หายนะจากนิวเคลียร์คือภัยคุกคามที่เป็นความจริง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
หายนะจากนิวเคลียร์คือภัยคุกคามที่เป็นความจริง
ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ จะออกมาระบุว่าผู้ที่ระดมยิงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย คือ ยูเครนแล้วก็ตาม แต่ทางฝ่ายกองกำลังของยูเครนก็ยังคงระดมยิงเป้าหมายรายรอบโรงไฟฟ้าแห่งนี้อยู่ ซึ่งก่อให้เกิดการหวั่นวิตกว่าจะก่อให้เกิดมหันตภัยจากกัมมันตรังสีไปทั่วยุโรป และภัยในครั้งนี้หากมันเกิดขึ้นตามสถานการณ์ที่กดดันนี้ จะร้ายแรงกว่าอุบัติภัย นี่เกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอโนบิล ซึ่งเป็นอุบัติเหตุจากการขัดข้องของเครื่องหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ ทำให้เกิดความร้อนสูงและเกิดการรั่วไหลจากเตาปฏิกรณ์ อันนำมาซึ่งการแพร่กระจายของกัมมันตรังสี เมื่อประมาณ 56 ปีที่แล้ว และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังต้องมีการควบคุมความร้อนของเตาปฏิกรณ์ที่นั่น โดยในขณะนี้ก็ยังมีกัมมันตภาพปนเปื้อนอยู่ในบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และสิ่งมีชีวิต แม้ไม่เสียชีวิตทันทีแต่ก็อาจเกิดโรคร้ายแรง หรือการกลายพันธุ์ได้
ด้วยการเปรียบเทียบอันตรายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอโนบิลกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ใช้ระเบิดเมืองฮีโรชิมา ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกัน ซึ่งมีน้ำหนักแร่ยูเรเนียมเพียง 64 กิโลกรัม แต่ยูเรเนียมที่เชอโนบิลหนักถึง 180 ตัน ต่อเตาปฏิกรณ์ทำให้สามารถคำนวณขนาดของมหันตภัยได้ชัดเจน
ครั้นมาพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันโรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย มีถังเก็บกากนิวเคลียร์ในพื้นที่โล่งรอบโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเมื่อพูดถึงกากนิวเคลียร์ ก็อย่าได้เข้าใจว่ากากนิวเคลียร์จะมีความปลอดภัย เพราะตามหลักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ กากแร่ยูเรเนียมยังคงมีปฏิกิริยาในการกลายสภาพเป็นแร่ในระดับชั้นที่ต่ำกว่า และจะคายกัมมันตภาพรังสีอันเป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตได้อย่างมาก
ที่สำคัญสถานที่เก็บกากแร่ยูเรเนียมนี้ถูกตั้งอยู่ในสถานที่ ที่ไม่มีการป้องกันใดๆเลยจากภายนอก ต่างจากแร่ยูเรเนียมที่มีการปรับสมรรถนะแล้ว อันเป็นแร่ที่เตรียมเข้าใช้ในเตาปฏิกรณ์ที่จะถูกเก็บไว้อย่างดี มีฉนวนตะกั่วปิดกั้นตามมาตรฐาน

ทว่ากองกำลังของยูเครนก็ยังทำการยิงถล่มด้วยจรวดหลายลำกล้องที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอังกฤษ เป็นระยะๆ และถ้าจรวดเหล่านั้นตกใส่ถังใส่กากนิวเคลียร์ มันก็จะสร้างเขตฟุ้งกระจายกัมมันตภาพรังสีเป็นรัศมี 130 กิโลเมตร รอบเมือง Enerodaar ครอบคลุมเมือง Melitopol ถึงเมือง Dneprope Trovsk ซึ่งยังแผ่ไปปกคลุมอ่างเก็บน้ำ Kakhovka และ แม่น้ำ Dnieper
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าการยิงถล่มของกองกำลังยูเครนไปถูกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย เขตภัยพิบัตินิวเคลียร์ก็จะขยายตัวออกไปเป็น 30,000 ตร.กม. ซึ่งก็เท่ากับการครอบคลุมพื้นที่ไปโดยรอบแคว้นซาโปริซเซีย โดยตามการประเมินของนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์คาดว่าจะเป็นเขตภัยพิบัติที่สิ่งมีชีวิตไม่อาจจะอาศัยอยู่ได้ถึง 100,000 ปี ครับไม่ผิดหรอกครับหนึ่งแสนปี
ยิ่งไปกว่านั้นหากจรวดของฝ่ายยูเครนไปทำลายโรงไฟฟ้าที่เป็นพลังงานสำหรับเครื่องหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อันเป็นเหตุให้เตาปฏิกรณ์มีความร้อนเกินขีดจำกัด ผลมันก็จะไม่ต่างจากภัยพิบัติแบบเดียวกับเชอร์โนบิล ถ้าสามารถเข้าไปกอบกู้ได้ ก่อนมันระเบิดและกระจายฝุ่นกัมมันตภาพไปทั่วยุโรป
แล้วทำไมเซเลนสกี้ถึงได้สั่งการให้มีการโจมตีรอบบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปว่า เซเรนสกี้ ต้องการล้มเลิกการลงประชามติที่แคว้นซาโปรัสซี และเคอร์สันที่ผิดหวังต่อความพ่ายแพ้ของเขา และอาจลงประชามติสนับสนุนรัสเซีย

อนึ่งสำหรับเคียฟการสูญเสียโรงงานไฟฟ้าซาโปริซเซีย เป็นการสูญเสียโรงไฟฟ้าโรงที่ 5 ของโรงไฟฟ้าทั้งหมดในยูเครน
เมื่อโรงไฟฟ้าถูกยึดเป็นส่วนใหญ่ ย่อมมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรื่องพลังงานให้กับประชาชนชาวยูเครนภายใต้การกำกับของรัฐบาลเคียฟ โดยเฉพาะการส่งไฟฟ้าไปขายยังต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลขาดรายได้จำนวนมาก เมื่อไม่ได้ครอบครองก็ต้องทำลายขีดความสามารถไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เซเรนสกี้ตระหนักหรือไม่ว่าเขากำลังเล่นกับอันตรายขั้นมหาภัยพิบัติ
นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองไปอีกมุมว่าเซเรนสกี้อาจไม่ได้แค่ต้องการจะทำลายเท่านั้น แต่ยังต้องการแบล็คเมล์ยุโรป กล่าวคือถ้าไม่สนับสนุนด้านการเงินและอาวุธให้ยูเครนอย่างต่อเนื่องและพอเพียง จนยูเครนสามารถรุกคืนพื้นที่ในจุดสำคัญหลายแห่ง รวมทั้งโรงไฟฟ้าแล้วละก็ ยุโรปจะต้องเจอมหหันตภัยจากนิวเคลียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่จากอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมันเป็นการละเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

องค์การ International Atomic Energy Agency (IAEA) ได้ออกรายงานภายหลังการได้รับอนุญาตจากทั้งสองฝ่ายให้เข้าตรวจสอบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าซาโปริซเซียที่กองทหารรัสเซียยึดครองอยู่ โดยสรุปว่าสถานการณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาโปริซเซีย อยู่ในขั้นเสี่ยงต่อภัยคุกคาม
แต่ก็ยังคงมีปัญหาที่ IAEA ต้องตอบให้ชัดเจนคือความเสี่ยงนั้นมีมากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดภัยพิบัติจากการฟุ้งกระจายของกัมมันตภาพรังสี
หากยังมีการโจมตีโดยรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซียอย่างต่อเนื่องอย่างปัจจุบัน สภาพความเสี่ยงก็อาจจะเลวร้ายมากขึ้น
แค่เริ่มต้นการเกิดปัญหาในการส่งกระแสไฟฟ้าก็จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม และเครื่องมือเครื่องจักรที่จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนกระบวนการผลิต ซึ่งขยายวงไปถึงยุโรป นี่ยังไม่นับรวมความเสียหายอันตรายที่จะเกิดกับสิ่งมีชีวิต เพราะการแพร่กระจายของฝุ่นกัมมันตภาพรังสี
ดังนั้นการจะยุติมหันตภัยจากการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี ก็คือการจัดการให้มีการยุติการโจมตีบริเวณรายรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาโปริซเซีย และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆ
แม้ว่า IAEA จะให้คำแนะนำว่าการโจมตีโรงไฟฟ้าและบริเวณรายรอบ จะต้องยุติโดยทันที เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นมากกว่านี้ นั่นหมายถึงต้องยุติการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และสิ่งอำนายความสะดวกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง แต่การจะดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จเพื่อป้องกันมหาภัยพิบัติ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
นั่นคือความร่วมมือจัดตั้งเขตปลอดภัยรอบบริเวณโรงไฟฟ้า จากฝ่ายยูเครน รัสเซีย ยุโรป และสหรัฐฯ มิฉะนั้นก็จงเตรียมตัวรับภัยพิบัติที่จะกลายเป็นโศกนาฎกรรมของโลกในไม่ช้า โดยที่ยังไม่ทันเกิดภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะความไร้การยั้งคิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง







