แอ่วเมืองพร้าว

แอ่วเมืองพร้าว
นิสิตเกษตร(ส่วนใหญ่ผู้ชาย)สมัยรุ่นปีประมาณ ๒๕๐๗ – ๒๕๑๑ คุ้นเคยกับตึก เกษตรวิศวะ ๖๐๐ เป็นอย่างดี ที่นั่น เป็นอาคาร ๒ ชั้น ใต้ถุน (ชั้น ๑ ) โล่ง แต่ชั้น ๒ เป็นห้องกว้าง บรรจุนิสิตได้มากกว่า ๑๐๐ คน ใช้เป็นห้องบรรยายวิชาที่มีนิสิตลงทะเบียนเรียนจำนวนมากๆ อาคารนี้ เป็นอาคารของภาควิชาเกษตรกลวิธาน หรือก่อนหน้านี้ เรียกว่าเกษตรวิศวกรรม นอกจากนั้น ยังมีภาควิชาฟิสิกส์ และวิชาอื่นๆที่เกี่ยวกับช่างต่างๆ รวมอยู่ในบริเวณแถบนี้
ด้านหลังของอาคาร มีห้องแถวเล็กๆอยู่ไม่กี่ห้อง ที่จำได้ มีร้านอาหาร และร้านตัดผม ที่นั่นเป็นสนามหมากรุก ที่บรรดาผู้ชอบหมากรุกมาพันตูกัน ที่จำได้ คือเพื่อนๆผม เช่น สมาน(พล) ชัยรัตน์(หยอย) หรือ มนู (ธันย์ ) มาที่นี่ประจำ ที่ร้านตัดผม ยังจำช่างตัดผมแต่จำชื่อไม่ได้ ขอเรียกเขาว่า”โย่ง” ก็แล้วกัน เขาตัดผมได้ดี มีนิสิตเป็นลูกค้าประจำหลายคน โย่งเป็นแฟนรักบี้ตัวยง รู้จักและวิจารณ์ตัวนักรักบี้ที่แข่งในระดับมหาวิทยาลัยได้เกือบทุกคน เมื่อเกษตรไปแข่งรักบี้ ทางองค์การนิสิตจะจัดรถบัสขนาดใหญ่จำนวนหลายสิบคัน ให้นิสิตไปเชียร์ที่สนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งบนที่นั่งหลังสุด ของคันหลังสุด จะเห็นโย่งนั่งรอไปชมรักบี้ด้วยทุกครั้ง และเมื่อกลับจากการแข่งขัน พวกเราต้องไปฟังโย่งวิจารณ์ และให้ข้อคิดในแต่ละครั้ง เหมือนนักข่าวกีฬา ซึ่งสนุกสนานและได้เรื่องราวมาก
ที่ตึกเกษตรวิศวะ ๖๐๐ นี้ ทำให้ผมค้นพบตัวเอง ว่าสนใจในเรื่องของเครื่องยนต์ และการขับรถยนต์มากๆ หลังจากเรียนเรื่องเครื่องยนต์ และสอบขับแทรกเตอร์ได้คะแนนเกือบเต็ม ทั้งนี้เพราะเคยสมบุกสมบันกับการขับรถมาตั้งแต่วัยรุ่น ในสมัยนั้น วิชาเครื่องยนต์ได้ทำให้เรียนรู้ระบบของรถ ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน ระบบการจ่ายกระแสไฟ ระบบระบายความร้อน หรือระบบช่วงล่างเป็นต้น และยังจำได้จนถึงปัจจุบัน แต่เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีต่างๆ คงเปลี่ยนไปมาก จึงได้แต่ขับอย่างเดียว ไม่ได้สนใจในเรื่องเครื่องยนต์ที่ปรับปรุงทันสมัยอีกเลย
ในปัจจุบันนี้ เวลายามว่าง ผมชอบขับรถยนต์ชมวิวทิวทัศน์ตามหัวเมืองต่างๆ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในตัว ครั้งล่าสุด เมื่อ ๒-๓ วันก่อน ผมได้ไป อำเภอพร้าว ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตทั้งๆที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ หลวงปู่แหวน และวัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งแต่ยังเด็กๆ ก่อนอื่น ขอได้ลองอ่านประวัติของ อำเภอพร้าว ที่ค้นมาจากกูเกิ้ล( 03ที่ว่าการอำเภอพร้าว-ร้านอาหารอำเภอพร้าว- google sites)
อำเภอพร้าวมีชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านว่าเมืองป้าว เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียง เรียกว่า เวียงพร้าววังหิน หรือเวียงแจ้สัก มีประวัติความเป็นมาปรากฏตามตำนานโยนกดังนี้
พ.ศ. ๑๗๘๐ พระเจ้าราวเม็งผู้ครองนครหิราญนครเงินยาง (เชียงราย) มีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางเทพคำข่าย มีโอรสชื่อเม็งราย จนถึง พ.ศ. ๑๘๐๑ พระเจ้าราวเม็งทิวงคต พระเจ้าเม็งรายพระราชโอรสได้ขึ้นครองราชสืบต่อมา ในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุ ๒๐ พรรษา มีพระโอรส ๓ พระองค์ คือ ขุนเครื่อง ขุนคราม และขุนเครือ
พ.ศ. ๑๘๑๖ พระเจ้าเม็งรายทราบข่าวว่า ทางหริภูญชัยนคร(ลำพูน) อุดมสมบูรณ์ จึงส่ง อ้ายฟ้า จาระบุรุษไปกระทำวิเทโสบายกลศึก นานถึง ๗ ปี ซึ่งได้กระทำสำเร็จจึงทูลพระเจ้าเม็งรายเพื่อเกณฑ์ไพร่พลยกทัพไปตีเมืองลำพูน
พ.ศ. ๑๘๒๓ พระเจ้าเม็งรายทรงให้ขุนคราม โอรสองค์ที่ ๒ ครองเมืองเชียงราย แล้วพระองค์ได้ยกทัพไพร่พลมุ่งสู่เมืองลำพูน การเดินทัพถึงที่แห่งหนึ่ง พระองค์เห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะตามตำราพิชัยสงคราม มีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ จึงหยุดทัพเพื่อสะสมไพร่พลและเสบียงอาหาร เพื่อให้กองทัพมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยตั้งค่ายคู ประตูหอรบอย่างมั่นคงแข็งแรงอยู่บนสันดอยแห่งหนึ่งชื่อ เวียงหวาย และขนานนามว่า นครป้าว บางตำนานว่า นครแจ้สัก หรือเมืองป้าววังหิน คำว่าป้าวมาจากคำว่า ป่าวร้องกะเกณฑ์ไพร่พล ภาษาท้องถิ่นหมายถึงมะพร้าว เมืองคงสร้างขึ้นด้วยพลโยธาของพระเจ้าเม็งราย และยังสร้างไม่เสร็จ พระองค์ได้ยกทัพสู่เมืองลำพูนต่อไป มุงทัพลงมาทางใต้เลียบฝั่งแม่น้ำปิง ไปพบชัยภูมิอีกแห่งหนึ่ง แต่ภารกิจยังไม่บรรลุเป้าหมาย จึงเคลื่อนทัพเข้าที่ราบผืนนี้ทำการเกณฑ์ไพร่พลขึ้นใหม่ เพื่อสร้างเมือง และขนานนามว่า นครพิงค์
ในเวลาต่อมา พระเจ้าเม็งรายทรงเสด็จมาครองเมืองนครพิงค์ที่สร้างขึ้นใหม่ และขนานนามเมืองว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ และทรงให้ขุนเครือ ราชโอรสองค์ที่ ๓ ไปครองเมืองป้าว
ขุนเครือได้บูรณะและสร้างต่อเติมเมืองป้าววังหิน นานแค่ไหนไม่ปรากฎหลักฐาน ต่อมาได้ถูกพระเจ้าเม็งรายลงทัณฑ์เกี่ยวกับการทำกาเมสุมิจฉาฯกับพี่สะไภ้ จึงถูกเนรเทศไปยังเมืองปาย หลังจากนั้น นครป้าวจึงลดลงมาเป็นเมืองลูกหลวง ในเวลาต่อมา กษัตริย์ผู้ครองนครล้านนาไทยไม่มีราชบุตร ก็ส่งขุนนางคนสนิทไปครองเมืองแทน จนกระทั่งสมัยพระเจ้าแกน พ.ศ. ๑๙๕๔-๑๙๕๘ พระองค์ส่งลูกเจ้าราชบุตรองค์ที่ ๖ หรือเจ้าติโลกราช ไปครองนครป้าว นับเป็นองค์สุดท้ายที่ครองนครป้าว นับแต่สร้างนครป้าวมา พ.ศ. ๑๘๒๓ จนถึงปัจจุบัน มีอายุถึง ๗๔๐ ปี
ตามข้อมูลนี้ จะเห็นได้ว่า เมืองเชียงราย และลำพูน มีขึ้นมาเป็นเวลานาน ก่อนจะมี เมืองพร้าว และเชียงใหม่ สำหรับเชียงใหม่ที่สร้างหลังจากพร้าวไม่นาน มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปีเศษ พอๆกัน สมัยนั้น มีอาณาจักรโยนก หริภูญชัย และ อาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ( ๑๗๙๒-๒๐๐๖) จนถึงปลายสมัยกรุงสุโขทัย สมเด็จพระธรรมราชา ที่ ๔ เสื่อมอำนาจลง ขณะนั้นที่อาณาจักรล้านนาเป็นสมัยของเจ้าติโลกราช และต่อมา ราชธานีก็ย้ายมาที่กรุงศรีอยุธยา (๑๘๙๓-๒๓๑๐) ซึ่งในการปรับเปลี่ยนนั้น อาณาจักร สุโขทัย และล้านนาถูกรวมศูนย์เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา
เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของเมืองพร้าวนั้น ตั้งแต่เมื่อสมัย ๗๐๐ กว่าปีก่อน จนถึงปัจจุบัน ยังเหมือนเดิม ปัจจุบัน ได้ข่าวว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงเหมือนกับภาคอีสานอีกแห่งหนึ่ง ฉะนั้น ในขณะที่ขับรถตลอดระยะทางที่ผ่านไป จะเห็นพื้นที่การเกษตรที่สวยงาม เมื่อมองสุดสายตาของพื้นที่การเกษตร เห็นทิวเขาทอดยาว เสมือนเป็นภาพในเทพนิยาย สำหรับในตัวเมือง เห็นเป็นเมืองเล็กๆ มีตึกแถวไม่กี่ถนน แต่ก็มีรถจอดเรียงรายเหมือนกับอำเภออื่นๆ ผู้คนคงไม่หนาแน่น และที่แน่ใจมาก คือ อากาศที่นี่ ต้องดีอย่างแน่นอน เพราะหายใจได้อากาศสดชื่น ทั้งนี้ อยากไปเที่ยวดูตอนหน้าหนาว คงหนาวอย่างชื่นฉ่ำ
ที่วัดดอยแม่ปั๋งนั้น เป็นสถานที่ๆ น่าแวะเพื่อจะนมัสการหลวงปู่แหวนและหลวงปู่หนูซึ่งได้มรณภาพมานาน แต่เราศรัทธาในชื่อเสียงบารมีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่คุณความดีที่ได้เป็นตัวอย่างในการปฏิบัติธรรมยังคงอยู่ในหัวใจของคนไทย ซึ่งเข้าใจว่าในปัจจุบัน วัดดอยแม่ปั๋ง ก็เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง นอกจากนั้น ก็เหมือนวัดอื่นๆในเชียงใหม่ที่สะอาด เป็นระเบียบ และตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ ทำให้วิวสวยมาก เห็นทั้งทุ่งนา และหมู่บ้านเป็นหย่อมๆที่อยู่ไกลๆ ในโอกาสที่ได้เป็นพุทธศาสนิกชนคนไทย ได้มาเยือนวัดนี้สักครั้ง ถือว่าเป็นสิริมงคลกับชีวิต
สำหรับพวกเราคนแปลกหน้าในวันนั้น หาข้าวกลางวันที่อำเภอพร้าวยากเพราะไม่ทราบร้านอาหารที่เหมาะสมและสมควรไปอุดหนุน แต่เมื่อขับรถผ่านไปหน้าโรงพยาบาลพร้าว เห็นป้ายโฆษณา” ลาบ” ของร้านอาหารที่เป็นห้องแถวไม้เก่าๆ ลองแวะเข้าไป สั่งลาบปลาน้ำเพี้ย ๑ จาน และต้มยำปลานิลอีก ๑ ชาม กินกับข้าวเหนียวห่อใหญ่คนละห่อ(๓ คน)ที่ปริมาณเยอะมาก พร้อมน้ำอัดลมอีก ๓-๔ ขวด เมื่อเขาคิดเงินยังตกใจ เพราะราคาอาหารที่สะอาด อร่อยมากๆ และปริมาณเยอะ มีราคา เพียง ๑๕๐ บาทเท่านั้น นอกจากนั้น ผู้ทำอาหาร หญิงชาย ไม่ทราบว่าเป็นสามีภรรยากันหรือเปล่า ก็มีอัธยาศัย พูดคุยดี ทั้งนี้ มีลูกค้าทะยอยมาซื้ออาหารที่ร้านนี้กลับบ้าน เป็นระยะๆ
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ได้แวะปั๊ม ปตท. สั่งกาแฟเย็นกลั้วคอตอนเดินทางกลับ ซึ่งเลือก เส้นทาง อ.เชียงดาว ที่สภาพถนนพอผ่านได้ แต่ไม่ดีเท่าถนนที่มาจากอำเภอสันทรายโดยตรง เส้นทางจากพร้าวไปเชียงดาว จะเป็นพื้นที่ป่าและมีภูเขารายล้อมตลอดระยะทาง จนถึงใกล้ๆ ตำบลปิงโค้ง ของเชียวดาว จึงเป็นหมู่บ้านเรียงรายตามถนน และรีสอร์ท เมื่อเดินทางไปถึงเมืองงายแล้ว ได้แวะเยี่ยมเพื่อนเกษตรที่เป็นชาวสวนที่นั่น ซึ่งสมัยเรียน คิดว่าเขาคงเคยไปเยือนชมรม หลังตึกเกษตรวิศวะ ๖๐๐ เหมือนกับเรา เขาให้ผลไม้มาบ่มกินเล็กน้อย คณะเราจึงได้เดินทางกลับบ้าน แบบสบายๆ เพราะสภาพเส้นทางดีตลอด
เพื่อนๆ ที่เคยร่วมวงสนทนา กินอาหาร และกิจกรรมต่างๆที่หลังตึกเกษตรวิศวะ ๖๐๐ ยังพบกันอยู่ ๒-๓ คน ทุกครั้ง ก็ไม่ลืมที่จะรื้อฟื้นถึงความสุขที่เรามีร่วมกันอยู่ ณ ที่นั้น สถานที่เล็กๆ แต่ก็มีเรื่องเล่าอยู่บ้าง พอสมควร
บู๊ คนเคยหนุ่ม
เชียงใหม่ กันยายน ๒๕๖๓







