INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (31)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (31)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

บทที่ 9

การเจรจาลับกับพันธมิตรต่างๆ

ของพญามาร เพื่อการเข้าปล้นสะดม ผลประโยชน์ของชนชาตินั้นๆ

a เองเป็นแต่จริงอีกประการหนึ่งก็คือ ทั้งๆ ที่มวลมนุษยชาติต่าง ยอมรับตรงกันว่า มารร้ายที่กระซิบกระซาบอยู่ในหัวอกของมนุษย์นั้น เป็นศัตรูอันร้ายกาจของพวกเขา แทนที่มวลมนุษย์ทั้งโลกในยุคสมัยต่างๆ จะผนึกกำลังกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายของพญามาร โดยเอามันเป็น ศัตรูของพวกเขาอย่างจริงจัง แต่กลับพบว่าผู้มีอำนาจทั้งทางรัฐ ทางธุรกิจ การค้าและนักวิชาการ ตลอดจนนักการศาสนาจำนวนหนึ่งที่มีอำนาจอยู่ ในรัฐนั้นๆ กลับกลายเป็นมารร้ายที่เป็นศัตรูกับมนุษยชาติเสียเอง ทั้ง เป็น การกระทำที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

การกระทำที่รู้ตัวก็คือ การซื้อเสียงการเลือกตั้ง การฉ้อราษฎร์บัง หลวงโดยกินกันเป็นระบบ การทำธุรกิจที่อาศัยกฎหมายเปิดช่องให้ เช่น การผลิตสุรายาเมาออกมาทำลายล้างผู้คนของตนและมวลมนุษยชาติอย่าง

เลือดเย็น และยุยงให้เล่นการพนันด้วยคำพูดที่สวยหรูว่าการเสี่ยงโชค ทั้งๆ ที่เจ้ามือก็รู้ดีว่ากำลังคดโกงผู้คนของตนทั้งทางตรงและทางอ้อม อันเป็นวิธี การของพญามาร

ส่วนบรรดานักวิชาการและนักการศาสนานั้นเล่า ต่างก็คิดหาวิธีการ ตั้งทฤษฎีแนวคิด ลัทธิและความเชื่อต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย จนทำให้ มวลมนุษย์หัวปั่นไม่รู้ว่าจะเชื่ออย่างไรดี บางกลุ่มบางพวกได้ทุ่มเทชีวิต ทรัพย์สินและสติปัญญาให้กับลัทธิหนึ่งเกือบจะตลอดชีวิตของตน แต่เมื่อ มารู้ว่าลัทธิที่ตนเชื่อถืออยู่นั้นเป็นเพียงทฤษฎีที่นำมาปฏิบัติกับมนุษยชาติ ไม่ได้จริงๆ ตามที่เชื่อ ประเทศชาติของตนก็ประสบกับความพินาศไปเสีย แล้ว หรืออีกบางประเทศก็กำลังเดินไปสู่ความพินาศที่กำลังรอคอยอยู่

ลัทธิความเชื่อต่างๆ ที่เรียกกันว่าศาสนาก็เช่นกัน กว่าผู้คนจะรู้ว่า เป็นลัทธิปลอมก็สายไปเสียแล้ว เพราะพวกเขาได้กลืนกินยาพิษฆ่าตัวตาย เพื่อหวังจะไปเกิดใหม่ในโลกแห่งยูโทเปีย ส่วนผู้คนที่หลงใหลอยู่กับความ สำเริงสำราญหรือพวกสุขนิยมที่มีศาสนา ก็จะใช้วิธีการแก้บาปหรือการ ล้างบาปด้วยการทำบาป ส่วนพวกไม่มีศาสนานั้นก็จะหลงใหลได้ปลื้มไป กับการเสพยาเสพติดในทุกชนิด หรือเกมกีฬาการละเล่นที่หวาดเสียวทุก ชนิดที่เสี่ยงกับชีวิต เพราะพวกเขาต่างเชื่อว่าถึงแม้จะตายก็ขอให้ได้ประสบ กับความสุขสุดยอดในชีวิตสักครั้ง เพราะเมื่อตายไปแล้วก็เป็นอันสูญสิ้น ไม่มีชีวิตในโลกหน้าอีก

เมื่อดำเนินเรื่องมาถึงตรงนี้ ผู้หนึ่งย่อมตระหนักได้ด้วยตนเองแล้ว ว่า พญามารพร้อมลูกๆ ของมันทั้งห้าตัวดังกล่าวแล้ว ไม่ได้เป็นผู้ลงมือ กระทำชั่วด้วยตัวของมันเอง พญามารไม่ได้เป็นผู้ไปปลิดผลไม้จากต้นไม้ ต้องห้ามมาให้อาดัมและฮาวาบรรพบุรุษของพวกเขากิน แต่วิธีการอันแยบ ยลของมันก็คือ จะทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้มนุษย์เป็นผู้ทำการละเมิดฝ่าฝืน ต่อคำสั่งของพระเจ้าทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ด้วยมือและลิ้นของมนุษย์เอง เพื่อว่ามันจะได้ใช้คำพูดตบหน้ามนุษย์เพื่อหยามเกียรติของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ในวันตัดสินพิพากษา ดังว่ามันไม่รู้อะไรด้วยเลยที่มนุษย์ไปทำบาปนั้น เพราะมนุษย์เป็นผู้กระทำมันเอง มนุษย์และพญามารจึงต่างโต้เถียงกันต่อ หน้าศาลพิพากษาของพระองค์ พระองค์จึงมีบัญชาขับไล่พวกเขาออกไป สู่ การลงโทษในขุมนรกด้วยกันทั้งคู่

เมื่อความจริงเป็นดังนี้ เราจึงได้เห็นแผนการร้ายของมารถูกนำไป ปฏิบัติโดยตัวแทนของมันที่เป็นมนุษย์กลุ่มหนึ่งบนโลกนี้ ที่มีความเฉียว ฉลาดเพรียบแปรไปด้วยเล่ห์กล มีความทารุณโหดร้าย มักชอบการละเมิด ฝ่าฝืนในคำบัญชาของพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ มีอำนาจควบคุม ระบบการเงินของโลกจึงร่ำรวยอย่างมหาศาล และลงทุนในธุรกิจการค้า มหายักษ์ที่ผูกขาดทุกชนิดทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม โดยใช้อำนาจอันเกรียงไกรในทางทหารของตนเป็นเครื่องมือค้ำจุน

ดังนั้น คุณสมบัติของบุคคลที่ร้ายกาจกลุ่มนี้จึงมีอยู่ในตัวของ ฟิรอูน ) فرعون ( ฮามาน ) حامان ( และกอรูน ) قارون ( ผู้เป็นศัตรูที่ร้าย กาจต่อโมเสส (ศาสดามูซา) ซึ่งเป็นศัตรูภายนอกของท่าน ส่วนบรรดาผู้เป็น ศัตรูภายในของโมเสสและอารอนและบรรดาศาสดาของพระเจ้า ที่ติดตาม มาในยุคต่างๆ จนถึงศาสดามุฮัมมัด ก็คือ กลุ่มชนของโมเสสที่ถูกท่านสาป แข่ง และพระเยซูคริสต์ก็ทรงสาปแช่งเช่นกัน ดังได้กล่าวถึงแล้วนั่นเอง

จึงสมควรแก่เวลาแล้วที่จะสาธยายให้ยืดยาวถึงการวางแผนการร้าย ของพญามาร และของมนุษย์ผู้เป็นมิตรสหายของมัน เพื่อการครอบครอง โลกไว้ในกรงเล็บอันแหลมคมของพวกมัน และการที่มันต้องถูกปราบปราม ลงด้วยกองทัพธรรม

โปรดสังเกตว่า ไม่มีศาสดาองค์ใดเลยของพระเจ้านับจากศาสดามูชา หรือโมเสส จนถึงการมาของศาสดามุฮัมมัดหรืออะห์มัด ที่จะไม่ได้บอก ล่วงหน้าถึงการมาของศาสดาองค์สุดท้ายไว้แล้วในคัมภีร์เตารอตและอินญีล

ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายร้อยท่าน และที่จะไม่ถูกผู้คนที่ชั่วร้ายกลุ่มนี้วาง แผนร้ายเพื่อการเป็นศัตรูและการทำลายล้าง ะการทำลายล้าง

ถึงแม้ท่านศาสดามุฮัมมัด จะมีแผ่นดินแดนเกิดอยู่ห่างจากเยรูซา เล็มนับพันไมล์ก็ตาม แต่บรรดาชาวยิวก็พยายามดิ้นรนแสวงหาแผ่นดิน ที่อุดมสมบูรณ์ในคาบสมุทรอาหรับเพื่อการยึดครอง เมืองยัษริบหรือ มะดีนะฮ์จึงถูกใช้เป็นภูมิลำเนาของชาวยิวก๊กบนูกอยนูกอ บนูนาดิร และ ก๊กบนูคุรอยเซาะฮ์

จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องกล่าวเสียให้หมดสิ้น เพื่อให้มนุษยชาติ ได้เห็นกันอย่างชัดๆ ว่าท่านศาสดามุฮัมมัด ต้องเผชิญกับความยุ่งยากสัก ปานใดที่ต้องถูกชาวยิวทั้งสามก๊กนี้ พยายามใช้เล่ห์กลต่างๆโดยเข้าร่วม มือกับกองทัพฝ่ายมักกะฮ์ผู้กราบไหว้เทวรูปที่นำโดยอบูซุฟยาน ผู้เป็นศัตรู ตัวฉกาจของอิสลามและของศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้า เพื่อการ ทำลายล้างอิสลามและการฆ่าสังหารมุฮัมมัดศาสนทูตองค์สุดท้ายของ พระเจ้า ดังมีเรื่องราวอันเป็นรายละเอียดดังจะสาธยายต่อไปนี้

มุสลิมกับยิว

ในปี ค.ศ. 70 ตีตุส แม่ทัพโรมันเข้ายึดครองเยรูซาเล็ม และปิดฉาก การปกครองของยิวในดินแดนปาเลสไตน์ลง ตลอดระยะเวลาการปกครอง ของโรมัน มีชาวยิวจำนวนมากอพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนและ เร่ร่อนเข้าไปในประเทศต่างๆ มียิวบางเผ่าเดินทางข้ามทะเลทรายซีนายเข้า สู่คาบสมุทรอาหรับ และเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินฮิญาช เมื่อวันเวลา ได้ผ่านไปพวกเขาได้สร้างอาณานิคมเป็นจำนวนมากมายหลายแห่งขึ้นใน นครมะดีนะฮ์ และระหว่างมะดีนะฮ์กับซีเรีย พวกเขาได้เปลี่ยนชาวอาหรับ เป็นจำนวนมากให้มารับนับถือศาสนายูดาย

ตอนต้นของศตวรรษที่เจ็ดแห่งคริสต์ศักราช มีชาวยิวอยู่ด้วยกัน

สามเผ่าอาศัยอยู่ ณ นครมะดีนะฮ์ (ยัษริบ) เผ่าเหล่านี้ก็คือ บนูกอยนูกอ นบูนาดีร และบนูกุรอยเซาะฮ์ ทั้งสามเผ่านี้มีความร่ำรวยและมีอำนาจ และ ยังมีความเจริญมากกว่าชาวอาหรับ ในขณะที่ชาวอาหรับล้วนเป็นชาวนาชาว ไร่ แต่ชาวยิวเป็นเจ้าของกิจการในทางอุตสาหกรรมการธุรกิจและการค้า ในแผ่นดินอาหรับ และพวกเขาเป็นผู้ควบคุมชีวิตในทางเศรษฐกิจของชาว มะดีนะฮ์ (ยัษริบ) ชาวอาหรับสองเผ่าคือเอาส์และคอชรอจตกเป็นหนี้เป็น สินกับพวกยิวตลอดกาล

นอกเหนือจากนครมะดีนะฮ์ พวกยิว ณ แผ่นดินฮิญาชยังมีศูนย์ กลางที่แข็งแกร่งอยู่ในคอยบัร ฟะดัก และที่วะดี อุล กุรอ แผ่นดินในหุบ เขาเหล่านี้เป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแว้นแคว้นอารเบียทั้งหมด และเกษตรกรชาวยิวของแผ่นดินดังกล่าว ก็เป็นชาวนาชาวไร่ที่ดีที่สุดของ ประเทศ

การอพยพลี้ภัยของมุฮัมมัดศาสนทูตแห่งอิสลาม จากนครมักกะฮ์ สู่นครมะดีนะฮ์ (ขณะนั้นเป็นนครยัษริบ) ได้นำท่านมาสู่การติดต่อสัมพันธ์ กับชาวยิวเป็นครั้งแรก ในระยะแรกพวกเขาเป็นมิตรกับท่าน ท่านจึงทำ สัญญาแห่งนครมะดีนะฮ์อันมีชื่อเสียงขึ้น และได้ยอมรับท่านให้เป็นผู้ ปกครองเมืองของพวกเขา ทั้งยังตกลงที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินของท่านใน เรื่องของความขัดแย้งต่างๆ ทั้งหมดที่อาจมีขึ้น พวกเขาตกลงที่จะป้องกัน เมืองหากกรณีมีศัตรูมารุกรานเช่นกัน

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามิตรภาพนี้ไม่ได้ยืนยงอยู่นาน ในไม่ช้าก็เป็น ที่เปิดเผยให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า พวกยิวได้ให้ความเป็นมิตรกับมุฮัมมัด ด้วยเงื่อนงำต่างๆ มากมาย เพื่อผลประโยชน์ของตนเองแล้วพวกเขาน่า จะปฏิบัติไปตามส่วนของข้อตกลงอย่างซื่อสัตย์สุจริต แต่พวกเขากลับไม่ กระทำเช่นนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนทัศนะของพวกเขาไป มี เหตุผลอยู่ด้วยกันมากมายหลายประการดังต่อไปนี้

1. เมื่อมุฮัมมัดเดินทางมาถึงนครมะดีนะฮ์ ท่านได้ปฏิรูปชีวิตความ เป็นอยู่ของชาวอาหรับหรือผู้ใดก็ตามที่มาเป็นมุสลิม ท่านยังสอนพวกเขา ให้มีความอดทนและเดินสายกลางในทุกๆ เรื่อง และสอนให้เขาเห็นถึงคุณ ค่าของระเบียบวินัยของชีวิต พวกเขาเลิกดื่มสิ่งมึนเมาและเลิกเล่นการพนัน ซึ่งทั้งสองประการเป็นสาเหตุแห่งความพินาศของพวกเขาในอดีต และพวก เขายกเลิกการกู้ยืมเงินด้วยดอกเบี้ยที่มีอัตราที่สูงจากพวกยิว เมื่ออาหรับ หยุดการกู้ยืมเงินและการจ่ายดอกเบี้ย แหล่งที่มาของรายได้อันอุดมของ พวกยิวก็เริ่มเหือดแห้งหายไปทันที และพวกเขามีความผิดหวังต่อเรื่องนี้ อย่างขมขื่น พวกเขาเริ่มมองเห็นแล้วว่าการบีบรัดในทางเศรษฐกิจที่มีต่อ ชาวเมืองมะดีนะฮ์ เริ่มที่จะอ่อนกำลังลง

2. พวกยิวตระหนักดีเช่นกันว่า อิสลามเป็นศัตรูของระบบเอารัดเอา เปรียบและระบบทุนนิยม พวกเขาเริ่มมองอิสลามว่าเป็นการคุกคามต่อผล ประโยชน์ต่างๆ ในทางเศรษฐกิจ

นักบวชชาวยิวมีความเกลียดชังในตัวของมุฮัมมัดมากเท่ากับชาวยิว ที่ออกเงินให้กู้ ท่านได้แสดงให้พวกยิวได้เห็นว่า นักบวชของพวกเขาปฏิบัติ ตามการตีความคัมภีร์ต่างๆ ของพวกเขาในลักษณะที่บิดเบือนเฉไฉอย่าง ไร และพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสอนของพวกเขาอย่างไร ในส่วน ของนักบวชนั้นก็ได้พยายามเกลี้ยกล่อมผู้คนของพวกเขา ให้เห็นว่ามุฮัมมัด ไม่มีความรู้ในเรื่องของคัมภีร์ของพวกเขา และพยายามที่จะชี้ให้พวกเขากัน เองได้เห็นถึงความ “ผิดพลาด” ในอัล กุรอาน

พวกยิวมีความเชื่อเช่นกันว่า พวกเขาจะปลอดภัยตราบเท่าที่อาหรับ สองเผ่าที่นครมะดีนะฮ์ คือเอาส์และคอชรอจยังคงทำสงครามรบพุ่งกันอยู่ พวกเขาคิดว่าสันติภาพระหว่างเอาส์และคอชรอจย่อมเป็นการคุกคามต่อ การอยู่รอดของพวกเขาในดินแดนอารเบีย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงปั่นเรื่องยุ่ง ยากให้เกิดขึ้นระหว่างเผ่าทั้งสองอยู่เสมอมา

สองเผ่าจากทั้งสามเผ่าของยิวแห่งนครมะดีนะฮ์ คือ บนูกอยนูกอฮ์ และบนูนาดีร ถูกอัปเปหิออกไปภายหลังจากสงครามบะดัรและอุฮุดตาม ลำดับ และพวกเขาได้ละออกไปพร้อมด้วยสิ่งของสัมภาระและฝูงปศุสัตว์ ไปตั้งรกรากลงอีกครั้งที่คอยบัร

เผ่าที่สามซึ่งเป็นเผ่าสุดท้ายของพวกยิวในนครมะดีนะฮ์ ก็คือ เผ่า บนูกุรอยเซาะฮ์ ตามข้อตกลงของสนธิสัญญาแห่งนครมะดีนะฮ์ ย่อมเป็น หน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องปฏิบัติการอย่างเข้มแข็งในการป้องกันเมือง ระหว่างการถูกปิดล้อมในปี ค.ศ. 627 นอกจากพวกเขาจะไม่ช่วยบริจาค สิ่งของและสนับสนุนกำลังในระหว่างเมืองถูกยึดครองแล้ว ความจริงพวก เขายังถูกจับได้ว่าเป็นไส้ศึกให้แก่ศัตรูเพื่อทำลายล้างบรรดามุสลิมให้สำเร็จ ซึ่งพวกยิวบางคนได้เข้ามาจู่โจมบ้านหลังหนึ่งที่ผู้หญิงและเด็กๆ มุสลิมหลาย คนใช้เป็นที่หลบภัยอยู่ เพราะเล็งเห็นว่ามันเป็นสถานที่ๆ ปลอดภัยกว่า บ้านของตนเอง ถ้าหากอัมร อิบนิ อับดุวุด สามารถเอาชนะการต้านทาน ของฝ่ายมุสลิมได้แล้ว พวกยิวก็จะจู่โจมพวกเขาทางด้านหลัง ระหว่างพวก โง่เขลาแห่งนครมักกะฮ์กับพวกยิวแห่งนครมะดีนะฮ์ มวลมุสลิมก็ต้องถูก สังหารหมู่ มันเป็นเพราะความเสียสละของมุฮัมมัดและความแกร่งกล้า ของอะลีเท่านั้น ที่ได้ปัดเป่าภัยพิบัติให้ผ่านพ้นไป

อาร์. วี. ซี. บ็อดเลย์

ในตอนแรกนั้น พวกยิวไม่ยอมเห็นคล้อยด้วยกับข้อเสนอของอบู ซุฟยาน (ที่จะโจมตีมุสลิมทางด้านหลัง) แต่สักพักหนึ่งพวกเขาก็ตกลงกัน ได้ และเห็นพ้องที่จะหักหลังมุสลิมเมื่อโอกาสอำนวย (The Messenger- the Life of Mohammed)

ความประพฤติของพวกยิวเมื่อคราวที่นครมะดีนะฮ์ถูกปิดล้อมใน ครั้งนั้น นับเป็นการก่อกบฏต่อรัฐอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นเมื่อพวก

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *