“วาระแห่งโลก”หลัง”โควิด 19”พ้นผ่าน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“วาระแห่งโลก”หลัง”โควิด 19”พ้นผ่าน
ม.ร.ว.พันธุ์ดิศ ดิศกุล อดีตบรรณาธิการข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์”สยามรัฐ”สมัยผมเป็นบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ ส่งความเห็นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ (เมื่อถามถึงที่มา…ก็ได้คำตอบจากคุณชายเพียงว่า… เพื่อนรุ่นพี่ ส่งให้) มาให้ผมอ่าน เมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้
แม้จะอ่านแล้วรู้สึกขำขัน แต่บางข้อ ก็น่าสนใจมากสำหรับผม ช่วยทำให้มองเห็น ประเด็นที่สำคัญ ได้ชัดเจนขึ้น
เห็นว่าควรจะนำ”ความเห็น”นี้ มาเผยแพร่ต่อ เพื่อเน้นย้ำว่าชาวโลก น่าจะได้บทเรียนอะไร จากการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19” คราวนี้บ้าง
จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้ครับ
Few lessons learnt in past few days:
- United States is no longer the world’s leading country.
- China won the 3rd World War without firing a missile and no one could handle it.
- Europeans are not as educated as they appear.
- We can survive vacations without trips to Europe and USA.
- No priest, poojari, usthad, astrologers saved patients.
- Health professionals are worth more than a footballer.
- Oil is worthless in a society without consumption.
- How animals feel in the Zoo.
- The planet regenerates quickly without humans into play.
- Majority of people can work from home.
- Everyone can survive without junk food.
- Living a hygienic life is not difficult.
- Only women are not supposed to know cooking.
- Media is bullshit.
- Actors are just entertainers, they are not HEROES.
Safe Quarantine world!l!
แปลได้ความว่า
“บางบทเรียนที่ได้รับจากหลายวันก่อน
๑ สหรัฐไม่ได้เป็นชาติผู้นำของโลกอีกต่อไปแล้ว
๒ จีนชนะสงครามโลกครั้งที่ ๓ โดยมิได้ยิงขีปนาวุธเลยแม้แต่นัดเดียวและไม่มีใครจัดการได้
๓ ชาวยุโรปไม่ได้มีการศึกษาดีจริง อย่างที่เห็น
๔ พวกเราสามารถพักผ่อนได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยุโรปหรือสหรัฐ
๕ ไม่มีใครรักษาผู้ป่วยโรค”โควิด 19”ได้ ไม่ว่าจะเป็นบาดหลวง, พระในศาสนาฮินดู, อุสต๊าด(ครูสอนศาสนาอิสลาม)หรือโหราจารย์
๖ มืออาชีพสาธารณสุขเป็นบุคลากร ที่มีคุณค่ามากกว่านักฟุตบอล
๗ น้ำมัน(เชื้อเพลิง)ไร้ค่าในสังคมที่ไม่มีการบริโภค(น้ำมัน)
๘ สัตว์ในสวนสัตว์รู้สึกอย่างไร คนก็รู้สึกอย่างนั้น
๙ โลกวกกลับมาเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว โดยที่มนุษย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
๑๐ คนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน
๑๑ ทุกคนอยู่รอดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาหารขยะ
๑๒ การดำรงชีพอย่างมีสุขอนามัย ไม่ใช่เรื่องยาก
๑๓ ไม่ใช่สตรีเท่านั้น ที่รู้จักทำอาหารเป็น
๑๔ สื่อคือ ไอ้งี่เง่า
๑๕ ตัวละครเป็นเพียงผู้สร้างความบันเทิง พวกเขาไม่ใช่”วีรบุรุษ”
จงช่วยกันกักกันโลกทั้งใบ !!!”
………
อ่านแล้วก็ขำใช่ไหมครับ ตามข้อสังเกตที่ยกมานี้
ที่ผมไม่ขำด้วยก็ตรงข้อ ๙ ที่ว่า”โลกวกกลับมาเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว โดยที่มนุษย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง”
โลกวกลับมาเกิดใหม่ หลังมนุษย์หยุดกิจกรรมบ่อนทำลายธรรมชาติ ด้วยการหยุดโรงงาน ที่ต้องปิดตัวไปเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสหยุดการเดินทาง โดยยานพาหนะต่างๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล (ซากสัตว์และซากพืชที่ทับถมใต้แผ่นดินมาแต่ดึกดำบรรพ์)
ที่สำคัญมากก็คือ หยุดปล่อยก๊าซเสียออกสู่ชั้นบรรยากาศ อันก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก เกิดภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดภูมิอากาศวิปริต เกิดภาวะ”เอลนิโญ” อันหมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุนแรงผิดปกติ ทั้งลมและฝนฟ้าอากาศ ฤดูกาลที่ผิดเพี้ยน หยุดการอุบัติของเชื้อโรคใหม่ๆ
นอกจากไม่ขำในข้อที่ ๙ แล้ว ก็พบความจริงว่า การที่เชื้อโรคใหม่ๆเช่น ”โควิด 19” ออกมาอาละวาด เพื่อเอาชีวิตมนุษย์นั้น ก็คือผลที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของมนุษย ที่ไม่บันยะบันยัง (ลุต่อโลภ โกรธ หลง) โดยลงโทษมนุษย์ ได้ให้รู้สึกตัว ว่าพลาดพลั้งไปแล้ว
เป็นการลงโทษ หรือเป็นการตักเตือน อย่างเท่าเทียมกัน ชนิดที่ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าจะยากจน ร่ำรวย สูงศักดิ์ หรือต่ำศักดิ์ หรือว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลก ล้วนไม่พ้นจากเงื้อมมือของไวรัสไปได้ หากกาละเทศะอำนวย
นับเป็นสงครามทำลายล้าง ที่มนุษย์พ่ายแพ้อย่างราบคบ แทบไม่มีทางต่อสู้ หรือตีโต้ ยกเว้นไวรัส จะยุติการรุกรานลงเอง ก่อนที่ชาติพันธุ์มนุษย์ จะสูญสิ้นไปหมดโลก
ซึ่งนั่นก็เป็น”ความหวังสุดท้าย”ของมนุษย์อย่างผมอย่างท่านที่จะอยู่รอด
มองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สงครามทำลายล้างมนุษย์ครั้งนี้ ผมเชื่อและขอ”ย้ำซ้ำ”จากบทความก่อนๆ ว่า เป็นการสร้างสมดุล ที่ธรรมชาติพยายาม จะเริ่มต้นโลกใหม่ ที่ดีกว่า ซึ่งกำลังเป็นอยู่ แม้จะกลับไปสู่ภาวะเดิมๆไม่ได้ เช่นเมื่อ ๔,๕๐๐ ล้านปีก่อน ก็ตามที
นับเป็น”บทเรียน”สำคัญ ที่มนุษย์พึงเรียนรู้โดยเร็ว เร่งกลับเนื้อกลับตัว หยุดการทำลายธรรมชาติ ยุติการทำลายภาวะแวดล้อม ซึ่งกระทำในอัตราเร็วเกินกว่า ที่ธรรมชาติจะปรับตัว ให้เกิดสมดุลได้ทัน
แต่รัฐบาลใด หรือองค์กรโลกใดเล่า จะสำเหนียกในข้อเท็จจริงนี้ ?
