INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อาคารเทพฯ

อาคารเทพฯ

ปี ๒๕๐๗-๒๕๑๑ นิสิตเกษตรในสมัยนั้น รู้จักอาคารเทพฯ เป็นอย่างดี ชื่อเต็ม คือ อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ซึ่งเป็นอนุสรณ์แก่พระยาเทพศาสตร์สถิตย์ ซึ่งท่านได้เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทางด้านการเกษตรของประเทศเรา สำหรับชื่ออาคารที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ปูชนียบุคคลของเรานี้ ยังมีอีกหลายอาคาร เช่น ตึกธรรมศักดิ์มนตรี สอนวิชาภาษาอังกฤษ ตึกพิทยาลงกรณ์ เป็นอาคารของคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ซึ่งเป็นชื่อคณะในสมัยนั้น ตึกพลเทพ เป็นอาคารของคณะประมง และ ตึกโภชากร เป็นตึกทำงานของกรมกสิกรรม

เมื่อเริ่มเปิดเทอม เข้าเป็นนิสิตใหม่ จะถูกเรียกให้ไปประชุมที่อาคารเทพฯ ตอนค่ำๆ โดยที่การประชุมครั้งแรก จะไม่ทราบเลยว่า มีอะไร และรุ่นพี่เรียกประชุมทำไม จนกระทั่งนิสิตใหม่เข้าไปนั่งประชุมกันเรียบร้อยแล้ว ก็ตกใจกันมาก เพราะมีรุ่นพี่ๆ ยืนรอบๆ ตะโกนเอะอะให้รุ่นน้องกลัว ใครที่ไม่เชื่อฟังหรือแต่งตัวไม่เรียบร้อย จะโดนกำหลาบหนัก และในขณะเดียวกัน เป็นเวลาที่นิสิตใหม่ต้องหัดร้องเพลงของมหาวิทยาลัยร่วมกัน ทุกเพลง ตะเบ็งเสียงเต็มที่แล้ว รุ่นพี่บอกไม่ได้ยิน กิจกรรมนี้ทำต่อเนื่อง สัปดาห์ละ ๓ ครั้ง วันดีคืนดี ก็จับไปหัดแถว วิ่ง-เดิน แบบทหารซึ่งมีกิจกรรมออกกำลังกายหลายๆครั้ง จนถึง คืนสุกดิบวันรับน้องใหม่ คืนนั้น ต้องหัดแถวกันหนักเพื่อให้น้องๆหลับสบายจนเช้ามืด แต่กลางดึก ค่อนรุ่ง เกิดมีการตะโกนปลุกให้ตกใจ แบบไม่รู้ตัว ให้นิสิตใหม่มาเข้าขบวนเดินก้มตัวเรียงแถวรอบมหาวิทยาลัยแล้วไปคลุกโคลนมูลสัตว์ที่เหม็นมากๆที่รุ่นพี่ทำผสมไว้ กิจกรรมนี้ เรียกว่าปล้นหอ ต่อมา ถึงได้ทราบว่า นี่เป็นประเพณีที่รุ่นพี่จะอบรมบ่มนิสัยรุ่นน้องให้รักกัน และมีความสามัคคี ซึ่งหลังจากเสร็จพิธีรับน้องใหม่แล้ว รุ่นพี่ๆทั้งหลายเปลี่ยนอากัปกิริยาจากความห่างเหิน เป็น มิตรภาพ มีความสัมพันธ์เยี่ยงพี่ชายพี่สาวของน้องๆปีหนึ่ง และตรงนี้เอง ที่ทำให้เกษตรแต่ละรุ่น สามัคคี และภาคภูมิใจที่เป็นเกษตร ซึ่งเรียงลำดับมาตั้งแต่รุ่นแรก เมื่อใครจบเกษตร จะไม่ได้ถูกถามว่าจบคณะอะไร แต่จะถูกถามว่ารุ่นที่เท่าไหร่ อยู่หอไหน นี่คือเหตุผลที่นิสิตเข้ามาปีหนึ่งทุกคนต้องอยู่หอหมด และไม่ได้อยู่ด้วยกัน ต้องแยกกันอยู่กับรุ่นพี่ๆในแต่ละห้อง

