาธิบดี โอบามาได้ทำไว้ในปี 2015 ก็ตาม  หรือมองมุมกลับกันรัฐบาลของสหรัฐฯไม่ว่าจะจากพรรค รีพับริคัล หรือพรรค เดโมแครต ต่างถือว่าอิหร่าน เป็นรัฐศัตรู และสหรัฐฯยังเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านอยู่ตลอด  ดังนั้นการเมืองระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯยังต้องดำเนินไปอีก ถึงแม้ว่าในวันที่21 ม.คที่ผ่านมาเป็น วันแรกของการเข้าทำเนียบขาว ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร 15 รายการ ที่ทีมของเขากล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีเป้าหมายเพื่อ “แก้ไขความเสียหายที่ร้ายแรงของรัฐบาลทรัมป์”ก็ตาม และหนึ่งในคำสั่งยกเลิกนั้นคือ “คำสั่งแบนชาวมุสลิม” ซึ่งเป็นคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ลงนามเมื่อปี 2560 ที่ห้ามนักท่องเที่ยวจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ หนึ่งใน 7ประเทศมุสลิม คืออิหร่านก็ตาม เพื่อส่งสัญญาณที่ดีอยู่บ้างก็ตาม

นักวิเคราะห์มองว่านโนบาย โจ ไบเดนที่มีต่ออิหร่านนั้น มี ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นระยะสั้น และสองเป็นลักษณะที่เป็นระยะยาว  และไบเดน กล่าวว่าทั้งสองระยะนั้นเรายังต้องควบคุมอิหร่านอยู่และ และไบเดนยังมุ่งเป้าไปยังเรื่องปัญหานิวเคลียร์อิหร่านถือว่าเป็นความท้าทายไม่เบาสำหรับไบเดน โดยที่เขากล่าวว่าสหรัฐฯจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด  และเราจะกำหนดการกลับสู่การเจรจาอีกครั้งภายใต้ข้อกำหนดที่เราได้วางไว้   ถึงแม้ว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับอิหร่านอยู่ในระยะสั้นๆ นั่นคือ การยกเลิกการคว้ำบาตรเรื่องยาและเวชภัณท์และด้านอาหาร รวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชนก็ตาม

อีกสมมติฐานหนึ่งนักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวว่าถ้าอยากจะดูว่าหน้าตาการเมืองสหรัฐฯยุคของโจ ไบเดนกับอิหร่านเป็นอย่างไร  ให้ดูหน้าตาการเมืองของอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา    การพูดเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าวิเคราะห์ต่อว่า พื้นฐานการเมืองของสหรัฐฯที่มีต่ออิหร่านเป็นอย่างนั้นหรือไม่ หรือว่าจริงๆแล้วนโยบายทางการเมืองของสหรัฐฯต่ออิหร่านได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่  เนื่องจากยุทธวิธีที่ ทรัมป์ได้ใช้ ด้วยการกดดันอิหร่านทุกทาง ทั้งทางทหารและความมั่นคงโดยสูงสุดของการกดดันนั่นคือการสังหารนายพลกอซิม สุไลมานี ซึ่งเกือบจะบานปลายเกิดสงครามเลยทีเดียว หรือการกดดันทางเศรษฐกิจ ได้คว้ำบาตรอิหร่านถึงขั้นสูงสุดห้ามบริษัทต่างชาติทำธุรกรรมกับอิหร่าน  จนทำให้อิหร่านเกิดภาวะความกดดันภายในมีประชาชนออกมาประท้วงหลายเมืองเนื่องจากสินค้าราคาแพงและค่าครองชีพที่ต่ำลงอย่างใจหาย ซึ่งอดีตรัฐบาลทรัมป์ได้ใช้การปลุกปั่นภายในประเทศอิหร่านเองให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล และอิหร่านเองถึงกับต้องปิดสื่ออินเตอเนตและสื่อออนไลน์ต่างๆเพื่อลดกระแสการปลุกระดมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลโรฮานี  แต่ทว่าอิหร่านก็ผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้อย่างปาฎิหาริย์ และสหรัฐฯเห็นแล้วว่าก็ยังไม่สามารถทำให้อิหร่านอ่อนข้อลดสถานะมาพูดคุยหรือเจรจาได้  ดังนั้นเป็นไปได้ที่สหรัฐฯมองว่า การใช้มาตรการหรือยุทธวิธีแบบ อดีตรัฐบาล ทรัมป์นั้น ไม่ได้ผล แต่ยังจะทำให้อิหร่านมีความเข้มแข็งมากขึ้น และได้รับการเห็นอกเห็นใจจากนานาประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีนานาประเทศหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางการทูต รวมถึงรัฐอาหรับด้วย  และกระแสเรื่องการสังหารนายพล กอซิม สุไลมานี ก็ยังอยู่ในกระแสของโลกและประชาชนอยู่ เสมือนว่าอิหร่านมิต้องการให้โลกต้องลืมกับการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศของสหรัฐฯจากการกระทำของอดีตรัฐบาลทรัมป์  โดยล่าสุดที่เป็นข่าวร้อนอีกครั้งที่มีทวิตเตอร์สำนักผู้นำสูงสุดอิหร่านได้ ลงภาพเหมือนกับ โดนัล ทรัมป์  และมีข้อความเป็นภาษาเปอร์เซีย  ว่า”การล้างแค้น เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”   จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก นั่นอาจจะเป็นการส่งสัญญาณต่อผู้ก่ออาชญากรรมอย่าง ทรัมป์ว่าเราอิหร่านยังไม่ลืม หรืออาจจะส่งสัญญาณถึง ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ว่าปัญหาการลอบสังหาร นายพลกอซิม สุไลมานียังไม่จบและสหรัฐฯจะต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างตามกฏหมายระหว่างประเทศ นัยยะของอิหร่านจะเอาคืนคือการให้ความยุติธรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้น  หรือนักวิเคราะห์มองไปไกลกว่านั้นว่านี่คือการขยับของอิหร่านที่มีต่อรัฐบาล โจ ไบเดน และกำลังจะบอกว่าสิ่งที่โจ ไบเดนกล่าวไว้ขณะที่ได้หาเสียงไว้นั้นต่อปัญหาเกี่ยวกับอิหร่าน ที่มีต่ออิหร่าน ไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com