กะอฺบะฮฺในมิติเอรฟาน
คำสำคัญ : เอรฟาน ฮัจญฺ กะอฺบะฮฺ การขัดเกลา จิตวิญญาณ บัยตุลมะอฺมูร อรัช เฏาะวาฟ
ผู้เขียน : ดร. ชรีฟ เกตุสมบูรณ์
บทคัดย่อ : กะอฺบะฮฺ” คือตัวแทนของอรัชแห่งอัลลอฮฺ บนหน้าแผ่นดิน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บัยตุลมะอฺมูร การเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ ประหนึ่งการเดินเวียนรอบอรัชของพระองค์ ของบรรดามลาอิกะฮฺ อรัชได้ถูกประทานลงมาในรูปของบัยตุลมะอฺมูร และบัยตุลมะอฺมูรก็มาในรูปของกะอฺบะฮฺ เพื่อปรากฏเป็นรูปลักษณ์ตามธรรมชาติแก่มนุษ

Credit Photo by : muslimthaipost.com
เอรฟานหมายถึงอะไร
คำว่า “เอรฟาน”และคำว่า “มะอฺรฟัต” ถ้าพิจารณาในแง่ของคำแล้ว ทั้งสองมีความหมายเดียวกันนั่นคือ การรู้จัก ซึ่งการรับรู้นี้สามารถทำได้ซึ่งอาจผ่าน “ความรู้สึก สติปัญญา เหตุผล จิตใจ ดังนั้น จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างประเภทของความรู้ ความเข้าใจ ซึ่งทั้งหมดสามารถเรียกได้ว่าเป็น เอรฟาน
ส่วนคำว่า “เอรฟาน” ในมิติของรหัสยะ หมายถึง การรับรู้พิเศษ ซึ่งไม่ได้ผ่านขบวนการความรู้สึก การรับรู้ประสบการณ์ สติปัญญา หรือเหตุผล ทว่าผ่านสัญชาตญาณภายใน และการรับสัญญาณภายในจิต สัญชาตญาณการรับรู้ของหัวใจ และการรับรู้ภายในนั้น จะเกิดขึ้นโดยตรงและเข้าใจในทันทีโดยปราศจากสื่อ จะรับรู้โดยตรงด้วยตัวเอง ในทางปรัชญาเรียกสิ่งนี้ว่า อิลมุลฮุฎูรี “ความประจักษ์แจ้ง” ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ อิลมุลฮุฏูรี ต่างไปจาก อิลมุฮุซูลี หมายถึงการเรียนรู้เป็นขั้นตอน อิลมุลฮุฎูรี ไม่ได้เกิดจากการทดลอง ไม่ได้ผ่านการวิจัย ความคิด การพิสูจน์ ความคิดในเชิงเหตุผล หรือแนวคิดทางจิต ทว่าเอรฟานหมายถึง ความประจักษ์แจ้งในพระเจ้า ซึ่งได้มาจากการขัดเกลา การทำให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์ การปรับแต่งจิตวิญญาณ และความรู้สึกภายในของจิตวิญญาณ ซึ่งความรู้แบบเอรฟานไม่ได้เกิดกับทุกคนเสมอไป ผู้ที่จะมีความรู้นี้ได้ อันดับแรกสิ่งเขาจะต้องทำคือ การขัดเกลาจิตวิญญาณ และการยกระดับจิตใจให้สูงส่ง เมื่อมีความสำรวมตนอยู่ในระดับจริงแท้ และจิตมีความพร้อมแล้ว อัลลอฮฺ (ซบ.) จะเป็นผู้สอนสั่งวิชาการแก่เขา ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า “จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะเป็นผู้สอนความรู้แก่เจ้า” ผู้มีความเคร่งครัดวิชาเอรฟาน เรียกว่า “อาริฟ” หมายถึง ผู้จาริกจิตวิญญาณ
บทความนี้จึงขอนำเสนอ กะอฺบะฮฺ ในมิติของเอรฟาน
กะอฺบะฮฺคือ สัญลักษณ์ของอรัชของพระเจ้าบนหน้าแผ่นดิน
อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประสงค์ที่จะสร้างมนุษย์ให้บริสุทธิ์ดั่งมลาอิกะฮฺ พระองค์จึงให้ผลงานของมลาอิกะฮฺ (ทูตสวรรค์) ปรากฏในตัวมนุษย์ ดังเช่นที่พระองค์มีบัญชาให้มนุษย์ถือศีลอด “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดถูกกำหนดแล้วสำหรับพวกเจ้า ดั่งที่ถูกกำหนดสำหรับบรรดาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้สำรวมตนจากความชั่ว”[1] การถือศีลอดก็เพื่อให้มนุษย์หลีกเลี่ยงความสุขตามธรรมชาติ ในแง่หนึ่งมนุษย์จึงเหมือนบรรดามลาอิกะฮฺ ที่ระวังการกิน การดื่ม และการกระทำเยี่ยงเดรัจฉาน พระองค์จึงตรัสในตอนท้ายโองการว่า “เพื่อพวกเจ้าจะได้สำรวมตน”