ผมก็ได้แต่ยืนกราน ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆนี้ ไปถึง รัฐบาลไทย ผู้นำโลกและองค์กรโลก ว่า
ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องร่วมกันกำหนดระเบียบวาระโลกขึ้นมาใหม่ แทนที่”การจัดระเบียบโลกใหม่”หรือ New world order ตามทัศนะตะวันตก ซึ่งส่งผลเสีย ให้เกิดการทำลายภาวะแวดล้อมอย่างมหาศาล จนธรรมชาติต้องส่งสัญญาน ว่ามนุษย์ชาติใกล้สิ้นสูญ จากโลกใบนี้แล้ว
ผมไม่รู้ว่า เลขาธิการสหประชาชาติ หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือผู้นำชาติอภิมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐ-จีน-รัสเซีย-ญี่ปุ่น-สหราชอาณาจักร-เยอรมนี หรือแม้แต่ กลุ่มประเทศต่างๆ สหภาพยุโรป-องค์กรมุสลิมโลก-สหภาพอาฟริกา-อาเซียน ฯลฯ เหล่านี้ จะได้สติ เริ่มต้นคิดแก้ไขระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาใช้แทน ที่ New world order หรือไม่ หลังจาก”โควิด 19” ค่อยๆหายไป
โดยมุ่งเน้น”ความสำคัญสูงสุด”ไปที่ “การจัดระเบียบภาวะแวดล้อมโลกใหม่” เป็นระเบียบวาระแรก ก่อนวาระอื่นใด ที่ระบุไว้ใน New world order เวลานี้ ซึ่งมี”จุดอ่อน”เต็มไปหมด เพราะเน้นแต่การสร้างผลประโยชน์ ให้แก่ชาติมั่งคั่งและพันธมิตร โดยเอารัดเอาเปรียบชาติที่ด้อยกว่ามาตลอด
ย้อนกลับไปดูอีกทีว่า การจัดระเบียบโลกใหม่ หรือ New world order เขาจัดลำดับ”ความสำคัญ”ไว้อย่างไร ดังต่อไปนี้ครับ
๑ ความเป็นประชาธิปไตย
๒ สิทธิมนุษยชน
๓ สภาพแวดล้อม
๔ การค้าเสรี
๕ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร
ผมว่า”ของใหม่” ที่จะดำริจัดทำขึ้นมา ทุกฝ่ายน่าจะตกลงกันให้ให้ได้ก่อน
โดยเริ่มต้น จากข้อ ๓ คือ”สภาพแวดล้อม”เลย
ข้ออื่นๆ “โละทิ้ง”ไปก่อน อย่าให้ความสนใจ
จากนั้น ก็เอาทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของรัชการที่ ๙ ซึ่งได้รับการยอมรับในวงการสากลมาแล้ว (ในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเคยแถลงยกย่อง) มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอกินพออยู่ ไม่มุ่งกวาดความมั่งคั่ง(มาเป็นของตนฝ่ายเดียว)เป็นสำคัญ ก็น่าจะใช้ได้แล้ว
ขออย่างเดียว เรื่องนี้ ต้องเป็นมติโลกโดยรวม ถ้าไม่ทำโดยรวม ความพยายามนี้ก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถ้าหากชาติมหาอำนาจยังแอบแสวงหาผลประโยชน์ จากการทำลายภาวะแวดล้อมต่อไป ไม่ยอมหยุด
ถามว่า จะมีใครกล้า ตอบรับข้อเสนอนี้บ้าง
ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่ร่วมมือด้วย หรือร่วมมือแต่แอบละเมิดข้อตกลง ก็เตรียมตัวตาย ชนิด”ยกคอก”ทั้งโลกได้เลย
เพราะมีคำทำนาย(ที่ถูกต้องมาแล้วครึ่งหนึ่ง) บอกว่า หากวิกฤติครั้งนี้ผ่านไป “โควิด 19” จะกลับมาอีกครั้งใน ๑๐ ปีข้างหน้า แล้วก็จะสูญหายไปเลย
ก็ไม่รู้ว่า นั่นคือ”วันโลกาวินาศ”หรือไม่







