ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (31)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (31)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
พันธมิตรสงครามได้แตกแยกกันออกไป และนครมะดีนะฮ์ปลอดพ้นจาก อันตรายแล้ว มุสลิมจึงหันมาจัดการกับพวกเขา พวกยิวหลบหนีเข้าไปอยู่ ในป้อมค่ายของพวกเขา มุสลิมจึงบุกเข้าล้อมไว้ แต่หลายวันต่อมาพวกเขา ขอร้องให้ท่านศาสดายกเลิกการปิดล้อม และตกลงให้มีการไต่สวนพิพากษา ข้อขัดแย้งดังกล่าว
ท่านศาสดาอนุญาตให้พวกยิวเลือกอนุญาโตตุลาการของพวกเขาขึ้น มาเอง ณ ที่นี้พวกเขาได้กระทำความผิดพลาดที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างใหญ่หลวง พวกเขาควรที่จะเลือกมุฮัมมัดผู้ทรงความเมตตากรุณาให้ เป็นผู้ตัดสินของพวกเขา ถ้าหากพวกเขากระทำเช่นนั้น ท่านก็จะอนุญาต ให้พวกเขาละออกจากนครมะดีนะฮ์พร้อมกับสัมภาระและปศุสัตว์ของพวก เขา และเรื่องนี้ก็เป็นอันยุติกันไป
แต่พวกยิวไม่ยอมเลือกมุฮัมมัดให้เป็นผู้ตัดสินของพวกเขา แต่พวก เขากลับเลือก สะอัด อิบนิ มุอาซ จากเผ่าเอาส์ ผู้ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพันธมิตร คนก่อนของพวกเขา สะอัดเป็นผู้ที่ไม่สนใจใยดีใดๆ เลยกับชีวิตของตนเอง รวมถึงชีวิตของผู้อื่นด้วยเช่นกัน
สะอัดบาดเจ็บอย่างหนักจากสงครามสนามเพลาะในครั้งนี้ และต่อ มาหลังจากที่ได้ออกคำตัดสินวินิจฉัยชะตากรรมของพวกยิวเป็นที่เรียบร้อย แล้วเขาก็ถึงแก่กรรม เขาประกาศว่าการก่อกบฏเป็นความผิดหนึ่งที่ไม่อาจ ให้อภัยได้ และคำตัดสินของเขาย่อมไม่เป็นการผ่อนปรนใดๆ เขาได้นำ คัมภีร์เตาเราะฮ์อันเป็นคัมภีร์ของพวกยิวมาอ่านเป็นคำพิพากษา โดยให้ลง โทษประหารชีวิตพวกผู้ชายทั้งหมด สำหรับผู้หญิงและเด็กๆ ให้จับตัวเป็น ทาส คำพิพากษาของเขาได้รับการปฏิบัติตามในบัดดลนั้น
พวกยิวแห่งเผ่าบนูกุรอยเซาะฮ์ ถูกประหารชีวิตหมู่ในฤดูใบไม้ผลิ แห่งปี ค.ศ. 627 นับจากวันนั้นเป็นต้นมา อิทธิพลของพวกยิวที่มีต่อชีวิต ของชาวมะดีนะฮ์ในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองได้อันตรธานไปสิ้น
ฉะนั้นบรรดาผู้มีจิตใจเป็นธรรม ย่อมเล็งเห็นได้ด้วยตนเองว่า การ ที่พวกยิวทั้งสามก๊กต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนั้น ก็เป็นเพราะพวก เขาได้ถักทอตาข่ายไว้เป็นกับดักตนเอง ให้ติดบ่วงด้วยมือทั้งสองข้าง ของพวกเขาเอง ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ได้ลงนามในกฎบัตรหรือธรรมนูญแห่ง นครมะดีนะฮ์กับท่านศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้าด้วยมือของพวก เขาเอง ซึ่งกฎบัตรนี้มีมาตราที่สำคัญๆ ดังนี้
กฎบัตรหรือธรรมนูญแห่งนครมะดีนะฮ์
ประชาชนชาวยัษริบ ยอมรับมุฮัมมัดเป็นผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา และท่านได้มอบ “กฎบัตรของประชาชน” ฉบับหนึ่งให้กับพวกเขา ซึ่งเชื่อ กันว่าเป็นเอกสารในอิสลามที่ขีดเขียนกันไว้เป็นฉบับแรก (นอกเหนือจาก อัล กุรอาน) กฎบัตรฉบับดั้งเดิมที่ได้เก็บรักษาไว้โดยอิบนิ อิสฮาก มีอยู่ ด้วยกันทั้งหมดรวม 47 มาตรา ดังที่ได้แสดงไว้ข้างล่างนี้ถือว่าเป็นมาตรา ที่มีความสำคัญมากคือ
1. ความขัดแย้งทั้งหมดระหว่างสองฝ่ายใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นใน ยัษริบ จะต้องอ้างอิงกลับไปยังมุฮัมมัด เพื่อการตัดสินชี้ขาดของท่านให้ พวกเขา
2. บรรดามุสลิมและยิวล้วนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
3. กลุ่มแต่ละกลุ่มในยัษริบมีอิสระที่จะยึดถือศาสนาของตนเอง และไม่อนุญาตให้กลุ่มใดไปวุ่นวายกับกิจกรรมของกลุ่มอื่นๆ
4. ในกรณีที่นครยัษริบถูกโจมตีจากกำลังภายนอก กลุ่มทั้งสองนั้น คือทั้งมุสลิมและยิวจะต้องร่วมกันปกป้องเมือง
5. ทั้งสองกลุ่มจะต้องงดเว้นจากการหลั่งเลือดกันในเมือง
6. มุสลิมจะต้องไม่เข้าสู่สงครามกับมุสลิมด้วยกันเอง เพื่อเห็นแก่ ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
ถ้าหากยังไม่กล่าวถึงอิทธิพลอันร้ายกาจของพวกยิวทั้งสามก๊กนี้ ซึ่ง เป็นผู้สืบสายตระกูลมาจากหนึ่งในสิบสองเผ่าพันธุ์ของบนีอิสรออีลแล้ว ก็อาจจะทำให้ผู้หนึ่งค้างคาใจอยู่ว่า หลังจากพวกยิวถูกเนรเทศออกจาก นครมะดีนะฮ์ไปแล้ว พวกเขายังคงมีฤทธิ์เดชในการต่อต้านท่านศาสดา มุฮัมมัดศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์อยู่อีกหรือไม่ !
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสาธยายในรายละเอียดของเรื่องนี้ต่อไป เพื่อทำ ให้ข้อปุจฉานี้ได้รับความกระจ่างแจ้ง เพื่อจะได้ก้าวต่อไปเพื่อดูว่าบรรดา ประเทศที่มารเข้าครอบครองและใส่เสื้อคลุมของคุณธรรมความดีหรือ เสื้อคลุมของศาสนาสวมทับไว้นั้น ต่างมีการแย่งชิงความเป็นใหญ่และทำ สงครามล้างผลาญกันอย่างไรในบทต่อไป
การพิชิตคอยบัร
คอยบัรเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างจากนครมะดีนะฮ์ ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 90 ไมล์ อยู่ในฮัรรอหรือแนวภูเขาไฟ มีบ่อน้ำพร้อมน้ำพุที่ไหล พุ่งขึ้นมาจากหินบะซอลท์ มีการจัดวางระบบการชลประทานไว้อย่างยอด เยี่ยม จึงให้ผลผลิตอินทผลัมและเมล็ดพันธุ์พืชที่มีความอุดมสมบูรณ์
ก่อนที่จะถึงยุคสมัยของท่านศาสดาแห่งอิสลามเป็นเวลานาน หุบเขา แห่งคอยบัรและหุบเขาอื่นๆ ที่อยู่ทางเหนือและใต้ ล้วนเป็นอาณานิคมของ ชาวยิว ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า พวกยิวเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเกษตรกร ของประเทศที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นผู้นำในทางอุตสาหกรรมและ ธุรกิจอีกด้วย พวกเขาพึงพอใจอยู่กับการผูกขาดอุตสากรรมด้านอาวุธ ผูกขาดอุตสากรรมด้านอาวุธ
ในสมัยของศาสดา สรรพาวุธที่ดีที่สุดของอารเบียอยู่ที่คอยบัรทั้ง หมด บรรดาชาวยิวที่ถูกอัปเปหิออกจากนครมะดีนะฮ์ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ ที่คอยบัรอีกเช่นกัน และพวกเขามีชื่อเสียงในงานฝีมือด้านโลหะ
เบ็ตตี้ เคเลน
พวกกอยนุกอฮ์ ถูกขับไล่ออกจากนครมะดีนะฮ์ โดยงานหลักแล้ว พวกเขาเป็นช่างโลหะด้วยกับการเรียนศิลปะการตีเหล็กให้เป็นอาวุธที่ส่อง ประกายวาววับ เช่น ดาบโค้งวงจันทร์และหมวกเหล็กที่กันแสงอาทิตย์ ซึ่ง ทำให้การศึกสงครามในทะเลทรายเป็นที่เลื่องชื่อ พวกเขาทำอาวุธยุทธภัณฑ์ ที่ทำด้วยบรอนซ์ ด้วยการตีและขัดให้เป็นเงางาม พร้อมด้วยหมวกเหล็ก ให้เข้าคู่กันและดาบที่ส่องประกาย ซึ่งเมื่อฟันผ่านอากาศไปอย่างเร็วแล้วมัน จะทำให้เกิดเสียงวี้ดขึ้นในอากาศ
พวกยิวแห่งคอยบัรได้ยินเรื่องการทำสัญญาสงบศึกที่ฮุดัยบียะฮ์ พร้อมกับข้อตกลงต่างๆ ของสนธิสัญญาดังกล่าวเช่นกัน เช่นเดียวกับพวก กูเรชในนครมักกะฮ์ อุมัร บิน อัล ค็อตต็อบและพวก “เหยี่ยว” บางคนใน หมู่มุสลิมที่นครมะดีนะฮ์ได้แปลสัญญาสงบศึกนี้ไปในลักษณะของการ “ยอมจำนน ของฝ่ายมุสลิม พวกยิวแห่งคอยบัรก็เช่นกัน พิจารณาเห็นว่า มันเป็นอาการของการเริ่มต้นความเสื่อมสลายในอำนาจของรัฐมะดีนะฮ์ ด้วยการฝากความเชื่อไว้กับทฤษฎีของการ “เสื่อมสลาย” นี้ พวกเขาเริ่มยุยง อาหรับเผ่าต่างๆ ที่อยู่ระหว่างคอยบัรกับนครมะดีนะฮ์ให้โจมตีมุสลิม หนึ่ง ในเผ่าเหล่านี้ก็คือพวกกอตาฟานที่เป็นพันธมิตรของยิวแห่งคอยบร
พวกเขาเริ่มส่งกองกำลังของพวกเขาเดินทางเข้ามาในเขตเลี้ยงสัตว์ รอบๆ นครมะดีนะฮ์ เขตเลี้ยงสัตว์เหล่านี้มีอยู่แห่งหนึ่งเป็นเขตของท่าน 5 เขตเลยงสตว์เหลานมือ ศาสดาเอง ครั้งหนึ่งขณะที่บุตรชายของอบูชาร อัล กิฟารี กำลังเลี้ยงอูฐ ของท่านศาสดาอยู่ พวกกอตาฟานเข้าจู่โจมและได้สังหารเขาทิ้งเสียพร้อม กับจับตัวมารดาของเขาซึ่งได้มาช่วยเขาเลี้ยง พร้อมกับต้อนอูฐทั้งฝูงนั้นไป ด้วย อย่างไรก็ตามบรรดามุสลิมสามารถตามพวกปล้นเหล่านี้ไปได้ทัน และ ช่วยเหลือภรรยาของอบูชาร อัล กิฟารีมาได้
มุฮัมมัดตัดสินใจที่จะจัดการกับเรื่องของการท้าทายอันไร้เหตุผล
เหล่านี้เสียให้สิ้นซาก ท่านมีความคิดว่าไม่เป็นการฉลาดเลยที่จะรอให้ยิว และพันธมิตรของพวกเขาเข้ามาล้อมนครมะดีนะฮ์เป็นครั้งที่สอง และนับ เป็นการดีกว่าที่จะชิงกระทำก่อนพวกเขา เพราะฉะนั้นท่านจึงสั่งให้บรรดา มุสลิมจัดกองทัพเพื่อเดินทางมุ่งสู่คอยบัร
ในเดือนกันยายนปี ค.ศ. 628 ท่านศาสดามุฮัมมัดเดินทางออกจาก นครมะดีนะฮ์ พร้อมด้วยกำลังทหาร 1,600 คน มีสตรีร่วมเดินทางไปกับ เพื่อทำหน้าที่ กองทัพด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็นพยาบาลคอยดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและป่วย ไข้
คอยบัรมีป้อมปราการอยู่รวมแปดป้อมค่ายที่นับว่าแข็งแกร่ง และ ที่สำคัญที่สุดจากทั้งหมดนี้ก็คือป้อมค่ายที่อัล กอมุส ขุนพลของกองทัพของ พวกเขาก็คือยอดนักรบที่มีชื่อเสียงที่สุดชื่อมัรฮับ เขามีนักรบที่เก่งกล้า ที่สุดของคอยบัรอยู่ใต้การบังคับบัญชาของเขา เป็นนักรบที่มีอาวุธครบมือ ที่ดีที่สุดในดินแดนอารเบียสมัยนั้น
มุฮัมมัด ฮูเซน ฮัยกัล
การศึกที่คอยบัรนับเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุด มวล ชนของพวกยิวที่อาศัยอยู่ที่คอยบัรเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่สุด รวยที่สุด และมีอาวุธในการสู้รบที่ดีที่สุดในมวลหมู่ผู้คนแห่งอารเบีย (ฮะยาตุ มุฮัมมัด ไคโร ค.ศ. 1935)
อย่างไรก็ตาม บรรดามุสลิมสามารถยึดป้อมค่ายที่คอยบัรได้ทั้งหมด ยกเว้นที่อัล กอมุส ซึ่งปรากฏว่าไม่อาจตีให้แตกพ่ายได้ มุฮัมมัดส่งอบู บักรออกไปในคราวหนึ่งและอุมัรออกไปในอีกคราวหนึ่ง พร้อมด้วยนัก รบจำนวนหยิบมือหนึ่ง เพื่อพยายามเข้าพิชิตอัล กอมุส และความพยายาม ของพวกเขาต้องประสบกับความล้มเหลว มีนายทหารคนอื่นๆ อีกที่ พยายามจะเข้ายึดป้อมค่ายนี้เช่นกัน แต่พวกเขาก็ต้องประสบความล้มเหลว
ครั้งแล้วครั้งเล่า ความล้มเหลวเหล่านี้เริ่มบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจของ กองทัพ
มุฮัมมัดตระหนักดีว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเหตุการณ์พิเศษที่ จะต้องกระทำ เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของบรรดามุสลิมที่กำลังถด ถอยเอาไว้ และต้องกระทำในฉับพลัน เมื่อความพยายามที่จะเข้ายึดอัล กอมุสอีกครั้งหนึ่งต้องล้มเหลวลง ท่านจึงตัดสินใจและประกาศขึ้นว่า
“พรุ่งนี้ฉันจะมอบธงรบแห่งอิสลามให้กับวีรบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งเขารัก พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ก็รัก เขา เขาเป็นผู้ที่โจมตีศัตรูโดยไม่ถอยหนี และเขาจะเป็นผู้พิชิตคอยบัร
บรรดาสาวกต่างรู้สึกว่าคำทำนายของท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าจะ ต้องบังเกิดขึ้นจริง และการพิชิตคอยบัรจะต้องเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น เพราะ ฉะนั้นทุกคนในหมู่พวกเขาจึงเป็นคู่แข่งเพื่อความรุ่งโรจน์และเกียรติยศ ของการเป็นผู้พิชิต หลายคนของพวกเขาไม่ได้นอนตลอดคืนด้วยความ ทะยานอยากที่จะเป็น “ที่รักของพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์” และ จะได้เป็นวีรบุรุษผู้ซึ่งจะเป็นผู้พิชิตคอยบัร
เช้าวันรุ่งขึ้นบรรดาสาวกต่างมารวมตัวกันอยู่หน้ากระโจมของท่าน ศาสดา แต่ละคนล้วนแต่งชุดขุนพลยืนเป็นแถวรออยู่ และต่างแข่งขันกัน เพื่อให้ตนเองดูน่าสนใจอย่างที่สุด
ในขณะนั้นศาสนทูตแห่งพระเจ้าออกมาจากกระโจม และฝูงชน จำนวนมากเริ่มที่จะแสดงอาการร้อนรนออกมาให้เห็น สาวกแต่ละคนต่าง พยายามทำตัวเองให้เด่นมากกว่าคนอื่น เพื่อหวังที่จะดึงดูดสายตาเจ้านาย ของเขา แต่ปรากฏว่าเจ้านายกลับไม่ได้ให้ความสนใจใดๆ แก่พวกเขาคน ใดเลย เพียงแต่ได้ตั้งคำถามหนึ่งขึ้นมานั้นคือ “อะลีอยู่ที่ไหน !”
ขณะนั้นอะลีอยู่ในกระโจม เขารู้ดีว่าหากเขาเป็น “ที่รักของพระเจ้า และศาสนทูตของพระองค์แล้ว” ฉะนั้นก็จะต้องเป็นเขาไม่ใช่ผู้อื่นอย่างแน่
นอนที่จะเข้ายึดป้อมค่ายแห่งอัล กอมุส ท่านศาสดาจึงให้ไปตามตัวเขามา
เมื่ออะลีมาถึง ท่านศาสดาได้ทำพิธีมอบธงรบแห่งอิสลามให้ในมือของ เขา ท่านได้วิงวอนขอพรต่อพระองค์และขอให้ได้รับชัยชนะพร้อมโบกมือ อำลาให้กับเขา วีรบุรุษหนุ่มจึงทะยานออกสู่ป้อมปราการอันน่าสะพึงกลัว ที่สุดในดินแดนอารเบีย ที่ซึ่งนักรบยิวที่มีความกล้าหาญที่สุดกำลังรอคอย เขาอยู่ เขาได้สู้รบกับผู้คนทั้งหมดเหล่านี้ และสามารถเอาชนะพวกเขาพร้อม กับปักธงชัยแห่งอิสลามลงบนป้อมปราการเอกของพวกเขา
เมื่อผู้พิชิตเดินทางกลับมายังค่ายพัก ศาสนทูตแห่งพระเจ้าออกมา ต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม จูบและกอดเขา วิงวอนขอพรต่อพระเจ้าให้ทรง ประทานรางวัลที่ดีที่สุดของพระองค์ให้กับผู้สืบตระกูลของเขา
อิบนิ อิสฮาก
บุรอยดะฮ์ บิน ซุฟยาน บิน ฟัรวะฮ์ อัลอัสลามี เล่าให้ฉันฟังจาก ซุฟยาน บิน อัมร บิน อัลอัควะฮ์ ผู้เป็นบิดาของเขา มีความว่า ศาสนทูต ส่งอบูบักรพร้อมธงรบของท่านเพื่อให้ไปสู้รบกับป้อมค่ายหนึ่งที่คอยบัร เขาได้ออกไปสู้รบแต่กลับมาพร้อมกับความพ่ายแพ้ จึงไม่สามารถยึดป้อม ค่ายได้ ในวันรุ่งขึ้นท่านได้ส่งอุมัรออกไป แต่ก็ต้องประสบกับชะตากรรม เช่นเดียวกัน ท่านศาสนทูตจึงกล่าวขึ้นว่า “พรุ่งนี้ฉันจะมอบธงรบให้กับชาย คนหนึ่งซึ่งเขารักพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ พระเจ้าจะทรงพิชิตมัน ด้วยกับการกระทำของเขา เขาจะไม่มีวันถอย” วันต่อมาท่านได้มอบธงรบ ให้กับอะลี (ฮะยาตุ มุฮัมมัด)
เอ็ดเวิร์ด กิบบอน
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครมะดีนะฮ์ เป็นที่ตั้งของเมืองแห่ง คอยบัรโบราณ และมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นฐานกำลังอันสำคัญของพวก
ยิวในดินแดนอารเบีย เป็นเขตแดนที่มีความสมบูรณ์แห่งหนึ่งในทะเลทราย ปกคลุมไปด้วยสวนผลไม้และฝูงปศุสัตว์ มีปราสาทรวมแปดแห่งคุ้มกัน อยู่ ซึ่งมีบางป้อมที่ยากยิ่งแก่การที่จะตีให้ถล่มทลายลงได้ กองกำลัง ของมุฮัมมัดประกอบด้วยม้า 200 ตัว และทหารเดินเท้า 1,400 นาย จาก การเข้ายึดอย่างต่อเนื่องและยากลำบากรวมแปดครั้งติดต่อกัน พวกเขา ต้องเผชิญกับอันตราย ความเหนื่อยล้าและหิวกระหาย บรรดาแม่ทัพ นายกองที่เก่งกล้าที่สุดต้องหมดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านศาสนทูต ได้กระตุ้นความศรัทธาและความกล้าหาญของพวกเขาด้วยแบบอย่าง ของอะลี ผู้ซึ่งท่านได้ให้สมญานามแก่เขาว่า “ราชสีห์แห่งพระเจ้า” บางที่ เราอาจจะเชื่อว่ายอดนักรบฮิบรูคนหนึ่งที่มีร่างยักษ์ ถูกฟันผ่าซีกลงมาถึง หน้าอกด้วยดาบรูปโค้งงออันไม่อาจทัดทานได้ของเขา แต่เราไม่อาจสามารถ เยินยอเรื่อง ราวอันรัญจวนใจที่ได้กำหนดให้เขาเป็นผู้กระชากประตูบาน หนึ่งของป้อมค่ายจากบานพับของมัน และแก่วงไกวที่มือจับอันหนักอึ้งด้วย มือซ้ายของเขา (The Decline and Fall of the Roman Empire)
วอร์ชิงตัน เออร์วิง
เมืองแห่งคอยบัรมีระบบงานที่ดีและมีป้อมปราการเป็นแนวป้องกัน ที่แข็งแรง ซึ่งมีชื่อว่าอัล กอมุส สร้างอยู่บนเนินหินสูงชันดูประหนึ่งว่าไม่อาจ จะตีให้แตกได้ การเข้ายึดเมืองนี้นับเป็นภารกิจอันสำคัญที่สุดที่มุสลิมยัง จะต้องกระทำให้สำเร็จ เมื่อมุฮัมมัดมาเห็นป้อมค่ายนี้ที่มีกำแพงที่แข็งแรง และดูทะมึนที่สร้างมาจากหินผา เป็นที่กล่าวกันว่าท่านได้วิงวอนขอการช่วย เหลือจากพระผู้อภิบาลให้ยึดมันได้สำเร็จ
การปิดล้อมค่ายนี้ดำเนินไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และนับว่าท้าทายฝีมือ และความอดทนของมุฮัมมัดและกองทหารของท่าน เพราะยังไม่มี ประสบการณ์พอที่จะเข้าโจมตีสถานที่ๆ เป็นป้อมคูประตูรบ มุฮัมมัดได้สั่ง
ให้โจมตีด้วยตัวของท่านเอง ฝ่ายเข้ายึดปกป้องตนเองด้วยการขุดสนาม เพลาะ และนำเอาเสากระทุ้งมาให้กระแทกกำแพง มีผลทำให้เกิดเป็นช่อง โหวในที่สุด แต่ความพยายามที่จะผ่านเข้าไปในช่องนี้ต้องถูกตีกลับออกมา อย่างรุนแรงทุกคราไป เป็นเวลาสองสามวันติดต่อกัน อบูบักรได้นำกองกำลัง รุกเข้าไปอยู่ครั้งหนึ่งด้วยการถือธงรบของท่านศาสดา แต่หลังจากได้ต่อ สู้อย่างกล้าหาญยิ่งแล้วก็ถูกขับไล่หนีแตกพ่ายออกมา การโจมตีครั้งต่อ ไปเป็นการนำทัพโดย อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ ผู้ซึ่งได้สู้รบอยู่จนหมดวันโดย ไม่มีผลลัพธ์อะไรที่ดีขึ้น
การโจมตีครั้งที่สามนำโดยอะลี ผู้ซึ่งมุฮัมมัดได้มอบดาบของท่านให้ กับเขา ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ซุลฟิกอร” หรือ “ที่คมกริบ” เมื่อได้มอบธงรบให้ ในมือของเขาแล้ว ท่านได้ประกาศให้เขาเป็น “ชายผู้ที่เขารักพระเจ้าและ ศาสนทูตของพระองค์ และผู้ที่พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ก็รักเขา ชายผู้ที่ไม่เคยรู้จักความกลัว และไม่เคยถอยหลังให้กับศัตรูคนใด”
ณ ที่นี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะกล่าวถึงเรื่องราวที่กล่าวขานกันถึงบุคลิก ลักษณะของอะลี เขาเป็นคนมีความสูงปานกลาง มีร่างกายที่หนาและบึก ปืน มีพละกำลังมหาศาล เขายิ้มสรวลอยู่เสมอ มีใบหน้าที่แดงกล่ำพร้อม เคราที่ดกเป็นพุ่ม เขามีจุดเด่นของความเป็นผู้ที่มีจิตใจดีมีไมตรีจิต มีสติ ปัญญาที่เฉียบแหลม มีความรักในศาสนา และจากความกล้าหาญชาญชัย จึงได้รับสมญานามว่า “ราชสีห์แห่งพระเจ้า
นักเขียนชาวอาหรับคงชอบอยู่กับการยกย่องถึงเรื่องคอยบัรใน ลักษณะที่เกินจริงกับวีรบุรุษที่โปรดปรานคนนี้ของพวกเขา พวกเขากล่าว ว่า เขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีแดงเข้ม สวมเสื้อเกราะทำด้วยเหล็กทับไว้ ปืนป่าย ขึ้นไปพร้อมกับพลพรรคของเขา เพื่อมุ่งไปยังช่องโหว่ที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ กองขวางทางอยู่ด้านหน้า เขาได้ปักธงรบบนยอดกองหินนี้ โดยตั้งใจว่า จะไม่มีวันถอยจนกว่าจะได้ยึดป้อมปราการได้สำเร็จ พวกยิวจึงโผล่ออก
มาเพื่อขับไล่ผู้ที่ตีฝ่าเข้ามาให้ถอยกลับลงไป ในการต่อสู้ที่ติดตามมา อะลี ดวลดาบตัวต่อตัวกับผู้บังคับการของฝ่ายยิวชื่อ อัล ฮาริษ ผู้ซึ่งต่อมาได้ ถูกเขาจัดการสังหารลงได้ พี่น้องของผู้ที่ถูกสังหารคนหนึ่งจึงมุ่งหน้าออกมา เพื่อแก้แค้นให้กับความตายของเขา เขาเป็นผู้ที่มีร่างกายใหญ่โตมาก สวม เสื้อเกราะทับกันสองชั้น ศีรษะโพกผ้าสองชั้นพันรอบหมวกเหล็กเพื่อเป็น หลักประกัน หน้าของหมวกเหล็กมีเพชรเม็ดใหญ่มหึมาส่องประกายวาววับ เขามีดาบแขวนอยู่ทั้งสองข้างของลำตัว และแกว่งไกวหอกที่มีสามง่ามหรือ ตรีศูล ทั้งคู่ต่างมองเปรียบเทียบกันด้วยสายตาที่ท้าทาย พร้อมกับการกล่าว โอ้อวดตามแบบฉบับของชาวตะวันออกว่า “ฉันคือมัรฮับ มีอาวุธครบครัน และร้ายกาจในยามศึก” และ “ฉันคืออะลี ซึ่งมารดาของฉันเรียกตั้งแต่เกิด ด้วยสมญานามว่าอัล ฮัยดัร (สิงห์ผู้สง่างาม)”
นักเขียนมุสลิมได้เขียนเรื่องสั้นๆ ของยอดนักรบฝ่ายยิวไว้ เขาเริ่ม โจมตีอะลีด้วยการขว้างสามง่ามเข้าใส่ แต่อะลีก็หลบหลีกไปได้ด้วยความ ว่องไว และก่อนที่เขาจะตั้งตัวติด ดาบซุลฟิกอรก็ถูกฟาดฟันออกไป มัน ผ่าหมวกเหล็กของเขาออกเป็นสองซีก ตัดลึกผ่านลงไปยังกะโหลกศีรษะ อันดื้อดาน จนทำให้หัวของเขาแบะออกไปถึงฟัน รูปร่างที่สูงราวกับยักษ์ ของเขาร่วงลงสู่พื้นดินขาดใจตาย
พวกยิวจึงเริ่มถอยร่นเข้าไปในป้อมปราการ และการสู้รบประชิด ตัวจึงเริ่มในความร้อนแรงของการศึก โล่ของอะลีฉีกขาดไปจากมือของ เขา ทำให้ร่างของเขาปราศจากสิ่งป้องกัน เขาจึงกระชากประตูเมืองบาน หนึ่งจากบานพับของมันและใช้มันเป็นโล่ตลอดการสู้รบที่เหลืออยู่
อบู รอฟีอ์ ผู้เป็นคนรับใช้คนหนึ่งของมุฮัมมัดได้ยืนยันถึงความจริง ามจริง ดังว่า “หลังจากนั้นฉัน” เขากล่าวขึ้น “จึงได้สำรวจดูประตูบานนี้พร้อมด้วย พรรคพวกอีกเจ็ดคน และเราทั้งหมดแปดคนพยายามที่จะเหวี่ยงมันแต่ก็ ไร้ผล