ขณะเดียวกันพระองค์มีบัญชาให้มนุษย์เดินเวียนรอบวิหารกะอฺบะฮฺ ซึ่งเทียบเท่ากับบัยตุลมะอฺมูร ณ อรัช (บัลลังก์) ของพระองค์ เนื่องจากบรรดามลาอิกะฮฺได้เวียนว่ายรอบอรัชของอัลลอฮฺ เพื่อรำลึกถึงอัลลอฮฺ ทำการสรรเสริญด้วยพระนามของพระองค์ และวิงวอนขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ให้กับคนอื่น และอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสร้างกะอฺบะฮฺ ให้มนุษย์บนหน้าแผ่นดิน เพื่อให้มนุษย์ผู้มีศรัทธาเคร่งครัด เดินเวียนรอบ พร่ำรำลึกถึงพระองค์ และวิงวอนขออภัยโทษให้คนอื่น กะอฺบะฮฺ เขตหวงห้าม ฮะรัม บ่อน้ำซัมซัม หินดำ รุกยะมานี แต่ละอย่างล้วนเป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านั้นถือว่ามีบทบาทสูงมากต่อการรู้จักพระองค์
รายงานฮะดีษกล่าวว่า “กะอฺบะฮฺ” คือตัวแทนของอรัชบนหน้าแผ่นดิน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บัยตุลมะอฺมูร การเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ ประหนึ่งการเดินเวียนรอบอรัชของพระองค์ โดยบรรดามลาอิกะฮฺ อรัชได้ถูกประทานลงมาในรูปของบัยตุลมะอฺมูร และบัยตุลมะอฺมูรก็มาในรูปของกะอฺบะฮฺ เพื่อปรากฏเป็นรูปลักษณ์ตามธรรมชาติแก่มนุษย์
รายงานฮะดีษกล่าวว่า กะอฺบะฮฺ คือตัวแทนของ บัยตุลมะอฺมูร และบัยตุลมะอฺมูรคือ ตัวแทนของอรัช ในความหมายคือ ถ้าหากฮุจญาตคนหนึ่งเขาเดินเวียนรอบ (เฏาะวาฟ) กะอฺบะฮฺ ด้วยคุณความดีที่สมควรจะเป็น เท่ากับเขาได้ขึ้นไปสู่ บัยตุลมะอฺมูร และเมื่อเขาขึ้นไปถึงบัยตุลมะอฺมูรได้ แสดงให้เห็นว่าเขาได้ปฏิบัติฮัจญฺอิบรอฮีมสมบูรณ์แบบแล้ว และเขาได้ไปถึงยังอรัชของอัลลอฮฺ ดังฮะดีษที่กล่าวว่า “หัวใจของผู้ศรัทธาคือ อรัชเราะฮฺมาน”
กะอฺบะฮฺคือ บ้านแห่งอิสรภาพ
เพื่อให้คุณสมบัติของคำว่า อิสรภาพ หรือการมีอิสรภาพ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของบรรดามลาอิกะฮฺ ปรากฎในตัวมนุษย์ (เนื่องจากบรรดามลาอิกะฮฺ เป็นผู้มีอิสระจากมารยาทต่ำทราม อบายมุข กิเลสตัณหา และความชั่วทั้งหลาย) ดังนั้น อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงแนะนำบัยตุลลอฮฺของพระองค์ว่า เป็นบ้านแห่งอิสรภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เดินเวียนรอบ (เฏาะวาฟ) กะอฺบะฮฺอย่างมีอิสระ ซึ่งความหมายของการเฏาะวาฟรอบๆ บ้านที่เป็นอิสระก็คือ การได้รับอิสรภาพ และการเรียนรู้จักความเป็นอิสระ อัลกุรอานแนะนำกะอฺบะฮฺว่า เป็นบ้านแห่งอิสรภาพไว้ 2 ที่ด้วยกันคือ
“และจงให้พวกเขาเวียนรอบบ้านแห่งอิสระ [กะอฺบะฮฺ]”[2]
“สถานที่ [เชือดพลี] ของมันบริเวณบ้านแห่งอิสระ”[3]
คำว่า “อะตีก” หมายถึง อิสระ นั่นหมายถึงว่าบ้านหลังนี้เป็นอิสระ ต่างไปจากมัสญิดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งมัสญิดหลังนั้นอาจเป็นทรัพย์สินของใครบางคน ขณะที่บัยตุลลอฮฺ ไม่เคยตกเป็นกรรมสิทธิ์ หรือตกเป็นทรัพทย์สินของใคร และนอกจากอัลลอฮฺ แล้วไม่มีมีผู้ใดมีสิทธิ์เป็นเจ้าของบัยตุลลอฮฺ กะอฺบะฮฺคือ บ้านที่เป็นอิสระจากการถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง มิใช่ทรัพย์สินใของผู้ใด หรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หากแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ท่านจึงสามารถเดินเวียนรอบ (เฏาะวาฟ) ได้อย่างอิสระ เพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นอิสระ ไม่ทำตัวให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของใคร หรือตกเป็นทาสความคิดของผู้ใด หรือตกเป็นทาสอารมณ์แห่งตน ผู้คุ้มครองช่วยเหลือท่านจะต้องมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น
