INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เจ้ไฝ ราชินีแห่งอาหารริมถนนของไทย

เจ้ไฝ ราชินีแห่งอาหารริมถนนของไทย

เราจะออกไปทานอาหารเที่ยงจากร้านอาหารที่ชื่นชอบของเรา หรือบางทีใช้
อูเบอร์ อีทส์ แอปส์ ที่จะจัดส่งอาหารเที่ยงมายังสำนักงานของเราหรือไม่
ภายในอินเดีย อาหารเที่ยงเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันเป็นพลังของบุคคล อาหารทำที่บ้านเช้าวันนั้น และจัดส่งโดยตรงแก่เราโดยไม่มีเทคโนโลยีใดเลย
ดับบาวาลามุมไบ เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่สร้างความภูมิใจแก่อินเดีย
การบริการของดับบาวาลา กำเนิดเมื่ออินเดียอยู่ภายใต้กฏของอังกฤษ ชาวอินเดียจำนวนมากที่ทำงานภายในบริษัทอังกฤษไม่ชอบอาหารอังกฤษบริการโดยบริษัท ดังนั้นการบริการของดับบาวาลาได้กำเนิดขึ้น
ความสำคัญไม่ใช่ดับบาวาลา 5,000 คนรายได้ 3 เหรียญต่อวันสามารถก้าวขึ้นไปบนระดับล่างของพีระมิด มันเป็นที่ดับบาวาลาแสดงทุนมนุษย์จำนวนมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์ พวกเขาอยากจะถูกมองว่าไม่ใช่ราคาถูกแต่เป็นความสามารถ
ดับบาวาลาเป็นบุคคลภายในอินเดีย ส่วนใหญ่อยู่ภายในมุมไบ จัดส่งกล่องอาหารเที่ยงปิ่นโต รวบรวมอาหารร้อนภายในกล่องอาหารเที่ยงจากบ้าน
ของบุคคล จัดส่งไปสถานที่ทำงานของพวกเขา ส่วนใหญ่ใช้รถจักรยานและรถไฟ และรับกลับกล่องอาหารเที่ยงเปล่าไปยังบ้านของบุคคลตอนบ่ายวันนั้น
ภายในมุมไบ บุคคลชอบกินอาหารปรุงที่บ้านภายในสถานที่ทำงานของพวกเขา ไม่ใช่กินข้างนอก ณ แผงอาหารหรือร้านอาหารท้องที่ ด้วยเหตุผลรสชาติและสุขอนามัย
ความสัมพันธ์ระหว่างดับบาวาลีแห่งมุมไบและราชวงศ์อังกฤษย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 2003 เมื่อเจ้าชายชารลส์ ได้มาเยี่ยมเยียนมุมไบ จากนั้นพระองค์ได้พบกับดับบาวาลาและได้ยกย่องงานที่เฉียบแหลม ความถูกต้อง และตรงเวลาของพวกเขา และประทับใจกับวัฒนธรรมการทำงานของพวกเขา เรามีสายใยทางความรู้สึกกับราชวงศ์อังกฤษ เจ้าชายชาร์ลส์ ได้เชิญเราไปงานสมรสของพระองค์ราชวงศ์อังกฤษของเจ้าชายชาร์ล และคามิลลา พารคเกอร์ โบวล์ เมื่อ ค.ศ 2005 พระองค์ ได้ปฏิบัติต่อเราด้วยความเคารพ
เมี่อเราได้เข้าร่วมงานสมรส นอกจากนี้ดับบาวาลา ได้ซื้อสาหรี่ เสื้อผ้าของ
ผู้หญิงอินเดียสมัยเดิม ซาลวาร์ กูรตะ เครื่องแต่งกายที่นิยมใส่ของอินเดียและผ้าโพกศรีษะ เป็นของขวัญแก่เจ้้าชายแฮร์รี และเมเกน มาร์เคิล แห่งอังกฤษด้วย ดับบาวาลา ได้แจกจ่ายอาหารแก่ครอบครัวของผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลของรัฐและเด็กที่ด้อยโอกาส เพื่อที่จะฉลองการสมราของเจ้าชายแฮร์รี่และเมเกน เมเกิล นักแสดงอเมริกัน ด้วย
ภายในกรุงเทพ อาหารที่ขายโดยผู้ขายริมถนนได้ให้มากกว่าเพียงแค่อาหารราคาถูกและสุขภาพดี ต่อบุคคลจำนวนมากแล้วมันเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ
และตำรับของการลดความยากจนของบุคคล ณ ระดับล่างของพีระมิด ตามการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ผู้ขายริมถนนไม่ควรจะถูกมอง
เป็นการรบกวนและการกีดขวางจราจร แต่เป็นผู้ประกอบการที่สร้าง “ทุนทางวัฒนธรรม” ในขณะที่สร้างอนาคตที่ดีมากขึ้นต่อตัวพวกเขาเองและครอบครัวของพวกเขา ผู้ขายริมถนนเหล่านี้มักจะเรียกกันว่าแม่ค้าและพ่อค้า นักท่องเที่ยวต่างประเทศได้รับรู้ความมีเสน่ห์ของอาหารริมถนนของไทย โดยเฉพาะการทานอาหารไทยริมทาง ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายมาก
วารสารฟอร์บได้ลำดับอาหารริมถนนภายในกรุงเทพเป็นหมายเลขหนึ่งของเมืองอาหารริมถนนสิบลำดับสูงสุดของโลก การให้เหตุผลว่านักท่องเที่ยวสามารถเลือกความหลากหลายของอาหารจากสถานที่ทานอาหารข้างทาง จุดเด่นของอาหารริมถนนและเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ปัจจุบันนี้อาหารริมถนนได้กลายเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวต่อไทย ข้อบังคับต่อผู้ประกอบการอาหารริมถนนได้ถูกกำหนดที่จะมั่นใจว่าอาหารบรรลุมาตรฐาน และสะอาดและปลอดภัยที่จะบริโภค และล้างภาพพจน์ก่อนหน้านี้ของอาหารริมถนน เรามีธุรกิจอาหารริมถนนมากกว่า 103,000 แห่งภายในไทย และมูลค่าตลาดสูงกว่า 270,000 บาทต่อปี
ผู้ขายอาหารริมถนนไทยตื่นเช้าและไปตลาดท้องที่ พวกเขาซื้อไก่และผักสดจำนวนหนึ่ง และส่วนผสมอื่นไปด้วย พวกเขาลากรถเข็นอาหารไปสู่ทำเลที่ตั้งที่ต้องการ และเริ่มต้นเตรียมอาหารเมื่อลูกค้าได้เริ่มต้นสั่งซื้อ อาหารริมถนนอยู่ทุกที่ภายในไทย ผู้ขายสร้างแผงลอยที่เราสามารถได้บางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ หรือเราสามารถหยุดทานอาหาร ณ โต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ ถ้าเราไม่รู้ว่าอาหารริมถนนอะไรที่จะสั่งซื้อ นักท่องเที่ยงต่างชาติบางคนได้เสนอแนะอาหารริมถนนไทยที่นิยมแพร่หลายต่อพวกเขาคือ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย
ผัดซีอิ้ว ไข่เจียว หมูย่าง ปอะเปี้ยทอด และของหวาน

ผู้ขายหาบเร่เป็นผู้ขายสินค้าที่สามารถขนส่งได้ง่าย ถ้อยคำมีความหมายอย่างเดียวกับผู้ขายเร่ผลไม้ ภายในสถานที่ส่วนใหญ่ตรงที่ถ้อยคำได้ถูกใช้
ผู้ขายหาบเร่ขายสินค้าราคาไม่แพง หัตถกรรม หรืออาหาร ผู้ขายหาบเร่มักจะโฆษณาร้องตะโกนเสียงดัง และล้อเล่นกับลูกค้า ดึงดูดความสนใจและเพิ่มยอดขาย เมื่อตามมาด้วยการนำแสดงหรือการอธิบายรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ บางครั้งผู้ขายหาบเร่ถูกอ้างอิงเป็นผู้ขายราคาถูก นักวิจารณ์สังคม
เฮนรี เมย์ฮิว ได้เขียนว่า ภายในสมัยโบราณของการค้า จากนั้นสานต่อมาที่อังกฤษ เป็นผู้ขายหาบเร่
ผู้ขายหาบเร่เดินทาง หรือผู้ขายหาบเร่ท่องเที่ยวมองเห็นโดยทั่วไปภายในสิงคโปร์ระหว่างศตวรรษที่ 19 ถึงกลางที่ 20 พวกเขาถูกพบบ่อยครั้งตามถนนที่วุ่นวายและสี่แยก ขายเร่อาหาร เครื้องดื่ม พืชผัก เป็ดไก่ และจิปาถะ ผู้ขายหาบเร่บนถนนเป็นอาชีพที่นิยมแพร่หลายแก่ผู้อพยพใหม่จำนวนมากสู่สิงค์โปรมันทำให้บุคคลว่างงานและไม่มีทักษะเป็นวิถีทางมีการดำรงชีวิตด้วยต้นทุนต่ำ
แต่เรามีปัญหาหลายอย่างเขื่อมโยงกับการขายหาบเร่บนถนน เช่น การกีดขวางการจราจร และสุขภาพอนามัย ผู้ขายเร่บนถนนแสดงบทบาทสี่สำคัญด้วยการให้ชนชั้นแรงงานเข้าสู่อาหารราคาถูกได้ง่าย
ทำนองเดียวกับประเทศอาเขียนอื่น ไทยมีประวัติที่ยาวนานของผู้ประกอบการริมถนน ภายในกรุงเทพ เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ การขายเร่ริมถนน ได้จัดหาแก่คนไทยท้องที่ด้วยการเข้าหาราคาถูกและสะดวก สู่สินค้าที่หลากหลาย และสร้างวิถีทางอย่่างหนึ่งของการดำรงชีวิต ภายในกรุงเทพ การขายเร่ริมถนนได้ทำให้เกิดปัญหาของเมือง เช่น การกีดขวางต่อคนเดินเท้าและการจราจรของยานพาหนะ มันได้สร้างปัญหาของสุขภาพอนามัยด้วย เมื่อการขายริมถนนเกี่ยวพันกับการปรุงอาหารตามถนน กรุงเทพมหานครมีอำนาจที่จะกำหนดพื้นที่สาธารณะแก่ผู้ขายริมถนนภายหลังจากการปรึกษากับสถานีตำรวจท้องที่แล้ว ภายในกรุงเทพเรามีพิ้นที่ขายริมถนนจำนวนมากทั่วทั้ง 50 เขตของเมือง แต่กระนั้นผู้ขายริมถนนจำนวนมากยังคงถูกพบภายในพื้นที่สาธารณะที่ไม่อนุญาติเพื่อการขาย
การตัดสินใจตัวเราเองทานอาหารที่ชื่นชอบ ไม่ได้หมายถึงเราต้องไปร้านอาหารที่แพงหรือโรงแรมห้าดาวอยู่เสมอ ภายในกรุงเทพ เรามีคนทำงานหนัก
หิวกระหายให้ช่วงชิงทั่วเมือง ไม่ว่าเราเดินไปตรงไหน เราสามารถมั่นใจที่จะ
พบแผงลอยและช่องภายในกำแพงริมถนนจำนวนมาก เรียงรายด้วยอาหารที่หลากหลาย กรุงเทพ ได้ติดลำดับโดยซีเอ็นเอ็นเมื่อ ค.ศ 2559 เป็นหนึ่งของยี่สิบสามเมืองทั่วโลกมีอาหารริมถนนดีที่สุดของโลก ซีเอ็นเอ็น ได้กล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงอาหารริมถนนภายในกรุงเทพ ตรงที่ผู้ขายทางเท้าภายในเขตที่แตกต่างกันของเมืองขายอาหารบนการหมุนเวียนคงที่ ผู้ขายบางคนดูแลอาหารเช้าฝูงชนด้วยนมถั่วเหลืองหวานและเต้าหู้ ผู้ขายบางคนบริการข้าวหอมและไก่ตุ๋นเพื่ออาหารเที่ยง และตอนดึกฝูงชนได้ถูกนำเสนอทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ผัดไทยไปถึงหมูสเตะ ซีเอ็นเอ็น ได้รายงานว่า พวกเขาได้ถูกแนะนำอาหารริมถนนภายในเยาวราช อาหารริมถนนนั่งอยู่ตามช่วงตึกแถวภายในเมือง พวกเขาบริการอาหารยี่สิบสี่ชั่วโมง และนำเสนอทุกสิ่งทุกอย่างจากอาหารเช้า อาหารเที่ยง และอาหารเย็น อาหารว่าง เครื่องดื่ม ของหวาน และเเม้แต่เหล้าและยาดองริมถนนของไทย
ถ้าเราเดินทางไปเยาวราช อย่าลืมไปทานอาหารข้างถนนรุ่นเก่าแก่ยาวนานศตวรรษ ขนมจีบแป้ะเซี้ยะ ตำนานขนมจีบรถเข็น 100 ปี
แป้งบางไร้มันหมู ขนมจีบเน้นเนื้อหมู ต้นตำรับจากจีน อยู่ข้างหน้าวัดมงคลสมาคม ผู้ขายคือแป้ะเซียะ การขายขนมจีบเริ่มต้นตั้งแต่สมัยอากง ติดต่อกันมาจนถึงแป้ะเซียะรุ่นที่สาม ปัจจุบันนี้แป้ะเซียะขายขนมจีบได้วันละไม่ต่ำกว่า 2,000 ลูก
ภายในธุรกิจนานกว่าห้าทศวรรษ แป้ะเซียะ และผู้ช่วยของเขา ตื่นเช้าปั้นขนมจีบด้วยมือภายในคร้วของตึกแถว จากนั้นชายแก่อายุ 70 ปี
ดันรถเข็นไปทางเข้าวัดยวน – วัดมงคลสมาคม ถนนแปลงนาม มาถึงเพียงแค่ทันเวลาที่จะบริการขนมจีบแก่ลูกค้าที่ชื่นชอบ โดยปรกติแป้ะเซียะใส่กางเกงขาสั้น และเสื้อเชิรตสีฉูดฉาด แป้ะเซียะเป็นบางสิ่งบางอย่างของผู้มีชื่อเสียงของเพื่อนบ้าน ผู้อยู่อาศัยหนุ่มและแก่หยุดพูดคุยกับเขาในขณะที่สั่งซื้อขนมจีบ และบางทีนั่งเก้าอี้ ณ โต๊ะวางข้างหน้ารถเข็น โดยปรกติเขาเริ่มต้นบริการ 11.30 น และขายไปจนขนมจีบหมด ประมาณ 18.00 น
