เมื่ออดีตกษัตริย์เจอข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เมื่ออดีตกษัตริย์เจอข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
ใครจะคาดคิดว่า บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งกษัตริย์ของชาติที่เคยเป็นเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ของโลก มาช่วงระยะหนึ่ง ในยุคล่าอาณานิคม ในที่สุดก็ตกอยู่ที่ข่าย ต้องคดีคอรัปชั่นหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่างน่าอับอาย หลังจากที่ทรงพ้นจากตำแหน่งหน้าที่(กษัตริย)มาแล้ว ซึ่งตีความได้เป็นสองนัยว่า
๑ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญของชาตินั้นๆ มีบทบัญญัติให้การคุ้มครองระหว่างที่ยังทรงอยู่ในตำแหน่งกษัตริย์ ซึ่งเป็นตามปกติหลักกฎหมายสากล จะไม่เอาผิดอะไร ตามหลักการที่ว่า The King can do no wrong แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้ว จึงสามารถดำเนินคดีได้ หรือ…
๒ รัฐธรรมนูญชาตินั้น ๆ ไม่มีบทบัญญัตให้การคุ้มครองกษัตริย์ แต่เพิ่งจะมาพบเจอหลักฐาน จึงเริ่มลงมือดำเนินคดี
แต่ไม่ว่าจะเข้าหลักการใด อดีตกษัตริย์ฆวน การ์โลส ที่ ๑ แห่งสเปน ซึ่งขณะนี้พระชนมายุ ๘๒ พรรษา แม้ได้ทรงหลบลี้หนีภัยไปยังที่ใดแล้ว ก็ก็ยังไม่ปรากฏชัด ระหว่างโปรตุเกส(ที่ทรงเคยอยู่มาแต่เด็ก) หรือสาธารณรัฐโดมินิกัน ตามที่มีรายงานข่าวมา จากบางสำนักข่าว
แต่กระนั้น ก็ทรงแจ้งทางจดหมาย ที่ทรงมีถึงกษัตริย์ฟิลิเปที่ ๖(พระโอรส)แห่งสเปน ซึ่งนำมาเปิดเผยโดยสำนักพระราชวังว่า ทรงตัดสินพระทัยลี้ภัยไปอยู่นอกสเปน เมื่อทรงถูกสอบสวนทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งศาลสูงสเปนสั่งให้ดำเนินการสอบแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของกษัตริย์ฟิลิเป เพราะกรณีนี้ คุกคามชื่อเสียงของราชบัลลังก์และของรัฐบาลสเปนโดยตรง
ข้อกล่าวหาก็คือ มีข่าวเล่าลือหนาหูว่า อดีตกษัตริย์สเปนทรงรับเงินตอบแทนเป็นค่าสินบน จากซาอุดีอาระเบีย ในกรณีที่สเปนได้สัมปทานทำโครงการสร้างทางรถไฟในซาอุดีอาระเบีย โดยซาอุดีอาระเบียจ่ายเงินลับๆ ให้ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านทางธนาคารสวิสส์ในปี ๒๐๐๘ หรือเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว
ในการนี้ อดีตกษัตริย์การ์โลส ไม่ทรงกล่าวว่าพระองค์ทรงรับเงินหรือไม่ แต่ทรงบอกว่า ทางที่ดีขอลี้ภัยอยู่ในต่างแดน เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
กระนั้น กษัตริย์ฟิลิเป ก็ทรงกันพระองค์ออกห่างจากพระบิดา แถมยังทรงทำแรงไปมากกว่านั้นคือ ทรงสั่งระงับเงินสนับสนุนประจำปีที่พระบิดาทรงเคยได้รับและทรงประกาศไม่ขอรับมรดกใดๆ จากพระบิดาทั้งสิ้น
ท่าทีของกษัตริย์สเปนองค์ปัจจุบัน ต่อพระบิดาดังกล่าว ยิ่งทำให้ชาวบ้านเพิ่มน้ำหนักความเชื่อ มากขึ้นว่าพระบิดา น่าจะมีแนวโน้มกระทำผิดจริง
ทีนี้ มาทบทวนกันหน่อยว่า อดีตกษัตริย์การ์โลส ทรงทำอะไรไว้บ้างระหว่าง ๓๙ ปีที่ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุข
แต่ก่อนจะพูดถึงประเด็นที่ว่า ก็จะขอเล่านำว่าทรงถือกำเนิดที่กรุงโรมในปี ๑๙๓๘ ในฐานะพระนัดดา(หลาน)ของกษัตริย์แห่งสเปน”อัลฟองโซที่ ๑๓”