กะอฺบะฮฺ คือ “บ้านซึ่งไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร และไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ”[4] การเดินเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺ บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นอิสระของมนุษย์ และเขาจะต้องไม่ทำตัวให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทาสของใคร ทั้งความคิดและการกระทำ อย่าปล่อยให้ผู้ใดมาครอบครองตัวเราทั้งภายนอกและภายใน อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นทาสของอำนาจฝ่ายต่ำ คนโลภคือ ผู้ตกเป็นทาสของอำนาจฝ่ายต่ำ เขาได้ทำตัวให้เป็นทาสของปีศาจแห่งกิเลส เขาจึงเป็นอันตรายต่อสังคม และศาสนา
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “ทาสแห่งความปรารถนา ตกต่ำยิ่งกว่าทาสที่ถูกซื้อมาเสียอีก”[5] ทาสที่ถูกซื้อมามีเกียรติ ส่วนมนุษย์ที่ตกเป็นทาสอารมณ์นั้นต่ำต้อย การเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ จะทำให้มนุษย์หลุดพ้น และเป็นอิสระจากกิเลสตัณหา โมหะ ราคะ และอำนาจฝ่ายต่ำ ดังนั้น มนุษย์ที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา และความโกรธกริ้วจึงกล่าวได้ว่าเขาอยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺ เนื่องจากมลาอิกะฮฺ ไม่มีคุณลักษณะเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อใบหม่อนกลายเป็นเส้นไหมชั้นดีได้ฉันใด มนุษย์ที่ผ่านการอบรมก็สามารถเทียบชั้นมลาอิกะฮฺได้ฉันนั้น
ฮัจญฺ จึงเป็นพิธีกรรมที่ดีที่สุดที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่ชั้นของมลาอิกะฮฺ ดังนั้น ถ้าบุคคลหนึ่งเดินทางไปซิยารัตกะอฺบะฮฺ แล้วเขายังไม่สะอาด ก็ถือว่าฮัจญฺของเขาไร้ค่า ถ้าบุคคลหนึ่งเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ ครองอิฮฺรอมมุ่งหน้าไปสู่บัยตุลอะตีก แต่ตัวเขายังไม่เป็นอิสระ ถือว่าฮัจญฺของเขาไร้ค่า เนื่องจากบาปกรรม และโซ่ตรวนแห่งกิเลสมิได้ถูกปลดเปลื้องออกไปจากเขา คำกล่าวของอิมามซอดิก (อ.) ที่กล่าวว่า “การมองไปที่กะอฺบะฮฺคือ อิบาดะฮฺ”[6] ก็เนื่องจากว่า กะอฺบะฮฺ เป็นตัวแทนของอรัชแห่งอัลลอฮฺ และเป็นแหล่งกำเนิดของความสะอาดทั้งปวง บ้านที่มีความสง่างามแห่งนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระ ผู้ที่เดินเวียนรอบเขาจึงอิสระจากการเป็นข้าทาสบริพานของบุคคลอื่น ที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ ฉะนั้น การมองไปยังแหล่งกำเนิดที่สะอาดจึงเป็น อิบาดะฮฺ การมองไปยังแหล่งกำเนิดเสรีภาพเป็น อิบาดะฮฺ และการมองไปยังตัวแทนของอรัชแห่งอัลลอฮฺก็เป็น อิบาดะฮฺ
บ้านสะอาดสำหรับผู้มีความสะอาด
กะอฺบะฮฺคือ บ้านที่สะอาดบริสุทธิ์ การเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ เท่ากับได้เดินเวียนรอบบริเวณที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด ผลของการเดินเฏาะวาฟก็คือ การถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ประดุจดังเช่นอัลกุรอาน เนื่องจากอัลกุรอานคือ คัมภีร์ที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ทำให้เกิดความบริสุทธิ์และวิชชา ซึ่งถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกและจักรวาล ดังนั้น จะไม่มีใครเข้าใจอัลกุรอานได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาต้องเป็นผู้มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ อัลกุรอานกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดสัมผัสอัล-กุรอานได้นอกจากบรรดาผู้บริสุทธิ์เท่านั้น”[7]
ผู้ที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้น จึงจะเข้าใจแก่นแท้ของอัลกุรอาน ทำนองเดียวกันตราบที่ร่างกายมนุษย์ยังไม่สะอาด เขาก็จะไม่เข้าใจเนื้อหา และองค์ความรู้ของอัลกุรอาน ทุกครั้งที่จะอ่านอัลกุรอาน จึงต้องมีวุฎูอ์ (น้ำละหมาด)
กะอฺบะฮฺคือ บ้านของอัลลอฮฺที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ ผู้ที่เดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺถ้ามีความสะอาดบริสุทธิ์ แน่นอนเขาจะเข้าถึงแก่นแท้ของกะอฺบะฮฺ และการเดินเวียนรอบ ประหนึ่งผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ เขาจึงจะเข้าใจความหมายแท้จริงของอัลกุรอาน ซึ่งอัลกุรอานบทอัลอะฮฺซาบ โองการ 33 แนะนำไว้แล้วว่า ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์สามารถเข้าใจแก่นแท้ของอัลกุรอาน และกะอฺบะฮฺได้ พวกเขาเป็นใคร?
ด้วยเหตุนี้ เวลากล่าวว่า บ้านหลังนี้สะอาดและถูกสถาปนาขึ้นเพื่อผู้มีความสะอาด หมายถึงเวลาเดินเวียนรอบบ้านหลังนี้ จะให้การเรียนรู้ถึงความสะอาด อันเป็นความสะอาดทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ปลดเปลื้องจิตใจให้ออกห่างจากอบายมุข กิเลส ตัณหา และการมีโมหะ ราคะทั้งปวง พัฒนาตนให้ห่างไกลจากการลุ่มหลงโลก รสและกลิ่นเสียง ไม่หลงและยึดติดกับตำแหน่ง มนุษย์เมื่อเขาถูกทำให้เป็นผู้มีความสะอาดแล้ว เขาจะกลายเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺ (ซบ.) ดังที่อัลกุรอาน กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงรักผู้ขอลุแก่โทษ และทรงรักผู้ที่ทำตนให้สะอาด”[8]
ดุจดังเช่นอรัชของอัลลอฮฺสะอาดบริสุทธิ์ มวลมลาอิกะฮฺผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ ต่างเดินเวียนรอบ กะอฺบะฮฺจึงเป็นศูนย์กลางของเตาฮีด สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากการตั้งภาคี และความสกปรกโสมม ดังนั้น บรรดาฮุจญาตที่เดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ เขาจำเป็นต้องมีความสะอาด (แม้เป็นเพียงความสะอาดภายนอก) ซึ่งเขาจะต้องทำตนให้สะอาดจากทุกความสกปรกโสมม และความโสโครกทั้งหลาย ดังนั้น หนึ่งในปรัชญาของการเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺคือ การสอนให้รู้จักความสะอาดที่แท้จริง เขาต้องขจัดความโสมม และความโสโครกให้หมดไปจากจิตใจ เขาจะต้องไม่นำสิ่งใดหรือผู้ใดบรรจุไว้ในใจของตน เพราะจิตใจของผู้ศรัทธาคือเขตหวงห้ามของอัลลอฮฺ (ซบ.) ท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.) หลานรักของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “หัวใจของผู้ศรัทธาคือ ฮะรัมของอัลลอฮฺ ดังนั้น จงอย่าผู้ใดให้พำนักอยู่ในฮะรัมของอัลลอฮฺ นอกจากพระองค์”
อิบรอฮีมและอิสมาอีลคือ สถาปนิกผู้สร้างกะอฺบะฮฺ
อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประสงค์ให้คุณสมบัติของมลาอิกะฮฺ ถูกฟื้นฟูในตัวมนุษย์ พระองค์จึงมีบัญชาให้สร้างกะอฺบะฮฺ โดยบัญชาแก่ศาสดาที่ดีที่สุดในโลก เป็นศาสดาที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ ให้สร้างบ้านที่ดีที่สุดในโลก กะอฺบะฮฺ จึงบ้านแห่งการอิบาดะฮฺสาธารณแห่งแรกของโลก อัลกุรอานกล่าวว่า “บ้านหลังแรก [สถานอิบาดะฮฺ] ถูกตั้งขึ้นสำหรับมนุษยชาติคือ ที่บักกะฮฺ เป็นที่จำเริญ และเป็นทางนำสำหรับประชาชาติทั้งหลาย”[9]
ก่อนหน้ากะอฺบะฮฺ ไม่เคยมีสถานอิบาดะฮฺสาธารณใดถูกสถาปนามาก่อนเลย อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประสงค์ให้บรรดาฮุจญาตที่เดินเวียนรอบกะอบะฮฺ ถูกเชื่อมต่อด้วยคุณสมบัติของมวลมลาอิกะฮฺ และประสงค์ที่จะฟื้นฟูคุณสมบัติของมลาอิกะฮฺขึ้นในตัวมนุษย์ พระองค์จึงมีบัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และอิสมาอีล (อ.) ผู้ที่สองมือของท่านสะอาดบริสุทธิ์ และเป็นผู้เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺมากที่สุด เป็นผู้สถาปนากะอฺบะฮฺขึ้น อัลกุรอานกล่าวว่า “เมื่ออิบรอฮีมและอิสมาอีล ยกฐานของบ้านให้สูงขึ้น”[10]
ศาสดาทั้งสองคือ ผู้สถาปนิกผู้ออกแบบสร้างกะอฺบะฮฺ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ พวกเขาได้สาธยายออกมา และขณะที่พวกเขากำลังสร้างกะอฺบะฮฺ พวกเขาได้สดุดีจากภายในพวกเขาว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงโปรดรับจากเราด้วยเถิด”
กะอฺบะฮฺ ได้ถูกสถาปนาขึ้นด้วยน้ำมือของศาสดาทั้งสองผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ และมีความจริงใจต่อพระเจ้า ขณะที่สถาปนากะอฺบะฮฺ ศาสดาทั้งสองมิใช่ผู้ตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์ ทั้งในอาคาร ขณะก่อสร้าง และการบูรณะ กะอฺบะฮฺจึงเป็นอาคารที่สะอาดหมดจรดสมบูรณ์แบบ เพื่อที่ว่าจะได้สามารถเป็นตัวแทน บัยตุลมะอฺมูร และสุดท้ายก็คือตัวแทนอรัชแห่งอัลลอฮฺ ความบริสุทธิ์ใจและจริงใจของศาสดาทั้งสอง ถึงขั้นที่ว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสร้างกะอฺบะฮฺ โดยผ่านน้ำมือของศาสดาทั้งสอง และให้การสร้างนั้นสัมพันธ์มายังพระองค์ อัลลอฮฺ ตรัสว่า บ้านหลังนี้คือบ้านของอัลลอฮฺ ดุจดังเช่นอรัชคืออรัชของอัลลอฮฺ พระองค์ตรัสกับศาสดาทั้งสองอีกว่า“จงรำลึกถึง เมื่อเราให้บ้านหลังนั้น [กะอฺบะฮฺ] เป็นสถานที่กลับ และยังความปลอดภัยแก่มวลมนุษย์ พวกเจ้าจงเลือกที่ยืนของอิบรอฮีมเป็นที่นะมาซ เราสั่งเสียอิบรอฮีมและอิสมาอีลว่า จงทำความสะอาด บ้านของข้า สำหรับผู้มาเวียน ผู้จำสมาธิ ผู้โค้ง และผู้กราบ”[11]
ทำไมกะอฺบะฮฺจึงเป็นกะอฺบะฮฺ
ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “กะอฺบะฮฺคือ อาคารรูปทรงสี่เหลี่ยม จึงถูกตั้งชื่อว่า กะอฺบะฮฺ[12] หมายถึงเป็นอาคารที่มีผนังสีด้าน มีเพดาน และพื้น จึงเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม” หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า รหัสยะของผนังสี่ด้านนั้นเป็นเพราะ บัยตุลมะอฺมูร มีผนังสี่ด้าน และมีสี่มุม อรัชของอัลลอฮฺก็มีสี่ด้านและสี่มุมเช่นกัน ขณะทีคำพูดที่เป็นองค์ความรู้ของพระเจ้า วางอยู่บนพื้นฐานของสี่คำเหล่านี้ “ซุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร” อันถือเป็นการสรรเสริญ แซ่ซร้อง และสดุดีในเกียรติยศ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์”
ฮะดีษบทนี้ได้นำพามนุษย์ออกจาก โลกอันเป็นธรรมชาติ หรือโลกแห่งวัตถุ ไปสู่โลกมิษาล ในทางปรัชญา อาลัมมิษาล อยู่ระหว่างโลกนี้ กับโลกหน้า มีระดับของการมีอยู่ ซึ่งการมีอยู่ของอาลัมมิษาลหลังจากโลกนี้ และก่อนโลกหน้าหรือกิยามะฮฺ (สิ้นโลก) อาลัมมิษาล มิได้เป็นโลกวัตถุ แต่มีคุณสมบัติของโลกวัตถุ เช่น มีรูปร่าง มีสถานะ และมีมิติ ในด้านศาสนศาสตร์กล่าวว่า อาลัมมิษาลกับอาลัมบัรซัคคือ โลกเดียวกัน ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ของระดับแล้ว อาลัมมิษาล สูงกว่าโลกแห่งวัตถุ หรือที่เรียกกันว่าเป็นโลกธรรมชาติ ในแง่ของปรัชญาโลกแห่งการมีอยู่นั้นมี 3 ระดับด้วยกันคือ อาลัมอักล์ อาลัมมิษาล และอาลัมวัตถุหรือโลกแห่งธรรมชาติ ดังนั้น ฮะดีษ บทนี้ได้นำพามนุษย์จากโลกมิษาล ไปสู่โลกของปัญญา (อักล์) จากโลกปัญญาไปสู่ โลกของพระเจ้า (อาลัมอิลาฮฺ)
ทางปรัชญากล่าวว่า ทุกการมีอยู่ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับได้แก่ การมีอยู่ในโลกธรรมชาติ การมีอยู่ในโลกมิษาล และการมีอยู่ในโลกอักล์
ส่วนในทางเอรฟานกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ แบ่งออกเป็น 4 ระดับได้แก่ การมีอยู่ในโลกธรรมชาติ การมีอยู่ในโลกมิษาล การมีอยู่ในโลกอักล์ และการมีอยู่ในโลกอิลาฮ์ โลกอิลาฮ์คือ การมีอยู่ของแก่นแท้ของสรรพสิ่ง ที่ไม่มีสิ่งใดกำเนิดออกจากมัน เวลานั้นจึงกล่าวว่า อาตมันของพระเจ้า ปราศจากการจำกัดขอบเขต ปราศจากการกำหนดอันเฉพาะ การมีอยู่ที่เป็นอรูป แต่มีความเข้าใจในความเป็นจริง
แก่นแท้ของกะอฺบะฮฺคือ การมีอยู่ของอาคารสี่เหลี่ยมที่เป็นวัตถุ ปรากฏอยู่ ณ มักกะฮฺ ถูกสถาปนาขึ้นโดยศาสดาอิบรอฮีม (อ.) โดยมีศาสดาอิสมาอีล (อ.) เป็นผู้ช่วยเหลือ ส่วนกะอฺบะฮฺ ในอาลัมมิษาล เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือไปจากอาคารในมักกะฮฺ และกะอฺบะฮฺ ในอาลัมอักล์ ซึ่งเป็นอรัชของอัลลอฮฺ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ขณะที่การตัสบีฮฺ การสรรเสริญ แซ่ซร้อง และการตักบีร ในตำแหน่งของอุลูฮียะฮฺ (พระผู้ควรแก่การเคารพภักดี) ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า “พระนามอันไพรจิตรของพระเจ้า กิลิมะฮฺเตาฮีด และดีนนี มี 4 คำ, อรัชของอัลลอฮฺ มี 4 มุม, บัยตุลมะอฺมูร มี 4 ด้าน และกะอฺบะฮฺก็มี 4 มุม เช่นกัน ขณะที่อรัชของอัลลอฮฺ ไม่เหมือนกับบัลลังก์ที่มนุษย์จินตนาการ และบัยตุลมะอฺมูรก็ไม่เหมือนกับอาคารที่เป็นหินหรือดิน ดังเช่น กะอฺบะฮฺ ซึ่งบรรดาฮุจญาตได้เดินเวียนรอบ ขณะที่มีฮุจญาตบางคนได้ผ่านพ้นมิติตรงนี้ไป และเข้าใจอาลัมมิษาลได้เป็นอย่างดี ซึ่งบุคคลเหล่านั้น ได้แก่ “บรรดาผู้มีความยำเกรงต่อไฟนรก และมีความกระหายในสรวงสวรรค์”ซึ่งพวกเขาได้เดินทางไปสู่บัยตุลลอฮฺ
ขณะที่มีบางกลุ่มชนที่เข้าใจระดับชั้นตรงนี้สูงกว่าผู้ที่เข้าใจอาลัมมิษาล พวกเขาได้พัฒนาตนเองไปจนถึงอรัชแห่งพระเจ้า ดังเช่น ท่านฮาริซะฮ์ บุตรของซัยด์ ซึ่งพูดว่า “ประหนึ่งว่าฉันกำลังจ้องมองอรัชเราะฮฺมานอันชัดแจ้ง”
ขณะที่มีบางกลุ่มชนเข้าใจระดับชั้นตรงนี้สูงกว่า ซึ่งได้แก่บรรดาอิตรัตลูกหลานผู้บริสุทธิ์ของเราะซูล (ซ็อลฯ) ซึ่งแก่นแท้ของกะอฺบะฮฺคือ ความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติยศสำหรับพวกเขา ขณะที่เดินเฏาะวาฟ พวกเขามิได้เดินเวียนวนรอบกะอฺบะฮฺ ทว่าพวกเขาเดินเฏาะวาฟรอบ “ซุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร”
กะอฺบะฮฺคือ ศูนย์กลางความเป็นพี่น้องและความเท่าเทียม
อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาให้รังสรรค์ความเป็นพี่น้อง ความสมานฉันท์ ความเสมอภาพ และความเท่าเทียมกัน ซึ่งมัสญิด อัลฮะรอม คือตัวอย่างอันละเอียดอ่อนของความเสมอภาค และความเท่าเทียมกัน เวลานั้น พระองค์มีบัญชาให้มนุษย์เดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ เพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นพี่น้องกัน และความเสมอภาดกัน
หลักการอิสลามเน้นหนัก เรื่องความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของปัจเจกชน ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) กล่าวว่า “ผู้คนมีความเท่าเทียมประหนึ่งฟันหวี”[13]
บางครั้งอิสลามกล่าวว่า กลุ่มชนในสังคมนั้นมีความเสมอภาคกัน ทั้งเรื่องพงศ์พันธุ์ และเชื้อชาติ อัลลอฮฺ ตรัสว่า “โอ้ มนุษยเอ๋ย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าทั้งจากเพศชายและเพศหญิง เราได้แยกพวกเจ้าเป็นชนชาติ และเผ่าพันธุ์ เพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺคือ ผู้ที่มีความสำรวมตนยิ่งในหมู่พวกเจ้า”[14]
หลักการทั้งสองที่กล่าวมากล่าวถึง ความเสมอภาคกันของปัจเจกชน และสังคม ความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ และภาษา ความเสมอภาคกันจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักการอิสลาม และเพื่อให้เห็นภาพความเท่าเทียมกันทางสังคม พระองค์จึงมีบัญชาให้มุสลิมทุกคนไปรวมตัวกัน ณ มักกะฮฺแผ่นดินที่มีความเสมอภาคกัน ให้ทั้งหมดเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺเหมือนกัน แต่งตัวชุดเหมือนกัน อัลกุรอานกล่าวว่า “มิต้องสงสัย บรรดาผู้ปฏิเสธที่ขัดขวาง [ผู้คน] จากทางของอัลลอฮฺ และมัสญิดอัล-ฮะรอม ซึ่งเราได้ทำให้เท่าเทียมกันสำหรับปวงมนุษย์ [ไม่ว่า] จะเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นหรือผู้สัญจร”[15]
อัลกุรอาน ครั้นเมื่อแนะนำฮะรัม กะอฺบะฮฺ และมัสญิดฮะรอม จะกล่าวว่า ไม่ว่าเจ้าจะมาจากแดนไกล หรือใกล้ เมื่ออยู่ข้างกะอฺบะฮฺ เจ้ามีความเท่าเทียมกัน เจ้าจะมาจากในเมืองหรือชนบท เมื่ออยู่ ณ กะอฺบะฮฺ เจ้าเท่าเทียมกัน เจ้าจะรู้จักกันหรือเป็นคนแปลกหน้า เมื่อเจ้าอยู่ ณ กะอฺบะฮฺ เจ้าเหมือนกัน และไม่ว่ามนุษย์จะมาจากที่ใดและส่วนไหนของโลก เมื่อพวกเขาอยู่ในมัสญิดฮะรอม ข้างๆ กะอฺบะฮฺ พวกเขาต่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงมีบัญชาให้ผู้สถาปนากะอฺบะฮฺประกาศว่า“จงประกาศการฮัจญฺแก่มวลมนุษย์ พวกเขาจะมาหาเจ้า จากทางไกลทุกทิศทาง โดยการเดินเท้า และโดย [ขี่พาหะนะ] อูฐเพรียวทุกตัว”[16] ความหมายคือ เชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั่วสารทิศ ให้มาประกอบพิธีฮัจญฺ ทุกคนที่มาไม่ว่าใครก็ตามจึงมีความเท่าเทียมกัน
อีกด้านหนึ่งกล่าวว่า มักกะฮฺและกะอฺบะฮฺ เปิดต้อนรับทุกคนเสมอ ผู้ใดมีความสามารถ มีศักยภาพ มีความสมบูรณ์แข็งแรง มีความรู้ หรือไม่มีความรู้ อยู่ไกล หรืออยู่ใกล้ เมื่อทุกคนอยู่ในมักกะฮฺล้วนมีความเท่าเทียมกันทั้งหมด ซึ่งเบื้องต้นพระองค์มีบัญชาให้ทุกคนเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ หลังจากนั้น ตรัสว่า ณ ที่นี้คือสถานที่แห่งความเสมอภาคเท่าเทียมกัน นั่นคือการมองไปที่แก่นของความเท่าเทียมกัน เพื่อกำจัดสิทธิส่วนบุคคลและเชื้อชาติ ให้มองดูเชื้อชาติและเผ่าอื่น ๆ เป็นเฉกเช่นเชื้อชาติและผู้คนของตน การเดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ สำหรับทุกคนเท่าเทียมกัน ซึ่งตรงนี้จะสอนให้รู้จักความเสมอภาค และความสะอาดแก่ทุกคน
ฉะนั้น ถ้าหากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาแก่ศาสดาอิบรอฮีม และอิสมาอีล (อ.) ว่า “เราสั่งเสียอิบรอฮีมและอิสมาอีลว่า จงทำความสะอาดบ้านของข้า สำหรับผู้มาเวียน ผู้จำสมาธิ ผู้โค้ง และผู้กราบ”[17] หมายถึง ผู้เดินเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺที่สะอาด พวกเขาจะได้เรียนรู้จักความสะอาดทั้งภายนอกและภายในว่าคืออะไร เมื่อกล่าวว่าผู้เดินเวียนรอบกะอฺบะฮฺ เท่าเทียมกัน ก็เพื่อสอนให้รู้จักความเสมอภาคกัน ความเป็นมนุษย์มิได้อยู่ที่สีผิว ตำแหน่ง หรือฐานะทางสังคม ทว่าความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ อยู่ที่ความสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ กะอฺบะฮฺจึงเป็นศูนย์กลางอบรมมนุษย์ให้ดำรงตน และมีคุณสมบัติของมลาอิกะฮฺในตัว
สรุป
อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสร้างกะอฺบะฮฺ ขึ้นมาเพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม กะอฺบะฮฺคือสัญลักษณ์ของความสะอาด ความเท่าเทียม ศูนย์กลางของความเป็นพี่น้อง และการปลดเปลื้องตัวเองให้พ้นจากอบายมุข กิเลส ตัณหา การไม่ลุ่มหลงต่อตำแหน่งและลาภยศ ผู้ที่เดินเวียนวนรอบกะอฺบะฮฺ ต้องมีความสะอาด อย่างน้อยต้องมีความสะอาดภายนอก ด้วยเหตุนี้ ฮุจญาตทุกคนเมื่อเดินเฏาะวาฟจำเป็นต้องมีวุฎูอ์ (น้ำละหมาด) และถ้าหากฮุจญาตฎาะวาฟด้วยความเข้าใจ และมีความบริสุทธิ์ใจ หลังสิ้นการเฎาะวาฟเขาจะมีความสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากบาป ประหนึ่งมลาอิกะฮฺ ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้เฏาะวาฟจำเป็นต้องมีความสะอาด ผู้ดูแลกะอฺบะฮฺ ก็จะต้องสะอาดบริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน กะอฺบะฮฺ ไม่มีใครผู้ใดเป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง หรือสามารถแสดงตนเป็นเจ้าของได้ นอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกและจักรวาลเท่านั้น
[1] บทบะเกาะเราะฮฺ 183
[2] บทฮัจญ์ 29
[3] บทฮัจญ์ 33
[4] วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 9 หน้า 347
[5] ฆุรรอรุลฮิกัม ฮะดีษที่ 6298
[6] บิฮารุลอันวาร เล่ม 99 หน้า 65
[7] บทอัลวากิอะฮฺ 79
[8] บทอัลบะเกาะเราะฮฺ 222
[9] บทอาลิอิมรอน 97
[10] บทบะเกาะเราะฮฺ 127
[11] บทบะเกาะเราะฮฺ 125
[12] มันลายะฮฺเฎาะเราะฮุล ฟะกีฮฺ เล่ม 2 หน้า 124
[13] นะฮฺญุล ฟะซอฮะฮฺ หน้า 635
[14] ฮุจญฺรอต 13
[15] บทฮัจญฺ 25
[16] บทฮัจญฺ 27
[17] บะเกาะเราะฮฺ 125



