เลิก”ล็อกดาวน์”เถิด/ตายเป็นตาย

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เลิก”ล็อกดาวน์”เถิด/ตายเป็นตาย
ผมมีความเห็นบ้าๆครับ กับปัญหาโรคระบาด”โควิด 19” ระดับโลกในตอนนี้
พร้อมใจกันทั่วโลก ยุติการ”ล็อกดาวน์”ดีไหม ?
ให้ธรรมชาติดูแลการแพร่ระบาดของ “โควิด 19”เอง ดูซิว่า จะสิ้นฤทธิ์ลงเมื่อไร จนในที่สุดประชากรโลกจะเหลือเท่าไร
แล้วก็ให้ทุกชาติตกลงกัน ทำสนธิสัญญาโลก วางกฏระเบียบ เริ่มตั้งต้นพัฒนาโลกแบบช้าๆ กันใหม่ เพื่อฟื้นฟูโลกทั้งใบ จากอาการป่วยที่เกิดจากอาการเร่งพัฒนา เพื่อความโลภ เป็นที่ตั้ง
ทำไม เสนอให้ทั่วโลกยุติการ”ล็อกดาวน” ?
เหตุผลมีดังต่อไปนี้ครับ
๑.การ”ล็อกดาวน์”ถูกคัดค้านในชาติเสรีประชาธิปไตย เท่าที่ปรากฏแล้วในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่พอใจต่อมาตรการต่างๆ อาทิ การสวมหน้ากากป้องกัน การเว้นระยะห่าง การห้ามมิให้มีการชุมนุม จนในที่สุดเกิดการแพร่ระบาดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ยอดเสียชีวิตพุ่งขึ้นไม่หยุด แม้จะเร็วบ้างช้าบ้าง ขณะนี้ ๔ พฤศจิกายน ๒๐๒๑ Worldometer ระบุว่าตัวเลขติดเชื้อสะสมอยู่ที่ ๒๕๙,๐๙๔,๙๔๔ ราย เสียชีวิต ๕,๑๘๔,๗๓๗ ราย อยู่ระหว่างการรักษา ๒๓๔,๔๔๔,๕๗๖ ราย
๒.การ”ล็อกดาวน์”ทำให้สูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ธุรกิจปิดตัวเอง ซ้ำเติมภาวะว่างงานซึ่งมีอยู่แล้วตามปกติ ตัวเลขความสูญเสียของเศรษฐกิจโลกจาก”โควิด 19”อยู่ที่ประมาณ ๔ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขของ UNCTAD ซึ่งหมายถึง”ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา”ระบุเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนยน ๒๐๒๑)เฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยังไม่รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งยังไม่สามารถรวบรวมตัวเลขได้
ในขณะที่นิตยสาร The Economist ได้ประเมินว่า แค่เฉพาะปี ๒๐๒๐ มูลค่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมสูญเสียไป
เพราะ “โควิด 19” ๑๐.๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
๓.”การ”ล็อกดาวน์”ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของภาวะว่างงานระดับโลกจากที่มีอยู่แล้วตามปกติ เพิ่มเป็น ๒๐๐ ล้านคนในปี ๒๐๒๒ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ”กาย ไรเดอร์” ผู้อำนวยการองค์กรแรงงานสากลแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๐๒๑
ผมเชื่อว่าภาวะการว่างงาน ในที่สุดจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างอื่น ติดตามมามากมาย อาทิ ปัญหาอาชญากรรมและความอดอยาก ฯลฯ
ในขณะที่ภาวะการว่างงานในไทยในช่วงเกิดการระบาด”โควิด 19”ทำสถิติสูงสุดที่ราว ๙ ๐๐,๐๐๐ คน ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ”ดนุชา พิชยนันท์”เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผ่านหนังสือพิมพ์”โพสต์ ทูเดย์”ฉบับวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
สรุปแล้ว การ”ล็อกดาวน์”สร้างปัญหาสองประการคือ
๑.คุกคามสิทธิเสรีภาพ
๒.บ่อนทำลายเศรษฐกิจ
เพราะเช่นนั้น จึงนำมาสู่คำวิจารณ์ดังต่อไปนี้
๑.กรณีคุกคามสิทธิเสรีภาพ จึงสมควรจะ”คืน”ให้แก่พวกเขา กล่าวคือคืนให้อย่างมีอารยะ หากเขาต้องเสี่ยงชีวิตของตนเอง ก็ปล่อยให้เขาเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอง ป่วยเอง แล้วจึงรักษาให้ตามความจำเป็น หากต้องตายก็ให้เขาตายตามอาการ ตามที่จะเป็นไป แน่นอนว่า สังคมต้องรับผิดชอบให้เกียรติทำศพให้เขา ฐานที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ทอดทิ้ง
การทำให้ตนเอง อยู่รอดพ้นจากจากการติดเชื้อนั้น เชื่อว่าในที่สุดเขาน่าจะเกิดสำนึก“พึ่งพาตนเอง”ตามหลัก”อัตตาหิ อัตโนนาโถ” หันไปสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง ไม่เข้าร่วมการชุมนุมและไม่ปล่อยตนเองให้หลงงมงายในสิ่งมึนเมา เช่นสุรา อันจะนำไปสู่การมั่วสุม ทำให้ละเลยข้อป้องกันการติดเชื้อ
หลักการนี้ สหรัฐอเมริกาใช้แล้ว(หลังค่าเฉลี่ยการติดเชื้อสูงสุดรายวันในหนึ่งสัปดาห์อยู่ที่ ๙๒,๘๐๐ ราย) โดยทางการไม่บอกกล่าว หรือเตือนเชิงสั่งสอน โดยปล่อยให้ติดเชื้อและตายไป
เข้าใจว่าจนกว่า ชาวอเมริกันจะได้รับบทเรียนได้ด้วยตนเอง ในการนี้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางทำเนียบขาวยืนยันว่าไม่จำเป็นต้อง”ล็อกดาวน์” หรือ”ชัตดาวน์”เศรษฐกิจเพื่อสกัดการแพร่ระบาด แต่จะมุ่งฉีดวัคซีนในวงกว้างมากกว่า
ส่วนในยุโรปนั้น ยังไม่ได้รับบทเรียน หลายประเทศพยายาม”ล็อกดาวน์”จึงมีการต่อต้าน บางแห่งถึงกับปะทะกับเจ้าหน้าที่ สภาพการณ์นี้ ทำให้องค์การอนามัยโลก ทนไม่ไหว ถึงกับออกมาเตือนว่า ในปีหน้า (๒๕๖๔) จะมีชาวยุโรปตายเพราะ“โควิด 19”อีก ๕๐๐,๐๐๐ คน
๒. กรณีบ่อนทำลายเศรษฐกิจนั้น เกิดจากการติดเชื้อแบบ “คลัสเตอร์”คือติดเชื้ออย่างเป็นกลุ่มก้อน ทำให้ต้องปิดโรงงานชั่วคราว หรือถูกส่งปิด (shutdown) รายใดสายป่านยาวไม่พอ ก็ต้องปิดตัวเองไปเลย ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมและเพิ่มภาวะการว่างงาน
ปัญหาคือการเริ่มใหม่ของธุรกิจ หากต้องปิดงานเองหรือถูกสั่งปิดงาน ว่าจะเอาทุนที่ไหนมาลง เพื่อรื้อฟื้นธุรกิจนั้น ถ้ารื้อฟื้นไม่ได้ ใครที่ตกงานอยู่แล้ว ก็จะตกงานอยู่อย่างนั้น รวมทั้งเจ้าของธุรกิจ ที่อาจหมดเนื้อหมดตัว กลายเป็นคนว่างงานไปด้วยกันอย่างถาวร
ทางแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ จึงเป็นว่า การยกเลิกการ”ล็อกดาวน์”เท่านั้นคือทางออกในการแก้ไขปัญหา
คือเลิก”ล็อกดาวน์”คน และเลิก”ล็อกดาวน์”ธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาส ให้ปรับสภาพ ให้รู้จักรับผิดชอบตัวเอง หากรัฐเข้าคุมดูและรับผิดชอบไปทั้งหมด แล้วจะเป็นภาระที่หนักหนาสาหัส รับไม่ไหวแน่นอน หากการแพร่ระบาดยืดเวลาต่อไปอีกปีสองปีจากนี้
ที่ผมเรียกร้องให้โลก เลิก”ล็อกดาวน์”พร้อมๆ กันนั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้โลกได้มีโอกาสจัดการกับมนุษชาติอย่างเป็นธรรม
เผื่อว่า มนุษยชาติจะได้รับบทเรียนว่า จะไม่ทำลายโลกด้วยความโลภ ความหลง อันได้แก่การแข่งรวย การแข่งอำนาจ ซึ่งกำลังทำกันยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกชน จนถึงระดับชาติ
ทุกวันนี้ Worldometer ระบุว่าโลกมีประชากรทั้งสิ้นราว ๗.๙ พันล้าน (ตัวเลข ปี ๒๐๒๑) หากจะต้องตายไปทั้งหมดราวกึ่งหนึ่ง เพราะฤทธิ์การแพร่ระบาดของ“โควิด 19” ก็นับว่า ยังมีจำนวนมากเกินอยู่นั่นเอง
ผมเอง ยินดีตาย เพื่อสังเวยโลกใหม่ ครับ







