อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่4

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 4
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
อิรักในยุคคอลีฟะฮ์ที่ ๔ อิมามอะลี บิน อะบีตอลิบ
บทบาททางการเมืองของท่านอิมามอะลี(อ)เริ่มเห็นการผันผวนและเปลี่ยนแปลง ภายหลังจากที่ทานศาสดาได้ถึงอสัญกรรม และปรากฏรัฐคอลีฟะฮ์รอชีดูน โดยการถูกเลือกให้ท่านอะบูบักร์ อัซซิดดิกเป็นคอลีฟะฮ์หลังจากศาสดาและในโลกอิสลามถูกนับว่า คอลีฟะฮ์อบูบักร์ คือคอลีฟะฮ์รอชิดูนที่๑ และผ่านการปกครองคอลีฟะฮ์ที่สอง คอลีฟะฮ์ อุมัร อิบนิ คอ๊ดตอ็บ และคอลีฟะฮ์ที่สาม คอลีฟะฮ์ อุษมาน บินอัฟฟาน ถือได้ว่าเป็นจุดหักเหและการเปลี่ยนผ่านทางสังคมในสภาพที่สังคมยุคนั้น มีการกดขี่ ปล่อยให้คนออ่นแอ ถูกรังแก คนไม่ดีมีอำนาจเหนือคนดี เข้ามาปกครองตามหัวเมืองต่างๆ ได้เกิดการรีดนาทาเร้นเบียดเบียน นำผลประโยชน์ของรัฐเป็นของตัวเอง มีการคอรัปชั่น เล่นพรรคเล่นพวก จนทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ทนไม่ไหว ต้องลุกฮือก่อการปฏิวัติ และบุกเข้าลอบสังหารคอลีฟะฮอุษมาน จนเสียชีวิต หลังจากนั้นประชาชนได้พากันไปรวมตัวที่ลานบ้านของอิมามอะลี เพื่อขอร้องให้ท่านเป็นผู้ปกครอง
แม้จะต้องรับภาระอันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด อิมามอะลีทำงานทุกอย่างด้วยความจริงใจ ท่านได้ลงไปสำผัสปัญหาของชาวบ้านด้วยตัวเอง และเปิดประตูบ้านไว้เสมอ เพื่อให้ประชาชนร้องทุกข์ และมาขอความช่วยเหลืออย่างเสรี
นับจากวันแรกที่อิมามอะลีได้เข้าตำแหน่งคอลีฟะฮ ท่านได้ประกาศต่อสาธารณชนว่า จะปกครองประชาชนด้วยความเป็นธรรมและความเที่ยงธรรม จะไม่มีความแตกต่างของเชื่อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหรับหรือไม่ ท่านประกาศอีกว่า จะไม่มีการปฏิบัติต่อประชาชนให้แตกต่างกันในทางกฎหมาย ไม่ว่าในเรื่องนายกับบ่าว หรือระหว่างคนรวยกับคนจน
หลังจากที่อิมามอะลีได้ปราบกบฏ ท่านได้ตัดสินใจพำนักในนครกูฟะฮ์ เพื่อจะฟื้นฟูอิสลามในดินแดนของอิรักและดินแดนอื่นๆที่ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในช่วงสมัยคอลีฟะฮ์ที่สองและที่สาม และท่านมองว่า กูฟะฮ์ อิรักคือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างดามัสกัส(ซีเรีย)และนครมะดีนะฮ์
การตัดสินใจของคอลีฟะฮ์อะลี บินอะบีตอลิบในการตั้งนครกูฟะฮ์เป็นศูนย์กลางของการบริหารรัฐคอลีฟะฮ์ อย่างมีนัยยะสำคัญนั่นคือ การฟื้นฟูอิสลามในแถบอิรัก ซึ่งเมืองบัศเราะฮ์และบางเมืองของแบกแดดได้อยู่ภายใต้อาณัติของมุอาวียะฮ์ บินอะบีซุฟยาน และจะวางรากฐานเมืองกูฟะฮ์ไว้สำหรับประชาชาติมุสลิมในยุคอนาคต อีกทั้งได้ทำลายกำแพงความขัดแย้งระหว่างชาวกูฟะฮ์กับชาวบัศเราะฮ์ให้ยุติลง เปลี่ยนจากความเกลียดชังเป็นความร่วมมือและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในภูมิภาค
ระยะเวลาการปกครองคอลีฟะฮ์อะลี บินอะบีตอลิบ ระหว่างปี ฮ.ศ. 35-40 หรือ ค.ศ. 656-661 และในระยะเวลาเกือบสี่ปีที่ได้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ อิมามอะลีได้ทำให้อิรักและกูฟะฮ์เป็นที่สนใจของนานาประเทศในยุคนั้นและทำให้ต่างชาติต้องหันมาให้ความสำคัญของการระบอบการปกครองแบบรัฐคอลีฟะฮ์
อิมามอะได้กล่าวถึงประเด็นการปกครองไว้น่าสนใจว่า
“ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเคารพสิทธิต่อกันของมนษย์ นั่นคือสิทธิของการปกครองของผู้นำต่อผู้ตาม และสิทธิของประชาชนต่อองค์กรรัฐ และถือเป็นความจำเป็นต่อพระองค์อัลลอฮ ซ.บ. ทรงกำหนดให้สิทธิต่างๆนั้นเกิดขึ้นในสังคมมนุษยชาติ และด้วยกับสิทธิการปกครองด้วยรัฐนั้น เป็นที่มาของการมีระเบียบและบ้านเมืองอยู่เป็นระบบ และยังสร้างเกียรติยศให้กับศาสนา ประชาชนจะไม่ได้รับความสันติภาพและเกิดสันติสุขได้ นอกจากอยู่ภายใต้การปกครองอันชอบธรรมและผู้ปกครองที่เหมาะสม รัฐต่างๆจะไม่เกิดสันติภาพได้ นอกจากความร่วมมือและความเข้มแข็งของประชาชน และประชาชนต้องน้อบรับสิทธิของการปกครองนั้น (โดยอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ) และรัฐก็จะต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างเป็นธรรม และเมื่อถึงเวลานั้น รัฐและการปกครองของอำนาจรัฐ จะเป็นที่ถูกยอมรับและศักสิทธิ์ และจะมีอำนาจการปกครองที่แท้จริง”
ว่ากันว่านครกูฟะฮ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรอิสลามในยุครัฐคอลฟะฮ์ อะลี บินอะบีตอลิบ กูฟะฮ์มีความสมบูรณ์ในทุกรูปแบบ และถือว่ากูฟะฮ์เป็นเมืองหน้าด่านของนครมะดีนะฮ์ เป็นนครแห่งศาสดา และอิมามอะลี ได้สร้างความสมานฉันท์ระหว่างชาติพันธุ์และกลุ่มความเชื่อที่แตกต่าง เพราะว่าในกูฟะฮ์มีประชาชนได้อาศัยจากชนเผ่าที่หลากหลาย และอีกประการเมืองกูฟะฮ์มีกองกำลังที่เข้มแข็ง และยังถือว่ากูฟะฮ์เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของผู้คนในภูมิภาคนั้น และในยุคของรัฐคอลีฟะฮ์อิมามอะลี ถือว่าอิรักได้เจริญก้าวหน้าและมีความเข็มแข็งและถือว่าเป็นแผ่นดินมีความมั่นคงและมั่งคั่งมากทีเดียว
มีคนถามว่าทำไมอิมามอะลีได้เลือกกูฟะฮ์เป็นราชธานีแห่งรัฐคอลีฟะฮ์ และไม่ยอมกลับไปอยู่นครมะดีนะฮ์ อิมามอะลีตอบว่า ก็เนื่องจากคุณสมบัติของคนในเมืองนี้ ทำให้ตัดสินใจอยู่กูฟะฮ์ จนทำให้คอลีฟะฮ์อะลี ได้ถูกสอบสังหารในมัสยิดกูฟะฮ์ขณะที่ได้ละหลาด และจากเหตุการณ์นั้นทำให้นักคิดและนักปรัชญาทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมได้กล่าวถึงบทบาทของคอลีฟะฮ์อาลีไว้อย่างน่าภาคภูมิ และคำสั่งเสียก่อนที่อิมามอะลีจะลาจากโลก สะทอ้นให้เห็นถึงผู้นำรัฐคอลีฟะฮ์ได้อย่างดีเยี่ยม และคำสั่งเสียนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจผู้คนจนถึงวันนี้
อิมามอะลีได้กล่าวสั่งเสียก่อนจะเสียชีวิตกับลูกชาย อิมามฮะซันว่า
“โอ้ลูกเอ๋ย จงปฏิบัติอย่างนิ่มนวลต่อเชลยของเธอ (ฆาตรกร) จงแสดงความเมตตาต่อเขา ปฏิบัติดีต่อเขา และแสดงความกรุณาต่อเขา ด้วยสิทธิที่พ่อมีต่อเธอ โอ้ลูกเอ๋ย จงมอบอาหารให้แก่เขาจากอาหารที่เธอกิน จงมอบน้ำที่เธอดื่มให้เขาดับกระหาย และจงอย่าพันธนาการมือและเท้าของเขาด้วยโซ่ตรวน และหากว่าพ่อตายไปก็จงลงโทษเขาด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว (เพื่อเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม) แต่จงอย่าเผาเขาด้วยไฟ และอย่าทำลายศพของเขา เพราะพ่อเคยได้ยินท่านตาของเธอ ศาสนทูตแห่งพระเจ้า กล่าวว่า พวกท่านจงอย่าทำลายศพ ถึงแม้ว่าจะเป็นศพของสุนัขที่ดุร้าย แต่หากพ่อรอดชีวิตพ่อก็มีสิทธิที่สุดที่จะอภัยให้แก่เขา และพ่อนั้นรู้ดีในสิ่งที่พ่อกระทำ พ่อขอสั่งเสียเธอทั้งสอง (หะซันและหุเซน) ให้ยึดมั่นในการยำเกรงต่อพระเจ้า และจงอย่าถวิลหาโลกใบนี้ถึงแม้ว่ามันจะถวิลหาเธอทั้งสอง และจงอย่าโศกเศร้าเสียใจในสิ่งที่เธอสูญเสียไปในมัน จงกล่าวในสิ่งที่เป็นสัจธรรมและจงปฏิบัติเพื่อผลตอบแทน (จากพระเจ้า) จงเป็นศัตรูต่อผู้อธรรมและจงเป็นผู้ให้การช่วยเหลือต่อผู้ถูกกดขี่…”
ได้มีบทกวีหนึ่งบันทึกถึงความรุ่งโรจน์ของอิรักและกูฟะฮ์ในยุคคอลีฟะฮ์อะลี บินอะบีตอลิบว่า
“เจ้าจะจาริกเดินออกจากอิรัก ศูนย์กลางแห่งมนุษยชาติ เพื่อไปยังเมืองที่เงียบสงัดกระนั้นหรือ?”