ช่วงที่เดินทางด้วยรถไฟกลับไปยังสเปนนั้น ทรงมีอายุแค่ ๑๐ พรรษาเท่านั้นเอง
พระบิดาของ”การ์โลส”ทรงตั้งใจที่จะให้พระองค์ได้รับการศึกษาภายใต้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ของจอมพลฟรานซิสโก ฟรังโก ผู้มีอำนาจสูงสุดในตนนั้น ด้วยความหวังว่าสักวันจะได้ขึ้นครองราชย์ ดังนั้น ระยะเวลา ๒๗ ปี”การ์โลส”จึงอยู่ภายใต้ร่มเงาของจอมพลโดยสิ้นเชิง แถมถูกกระแหนะกระแหนจากบางคนว่า เป็น”หุ่เชิด”ของฟรังโก
เหตุผที่อยู่กับฟรังโกมาตลอด ผ่านการฝึกทางทหารมาจากหลายสำนัก จนกระทั่งได้เป็นทายาททางการเมือง ซึ่งถ้าจะมองในแง่ดีแล้ว จอมพลฟรังโกต้องการนำเอาเชื้อสายกษัตริย์ ขึ้นมาเป็นผู้นำแทนเขา เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งสามัคคีธรรมภายในชาติ และก็กระทำสำเร็จ ได้กษัตริย์การโลสขึ้นมาเป็นตัวแทน สถาปนาระบอบรัฐสภาซึ่งมีกษัตริย์เป็นประมุข จนในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญใหม่นำประเทศไปสู่ระบอบประชาชิปไตยได้สำเร็จ
นั่นคือความดีอย่างแรกของกษัตริย์การ์โลส
ความดีอย่างที่ ๒ ที่เห็นชัดๆ ก็คือ เข้าขัดขวางแผนการยึดอำนาจของทหารเพื่อกลับไปเป็นเผด็จการอีกในปี ๑๙๘๑ โดยทหารเข้ายึดรัฐสภาจับส.ส.เป็นตัวประกัน แต่ก็ทรงปรากฏพระองค์ทางโทรทัศน์ ทรงยืนยันที่จะมีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อ โดยอ้างว่าพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงย่อมสั่งการได้ ในที่สุดกลุ่มพยายามยึดอำนาจก็เลยจำต้องยอม
แต่ความชำนิชำนาญที่ได้มาจากการฝึกฝนทางทหารในยุคจอมพล
ฟรังโก กลับไม่สามารถเอาชนะความถูกต้องชอบธรรมได้
พระบารมีของพระองค์ในระยะหลังๆ ค่อยๆคลายตัวไป อันนำไปสู่การสละพระราชบัลลังก์ให้กษัตริย์ฟิลิเปที่ ๖ เมื่อปี ๒๐๑๔ หรือเมื่อหกปีที่แล้ว
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นรอยด่างในพระประวัติก็คือ การที่กษัตริย์การ์โลสทรงไปล่าช้างป่า ใน”บอตสวานา”เมื่อปี ๒๐๑๒ ขณะที่ชาติบ้านเมืองกำลังประสบภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทั้งนี้ มี”เจ้ามือ”เป็นชาวซาอุดีระเบียช่วยใช้จ่ายค่ากีฬาล่าสัตว์ที่แสนแพงและฟุ้งเฟ้อ
ทั้งนี้ เพียงเพื่อสนองตอบปม ในการสำแดงความเป็น”ลูกผู้ชาย”ให้ปรากฏเท่านั้นเอง
และเพื่อให้การล่าช้างครั้งนี้สัมฤทธิ์ผล สมมาดปรารถนาครบถ้วน ก็เลยพกเอา”เมียน้อย”(mistress)ชาวเยอรมันไปด้วย ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุกระดูกก้นด้านขวาแตก
เมื่อออกจากโรงพยาบาล ก็เลยต้องออกมาแถลงยอมรับกับสาธารณชนว่า ทรงไปทำอะไร ที่ไม่เข้าท่ามาบ้าง
ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาอย่างมากมาย ก็เพราะกระดูกแตกนี่เอง ด้วยต้องทรงเข้ารับการผ่าตัดซ้ำๆ เกือบ ๑๐ ครั้ง
ส่งผลให้มีการตั้งคำถามกันมากในเรื่องการครองราชย์ว่าจะไปตลอดรอดฝั่งหรือ
คงจะเห็นกันแล้วว่า คนเรา แม้เคยมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองมามากแค่ไหน อย่างไร แต่ในที่สุด ก็มาพ่ายแพ้ให้แก่กับกิเลสหรือ”ความอยาก”เพียงไม่กี่ตัวแค่นี้เอง
เจ้ากิเลสที่ว่านี้ มันไม่ปราณีใครทั้งสิ้น ไม่ว่าไพร่ราบ หรือขุนพลนำทัพ หรือแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน
พับผ่าสิ !







