ย้อนอดีตเล่นๆ

ย้อนอดีตเล่นๆ
ชีวิตของเรา ที่เติบโตมาต้องมีเพื่อน ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ก็มี พ่อแม่ พี่ๆน้องๆเป็นเพื่อนกัน พอเข้าโรงเรียน ก็เริ่มมีเพื่อนนักเรียน ที่มีลักษณะคล้ายๆกัน ก็จะใกล้ชิดหน่อย ไปไหนไปด้วยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนกระทั่งจบการศึกษาแล้ว เพื่อนสมัยเรียนก็ยังแน่นแฟ้น บางคนไปมาหาสู่ และอาจจะเจอแทบทุกวัน โดยเฉพาะเพื่อนๆที่ชอบสนุก สรวลเสเฮฮากันตอนเย็นๆ แดดร่มลมตกแล้ว
เมื่อประมาณ ปี ๒๕๑๑ เป็นสมัยที่เข้าทำงานใหม่ๆ ถ้าเดินทางไปจังหวัดอะไรก็แล้วแต่ที่รถไฟผ่าน ก็จะไปรถไฟกัน ระดับเด็กๆแบบเรา มีสิทธิ์ถึงตู้นอนโท เตียงล่าง (สมัยนั้น) จำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่จะไปเชียงใหม่ ซึ่งไปถึงสถานีแล้วและซื้อตั๋วเรียบร้อย ขณะนั้น มี เพื่อนๆ มาส่ง ๒-๓ คน เวลาของทุกคนเหลือเฟือ ไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่รู้จะทำอะไร ก็มาส่งเพื่อนไปต่างจังหวัด จึงถือโอกาสเลี้ยงเครื่องดื่มพร้อมกับแกล้ม นั่งไปจนเพลิน และเผลอไป จวนจะถึงเวลาที่รถออกอยู่แล้ว จึงวิ่งไปขึ้นรถ เพื่อนๆที่มาส่งก็วิ่งไปด้วย พอไปถึงตู้รถที่จะขึ้น ปรากฎว่า ขึ้นไม่ทัน รถกำลังเคลื่อนที่ออกไป แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้นึกขำที่พวกที่มาส่ง ๒-๓ คน ขึ้นรถไฟไปกันหมดแล้ว เหลือผมคนเดินทางที่มีตั๋วกลับขึ้นไม่ทัน
มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง เกี่ยวกับรถไฟ เป็นเรื่องของเพื่อนคนหนึ่ง ตอนสมัยยังเรียนอยู่ จะไปทำงานภาคฤดูร้อนที่จังหวัดทางเหนือ จำได้ว่าเพชรบูรณ์ ก่อนออกเดินทางเพื่อนที่เดินทางร่วมกัน ก็แวะดื่มสนุกๆพอสมควร แล้วจึงขึ้นรถไฟไป จนกระทั่งรถจอดสถานีอยุธยา เพื่อนคนหนึ่งเกิดปวดปัสสาวะ และคิดว่ารถคงจอดนาน ลงไปถ่ายข้างล่างดีกว่า อากาศดี ขณะยืนปัสสาวะอยู่ ปรากฎว่ารถไฟเคลื่อนขบวนออกไป จะวิ่งไปขึ้นรถ ก็ยังปัสสาวะไม่เสร็จ หยุดไม่ได้ สรุปแล้วคืนนั้น ไปขอนอนค้างคืนที่บ้านเด็กขายไก่ย่าง เขาเห็นใจและช่วยเหลือคนแปลกหน้า เป็นนิสัยเอื้อเฟื้อของคนชนบทเรา วันรุ่งขึ้น เพื่อนก็จับรถไฟตามไป
นอกจากเพื่อนๆแล้ว เป็นสัญชาตญาณของคนหนุ่มสาว ที่จะต้องมีครอบครัว สมัยก่อน โลกยังแคบ การเดินทางสัญจรลำบาก ก็จับคู่กันใกล้ๆ ต่อมาการเคลื่อนย้ายของผู้คนมีมากขึ้น คนภาคหนึ่ง ก็ไปทำงานอีกภาคหนึ่ง ปนเปกันไป โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เป็นแหล่งรวมของภาคต่างๆ มานาน
แม้กระนั้นก็ตาม คนท้องถิ่นในสมัยนั้นยังอยู่ในท้องถิ่นกันมาก ไม่ค่อยจะอพยพไปไหน ทางภาคเหนือ ชาวบ้านก็ยังอยู่บ้านและการติดต่อสื่อสารมีจำกัด ตัวจังหวัดยังแคบๆ เต็มไปด้วยถนนสายเล็กๆ และบ้านเรือนรายล้อมทั่วๆไป ชาวพื้นเมืองอยู่กันอย่างสงบ นานๆจะมีอาคันตุกะ มาเยี่ยมเยียน ปรากฎว่า วันหนึ่ง มีสาวเหนือพาหวานใจคนใต้ (กรุงเทพฯ) มาเยี่ยมพ่อแม่ ด้วยความดีใจ ครอบครัวก็ทำสำรับอาหารท้องถิ่นมื้อพิเศษต้อนรับ เลือกที่อร่อยๆมาเลี้ยงเขยของบ้าน เมื่อกินกันไปสักพัก ตัวพ่อซึ่งยังดูหนุ่มแข็งแรง ก็โพล่งถามพ่อหนุ่มขึ้นมาว่า “ ลำก่อ “ ทำให้หนุ่มสงสัยว่ากินข้าวที่นี่ ต้องให้แขกบ้านแขกเมืองรำให้ดูด้วยหรือ ทั้งๆที่บรรยากาศก็ไม่ได้ชวนให้รำแต่อย่างใด แต่สุดท้าย ตอบว่า “รำไม่เป็นครับแฮ่ะๆๆ” พ่อจึงตะโกนเข้าไปในครัวว่า “เฮ้ย เอากระบองมาเวยๆ” ไอ้หนุ่มตกใจ ลุกขึ้น รำป้อเลย เลือกเพลงลอยกระทงที่นึกขึ้นและร้องได้ ทั้งร้องทั้งรำอยู่นาน จนสมาชิกในบ้านหัวเราะกัน และให้หยุด จนมีการอธิบายคำ ลำก่อ นั้นคือ อร่อยไหม และกระบองหมายถึงฟักทอง
เรื่องภาษาท้องถิ่นในสมัยที่ผมทำงานอยู่ในชนบทเป็นเรื่องสนุกสนาน พูดกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง มีอยู่วันหนึ่ง เข้าไปในหมู่บ้าน เห็นเจ้าหน้าที่ต่างท้องถิ่นมาเรียกประชุมชาวบ้าน ชักชวนให้พวกเขาปลูก “ฮา” ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารและประโยชน์มากมาย นอกจากนั้น เขายังบอกว่า ที่บ้านเดิมเขามีการปลูก “เฮาะ” กันมาก สมัยก่อนเป็นผลไม้ราคาดี ตอนนี้แย่ลงเพราะมีปลูกมากขึ้น ห้ามไม่ให้ไปฮมฮายปลูกแต่ของเดิมๆเหมือนคนอื่น ฟังตั้งนานถึงรู้ว่า ฮอฮู เขาพูดไม่ได้ ( ง งู ) ฉะนั้น คิดว่า หนุ่มคนนี้ ร้องเพลงได้หลายเพลง แต่เพลงรำวงเพลงหนึ่ง คงร้องไม่ได้ นั่น คือ เพลงรำวง “งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ ………..”
ผมไม่กลัว call center เพราะไม่มีปัญหาเรื่องเงินในบัญชีธนาคาร มีแต่โทรศัพท์มาพูดเรื่องเงินเพิ่มพิเศษของบำนาญ ซึ่งก็ทราบอยู่แล้วว่าคนพูดเป็น call center เพราะผมเป็นข้าราชการบำนาญของสำนักงานที่มีข้าราชการเกษียณอายุ ไม่กี่คน จึงรู้จักเจ้าหน้าที่ที่นั่นเป็นอย่างดี แต่ก็หวังดีต่อ call center รู้ว่าเขาคงต้องทำด้วยความจำเป็น อยากให้เขาศึกษาเรื่องธรรม และเลิกการเบียดเบียน หลอกลวงผู้อื่น มีเรื่องเล่า เคยฟังวีดีโอในไลน์กลุ่ม ว่า call center โทรหาผู้ชายคนหนึ่ง แล้วปรักปรำเขาว่า เขาขับรถยนต์ไปพิษณุโลก ซึ่งในระหว่างทางที่รถวิ่งอยู่ ได้ชนเด็กคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาเสียเงินจำนวนมาก แต่เขาไม่ได้หยุดช่วยเหลือเลย เหมือนไม่มีน้ำใจ call center มีหน้าที่เป็นตัวแทนมาทวงเงินค่าทำขวัญและรักษาพยาบาล มิฉะนั้นถ้าแจ้งความเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ชายคนนั้น ค่อนข้างตกใจ รับว่าเขาขับรถไปพิษณุโลกช่วงนั้นจริง และไม่รู้เรื่องอุบัติเหตุเลย เพราะเขาขับรถไฟไป ขับรถยนต์ไม่เป็น นับว่ายังดี ที่ขับรถไฟ ถ้าเจอบางคนขับเครื่องบินไป call center จะผิดหวังมากกว่านี้
การเดินออกกำลังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงหลังๆนี้ มีแต่มึนหัวเพราะสมองเสื่อม เวลาเดิน ก็สะเทือนถึงสมองทุกก้าวย่าง และถ้าทรงตัวไม่ดี ก็เซบ่อยๆ คล้ายกับเมาสุรา คิดถึงเมื่อสมัยหนุ่มๆ นั่งจับวงดื่มกันที่บ้านเพื่อน มีสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เพิ่งพบกันวันนั้น ไม่รู้จักมาก่อน พอนั่งดื่มไปมึนๆชักง่วง เลยเอนศรีษะไปหนุนตักสาวคนนั้น ยังดีที่เพื่อนๆจับยับยั้งไว้ ไม่งั้นคงได้ตักอุ่นๆหลับสบายไปแล้ว สาวคนนั้น เคยพบครั้งเดียว และไม่ได้พบอีกเลย
ช่วงนี้เป็นกลางฤดูฝน ขอให้รักษาสุขภาพให้ดีนะครับ รวมทั้งผมด้วยหวังว่าคงจะไม่เป็นหวัดในฤดูฝนนี้ จะได้ไม่ต้องกินยานอกเหนือจากยาประจำวันที่ต้องกินอยู่ สวัสดี ขอจากไปกลางสายฝนที่ชุ่มฉ่ำ
บู๊ คนเคยหนุ่ม
๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๘