สำหรับประเพณีฝึกอบรมน้องใหม่นี้ ได้ถือปฏิบัติกันมานาน ปกติ ภายนอกรั้วของมหาวิทยาลัยจะไม่ทราบว่ามีประเพณีนี้ เพราะร่วมมือกันไม่เล่าให้ใครฟัง เกรงว่ารุ่นน้องปีหนึ่งที่เข้ามาจะรู้ตัวล่วงหน้า และไม่เกิดความรู้สึกเกรง และขยาดเพื่อหันหน้าเข้าหากันเอง เหมือนกับที่รุ่นพี่ทุกๆคนได้รับ วิธีการทั้งหมด เคร่งครัดเอาจริงเอาจังมาก ไม่ให้เกิดอันตรายกับนิสิตที่เริ่มมาใช้ชีวิตใหม่ร่วมกัน

เมื่อเสร็จพิธีรับน้องใหม่แล้ว อาคารเทพฯ ใช้เป็นที่เล่นกีฬาในร่ม เช่น แบตมินตัน ปิงปอง หมากรุก หมากฮอส ด้านหน้าของอาคารเทพฯ เป็นที่ทำการขององค์การนิสิต ซึ่งทำหน้าที่ในการบริหารกิจกรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของนิสิต ซึ่งเป็นศูนย์กลางให้นิสิตเกษตร เข้าๆออกๆที่อาคารเทพฯนี้ ตลอดเวลา

อีกด้านหนึ่งของอาคารเทพฯ ติดกันเป็น cafeteria ซึ่งเป็นสถานที่ผูกข้าวรายเดือนของนิสิต โดยมีอัตราราคามื้อละ ๓ บาทอิ่ม โดยมีแม่ครัวตักกับข้าวให้ สำหรับข้าวเปล่าแล้ว ปกติกินคนละ ๒ ขัน แต่จะกินกี่ขันก็ได้ไม่จำกัด มีเพื่อนๆหลายๆคน เป็นนักเพาะกาย หรือนักกีฬา กินมื้อละ ๕ ขัน เหมาะกับการกินที่ cafeteria นี้มาก สำหรับบัตรที่ใช้แสดงเวลาทานอาหาร เป็นบัตรสี่เหลี่ยม มีช่องตารางใส่ตัวเลขตั้งแต่เลข ๑ -๓๐ เวลาไปรับประทานอาหาร ก็ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาจะคลิปเจาะรูเป็นช่องๆ ถ้ามีเพื่อน หรือเพื่อนๆไปด้วย แล้วใช้บัตรใบเดียวกันก็ได้ เขาก็เจาะรูตามจำนวนคนที่ไป จึงละเป็นฐานที่เข้าใจ ว่าใครจะมาขอบัตร cafet. เพื่อนไปกินข้าว จะถามว่า “ มีรูไหม “ ซึ่งหมายถึงช่องวันที่ที่ยังไม่ได้เจาะดังกล่าว

ข้างๆ cafeteria เป็นสระน้ำ ที่เป็นสระดิน แต่สะอาดมาก สระนี้เป็นสถานที่สร้างนักว่ายน้ำ และนักโปโลน้ำทีมชาติมาหลายคนแล้ว ที่นี่ มีที่กระโดดน้ำสูงๆ สำหรับนักว่ายน้ำ แต่ บางครั้งตอนเช้ามืด นานๆครั้ง จะใช้เป็นที่ลงโทษนิสิต ที่ทำความผิด เช่นชกต่อย หรือเมาสุรา จะถูกถีบลงน้ำ อัตราโทษคิดเป็นกี่แรงถีบ(ครั้งละ ๔ แรงถีบ แต่จริงๆน่าจะกระโดดลงมาเองมากกว่า) ซึ่งนิสิตทุกคนที่หอจะถูกปลุกมาเป็นสักขีพยาน แบบไม่ต้องบอกล่วงหน้า สำหรับความปลอดภัยนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะมีนักว่ายน้ำลอยคอ คอยรับนิสิตที่ถูกลงโทษเต็มสระน้ำนั้น นอกจากนั้น สระน้ำนี้ จะเป็นที่ล้างสีของน้องใหม่ หลังจากถูกปล้นหอและคลุกโคลนเหม็นๆในเช้ามืดวันรับน้องใหม่ ทั้งนี้ ใครจะมีสีอะไรมาจากไหนไม่สำคัญจะต้องล้างสีออกไป แล้วทุกคนจะเป็นลูกสีเขียวโดยสมบูรณ์ โดยจะต้อง ชิงธงสีเขียวของมหาวิทยาลัยบนเสาทาน้ำมัน ที่สนามฟุตบอล ซึ่ง ปี ๒ เป็นคนกันไม่ให้ปีนขึ้นไป เพื่อพิสูจน์ว่าน้องใหม่มีความสามัคคี ผนึกกำลังร่วมกันต่อตัวชิงธงนั้นมาให้ได้ เสร็จแล้วจะมอบหมวกแก้ปเขียวมีป้ายชื่อข้างหน้าให้นิสิตชาย และโบว์เขียวติดกับเข็มกลัดเครื่องแบบสำหรับนิสิตหญิง ซึ่งจะต้องสรวมใส่กลางแจ้ง ตลอดเวลาจนถึงวันปีใหม่ ที่มีพิธีถอดหมวก และปลดโบว์

ในช่วงเปิดเทอมเรียน ที่หน้าอาคารเทพฯ เป็นแปลงผักยาวเหยียด ตั้งแต่ประตู ๑ ถึงประตู ๒ หรือตลอดระยะทางของถนนที่ผ่านอาคารเทพฯ นั้นเอง ตอนเช้าตรู่และ เย็นๆ นิสิตปีหนึ่ง ที่ผู้ชายสรวมหมวกเขียว และผู้หญิงติดโบว์ทับเข็มกลัดติดเสื้อจะกระจายลงไปทำงานอยู่ที่แปลงผักของใครของมัน มองดูสวยงาม เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความเป็นเกษตร พวกเขาได้รับคนละ ๕ แปลง ปลูกทั้งเทอมต้นและเทอมปลาย จะมีแปลงรวมเป็นกลุ่มๆ และเทอมปลายจะเป็นผักเมืองหนาว ซึ่งนำมาขายริมถนนใกล้งานเกษตรหลังจากที่ ลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน เลิกแล้ว เรียกว่าตลาดนัด ซึ่งถ้าใครรู้จัก ก็ได้กินผักฟรีๆ

ในสมัยนั้น มีอยู่ปีหนึ่ง ตอนปิดเทอมปลายระยะยาว ที่อาคารเทพฯได้ใช้เป็นที่ชุมนุมยุวกสิกร ระดับประเทศ ไม่มีนิสิตอยู่มากนัก หอพักจึงใช้เป็นที่พักของยุวกสิกร( ปัจจุบันเรียกยุวเกษตรกร )ได้ ในการประชุมเด็กๆเหล่านี้ จะมีการแสดงหรือการละเล่นตอนกลางคืนทุกๆคืน ซึ่งมีอยู่คืนหนึ่ง ที่เขาให้สมาชิกยุวกสิกรเป็นตัวแทนของแต่ละภาคขึ้นไปพูดภาษาพื้นเมืองว่า ผมรักคุณ ซึ่ง ภาคกลางเป็นผู้นำขึ้นไปกล่าวก่อนว่าผมรักคุณมากๆครับ ต่อจากนั้น ภาคเหนือ ขึ้นไปกล่าว อ้ายฮักน้องนักๆเน้อ ภาคอีสานก็กล่าวสำเนียงภาษาของเขา ข้อยฮักเจ้าหลาย และแล้วภาคใต้ ก็เดินขึ้นเวทีอย่างทะมัดทะแมง พร้อมทั้งพูดเสียงอันดังว่า กู รั่ก มึ้ง เสียงเฮลั่นห้องประชุม เด็กชาวใต้สร้างบรรยากาศที่สนุกสนานมาก

ในสมัยนั้น จักรยานและ แปลงผักโดยนิสิตปีหนึ่งทำงานกระจายทั่วไปตอนเย็นๆ ที่ใครเข้ามาในเกษตรก็ต้องร้อง อ๋อ ว่าถึงเกษตรแล้ว ขณะนี้ ไม่มีอาคารเทพฯและสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงที่บางเขน แต่ตึกต่างๆบางตึกคงยังอยู่ บ้างกลายเป็นที่ทำงานของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไป ตามวาระและสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อดีตคงอยู่กับรุ่นพี่ๆ ที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่จดจำ ฉะนั้น ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันคืนสู่เหย้า นิสิตเก่า ก็กลับไปที่มหาวิทยาลัย เพื่อพบกันระหว่างเพื่อน รุ่นพี่รุ่นน้อง และความหลังของเขา

ตอนที่ ฝนตกหนักมาก ผมอยู่หน้าบ้าน เห็นเพื่อนบ้านสาวยืนอยู่ ซึ่งปกติในเวลาขณะนี้ เขาจะรดน้ำต้นไม้ทุกวัน ผมเลยตะโกนถามเล่นๆว่าวันนี้ไม่รดน้ำต้นไม้หรือ เขาก็ตอบทันทีว่า ลุง เช้านี้ทานยาหรือยัง ยาระงับประสาทน่ะ สวัสดีครับ

บู๊ คนเคยหนุ่ม
เชียงใหม่ ๑๘ กค. ๖๓

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *