INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จับตามองนโยบายต่างประเทศของไบเดน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

จับตามองนโยบายต่างประเทศของไบเดน

ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ โจ ไบเดน ประกาศชัดเจนว่าจะแก้ไขความผิดพลาดหรือปัญหาที่ทรัมป์ได้สร้างไว้ ด้วยการออกคำสั่งทางบริหารยกเลิกคำสั่งของทรัมป์ในสิบวันแรก ที่รับตำแหน่ง

ซึ่งประธานาธิบดีไบเดนก็ได้ดำเนินการทันทีด้วยการยกเลิกคำสั่งห้ามหรือกีดกันชาวมุสลิมที่จะอพยพหรือเดินทางเข้าประเทศสหรัฐฯ และเรื่องอื่นๆ เช่น การกลับเข้าร่วมประชุมข้อตกลงปารีสที่ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมโลก การกลับเข้าเป็นสมาชิกของ WHO (องค์การอนามัยโลก) การประกาศบังคับใช้หน้ากากป้องกันโควิด แก้ไขการติดเงินกู้สำหรับนักศึกษา การฟ้องขับไล่คนยากจนออกจากสถานที่พักพิง

            ดังนั้นภาพลักษณ์ของโจ ไบเดน จึงดูมีรัสมีโชติช่วง และเป็นความหวังว่านอกจากจะแก้ไขเยียวยาบาดแผลที่ทรัมป์สร้างเอาไว้ เขาน่าจะได้เสริมสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เกิดสันติสุขและสันติภาพ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯก้าวไปสู่ความรุ่งเรือง (หัวหน้าทีมบริหารของไบเดน Ron Klain ให้สัมภาษณ์สื่อ)

แม้ว่าไบเดนจะยังมีปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ไขโดยรีบด่วน เช่น การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรุดตัวและปัญหาการว่างงาน ตลอดจนปัญหาสำคัญ คือ การแตกแยกที่ร้าวลึกของชนในชาติ แต่ปัญหาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ นี่ถือว่าเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกก็รอไม่ได้เช่นกัน

            ตัวอย่างสำคัญในตอนนี้คือการท้าทายของจีนคอมมิวนิสต์ ที่ได้ส่งฝูงบินเข้าไปในเขตตรวจสอบของไต้หวัน ซึ่งสหรัฐฯก็ตอบโต้ในทันทีด้วยการส่งกองเรือรบ อันมีเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอีกหลายลำเข้าไปในทะเลจีนใต้ ทำให้จีนต้องออกมาโวย

ดังนั้นเราจึงต้องมาพิจารณาในทางลึกมากขึ้นว่าไบเดนจะมีนโยบายต่างประเทศอย่างไร โดยเฉพาะกับจีน อิหร่าน และตะวันออกกลาง

หมายความว่าไม่ควรมองอย่างผิวเผินว่าไบเดนที่ดูสุภาพเป็นสุภาพบุรุษ เจรจานุ่มนวล ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนทรัมป์ แต่ในการดำเนินนโยบาย แม้ไม่มีวาทกรรมที่แข็งกร้าวแบบทรัมป์ เขาจะไปในทิศทางไหน

อย่าลืมว่าไบเดนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน ย่อมจะมีกลยุทธ์ที่ซับซ้อน และแม้ว่าเขาจะไม่ยึดเอาอเมริกาก่อน (America First) อย่างทรัมป์ โดยไบเดน มุ่งหาพันธมิตรในการดำเนินวิเทโศบายก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าสหรัฐฯจะเลิกทำตัวเองเป็นผู้นำโลกโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่ผู้เขียนใคร่นำเสนอเป็นเบื้องต้นก่อนจะเห็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯภายใต้ท่านไบเดนก็คือ ทีมงานที่ไบเดนเลือกมาทำงาน โดยเริ่มจากทีมงานที่เกี่ยวกับจีนก่อน

อนึ่งจะเห็นได้ว่าไบเดนไม่ได้รีบร้อนที่จะยกเลิกภาษี 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ทรัมป์โพสกับสินค้าเข้าจีน แม้จะมีงานวิจัยอ้างว่าสหรัฐฯจะได้ประโยชน์มากขึ้นปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์ก็ตาม

ไบเดนยังทำเฉยไม่พูดถึงการที่ทรัมป์ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับการโทรคมนาคมสื่อสาร โดยไม่ยอมทำตามระเบียบของตลาดหุ้นในนิวยอร์ก รวมทั้งแอพพลิเคชั่นจีน และเทคโนโลยีจีน

ในทางตรงข้ามทีมงานของไบเดนกล่าวว่า ไบเดนคงต้องขยายขอบเขตไปถึงความร่วมมือจากพันธมิตรที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯในการต่อรองกับจีน

เริ่มพิจารณาเมื่อวันอังคารสุดท้ายก่อนที่นายไมค์ปอมปิโอจะพ้นตำแหน่งเพียงวันเดียว เขาได้ออกแถลงการณ์ประนามจีนว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกู่ที่ชินเกียง ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภัยในของจีน และเป็นแถลงการณ์ที่รุนแรง

ในกรณีนี้ปรากฏว่า Antony Blinken รมต.ต่างประเทศ ของไบเดน กลับให้ความเห็นว่าเห็นด้วยกับคำประกาศของไมค์ปอมปิโอ นอกจากนี้บลิงเกน ยังไม่หยุดแค่นั้นเขายังสนับสนุนทรัมป์ที่กล่าวหาว่าจีนเป็นคนแพร่เชื้อโควิด อันเป็นสงครามชีวภาพ

พร้อมกันนี้บลิงเกน รมต.ต่างประเทศยังแถลงว่าเขาให้ความสำคัญกับการใช้กำลังทหารสนับสนุนไต้หวัน และวิจารณ์จีนว่าทำลายประชาธิปไตยในฮ่องกง

บลิงเกนยังให้ปากคำต่อวุฒิสภาว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯได้

            อีกท่านหนึ่งของรมต.ที่ไบเดน เลือกคือนางเจเนต ยาเลน อดีตประธานเฟด ที่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาแล้วก็กล่าวว่า จีนได้ทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และสัญญาว่าทีมบริหารของไบเดนจะถือว่าการกระทำของจีนเป็นการละเมิด บ่อนทำลายและปฏิบัติมิชอบทางกฎหมาย

นอกจากนี้นางยาเลน ยังกล่าวหาว่าจีนเป็นผู้ทำให้เกิดอุปสรรคทางการค้า ด้วยการกระทำต่างๆ เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนบริษัททำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือเป็นเท็จเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน และสิ่งแวดล้อม

ประเด็นเพิ่มเติมนางยาเลน แม้มิได้ระบุว่าเป็นจีนแต่ได้กล่าวว่าประเทศที่มีการบิดเบือนเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราจะต้องถูกต่อต้านโดยสหรัฐฯ

Avril Haines ผอ.ของซี.ไอ.เอ ได้กล่าวต่อวุฒิสภาว่าถ้าได้การรับรอง เธอจะถือเป็นภารกิจสูงสุดที่จะใช้ทรัพยากรทั้งหมดให้มากขึ้น ที่จะต่อต้านการข่าวกรองที่ก้าวร้าวและแทรกซึมเข้ามาของจีน

ยังมีเจ้าหน้าที่สำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งใหม่ ในสภาความมั่นคงแห่งชาติคือ Kurt Cambell เป็นผู้ประสานงานอินโด-แปซิฟิค ซึ่งเขาเคยเป็นผู้ร่างแผนงานสมัยโอบามาในการวางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค ในการปิดล้อมจีนแทน CPTPP และแนะนำให้สหรัฐฯให้ความสำคัญกับเอเชีย ซึ่งข้อสำคัญคือต้องแข็งกร้าวกับจีน และสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางทหาร และการรทูตกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค

Cambell ยังเขียนบทความร่วมกับ Ely Ratner เรื่อง “The China Reckoning” โดยระบุว่าทรัมป์นั้นถูกต้องแล้วที่เปลี่ยนนโยบาย 40 ปี ของสหรัฐฯที่มีต่อจีน

ส่วน Ely Ratner ในปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านจีนของรมต.กลาโหม Lloyd Austin lll ทำให้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของพรรครีพับลิกันยังกล่าวชมว่า Ratner เป็นส่วนเสริมสำคัญของกระทรวงกลาโหม (Former Trump Assistant Secretary of Defense For Indo-Pacific Affairs Randy Schriver ให้สัมภาษณ์  Politico)

          อีกด้านหนึ่งอดีตทีมงานของทรัมป์ยังยกย่องสรรเสริญการแต่งตั้ง  อเมริกันเชื้อสายจีนไต้หวันมาเป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่ง Tai เคยเป็นหัวหน้าทีม การบังคับใช้กฎหมายสำหรับจีนของประธานาธิบดีโอบามา และเคยเป็นหัวหน้ากงสุลของกรรมาธิการ สภาผู้แทน House Ways and Means Committee ตั้งแต่ 2017 ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเทียบชั้น Robert Lighthizer ซึ่งเป็นมือไม้ของทรัมป์สายเหยี่ยวที่ต่อกรกับจีน

ประเด็นสุดท้ายองค์คณะรัฐมนตรีของไบเดนยังประกอบไปด้วยชาวยิวจำนวนมาก รวมทั้งประธาน CFR ที่มีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศก็เป็นยิวด้วย แม้ไบเดนจะสร้างความหลากหลายด้วยการเปิดโอกาสให้กลุ่มข้ามเพศ หรือคนกลุ่มน้อยเข้าร่วมทีมในครม.และทีมงานก็ตาม แต่การนำก็คงจะอยู่ในมือคนเชื้อสายยิว จึงพอจะอนุมาณได้ว่านโยบายของสหรัฐฯต่ออิสราเอลคงไม่เปลี่ยนแปลงมาก นอกจากจะดูนุ่มนวลเหมือนเห็นใจปาเลสไตน์ และเมืองหลวงก็จะคงยังอยู่ในเยรูซาเล็มตามเดิม

จึงยังแยกไม่ออกว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์กับไบเดนที่มีต่อจีน ตะวันออกกลาง และอิหร่าน จะต่างกันอย่างใด

ที่แน่ๆสหรัฐฯถือว่าจีนเป็นภัยคุกคาม ดังนั้นอะไรก็ตามที่ไปเอื้อต่อจีนของประเทศพันธมิตรย่อมจะถูกสหรัฐฯจับตามอง เช่น การขุดคลองกระ ที่จีนได้ประโยชน์ในการลำเลียงพลผ่านคลองกระ โดยไม่ผ่านช่องมะละกา อันเป็นการฝ่าวงล้อม Indo-Pacific ย่อมเกิดความขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยไทยอาจได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าก็ได้

อนึ่งผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะมาชี้นำให้ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศ และการทหารให้สอดรับกับสหรัฐฯ

แต่การศึกษานโยบายต่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ทั้งลายลักษณ์อักษร และกลไกปฏิบัติงานเบื้องหลังของเขาจะทำให้เราดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทหาร ได้อย่างชาญฉลาด เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com