อัญมณีที่ซ่อนเร้นบริการขนมจีปไทย-จีน แผงลอยรถเข็นที่ต่ำต้อยในขณะนี้รับผิดชอบโดยรุ่นที่สามของพวกเขาและทุกวัน เขาปั้นขนมจีบด้วยมือตั้งแต่ตอนตีห้า
บรรดาอาหารริมถนนตำนานหลายแห่งภายในไทยคือ ผัดไทย และถ้าเราจะไปลิ้มรสอาหารริมถนนไอคอน แน่นอนเราต้องไปแห่งหนึ่งที่ยาวนานหลายทศวรรษ ทิพย์ สมัย ผัดไทย มีประวัติยืนนานถึง 50 ปี บริการผัดไทยต่อทั้งคนทัองที่และนักท่องเที่ยว ดัวยการใช้ถ่าน
นอกจากนี้ไทยได้ถูกประเมินจากบริษัทวิจัยอาหารโลกเมื่อ ค.ศ 2560 ว่า
ผู้ประกอบการอาหารริมถนน สร้างรายได้สูงถึง 271,355 ล้านบาท ที่จริงแล้วอาหารริมทางไม่เพียงแต่สร้างรายได้จำนวนมากแก่ไทยเท่านั้น แต่เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อไทยด้วย
เรามีผู้ประกอบการริมถนนอยู่หลายประเภท เช่น หาบเร่ ผู้ขายที่หาบสินค้าภายในหาบ ด้วยไม้คานวางบนไหล่ ตระเวนขายไม่หยุดอยู่กับพื้นที่ แต่บางครั้งพวกเขาอาจจะนั่งขายประจำ แต่สินค้ายังอยู่ภายในหาบ
แผงลอย เป็นโครงสร้างเคลื่อนย้ายไม่ได้และชั่วคราว สร้างโดยผู้ขาย
เพื่อที่จะเเสดงและกำบังสินค้าบนตลาดริมทาง แผงลอยสร้างหรือรื้อถอนได้ง่าย
ผู้ขายเร่ ได้มาจากหรือรับอิทธิพลอย่างมากโดยครัวจีน เราสามารถพบอาหาร ณ เวลาใดก็ตามของกลางวันหรือกลางคืนภายในไทย ส่วนใหญ่ทำจากข้าว อาหารบริการภายในชาม ข้ามต้มกุ้ยหรือกวยเตี๋ยว เราสามารถรับประทานโดยตรงบนถนน บนเก้าอี้ไม้หรือพลาสติค หรือภายในร้านค้า
บะหมี่และผ้ดไทย เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากของลูกค้าด้วย ร้านริมถนนเชี่ยวชาญอาหารแต่ละประเภท รัฐบาลได้พยายามควบคุมการทำอาหารริมถนน แต่ไม่บรรลุความสำเร็จ คนไทยยังคงออกไปริมถนนที่จะทานอาหาร มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้ว
บุคคลที่เดินผ่านถนนมหาไชย เยื้องกับซอยสำราญราษฏร์ ภายในเขตพระนครของกรุงเทพ ต้องตกใจจากฝูงชน อยู่ข้างล่างทางเท้า รายรอบด้วยโต๊ะพลาสติคไม่ได้เตรียมมาก่อน เมื่อพวกเขาเข้าแถวรอคอย ฝูงชนได้ใช้โทรศัพท์มือถือของพวกเขาถ่ายรูปของ “ราชีนีแห่งไข่ยัดใส้” จากการได้รับรางวัลดาวมิชิลิน ร้านอาหารเป็นตึกแถวแบบเปิดขนาดไม่ใหญ่ ตกแต่งตามสไตล์ท้องถิ่นเรียบง่ายและสะอาด
วันนี้เป็นวันปรกติต่อสุภิญญา จันสุตะ อายุ 76 ปี เจ้าของหัวหน้าครัวของร้านเจ้ ไฝ ร้านอาหารตึกแถวเจ็ดโต๊ะบนถนนมหาไชที่จอแจของกรุงเทพ เธอตื่นเช้าสดใสด้วยลิปสติกสีแดงไอคอนของเธอ และมุ่งหน้าไปตลาดปลาที่จะเลือก
วัตถุดิบของเธอเพื่อวันนี้ ก่อนจะมาถึงร้านอาหารของเธอ เริ่มต้นตระเตรียม
แถวของลูกค้าที่ไม่ยอมแพ้จะเริ่มต้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น รับประกันการจองที่นั่ง กระแสที่ต่อเนื่องของลูกค้าไปจนถึงเย็น
ตอนบ่ายภายหลังสองสัปดาห์ของการประกาศของกรุงเทพมิชิลิน เจ้ไฝ ไม่พยายามใช้สายตาของเธอ คลุมด้วยแว่นตากันลมอย่างระมัดระวัง เครื่องหมายการค้าของเธอ จากกะทะน้ำมันร้อนบนถ่านลุกเป็นไฟ ตรงที่เธอปรุงไข่บดกับเนื้อปู เธอดูเหมือนถูกรบกวนโดยความสนใจร้านอาหารของเธอทั และตอบสนองอย่างสรุปต่อคำถามจากนักข่าว ในขณะที่ไม่หยุดการเคลื่อนไหวของเธอแม่แต่นาที ทำตามคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
บุคคลหลายคนเพียงแค่มาดูเธอ และถ่ายภาพ และไม่จำเป็นต้องรับประทาน
เธอกล่าว ยิ่งกว่านั้นเวลารอโต๊ะอาจจะนานถึงสองชั่วโมงระหว่างช่วงเวลาธุรกิจของวัน ภายหลังจากร้านอาหารเปิดบ่าย และเขียนด้วยมือว่า เวลาไม่รับประกัน
แต่กระนั้นการให้เกียรติของมิชิลิน ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของร้านอาหารริมถนนเช่นเจ้ไฝกำลีงร่ำรวยขึ้น เจ้ไฝ กล่าวว่า เธอไม่ได้ขึ้นราคานับตั้งแต่ได้ดาวมิชิลิน แม้ว่าเธอได้เพิ่มการใช้จ่ายของเธอนับแต่นั้นมา การซื้อส่วนผสมมากขึ้นตอบสนองอุปสงค์ ฉันจะสูญเสียลูกค้าถ้าฉันขึ้นราคา เจ้ไฝ ทำงานตั้งแต่บ่ายสองโมงถึงตีหนึ่งทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ วันหยุดของเธอ
ปัจจุบันนี้ลูกค้ามาด้วยความคาดหวังสูงขึ้น และโดยเบื้องต้นพวกเขามองหาเครื่องหมายดาวมิชิลิน ยุวดี จันสุตะ พูด แต่หวังว่าการมาครั้งที่สองหรือครั้งสามของพวกเขา พวกเขามามองหาเจ้ไฝตัวเธอเอง และถามอาหารที่ชื่นชอบเหมือนลูกค้าประจำอื่นของเรา
ก่อนหรือหลังมิชิลิน เรามองตัวเราเองด้วยวิถีทางเดิม ในขณะที่บุคคลอื่น
อาจจะมองเราเป็นร้านอาหารดาวมิชิลิน อย่างไรก็ตาม เจ้ไฝยังคงเป็นเจ้ไฝ ทุกครั้งที่ลูกค้ามาหาเรา และกล่าวว่าพวกเขารักอาหารของเรา เราจะได้รางวัลดาวหนึ่งล้านดวงที่สำคัญทุกวัน
