กลยุทธ์การแข่งขันของมูจิ

กลยุทธ์การแข่งขันของมูจิ
มูจิได้ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ด้วยการขายผลิตภัณฑ์ออกแบบไม่เหมือนใคร มันได้สร้างความดึงดูดมากขึ้นแก่ลูกค้า และการรับรู้ท่ามกลางลูกค้าเกี่ยวกับความแปลกของผลิตภัณฑ์ ภายในตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา และสิงคโปร์ มูจิได้ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง การขายผลิตภัณฑ์ออกแบบไม่เหมือนใคร ลูกค้าได้ให้คุณค่าและรับรู้ว่าเหนือกว่า
ณ ราคาพรีเมียม ความสวยงามและการได้ความรู้สึกการออกแบบของมูจิ และความเชื่อภายในความยั่งยืนทางสภาพแวดล้อมของพวกเขา ได้เพิ่มคุณค่าอย่างต่อเนื่องต่อความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ของมูจิ มูจิจะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทตราสินค้าจำนวนมากด้วยกลยุทธ์ไม่มีตราสินค้าของพวกเขา
มูจิจะมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่างสูงมาก การสร้างตัวพวกเขาเองภายในตลาดมินิมอลลิซซึมเป็นผู้นำภายในเครื่องตกแต่ง และการเป็นปรัชญาตราสินค้าที่บรรลุความสำเร็จนานหลายปี ตราสินค้าอื่นเสี่ยงภัยที่จะเป็นผู้เลียนแบบ เมื่อพวกเขาได้เข้ามาภายในพื้นที่ตลาดนี้ ดังนั้นมูจิยังไม่มีคู่แข่งขันโดยตรง
มูจิได้ใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนด้วย ภายในญี่ปุนพวกเขาได้ขายผลิตภัณฑ์ ณ ราคาค่อนข้างต่ำ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การทำให้กระบวนการผลิตคล่องตัว และการโฆษณาน้อยที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้สร้างข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ พวกเขาจะมีคำขวัญว่า ” ราคาต่ำลงอย่างสมเหตุผล”
พวกเขาได้วางตำแหน่งเป็นตราสินค้าราคาที่สมเหตุผล การรักษาราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์ให้ต่ำกว่าปรกติื ด้วยการค้ดเลือกวัตถุดิบ การทำให้กระบวนการผลิตคล่องตัว และการบรรจุภัณฑ์น้อยที่สุด พวกเขาสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ ณ ราคาที่ต่ำ
ภารกิจบริษัทของมูจิคือ ราคาต่ำที่สมเหตุผล การแนะนำผลิตภัณฑ์เรียบง่ายแต่คุณภาพสูง ณ ราคาที่ไม่แพง และสิ่งนี้จะถูกสะท้อนตลอดความเชื่อ
การดำเนินงาน และโมเดลธุรกิจของบริษัท
ไมเคิล พอร์เตอร์ นักวิชาการกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ระบุวิถีทางสองอย่างที่บริษัทสามารถบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งขันของพวกเขาคือ ข้อได้เปรียบทางต้นทุน และะข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันจะเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันได้มาโดยการนำเสนอลูกค้าด้วยคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูงกว่า และราคาที่สูงกว่า ความท้าทายที่สำคัญต่อกลยุทธ์ธุรกิจคือ การค้นหาวิถีทางของการบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนเหนือผลิตภัณฑ์และบริษัทที่แข่งขันอื่นภายในตลาด ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้เสนอแนะกลยุทธ์การแข่งขันทั่วไปสามอย่างที่สามารถถูกใช้เพื่อการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันคือ กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง และกลยุทธ์การจำกัดขอบเขต

Competitive Advantage จะเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของไมเคิล พอร์เตอร์ และได้กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลของผู้บริหารบริษัทเมื่อ ค.ศ 1985 การสะท้อนความคิดของข้อได้เปรียบการเปรียบเทียบของเดวิด ริคาร์โด นักเศรษฐศาสตร์ศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มนี้ตามมากับหนังสือคลาสสิคชื่อ Competitive Strategy ของไมเคิล พอร์เตอร์ พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1980 เป็นสหายคู่เคียงที่ขาดไม่ได้เลยของหนังสือ Competitive Strategy หนังสือ Competitive Advantage พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1985 พิมพ์ 30 ครั้ง และแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 13 ภาษา
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งขัน เนื่่องจากบริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยวิถีทางอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองวิถีทางต่อไปนื้คือ
1 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน ณ ต้นทุนและราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน หรือ 2 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ณ ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งขัน ตามวิถีทางแรกบริษัทมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ ตามวิถีทางที่สองบริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์สม้ยเดิมกับกลยุทธ์การแข่งขัน ตามโมเดลกลยุทธ์การแข่งขันของไมเคิล พอร์เตอร์แล้ว บริษัทมีกลยุทธ์การแข่งขันอยู่สามทางเลือก เพื่อที่จะใช้สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งขันภายในอุตสาหกรรมคือ 1 กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุน 2 กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง 3 กลยุทธ์การจำกัดขอบเขต
กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนจะมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ เพื่อที่จะกำหนดราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน การเป็นผู้นำทางต้นทุนภายในอุตสาหกรรม บริษัทได้
มุ่งการลดต้นทุนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน การสร้างควาประหยัดจากขนาด และการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ความเป็นผู้นำทางต้นทุนได้บรรลุความสำเร็จคือ ลินคอล์น อีเล็คทริค วลมาร์ท สโตร์ และเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างจะมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง เพื่อการกำหนดราคาที่สูงกว่าคู่แข่งขัน การเป็นผู้สร้างความแตกต่างภายในอุตสาหกรรม บริษัทมุ่งการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ นวัตกรรม และการตอบสนองลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างได้บรรลุคว่มสำเร็จคือ โซนี่ ครอปอเรชั่น สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ และเด็มเล่อร์ เบนซ์
กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตจะมุ่งตลาดที่แคบ หรือส่วนของตลาดเดียวเท่านั้น ไม่เข้าไปแข่งขันกับผู้นำต้นทุนหรือผู้สร้างความแตกต่างภายในตลาดที่กว้างหรือส่วนของตลาดหลายส่วน แต่ผู้จำกัดขอบเขตต้องเลือกระหว่างการใช้กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งต้นทุนต่ำ หรือกลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งความแตกต่าง ตัวอย่างของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การจำกัดขอบเขตที่มุ่งความแตกต่างได้บรรลุความสำเร็จคิอ ปอร์เช่ ผู้ผลิตรถสปอร์ตราคาแพง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ใช้ถ้อยคำว่า “การติดอยู่ตรงกลาง” เรียกบริษัทที่ไม่สามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยกลยุทธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนหน้านี้ได้เลย
ไมเคิล พอร์เตอร์ยืนยันว่า การใช้กลยุทธ์การแข่งขันหลายอย่างรวมกันทำให้ให้บริษัทตกอยูตรงกลางของตลาดการแข่งขันได้ บริษัทจะไม่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเลย – ข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ หรือข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง บริษัทที่พยายามจะบรรลุทั้งต้นทุนต่ำและความแตกต่าง เหมือนกับรักพี่เสียดายน้อง ได้เผชิญกับความล้มเหลวในที่สุด
ไมเคิล พอร์เตอร์ ยืนยันว่าบริษัทที่ได้พยายามใช้กลยุทธ์ของความเป็นผู้นำทางต้นทุนและการสร้างความแตกต่างรวมกันจะเผชิญกับความล้มเหลว เหตุผลได้ถูกแสดงไว้ภายในรูป เรามีวิถีทางสองอย่างของการทำกำไรสูงภายในอุตสาหกรรม 1 การขายผลิตภัณฑ์ราคาสูง และได้ส่วนแบ่งตลาดน้อย(การสร้างความแตกต่าง) หรือ 2 การขายผลิตภัณฑ์ราคาต่ำ และได้ส่วนแบ่งตลาดมาก(ความเป็นผู้นำทางต้นทุน) บริษัทที่ไม่ได้เลือกสองกลยุทธ์นี้ หรือพยายามใช้ทั้งสองกลยุทธ์นี้ (ราคาปานกลาง และส่วนแบ่งตลาดปานกลาง)
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้เสนอแนะโมเดลกลยุทธ์การแข่งขันของเขาเมื่อ ค.ศ 1980 แต่เมื่อสภาพแวดล้อมการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไป เขาต้องกลับมา
ทบทวนความคิดเริ่มแรกของเขาเมื่อ ค.ศ 1991 เนื่องจากการวิจัยต่อมาเสนอแนะว่าบริษัทที่ได้ยกระดับความสามารถดีเด่นสูงขึ้นไปอีก สามารถใช้กลยุท์การแข่งขันทางความเป็นผู้นำทางต้นทุนและกลยุทธ์การสร้างความแตกแตกต่างรวมกันได้สำเร็จ การสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันควบคู่ – ช้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำรวมกับข้อได้เปรียบทางความแตกต่่าง ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เข้มแข็งที่สุด ตัวอย่างของบริษัทเหล่านี้คือ โตโยต้า มอเตอร์ แมคโดนัลด์ หรือไนกี้



ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศจะถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่ได้รับมรดก มันไม่ได้เจริญเติบโตจากความสามารถทางธรรมชาติของประเทศ มันจะเป็นกำลังแรงงาน อัตราดอกเบี้ย หรือค่าเงินตรา ดังคำยืนยันของนักเศรษฐศาสตร์สมัยเดิม
ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศจะขึ้นอยู่กับความสามารถของอุตสาหกรรมที่จะสร้างนวัตกรรมและยกระดับ บริษัทได้มาข้อได้เปรียบต่อสู้กับคู่แข่งขันดีที่สุดของโลก เพราะว่าแรงกดดันและความท้าทาย พวกเขาได้ประโยชน์จากคู่แข่งขันของประเทศที่เข้มแข็ง ซัพพลายเออร์ที่ และการเรียกร้องของลูกค้าท้อ
ไมเคิล พอร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาปัจจัยที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันแก่อุตสาหกรรมภายในสิบสามประเทศ และได้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือชื่อ The Competitive Of Nations โด่งดังไปทั่วโลก การวิจัยของพอร์เตอร์ได้ขยายความเข้าใจของเราเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะของประเทศต่อการสร้างข้อได้ทางการแข่งขันของบริษัท
ดังนั้นไมเคิล พอร์เตอร์ ได้พัฒนากรอบข่ายของการศึกษาที่มีรูปร่างคล้ายเพชรเชื่อมโยงจุดสี่จุดตามรูปขึ้นมา เรียกว่าเพชรของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ เพชรของพอร์เตอร์จะถูกอ้างเป็น “โมเดลเพชร”ด้วย เพื่อทำการวิเคราะห์ว่า ทำไมอุตสาหกรรมของประเทศหนึ่งมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือกว่าอุตสาหกรรมของประเทศอื่น โมเดลเพขรของพอร์เตอร์
ได้อธิบายปัจจัยที่สามารถขับเคลื่อนข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของเศรษฐกิจของประเทศหนึ่ง เหนือกว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่นอย่างไร มันสามารถถูกใช้ทั้งที่จะอธิบายแหล่งที่มาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ และเส้นทางที่จะบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โมเดลเพชรสามารถถูกใช้โดยธุรกิจที่จะช่วยชี้ทางและกำหนดกลยุทธ์ ด้วยการพิจารณาวิถีทางลงทุนและดำเนินงานภายในตลาดต่างประเทศที่แตกต่างกันอย่างไรด้วย
1 สภาวะของปัจจัย
สภาวะของปัจจัยหมายถึงปัจจัยพื้นฐาน เช่น ที่ดิน ทุน แรงงาน หรือวัตถุดิบ และปัจจัยก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน สภาวะของปัจจัยจะเป็นสิ่งที่ไมเคิล พอร์เตอร์ เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศสามารถสร้างเพื่อตัวเองได้ เช่น กำลังแรงงานทักษะ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และเงินลงทุน เช่น ญี่ปุน ได้พัฒนาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศเลยพ้นจากทรัพยากรที่เป็นมรดกของประเทศ ส่วนหนึ่งด้วยการสร้างวิศวกรจำนวนมากที่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีโดยอุตสากรรมญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นจะขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน แต่ญี่ปุ่นมีปัจจัยก้าวหน้า ญี่ปุนกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมคอมซูมเมอร์อีเล็คโทรนิคระดับโลกได้ เนื่องจากปัจจัยก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยี
2 สภาวะของอุปสงค์
สภาวะของอุปสงค์ หมายถึงลักษณะและขนาดความต้องการของลูกค้าภายในอุตสาหกรรม เช่น สวิสเซอร์แลนด์ได้กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องจักรขุดเจาะอุโมงระดับโลกได้ เนื่องจากความต้องการขุดเจาะอุโมง เพื่อการสร้างถนนและทางรถไฟของประเทศ สภาวะอุปสงค์จะขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลาดลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนแปลงมากขึ้นจะเรียกร้องและกระตุ้นความต้องการที่จะแตกต่างและสร้างสรรค์ การปรากฏของสภาวะอุปสงค์ที่ก้าวหน้าจากลูกค้าท้องที่ได้ผลักดันบริษัทที่จะเจริญเติบโต สร้างสรรค์ และปรับปรุงคุณภาพ
3 อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและสนับสนุน
อุตสากรรมเกี่ยวเนื่องและสนับสนุนจะอ้างถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำที่สนับสนุนนวัตกรรมด้วยการแลกเปลี่ยนความคิด สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นนวัตกรรม ขึ้นอยู่กับระดับความโปร่งใสและการถ่ายโอนความรู้ การปรากฏอยู่ของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและสนับสนุนจะให้รากฐานต่ออุตสาหกรรมที่สำคัญสามารถเหนือกว่าได้ ซัพพลายเออร์จะสำคัญต่อการยกระดับนวัตกรรม
ด้วยปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและคุณภาพสูงขึ้น
อิตาลีได้กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องหนังระดับโลกได้ เนื่องจากอิตาลีมีอุตสาหกรรมเครื่องจักรผลิตหนังและอุตสาหกรรมการออกแบบที่ดีสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องหนัง
4 กลยุทธ์ โครงสร้าง และการแข่งขัน
กลยุทธ์ โครงสร้าง และการแข่งขันของบริษัทจะอ้างถึงข้อเท็จจริงพื้นฐานว่าการแข่งขันจะนำธุรกิจไปสู่การค้นหาวิถีทางที่จะเพิ่มการผลิตและการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี การรวมศูนย์อำนาจทางตลาด ระดับของการแข่งขัน และความสามารถของคู่แข่งขันเข้าไปสู่ตลาดต่างประเทศจะมีอิทธิพลอย่างมาก การแข่งขันภายในประเทศยิ่งเข้มข้นมากเท่าไร บริษัทจะถูกผลักดันที่จะสร้างสรรค์และปรับปรุงมากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่จะรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของพวกเขา ในที่สุดสิ่งเหล่านี้เท่านั้นจะช่วยให้บริษัทเข้าไปสู่สังเวียนระหว่างประเทศได้ การแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างบริษัทคอมพิวเตอร์ได้ทำให้อเมริกากลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ระดับโลกได้
ยุคแรกของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ โนเกีย โมโตโลร่า และอีริคสัน คือบริษัทแนวหน้าของโลก โนเกียเป็นบริษัทของฟินแลนด์ ฟินแลนด์กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไร้สายระดับโลกได้ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์แถบอารค์ติค ฟินแลนด์จะมีอากาศหนาวจัดตลอดปี ประชากรน้อยมาก บ้านเรือนอยู่ห่างไกลกัน การวางสายโทรศัพท์จะไม่คุ้มค่า และการขอความช่วยเหลือบนถนน บังคับให้ฟินแลนด์ต้องทุ่มเทกับการลงทุนเทคโนโลยีโทรคมนาคมไร้สาย
เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุนเป็นเกาะ บังคับให้ญี่ปุนต้องทุ่มเทกับการพัฒนาระบบการจัดส่งทันเวลา : เจไอที ขึ้นมา เพื่อที่จะยกเลิกการใช้พื้นที่เป็นคลังสินค้า ดังนั้นญี่ปุนจะมีอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากต้นทุนสินค้าคงเหลือจะไม่มี การสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันแก่ญี่ปุ่น
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

