ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (33)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (33)
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
มอนต์โกเมอรี่ วัตต์
จนถึงวาระของการพิชิตคอยบัร ฐานะการเงินของชุมชนอิสลามอยู่ ในสภาพที่ไม่มั่นคง และชาวอพยพมีชีวิตอยู่ได้ส่วนหนึ่งจากการบริจาค และความมีใจกุศลของบรรดาผู้ช่วยเหลือ (Mohammad, Prophet and Statesman)
คอยบัรนำมาซึ่งความแตกต่างในชุมชนมุสลิม ระหว่างความยาก จนอย่างเหลือแสนกับความมั่งคั่งทางวัตถุ
เอส. มาร์โกลีอุษ
เมื่อมุสลิมมาชั่งตวงดูถึงสัดส่วนของทรัพย์เชลยของพวกเขา พวก เขาพบว่าการพิชิตคอยบัรนั้นนำหน้าผลประโยชน์อื่นๆ ทั้งหมด ที่พระเจ้า ได้ทรงประทานให้กับศาสนทูตของพวกเขา (Mohammed and the Rise of Islam, ค.ศ. 1931)
การพิชิตคอยบัร นำมาซึ่งผลประโยชน์อันไม่จำกัดให้กับมุสลิม ซึ่ง มีบางประการดังนี้
1. ปริมาณทองคำและเงินที่มีจำนวนมหาศาลที่พวกยิวได้เก็บสะสม ไว้หลายชั่วอายุคน
2. อาวุธยุทธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมของอารเบีย ประกอบด้วยอาวุธที่ทันสมัย ที่สุดของสมัยนั้น เช่น ดาบ หอก แหลน คทา โล่ เสื้อเกราะ คันธนูและธนู
3. ฝูงม้า อูฐและปศุสัตว์จำนวนมาก ฝูงแกะและแพะ
4. แผ่นดินที่เพาะปลูกอันอุดมไปด้วยต้นอินทผลัม
เซอร์ จอห์น กลับบ์
ผู้คนของคอยบัรเหมือนกับคนมะดีนะฮ์ที่หาเลี้ยงชีพด้วยกับการ เกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นอินทผลัม ถึงแม้ในทุกวันนี้ก็ยังมีคำพังเพย
ประจำเผ่าที่ว่า “การเอาผลอินทผลัมไปคอยบัร” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียว กับคำพังเพยของเราในทุกวันนี้ที่ว่า “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน” คอยบัร เป็นที่กล่าวขานกันว่าเป็นโอเอซิสที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินฮิญาซ (The Life and Times of Mohammed)
ภายหลังจากที่พวกยิวได้ยอมจำนนแล้วที่คอยบัร ท่านศาสดาจำเป็น ที่จะต้องจัดการการปกครองเสียใหม่ในบางประการบนดินแดนที่ได้รับชัย ชนะมาใหม่ๆ
เอส. มาร์โกลีอุษ
ในขณะนี้มุฮัมมัดครุ่นคิดถึงแผนการของท่าน ซึ่งได้กลายมาเป็น สถาบันที่โดดเด่นประการหนึ่งของอิสลาม การสังหารหรือการอัปเปหิชาว เมืองคอยบัรที่ขยันขันแข็งย่อมไม่ใช่นโยบายที่ดี เนื่องจากมันไม่สมควรที่ บรรดามุสลิมที่ปฏิบัติกิจการทางศาสนาอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง จะต้องมา ตั้งรกรากอยู่ห่างไกลจากนครมะดีนะฮ์ ยิ่งไปกว่านั้นฝีมือในการเพาะปลูก ย่อมไม่เท่าเทียมกับกับเจ้าของแผ่นดินคนเดิม ฉะนั้นท่านจึงตัดสินใจปล่อย ให้พวกยิวประกอบอาชีพต่อไปด้วยการจ่ายผลผลิตของพวกเขาให้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งถูกคิดคำนวณโดยอับดุลลอฮ์ อิบนิ รอวาฮะฮ์ เป็นจำนวนอินทผลัม 200,000 วาสก์ (Mohammed and the Rise of Islam, ค.ศ. 1931)
การฟาดฟันอันทรงพลังของดาบของอะลี ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของชุมชนมุสลิมต่อธรรมชาติที่อ่อนไหวและแปรปรวนให้หมดสิ้นไป เช่น กันด้วยกับการมอบแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งคอยบัรให้กับพวกเขา
ยังมีเหตุผลหนึ่งที่ถือว่าการศึกที่คอยบัร เป็นความสำคัญอย่าง ยิ่งยวดไม่ใช่เฉพาะแก่บรรดามุสลิมในยุคสมัยของท่านศาสดาเท่านั้น แต่ ยังมีกับผู้คนในยุคแห่งอนาคตอีกด้วย นับเป็นครั้งแรกที่การรบของชาว อ้ามกับผู้คนเนยดแห่งอนาคตอีกด้วย อาหรับซึ่งเป็นแบบดั้งเดิมต้องหมดยุคสมัยลง วิธีการรบของพวกอาหรับ
มักเป็นการใช้ทหารม้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีประสิทธิภาพใดๆ พวกอาหรับ แทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องยุทธศาสตร์ แต่ที่พวกเขารู้ทั้งหมดก็มี เพียงยุทธวิธีของการจรยุทธ พวกเขาฝากความหวังในชัยชนะไว้กับความ สามารถในการซุ่มโจมตีเหยื่อโดยไม่รู้ตัว พวกเขาสู้รบกันแบบนี้มาเป็นเวลา นานนับศตวรรษแล้ว และปฏิบัติตามวิธีการของบรรพบุรุษด้วยการสู้รบ แบบจรยุทธอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีใดๆ เลย เรา ได้เห็นการขุดสนามเพลาะที่สามารถหยุดยั้งกองทัพที่มีทหารนับจำนวน หมื่น และทำให้พวกเขาไม่อาจเคลื่อนทัพไปไหนได้ ในคราวที่มีการล้อม เมืองมะดีนะฮ์ในปี ค.ศ. 627 นายทหารที่มีความสามารถที่สุดของพวกกราบ ไหว้เทวรูป เช่น คอลิด อิบนิ วะลีด และอิกริมะฮ์ บิน อบูญะฮัล ต้องงง งวยเมื่อมาเจอกับคูรอบเมืองและประสบกับความสิ้นท่า
สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปหลังจากสงครามคอยบัร อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ สอนบรรดามุสลิมถึงศิลปะของการล้อมป้อมค่ายและวิธีการเข้า ยึด เขาได้สอนให้ชาวอาหรับรู้ถึงวิธีการทำรายละเอียดของยุทธศาสตร์ใน การรณรงค์ต่อสู้ และวิธีการสู้รบในการศึกแบบการเข้าตีที่มั่นแบบเบ็ดเสร็จ เหมือนกับกองทัพที่มีระเบียบวินัย ณ คอยบัร อะลีได้มอบกุญแจให้กับ การพิชิตโลกทั้งใบไว้ในมือของบรรดามุสลิม
สวนแห่งฟะดัก
ฟะดักเป็นแหล่งชุมชนอีกแห่งหนึ่งของพวกยิว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับคอย บัร ผู้คนชาวฟะดักได้ส่งผู้แทนของตนมาพบท่านศาสดาเพื่อมาเสนอ เงื่อนไขข้อกำหนดเพื่อการยอมจำนน ท่านได้ยอมรับในข้อเสนอในการยอม จำนนของพวกเขา และให้สิทธิแก่พวกเขาที่จะอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินของ พวกตนในฐานะเป็นประชาชนของรัฐอิสลาม สวนฟะดักจึงได้มาในลักษณะ เช่นนี้ โดยปราศจากการสู้รบใดๆ ในส่วนของกองทัพมุสลิม เพราะฉะนั้น
มันจึงถูกพิจารณาให้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของท่านศาสดา
มุฮัมมัด ฮูเซน ฮัยกัล
ทรัพย์สินของคอยบัรได้ถูกแบ่งปันกันไปในหมู่สมาชิกของบรรดานัก รบมุสลิม ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์เพราะพวกเขาต่อสู้และยึดมันมาได้ แต่ ในทางกลับกันสวนฟะดักตกมาเป็นของมุฮัมมัด เพราะไม่มีมุสลิมคนใดและ ไม่มีการสู้รบใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องจากการที่ได้มันมา (ฮะยาตุ มุฮัมมัด, ไคโร ค.ศ. 1935)
ในช่วงต้นแห่งประวัติศาสตร์อิสลาม เมื่อมุสลิมยังอยู่ที่นครมักกะฮ์ และตกอยู่ในสภาพที่ยากจนอย่างมาก ไม่มีลู่ทางที่จะหาเลี้ยงชีพ คอดิยะฮ์ ผู้เป็นภรรยาของท่านศาสดาได้จัดการเลี้ยงดูและให้ที่พักพิงแก่พวกเขาส่วน ใหญ่ นางได้ใช้จ่ายทรัพย์สินของนางทั้งหมดไปกับพวกเขา และเมื่อนางเสีย ชีวิตลงจึงไม่มีสิ่งใดเหลือทิ้งไว้ให้กับฟาฏิมะฮ์ ซะฮ์รอบุตรสาวของนางได้ มาบัดนี้เมื่อท่านศาสดาได้สวนฟะดักมา ท่านจึงตัดสินใจที่จะให้เป็นของขวัญ ชิ้นหนึ่งแก่บุตรสาวของท่าน เพื่อเป็นการชดเชยต่อการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ของมารดาของเธอที่ได้กระทำเพื่ออิสลาม เพราะฉะนั้นท่านจึงมอบสวน ฟะดักให้กับบุตรสาวของท่าน และมันจึงกลายเป็นทรัพย์สมบัติของเธอ
พวกยิวแห่งวาดี อุล กุรอ และฎอยมา ที่เป็นโอเอซิสแห่งอื่นๆ ณ แผ่นดินฮิญาช ยอมตกลงเช่นกันที่จะยอมจำนนต่อท่าน ในเงื่อนไขเดียว กันกับพวกคอยบัรและฟะดัก และพวกเขาสามารถอยู่อาศัยบนแผ่นดิน ของพวกตนต่อไปได้
ญะอ์ฟัร อิบนิ อบีฏอลิบ
มุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้ายังคงอยู่ที่คอยบัร เมื่อญะฮ์ฟัร อิบนิ อบีฏอลิบ ญาติของท่านเดินทางกลับมาจากอบิสสิเนีย หลังจากที่ต้องจาก
ไปเป็นเวลาอันยาวนานถึงเกือบสิบปี เมื่อญะฮ์ฟัรได้ทราบข่าวที่มะดีนะฮ์ว่า เจ้านายของเขาอยู่ที่คอยบัร เขาจึงมุ่งตรงมาที่นั้น ด้วยความบังเอิญที่การ มาถึงคอยบัรของเขานั้นตรงกับการพิชิตป้อมค่ายแห่งอัล กอมุสของอะลี ผู้เป็นน้องชายของเขา มุฮัมมัดรักญะฮ์ฟัรประดุจดังบุตรชายของตนเอง ท่านได้เข้าไปสวมกอดเขาและได้พูดขึ้นว่า
“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า อะไรที่ทำให้ฉันมีความสุขมากกว่ากัน ระหว่าง การพิชิตคอยบัรกับการเดินทางกลับมาของญะอ์ฟัร”
มุฮัมมัด ฮูเซน ฮัยกัล
มุฮัมมัดรู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้มาอยู่ร่วมกันกับญะอ์ฟัรอีก ท่าน กล่าวว่าท่านไม่อาจบอกได้ว่าอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน ระหว่างชัยชนะแห่ง คอยบัรกับการคืนสู่เหย้าของญะอ์ฟัร (ฮะยาตุ มุฮัมมัด ไคโร ค.ศ. 1935)
การประกอบพิธีอุมเราะฮ์
หรือการทำฮัจญ์เล็ก – ค.ศ. 629 (ฮ.ศ. 8)
หนึ่งปีหลังจากการลงนามในสัญญาสงบศึกที่ฮุดัยบียะฮ์ มุฮัมมัด ศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้เดินทางมาเยือนนครมักกะฮ์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ มีมุสลิมจำนวน 2,000 คนเดินทางร่วมมากับท่านศาสดาด้วย ดังที่ได้มีการ กำหนดไว้ในเงื่อนไขของสัญญาว่า พวกตั้งภาคีจะต้องออกไปจากนครมัก กะฮ์เป็นเวลาสามวัน บรรดามุสลิมเดินทางเข้าเมืองจากทางทิศเหนือ และ ยากนักที่จะเห็นชาวมักกะฮ์แม้สักคนหนึ่ง ท่านศาสดาขี่อูฐของท่านที่ชื่ออัล กอสวา อับดุลลอฮ์ อิบนิ รอวาฮะฮ์สหายของท่านเป็นผู้ถือบังเหียนอูฐ ขณะที่ท่านกำลังขี่มันเข้าสู่ปริมณฑลของกะบะฮ์ ท่านอ่านบทหนึ่งของ อัล กุรอานชื่อ “ชัยชนะ” มุสลิมคนอื่นๆ ต่างก็อ่านประโยคที่ว่า “ด้วยพระ บัญชาของพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ยังพระบัญชาของพระองค์ โอ้
พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์”
เมื่อมุสลิมได้มาร่วมชุมนุมกันอยู่รอบ อัล กะฮ์บะฮ์แล้ว บิลาลจึงขึ้น ไปบนยอดของอาคารและได้ประกาศ อะซาน (การเชิญชวนมุสลิมมาสู่การ นมาช) นั้นคือบุคคลแรกที่ได้กระทำ ณ บ้านของพระเจ้า และผู้ศรัทธา จำนวนสองพันคนต่างตอบรับการเรียกร้องเชิญชวนนี้ และพวกตั้งภาคี ได้เห็นเป็นพยานถึงภาพที่ปรากฏนี้ จากเนินเขาสูงที่รายล้อมอยู่รอบนคร มักกะฮ์ พวกเขาไม่เคยเห็นถึงระเบียบวินัยเช่นนี้มาก่อน เมื่อบรรดามุสลิม ที่มีศักดิ์ตระกูลสูงต้องมาตามคำเรียกร้องของบุคคลผู้หนึ่งที่เคยเป็นทาส มาก่อนอย่างว่านอนสอนง่าย พวกเขาก็ไม่เคยเห็นการสาธิตในด้านของ ความเสมอภาคและเอกภาพมาก่อน บรรดามุสลิมจำนวนมากมายต่าง เคลื่อนไปเสมือนเป็นร่างกายเดียวกัน และพวกกุเรชก็ได้เห็นด้วยตาของตน เองว่า มันเป็นเรือนร่างหนึ่งที่ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน สูง หรือต่ำ ดำหรือขาว ไม่ว่าจะเป็นอาหรับหรือไม่ใช่อาหรับ บรรดากุเรชต่าง ก็ได้เห็นเช่นกันว่า ความเป็นภราดรภาพ ความเสมอภาพ และความเป็น เอกภาพของมนุษย์ซึ่งอิสลามได้ฟูมฟักนั้นไม่ใช่เป็นความเชื่อถือแต่เพียง ทฤษฎี แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ มันเป็นภาพที่ประทับใจที่สุดภาพ หนึ่ง และย่อมไม่อาจพลาดไปจากการสร้างความซาบซึ้งใจให้กับบรรดา ผู้ที่กราบไหว้เทวรูปที่แม้จะมีหัวใจที่แข็งกระด้างที่สุดก็ตาม การวางท่าทาง ของบรรดามุสลิมนับเป็นตัวอย่างที่ดี พวกเขาต่างปรารถนาที่จะไม่กระทำ สิ่งใดซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และพวกเขาต่างมีความกระหายอย่างที่สุดที่จะ กระทำเพียงประการเดียวนั้นคือ การปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า
และถึงกระนั้นการสาธิตที่อัล กะอ์บะฮ์ ถึงความมีระเบียบของบรรดา มุสลิมไม่ได้มีการซักซ้อมกันมาก่อนเลย และเป็นไปอย่างฉับพลันเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่อาหรับคนหนึ่งมีอาการแพ้มากไปกว่าระเบียบวินัย แต่เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงมันไปภายในเวลาสองสามปี ด้วยกับกลวิเศษ
แห่งอิสลาม สัมผัส” แห่งอิสลามได้ทำให้พวกเขาเป็นแบบอย่างของความ มีระเบียบในหมู่ประชาชาติของโลก
ซิบลี นุย์มานี นักประวัติศาสตร์ชาวอินเดีย ได้เขียนไว้ในหนังสือ ซิรอตุนนบี (ชีวประวัติท่านศาสดา) เล่ม 1 หน้า 504 พิมพ์ครั้งที่ 11 (ค.ศ. 1976) จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มะอาริฟ อซัมการฮ์ ยูพี อินเดีย ไว้ว่า เมือ ครบกำหนดสามวันแล้วบรรดาผู้นำของชาวกุเรชได้มาหาอะลี อิบนิ อบีฎอ ลิบ และกล่าวกับเขาว่า “โปรดบอกมุฮัมมัดด้วยว่า เวลาที่ได้กำหนดไว้นั้น ได้หมดลงแล้ว ฉะนั้นตัวของท่านและบรรดาสาวกของท่านจะต้องละออก จากนครมักกะฮ์ได้แล้ว” อะลีได้นำข่าวนี้ไปบอกกับท่านศาสดา ท่านจึง รีบปฏิบัติตามในทันที และได้มีบัญชาให้บรรดามุสลิมละออกจากนคร มักกะฮ์ ในที่สุดพวกเขาก็ได้ละออกจากนครมักกะฮ์และเริ่มเดินทางไกล กลับคืนสู่บ้านเรือนของเขา
บรรดามุสลิมได้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์ และจากนั้นจึงเดินทางกลับ บ้านเรือนของพวกเขา ณ นครมะดีนะฮ์ ในช่วงเวลานั้น คอลิด อิบนิ วะลีด และอัมร บิน อาส ได้ตัดสินใจที่จะเข้ารับอิสลาม พวกเขาไปยังนคร มะดีนะฮ์เพื่อขอเข้ารับอิสลามและเข้าร่วมกับฝ่ายมุฮาญรีน พวกเขาทั้ง สองคนถูกกำหนดให้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ในฐานะเป็น นายพลของอบูบักรและอุมัร บิน อัล ค็อตต็อบ ตามลำดับ
สาส์นของท่านศาสดามุฮัมมัดที่มีไปยังบรรดาผู้ปกครอง ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 629 มุฮัมมัด มุสฎอฟา ศาสนทูตแห่งพระ เจ้า ได้มีสาส์นไปยังบรรดาผู้ปกครองของประเทศเพื่อนบ้าน เชิญชวนพวกเขามาสู่อิสลาม
อี. วอน กรุนโบม
ในปี 629 มุฮัมมัดส่งสาส์นไปยังผู้ปกครองรวม 6 แห่ง นั้นคือ กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย จักรพรรดิแห่งโรม เนกุสแห่งอบิสสิเนีย เจ้าเมืองแห่ง อียิปต์ เจ้าชายแห่งกัซซาเนีย และหัวหน้าคนหนึ่งของบนู ฮะนีฟะฮ์ทางตะวัน ออกเฉียงใต้ของอารเบีย เพื่อเชิญชวนพวกเขามาสู่อิสลาม (Classical Islam-A History, 600-1258)
มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระเจ้า ไม่ใช่เฉพาะชาวอาหรับเท่านั้นแต่ เป็นของผู้คนทั่วทั้งโลก นับเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องเผยแผ่สาส์นฉบับสุด ท้ายไปสู่มนุษยชาติ และท่านก็ได้ทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ มาร์ โกลิอุษ ได้พิจารณาสาส์นเหล่านั้นว่าเป็นการโหมโรงไปสู่การรุกราน และการยึดครอง เขากล่าวไว้ว่า
ในช่วงเวลาของการศึกที่คอยบัร ท่าน (มุฮัมมัด) ได้จัดเตรียมแผน การของท่านเพื่อการพิชิตโลก ด้วยกับการส่งสาส์นไปยังบรรดาผู้ปกครอง ที่ท่านเคยได้ยินชื่อเสียงของพวกเขา (Mohammed and the Rise of Islam, ค.ศ. 1931)
นับเป็นความจริงที่ภารกิจของมุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้าถือเป็น “การพิชิตโลก” ประการหนึ่ง แต่ไม่ใช่ด้วยการใช้อาวุธ จุดมุ่งหมายของท่าน เพื่อการพิชิตใจและหัวใจของทั้งชายและหญิงที่ซึ่งอิสลามได้กระทำใน สมัยของท่านและกำลังกระทำอยู่ในทุกวันนี้
จากการที่ได้ส่งสาส์นเหล่านี้ออกไป ท่านศาสดาถูกเร่งเร้าด้วยความ ปรารถนาของท่านที่ว่า มนุษย์ทั้งมวลควรมีชีวิตอยู่กับการเชื่อฟังปฏิบัติ ตามคำบัญชาและกฎหมายเหล่านั้นเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นหลักประกัน สันติภาพความสงบสุข สวัสดิภาพของมนุษยชาติในโลกนี้ และความจรรโลง ใจในโลกหน้า