ผู้ขายเร่ข้างถนน สุพินยา จันสุตะ รู้จักกันดีว่าเป็นเจ้ไฝ ได้กลายเป็นมีชื่อเสียงจากการรับดาวมิชิลินสองปีติดต่อกัน แต่เธออายุ 73 ปีที่กล้าหาญยังคงทำอาหารโดยส่วนตัวทุกวัน ณ ร้านริมถนนของเธอ นานมาก่อนที่เจ้ไฝได้รับชื่อเสียงระหว่างประเทศต่อการกลายเป็นร้านอาหารริมถนนเเห่งเเรกของกรุงเทพได้รับรางวัลดาวมิชิลินเมื่อ ค.ศ 2018 ร้านอาหารได้ถูกยกย่องอยู่แล้วโดยนักกินท้องที่
ต่ออาหารทะเลผัด เธอได้เริ่มต้นร้านอาหารข้างถนนของเธอเมื่อ ค.ศ 1980 และได้สร้างชื่อเพื่อตัวเธอเองโดยการจัดหาอาหารทะเลคุณภาพสูงมาก และเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนผสมภายในอาหารจูบที่เร้าใจ ด้วยลมหายใจเป็นควันจากงานของเธอ เธอควบคุมเตาทอดถ่านร้องเสียงดัง ห่มผ้ากันเปื้อนสีดำเครื่องหมายการค้า และเเว่นตากันลมป้องกันสายตาของเธอจากชั่วโมงที่ยาวนานข้างหน้าความร้อนที่รุนแรง
นับตั้งแต่การได้รับดาวมิชิลินเมื่อ ค.ศ 2018 และอีกครั้งเมื่อ ค.ศ 2019 ร้านอาหารที่ถ่อมตัวได้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ภายใต้การจ้องมองของสื่อระหว่างประเทศ
เจ้ไฝ ไดัถูกผลักดันไปสู่เวทีโลก การมีส่วนร่วมภายในการสัมนาครั้งที่หกของโคเปนเฮเกนเมื่อ ค.ศ 2018 และทำงานกับการบินไทยที่จะสร้างรายการอาหารแก่ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและธุรกิจ ด้วยการทะลักของลูกค้าต่างประเทศ ลูกสาวที่พูดภาษาอังกฤษได้ของเจ้ไฝ ยุวดี จันสุตะ ต้องทิ้งอาชีพของเธอ ทำงานเต็มเวลา ณ ร้านอาหาร
ผู้ตรวจสอบมิชิลิน ได้กล่าวเกี่ยวกับเจ้ไฝว่า เจ้ไฝ เป็นสถานที่ทั้งเเท็กซี่และนักกินแนะนำ และมันง่ายที่จะมองเห็น ทำไม การใส่แว่นกันลมเป็นสัญลักษณ์
ของเธอ ตำนานท้องที่เล่าว่าเจ้ไฝยังคงดำเนินสิ่งที่พ่อของเธอได้เริ่มต้น 70 ปีที่แล้ว และทำไข่เจียวปู แกงเผ็ดปู และข้าวต้มแห้ง
ร้านเจ้ไฝ เป็นร้านอาหารริมถนนภายในกรุงเทพ สี่แยกสำราญราษฎร์ เขตพระนคร อายุยาวนานกว่า 70 ปี และชื่อเล่นของเจ้าของเป็นชื่อร้าน โดยเธอมีชื่อจริงว่า สุภิญญา จันสุตะ ร้านเจ้ไฝบริการอาหารทะเลสุดยอด “ไข่ยัดปู” จนทีมงานของมิชิลินต้องยกดาวให้หนึ่งดวง รายการอาหารมีชื่อเสียงของเธอคือ ไข่เจียวปู ปูผิดผงกะหรี่ และโจ้กแห้ง เจ้ไฝมักจะใส่แว่นตากันลมระหว่างทำอาหารอยู่หน้าร้าน
ผู้ขายอาหารริมถนนรายแรกเเละเท่านั้นที่ได้รางวัลดาวมิชิลิน เรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อของเธอได้ถูกบอกเล่าไปทั่วโลก ในขณะนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของของตอนเเรกของ “Street Food of Netflix” ภายหลังจากเธอได้ดาวมิชิลิน
เธอเลือกที่จะอยู่ภายในตึกแถวของเธอ เธอทำให้อาหารไทยสมัยเดิมสูงส่งดังที่เธอทำมาหลายปี เธอทำอาหารแก่บุคคลด้วยความรัก

วัฒนธรรมอาหารริมถนนของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ถูกแนะนำโดยคนงานจับกังนำเข้ามาจากจีนระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 และอาหารริมถนนของไทยจำนวนมากได้มาจากหรือรับอิทธิพลอย่างมากโดยห้องครัวจีน ฉากของอาหารริมถนนของไทยมองเห็นได้ตลอดเวลาตั้งแต่อาหารเช้า เที่ยง เย็น และดึก และกรุงเทพได้ถูกมองว่าเป็นท่ามกลางจุดที่ดีที่สุดของโลก
ร้านเจ้ไฝเป็นผู้ขายอาหารริมถนนของไทยแห่งเเรกที่ได้รางวัลเท่านั้นภายในการเปิดตัวการจัดลำดับร้านอาหารมิชิลิน เธอได้ตั้งชื่อร้านอาหารตามชื่อเล่นของเธอ และเปิดร้านอาหารข้างทางมาตั้งแต่ 1980 สัญลักษณ์ของเธอคือ เเว่นตากันลม ป้องกันความร้อนจากถ่านที่ลุกไหม้ เธอปรุงอาหารทุกอย่างของร้านอาหาร เธอเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบที่ไม่ยอมให้ใครก็ตามของเธอทำการปรุงอาหาร เธอใส่แว่นตากันลมเป็นเครื่องหมายการค้าของร้าน เธอได้ถูกยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไข่ยัดปู หรือปูยัดใส้ ร้านเจ้ไฝ ตั้งอยู่ที่ริมถนนมหาไชย ใกล้ทางแยกสำราญราษฏร์ ประตูผี จุดเด่นอย่างหนึ่งเจ้ไฝคือ การทำอาหารด้วยเตาถ่าน เจ้ไฝ อายุ 76 ปี ชื่อจริง สุภิญญา จันสุตะ
กรุงเทพ ได้ถูกนำแสดงภายในชุดภาพยนตร์สารคดีใหม่ของเนตฟลิกซ์ “Street Food” ผลิตโดยผู้สร้างของเชฟ เทเบิ้ล ภายในถ้อยคำพูดอ้างอิงมีชื่อเสียงของเธอ เจ้ไฝ ได้กล่าวว่า “ฉันแก่แล้ว แต่ฉันบอกพวกเขาอยู่เสมอว่า คุณอาจจะยังหนุ่มอยู่ แต่ฉันเข้มแข็งกว่า”
เจ้ไฝ ได้ถูกยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งอาหารริมทางของไทย และมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกของการกลายเป็นดาราอาหารท่ามกลางหัวหน้าอาหารริมถนนภายในภาพยนตร์ชุดสารคดีทำอาหารริมถนนของเนตฟลิกซ์ Street Food ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับร้านอาหารริมถนนภายในเอเซียเก้าประเทศ
ไทยเป็นหนึ่งภายในเก้าประเทศ มี่ชือว่าเป็นดินเเดนแห่งอาหารริมถนน เจ้ไฝ เป็นอาหารริมถนนของไทยที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดจนกลายเป็นระดับโลก
ไม่เพียงแต่เจ้ไฝสามารถได้รางวัลดาวมิชิลิน ร้านอาหารริมถนนแห่งแรกของไทย เรื่อราวของเจ้ไฝได้ถูกนำแสดงภายในภาพยนตร์สารคดีของเนตฟลิกซ์ด้วย สตรีท ฟูด เป็นเนื้อหาต้นกำเนิดของเน็ตฟลิกซ์ การนำผู้ชมบนการเดินทางทำอาหารข้างถนนทั่วทั้งเก้าประเทศภายในเอเชีย แต่ละตอนของเก้าตอนมุ่งที่ประเทศเดียว การสำรวจที่ไทย ญี่ปุน อินเดีย อินโดนีเชีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เวียตนาม และสิงคโปร์
การนำเสนอเรื่องราวของหัวหน้าครัวและการทำอาหาร สตรีท ฟูด ได้เจาะลึกลงไปที่วัฒนธรรมอาหารริมถนนของเอเชีย หยั่งรากลึกกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของเอเชีย และได้กล่าวถึงวีรบุรุษท้องที่ของอาหารริมถนนภายในเก้าประเทศ
ภายในตอนของไทย พวกเขาได้เลือก เจ้ไฝ เป็นดาราของอาหารริมถนนของไทย เจ้ไฝ ได้ให้การชำเลืองจุดพลิกผันโชคไม่ดี เปลี่ยนเเปลงชีวิตของเธอจากการเป็นช่างเย็บผ้า ไปเป็นการทำก้วยเตี๋ยวไก่ และเธอได้ไต่เต้าวิถีทางของเธอจนกลายหัวหน้าครัวที่ได้รางวัลมิชิลิน อย่างไร

4

ที่จริงแล้วอาหารริมทางรุ่นเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งภายในกรุงเทพคือ ร้านข้าวต้มปลาเตาถ่าน ตำนานย่านเยาวราช เซี่ยงกี่ ยาวนานเกือบทศวรรษ ข้าวต้มปลาสไตล์แต้จิ๋วโดยใช้ปลาจาระเม็ด และทำให้อร่อยมากขึ้นด้วยการเพิ่มกระเพาะปลาสด เเม้ว่าร้านจะอยู่ภายในส่วนที่ซ่อนเร้นของเยาวราช พากเขาสามารถดึงดูดลูกค้าได้จำนวนมากที่อยากจะชิมรสชาติข้าวต้มปลาที่อร่อยนี้ เจ้าของยืนยันว่าตำรับซุปข้าวของพวกเขากำเนิดมาจากจีนโบราณด้วบประวัติของ 92 ปี สามช่วงอายุคน
การส่งสูตรต้นตำรับลับมาสู่รุ่นหลานถึงสามรุ่ ตั้งอยู่ภายในซอยเจริญกรุง 12 สัมพันธวงศ์ ร้านเป็นตึกแถวหนึ่งหัองอยู่ริมถนน ด้านหน้ามีรถเข็น ต๊ะพับได้นั่งรับประทานได้บนริมทาง โดยทางร้านทำข้าวต้มให้ลูกค้าได้ดูกันจากหน้าร้านเลยทีเดียว ร้านมีเมนูข้าวต้มให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวต้มปลากะพง
ขัาวต้มหอยนางรม และข้าวต้มรวมมิตร เซี่ยงกี่ใช้ถ่านต้มข้าวต้มได้กลิ่นหอมของถ่าน เคล็ดลับความอร่อยของข้าวต้มเซี่ยงกี่เกิดขึ้นจากการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ตั้งเเต่เมล็ดข้าว ประเภทของถ่าน และขนาดของกุ้งแห้ง

ซี เค พราฮาลาด กูรูและนักวิชาการบริหาร ได้ถูกออกเสียงเป็นนักคิดทางการบริหารมีอิทธิพลมากที่สุดของโลกภายในการสำรวจความคิดเห็นทุกสองปีโดยทิงค์เกอร์ 50
เพื่อที่จะเห็นคุณค่าศักยภาพตลาดของชั้น 4 เอ็มเอ็นซีต้องมีกลุ่มของสมมุติฐานแกนที่มีอิทธิพลต่อมุมมองประเทศที่กำลังพัฒนาของพวกเขา เราได้ระบุความเชื่อร่วมกันอย่างกว้างขวางที่จะต้องถูกพิจารณาใหม่
สมมุติฐาน 1 คนยากจนไม่ได้เป็นลูกค้าเป้าหมายของเรา เนื่องจากด้วยโครงสร้างต้นทุนในขณะนี้ของเรา เราไม่สามารถแข่งขันทำกำไรจากตลาดนั้นได้
สมมุติฐานที่ 2 คนยากจนไม่สามารถรับภาระและไม่ชอบผลิตภัณฑ์ที่ขายภายในตลาดที่พัฒนาแล้ว
สมมุติฐานที่ 3 ตลาดที่พัฒนาแล้วเท่านั้นจะเห็นคุณค่าและและจ่ายเพื่อเทคโนโลยีใหม่ คนยากจนสามารถใช้รุ่นที่แล้วของเทคโนโลยี
สมมุตุฐานที่ 4 ระดับล่างของพีระมิดจะไม่สำคัญต่อความอยู่รอดระยะยาวของธุรกิจของเรา เราสามารถปล่อยชั้นที่ 4 ให้แก่รัฐบาลและองค์การไม่แสวงหากำไร
สมมุติฐานที่ 5 ผู้บริหารจะไม่ตื่นเต้นด้วยความท้าทายทางธุรกิจที่มีมิติของมนุษยธรรม
สมมุติฐานที่ 6 ความตื่นเต้นทางความคิดจะอยู่ภายในตลาดที่พัฒนาแล้ว มันยากที่จะค้นพบผู้บริหารที่มีความสามารถต้องการทำงาน ณ ระดับล่างของพีระมิด
แต่ละข้อของสมมุติฐานที่สำคัญเหล่านี้ได้บดบังคุณค่า ณ ระดับล่างของพีระมิด มันจะคล้ายกับเรื่องของบุคคลที่พบธนบัตร 20 เหรียญบนข้างทางเดิน
ภูมิปัญญาทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปเสนอแนะว่าถ้าธนบัตรมีอยู่จริง บุคคลบางคนพร้อมที่จะเก็บมันไว้ ทำนองเดียวกับธนบัตร 20 เหรียญ ระดับล่างของพีระมิดจะท้าทายตรรกะทางการบริหารโดยทั่วไป แต่นั่นไม่ได้หมายความมันไม่ได้เป็นพื้นที่กว้างใหญ่และไม่ได้สำรวจเพื่อการเจริญเติบโตทำกำไร เอ็มเอ็นซีต้องรับรู้ว่าตลาดนี้จะแสดงความท้าทายใหม่ที่สำคัญ : เราจะรวมต้นทุนต่ำ คุณภาพดี ความยั่งยืน และการทำกำไร เข้าด้วยกันอย่างไร
เนื่องจากชุมชนชั้นที่ 4 มักจะถูกแยกคัวทางกายภาพและเศรษฐกิจ ระบบการกระจายและการเชื่อมโยงการสื่อสารที่ดีจะสำคัญต่อการพัฒนาระดับล่างของพีระมิด ไม่กี่ประเทศของตลาดที่ปรากฏกว้างใหญจะมีระบบการกระจายที่ไปถึงประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการพึ่งพาของลูกค้ายากจนต่อผลิตภัณฑ์ท้องที่และการบริการของผู้ให้กู้ยืมจะมีอยู่ต่อไป เอ็มเอ็นซีไม่กี่บริษัทได้ออกแบบระบบการกระจายของพวกเขาที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าชนบทยากจน
แต่กระนั้นบริษัทท้องที่ที่สร้างสรรค์ได้นำวิถีทางภายในระบบการกระจาย
ชนบทอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ภายในอินเดีย อาร์วินด์ มิลล์ ได้แนะนำระะบบการจัดส่งใหม่ทั้งหมดแก่บลู ยีนส์ อาร์วินด์ ผู้ผลิตผ้าเดมินใหญ่ที่สุดลำดับห้าของโลก ได้พบการขายผ้าเดมินภายในประเทศอินเดียจะจำกัด ชุดละ 40 ถึง 60 เหรียญ มวลชนไม่สามารถรับภาระยีนส์ได้ และระบบการ
กระจายที่มีอยู่จะไปถึงเมืองและหมู่บ้านไม่กี่แห่ง ดังนั้นอาร์วินด์ ได้แนะนำ
ยีนส ์รัฟ แอนด์ ทัฟ กำหนดราคายีนส์ชุดละ 6 เหรียญ กระจายผ่านเครือขายของช่างตัดเสื้อท้องที่จำนวนมากภายในเมืองและหมู่บ้าน ผลประโยชน์ส่วนตัวได้จูงใจพวกเขาที่จะขายชุดยีนส์อย่างกว้างขวาง ยีนส์ รัฟ แอนด์ ทัฟ เป็น
ยีนส์ขายดีที่สุดในขณะนี้ภายในอินเดีย นำหน้าลืไวส์และตราสินค้าอื่นจากอเมริกาและยุโรป
ภายในการตอบสนองต่อการเรียกร้องสวาเดซี่ของมหาตมะ คานธี ระหว่างการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย ครอบครัวของลาลไบ ได้ก่อตั้งอารวินด์ มิลล์
เมื่อ ค.ศ 1931 การสร้างความสามารถที่จะเเข่งขันกับโรงงานสิ่งทอดีที่สุดของโลก
บริษัทได้มุ่งตลาดล่างด้วยความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ อารวินด์ ได้เจริญเติบโต
เป็นผู้ผลิตใหญ่ที่สุดลำดับสี่ของผ้าเดมินเพื่อการขายส่งภายในช่วงเวลา 60 ปีต่อมา บริษัทรับรู้ว่าคนยากจนของอินเดียไม่สามารถรับภาระยีนส์ได้ และได้เปิดตัวยีนส์ตราสินค้าของตัวเอง – รัฟ แอนด์ ทัฟ – เมื่อ ค.ศ 1955 ที่จะยึดครองโอกาส
วิถีทางของพวกเขาจะมุ่งที่ลูกค้าอินเดีย ณ ระดับล่างของพีระมิด การออกแบบใหม่โมเดลธุรกิจของพวกเขาด้วยการมุ่งที่คุณค่า อาร์วิน มิลล์ บรรลุความสำเร็จด้วยการขายชุดยีนส์แก่ร้านตัดเสื้อผ้าท้องที่ 6 เหรียญต่อชุด ความแตกต่างของชุดยีนส์น้อยที่สุดทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่างตัดเสื้อท้องที่ได้กลายเป็นช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ต่อมาบริษัทได้ใช้ระบบแฟรนไชส์แก่เพื่อการผลิตและการจัดจำหน่ายของยีนส์ รัฟ แอนด์ ทัฟ เมื่อ ค.ศ 1955
บริษัทยีนส์ที่มั่นคงของโลกที่พัฒนาแล้วรวมทั้งลีไวส์ – ผู้คิดค้นยีนส์ ไม่สามารถจะตอบสนองระดับล่างของพีระมิดได้ และไม่สามารถแข่งขันและถูกลบล้างโดยบริษัทเหมือนเช่นอาร์วินด์ มิลด์
อาร์วินด์ มิลล์ ได้ผลิตยีนส์ผ้าเดนิมแก่ลีไวส์ แรงก์เลอร์ และแอร์โรว์ ตราสินค้า
เหล่านี้ขาย ราคา 30 ปอนด์หรือสูงกว่าภายในตะวันตก แต่อาร์วินด์เจ้าของ
ยีนส์อินเดีย ตราสินค้า รัฟ แอนด์ ทัฟ ขายมากที่สุด ราคาเพียงแค่ 3 ปอนด์ ด้วยการขายผ่านทางร้านเสื้อผ้าภายในรูปแบบของชุด “เย็บมันด้วยตัวเราเอง”
อาร์วินด์ ลิมิเต็ด – อาร์วินด์ มิลล์ ก่อนหน้านี้ เป็นบริษัทสิ่งทอและเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของกลุ่มลาลไบของอินเดีย บริํษัทจะมีการค้าปลีกที่เข้มแข็ง และบุกเบิกเดมินภายในอินเดีย ผู้ผลิตสิ่งทอและบริษัทที่โดดเด่นของกลุ่มลาลไบ สำนักงานใหญ่อยู่ที่นาโรดา อินเดีย ซานจาไบ ลาลไบ เป็นประธานซีอีโอ
ของอาร์วินด์และลาลไบ กรุ้ป
อาร์วินด์ ได้พบยอดขายเดนิมภายในอินเดียจะจำกัด ยีนส์ตราสินค้าเหมือนเช่นลีไวส์ ผลิตภายในอินเดียโดยเอ็มเอ็นซีขายราคาตัวละ 40 – 60 เหรียญ
ชาวอินเดียส่วนใหญ่ไม่สามารถรับภาระได้ เนื่องจากไม่สามารถจะคาดคะเนผลตอบแทนจากการลงทุนได้ บริษัทอินเดียและเอ็มเอ็นซี ได้ลังเลที่จะสร้าง
การเชื่อมโยงเพื่อที่จะจัดหาแก่ตลาดชั้น 4 ระบบการจัดจำหน่ายของพวกเขา
ได้ถูกออกแบบที่จะตอบสนองตลาดชั้น 1 การปล่อยทิ้งชนบทที่อยู่อาศัยของลูกค้าชนบทยากจนจำนวนมากที่สนใจจะซื้อผ้าเดนิม แต่ไม่สามารถรับภาระจะซื้อมันได้ กลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ของอาร์วินด์ที่จะเจาะส่วนแบ่งที่มั่นคงของตลาดยีนส์นี้ ได้แยกออกไปจากการปฏิบัติที่แพร่หลายอยู่
ภายใต้การรับรู้ศักยภาพของรายได้ ณ ระดับล่างของพีระมิด อาร์วิน มิลล์
ได้เริ่มต้นโครงการโครงการที่ทะเยอทะยานกระทุ้งใหห้พวกเขาเป็นผู้ขายยีนส์รายใหญ่ที่สุดภายในอินเดีย พวกเขาได้พัฒนาและแนะนำตราสินค้าใหม่
ยีนส์ รัฟ แอนด์ ทัฟ ชุดส่วนประกอบของยีนส์ที่พร้อมเย็บ – ผ้าเดมิน ซิป หมุดย้ำ และแผ่นปะ รัฟ แอนด์ ทัฟ มีราคาไม่แพงเพียงแค่ 6 เหรียญเท่านั้น เพราะว่าอาร์วินด์ มีความประหยัดจากขนาดภายในการผลิตผ้าเดนิม ต้นทุนการผลิตของพวกเขาจะต่ำ
การจัดจำหน่ายชุดยีนส์ได้ผ่านทางเครือข่ายของช่างตัดเสื้อข้างถนนส่วนใหญ่จะอยู่ภายในเมืองและหมู่บ้านชนบท มันจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างแท้จริงของช่างตัดเสื้อ การกระตุ้นให้พวกเขาขายชุดยีนส์อย่างเต็มที่
รัฟ แอนด์ ทัฟ เป็นผลิตภัณฑที่สร้างสรรค์ได้ถูกพัฒนาที่จะตอบสนองความต้องการของชุมชนระดับล่างของพีระมิดชั้นที่ 4 เมื่อช่างตัดเสื้อเย็บยีนส์ตามขนาดที่วัด และลูกค้าจะได้ยีนส์ขนาดพอดี และไม่ต้องผ่านกระบวนการแก้ไขที่น่าเบื่อ เหมือนเช่นที่จำเป็นต่อขนาดมาตรฐานของยีนส์ตราสินค้า
ข้อสองบุคคลจำนวนมากที่มักจะถูกต้ดออกทางกายภาพและเศรษฐกิจจากการซื้อยีนส์พร้อมเย็บ ในขณะนี้มีการเข้าหาได้ง่าย – ผ่านทางช่างตัดเสื้อท้องที่ของพวกเขา – ต่อชุดยีนส์ตราสินค้าที่ราคาเหมาะสมและใส่พอดี
ยิ่งกว่านั้นอาร์วินด์ มิลล์ ได้สร้างระบบนิเวศทั้งหมด ณ ระดับล่างขอวพีระมิด
การทำให้คู่แข่งขันอื่นภายในอุตสาหกรรมยากที่จะลอกเลียนแบบเรื่องราวความสำเร็จของรัฟ แอนด์ ทัฟ ได้
เอ็มเอ็นซีสามารถแสดงบทบาทภายในการกระจายผลิตภัณฑ์ของธุรกิจชั้น 4 ภายในตลาดชั้น 1 ด้วย การให้การเชื่อมโยงครั้งแรกของพวกเขาต่อตลาดต่าง
ประเทศแก่ธุรกิจระดับล่างของพีระมิด ที่จริงแล้วมันเป็นไปได้ผ่านทางการเป็นหุ้นส่วนที่จะใช้ชนบท บริษัทได้เปิดตัวโครงการ การค้าไม่ใช่การช่วยเหลือ ของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1987 เพื่อที่จะช่วยเหลือกำจัดความทุกข์ยาก และความยากจนทั่วโลก การปรับกลยุทธ์การจัดหาด้วยความทะเยอทะยานว่า
วันหนึ่งผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของพวกเขาจะถูกเสาะหาโดยตรงจากผู้ผลิต ตลอดเวลาโครงการการค้าไม่ใช่การช่วยเหลือ ได้เจริญเติบโตเต็มที่ และได้กลายเป็นโครงการชุมชน การมองว่าธุรกิจใหญ่สามารถให้ประโยชน์แก่คนยากจนได้ แอนนิต้า กล่าวว่า บริษัทที่ทำกำไรจากสังคมมีความรับผิดชอบที่จะต้องคืนกลับบางสิ่งบางอย่างต่อสังคมนั้น ณ บอดี้ ชอป เราเชื่ออยู่เสมอว่า ธุรกิจสามารถและต้องเปภายในโครงการการค้าชุมชนของเรา ก่อนหน้านี้จะรู้จักกันเป็นโครงการการค้าไม่ใช่ความช่วยเหลือ
มันได้เริ่มต้นเมื่อปลาย ค.ศ 1980 เมื่อแอนนิต้า รอดดิคได้พบบุคคลและผลิตภัณฑ์จากการเดินทางไปทั่วโลก และรับรู้ศักยภาพที่น่าประหลาดใจ ถ้าเราได้ทำการค้ากับชุมชนเหล่านี้ เธอมักจะอธิบายโครงการการค้าชุมชนเป็นการเดินทาง การเดินทางไปสู่พื้นที่ที่ไม่รู้จักโดยไม่มีแผนที่
ดังนั้นการค้าชุมชนคืออะไร โดยทางการมันเป็นโครงการจะซื้อโดยเฉพาะที่เสาะหาวัตถุดิบและเครื่องประดับจากธุรกิจชุมชนทั่วโลก เป้าหมายของเราคือ การช่วยสร้างการดำรงชีวิต

เอ็มเอ็นซีสามารถแสดงบทบาทภายในการกระจายผลิตภัณฑ์ของธุรกิจชั้น 4 ภายในตลาดชั้น 1 ด้วย การสร้างการเชื่อมโยงครั้งแรกของพวกเขาต่อตลาดต่างประเทศแก่ธุรกิจระดับล่างของพีระมิด ที่จริงแล้วมันเป็นไปได้ผ่านทางการเป็นหุ้นส่วนที่จะใช้ประโยชน์รากฐานความรู้สมัยเดิมสร้างความยั่งยืนมากขึ้น และภานในบางกรณีจะเหนือกว่า ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคแก่ลูกค้าชั้น 1
บอดีี้ ช็อป ได้ถูกก่อตั้งโดยฮิปปี้รักการเดินทาง แอนนิต้า รอดดิค เธอได้แสดงพลังของกลยุทธ์นี้เมื่อต้น ค.ศ 1990 ผ่านทางโครงการ “การค้าไม่ใช่การช่วยเหลือ” ของเธอ ของการจัดหาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากชาวพื้นเมือง
แอนนิต้า รอดดิค ได้สร้างการริเริ่มชุมชนการค้าต้นกำเนิดเรียกว่า การค้่าไม่ใช่การช่วยเเหลือ การริเริ่มได้ค้นหาสิ่งที่บอดี้ ช้อป อธิบายว่าเป็นเกษตรกรขนาดเล็ก ช่างฝีมือสมัยเดิมและสหกรณ์ชนบท บริษัทได้เปิดตัวโครงการ การค้าไม่ใช่การช่วนเหลือ ของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1987 เพื่อที่จะช่วยเหลือกำจัดความทุกข์ยากและความยากจนทั่วโลก
การปรับกลยุทธ์การจัดหาด้วยความทะเยอทะยานว่าวันหนึ่งผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของพวกเขาจะถูกเสาะหาโดยตรงจากผู้ผลิต ตลอดเวลาโครงการการค้าไม่ใช่การช่วยเหลือ ได้เจริญเติบโตเต็มที่ และได้กลายเป็นโครงการชุมชนการค้า ปัจจุบันนี้พวกเขาได้จัดหาส่วนผสมมากกว่า 1000 ตัน และส่วนผสมที่แตกต่างกัน 60 ชนิด จากกลุ่มผู้ผลิตภายใน 22 ประเทศ เมื่อ ค.ศ 2008 มากกว่า 15% ของส่วนประกอบภายในร้านจะมาจากซัพพลายเออร์การค้าชุมชน และ 65% ของผลิตภัณฑ์บอดี้ ช้อป ใช้ส่วนผสมการค้าชุมชน เป้าหมายของบริษัทคือการเพิ่มเป็น 80% ภายในปีต่อไป
แอนนิต้า รอดดิค ยอมรับว่ามันไม่ง่ายที่จะดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ให้บรรลุความสำเร็จ และรักษามาตรฐานที่สูงของการค้าที่เป็นธรรมไว้ แต่ความสำเร็จของโครงการการค้าชุมชนแสดงว่าธุรกิจใหญ่สามารถให้ประโยชน์แก่คนยากจนได้ แอนนิต้า รอดดิค กล่าวว่า บริษัทที่ทำกำไรจากสังคมมีความรับผิดชอบที่จะต้องคืนกลับบางสิ่งบางอย่างต่อสังคมนั้น ณ บอดี้ ช้อป เราเชื่ออยู่เสมอว่า ธุรกิจสามารถและเป็นพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดี เราผูกพันต่อหลักการของการค้าที่เป็นธรรมของโลก เรามุ่งหมายที่จะประยุกต์ใช้การปฏิบัติทางการค้าทุกอย่างของเรา ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบไปถึงการขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และความผูกพันนี้จะถูกสะท้อนภายในกฏบัตรการค้าของเรา และอย่างกว้างขวางมากขึ้นภายในโครงการการค้าชุมชนของเรา ก่อนหน้านี้รู้จักกันเป็นโครงการการค้าไม่ใช่ความช่วยเหลือ
มันได้เริ่มต้นเมื่อปลาย ค.ศ 1980 เมื่อแอนนิต้า รอดดิคได้พบบุคคลและผลิตภัณฑ์จากการเดินทางไปทั่วโลก และรับรู้ศักยภาพที่น่าประหลาดใจ ถ้าเราได้ทำการค้ากับชุมชนเหล่านี้ เธอมักจะอธิบายโครงการการค้าชุมชนเป็นการเดินทาง การเดินทางไปสู่พื้นที่ที่ไม่รู้จักโดยไม่มีแผนที่ ภายใต้การค้าชุมชน บุคคลของภูมิภาคยากจนสามารถค้าขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขา และภายในวิถีทางนี้พวกเขาจะถูกใช้ประโยชน์ และบุคคลสามารถทำเงินจากการค้า และตอบสนองความต้องการพื้นฐานของพวกเขาได้ บอดี้ ช้อป ได้สนับสนุนกลุ่มสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมภายในการกระทำที่รับผิดชอบทางสังคม ดังนั้นบุคคลภายในภูมิภาคยากจนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
เราได้เปิดตัวการค้าชุมชนเมื่อ ค.ศ 1987 มันเป็นความผูกพันของเราที่จะค้าขายอย่างยุติธรรมกับซัพพลายเออร์และภายในการเเลกเปลี่ยน เราเสาะหาส่วนผสมดีที่สุดแลเครื่องประดับทำด้วยมือจากสึ่มุมโลก เราใช้ประโยชน์ทักษะของเกษตรกรายเล็ก ช่างสมัยเดิม และชาวชนบท เราได้เพิ่มความเชี่ยวชาญของเราที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ดีที่สุดสร้างด้วยความรักและการดูแล เราได้บุกเบิกการค้าที่ยุติธรรมภายในความสวยงาม
ดังนั้นการค้าชุมชนคืออะไร โดยทางการมันเป็นโครงการซื้อโดยเฉพาะที่เสาะหาวัตถุดิบและเครื่องประดับจากธุรกิจชุมชนทั่วโลก เป้าหมายของเราคือ การช่วยสร้างการดำรงชีวิต การสำรวจวิถีทางการค้าที่จะสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การจัดหากลไกแก่ชุมชนที่จะได้ประโยชน์ผ่านทางการจ้างงาน
การสร้างรายได้ การพัฒนาทักษะ และการช่วยเหลือทางสังคม แต่มันจะมีมากกว่านี้ มันจะเกี่ยวกับบุคคลบุคคลดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างไร พวกเขาเลี้ยงดูครอบครัวอย่างไร พวกเขาให้การศึกษาลูกของพวกเขาอย่างไร มันจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทุกอย่าง เกี่ยวกับการรับฟังระหว่างกัน เกี่ยวกับการเรียนรู้จากบุคคลอื่น
การพัฒนาความสามารถของชุมชนที่จะยืนบนเท้าของพวกเขาเอง มันจะเกี่ยวพันกับการคิดที่ไม่สิ้นสุด การพิจารณาที่ไม่สิ้นสุด แต่สำคัญที่สุดการกระทำที่ไม่สิ้นสุด เท่าที่ผ่านมาการค้าชุมชนจะมีมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของการจัดซื้อรวม ด้วยส่วนผสมเสาะหาผ่านทางซัพพลายเออร์มากกว่า 30 รายจาก 20 ประเทศทั่วโลก และผลิตภัณฑ์ของเราจะมีตั้งแต่
ไขมันโกโก้ ไปถึงน้ำมันงาและน้ำมันบาบาสุ จากลูกกลิ้งนวดหน้าไปถึงเครื่องประดับผม และตะกร้าสาน
โมเดลธุรกิจของบอดี้ ช็อป ต่อการค้าที่เป็นธรรม ได้สะท้อนความต้องการเพื่อ
การตรวจสอบย้อนกลับอย่างเต็มที่ และการประกันคุณภาพต้องการที่จะสร้างตราสินค้าเครื่องสำอางของโลก ตราสินค้าได้เพิ่มคุณค่าต่อเรื่องราวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากภายในลูกโซ่อุปทาน การเก็บเกี่ยวของผู้ถือครองที่ดินรายย่อยหรือชุมชนสามารถนำเสนอระดับของการควบคุมคุณภาพที่สูง ความล้มเหลวที่จะบรรลุมาตรฐานความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของบริษัทจะสร้างความเสี่ยงภัยต่อตราสินค้าบอดี้ ช็อป ทั้งหมด การค้าชุมชนได้ขยายตัวไปสู่ 32 ประเทศ และทำงานกับ 31 ซัพพลายเออร์ที่แตกต่างกัน การค้าชุมชนมุ่งที่การทำดีผ่านทางธุรกิจ หรือการทำดีผ่านทางความสัมพันธ์ลูกโซ่อุปทาน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *