ฉาวโฉ่ ส.ส.รับเงินอาจทำรัฐบาลพัง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ฉาวโฉ่ ส.ส.รับเงินอาจทำรัฐบาลพัง
ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ“ธรรมนัส พรหมเผ่า”นักการเมืองผู้อื้อฉาว(ไม่ต้องแจกแจงนะครับว่าอื้อฉาวอย่างไร-แค่ไหนแต่เลื่องลือในความสามารถประสานได้สิบทิศ)
ผู้ชอบใช้คำหน้าชื่อด้วยยศ”ร้อยเอก” ทั้งๆ ที่ถูกถอดยศไปแล้ว
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทยมีส.ส.ในสังกัดรวม๑๗ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร(ทั้งหมด๕๐๐ที่นั่ง)
“ธรรมนัส”ออกมาแฉเรื่องนี้ด้วยความโกรธ หลังการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ๑๑ นาย ปรากฏว่าทุกนายรอดพ้นจากการลงมติ
เลยผิดหวังมากที่ไม่สามารถผนึกกำลังกับฝ่ายค้าน ”โค่นล้ม”รัฐบาลผสม ๑๗ พรรคที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ
ทั้งนี้ จากความ”แค้นฝั่งหุ่น”กรณีที่เขาถูกขับ ออกจากพรรค”พลังประชารัฐ”เมื่อต้นปีนี้(๒๕๖๕)ต้องหอบหิ้ว ส.ส.ร่วมใจ ๒๐ คนไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย
จึงหันมาเล่นงาน ส.ส.บางคนที่สัญญาว่าจะร่วมโค่นล้มรัฐบาล แต่ไม่รักษาสัญญา
หมายคลายแค้นลงบ้าง
“ธรรมนัส”เปิดเผยว่า กว่าสามปีที่ผ่านมานี้ มีบางพรรคเล็ก ได้รับเงินเป็นรายเดือน แหล่งข่าวระบุว่าส.ส.บางคนได้เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เข้าข่ายผิดกฎหมายที่อนุญาตให้รับของขวัญได้ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท)
หมายความว่าสามปีกว่าก็มีรายพิเศษอย่างน้อย๓,๖๐๐,๐๐๐บาทเลยทีเดียว
ทั้งนี้นอกเหนือไปจากเงินเดือน ส.ส.ที่ได้อยู่แล้วรวมเดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาท
รวยกันเละเลยละ
คงจำกันได้นะครับว่า ครั้งที่”ธรรมนัส”ยังอยูกับพรรพลังประชารัฐนั้น เขาเคยหลุดปากออกมาว่า ตัวเขาเหมือนคนเลี้ยงลิง คอยเอากล้วยให้ลิงกิน
นี่คือคำพูดที่มัดตัวเอง
นัยของคำพูดนี้ก็คือ ทำหน้าที่เลี้ยงพรรคเล็กๆให้มีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลไปชั่วกาลนา อะไรทำนองนั้น
แน่นอนละครับคำพูดนี้ทำให้บรรดา”นักเคลื่อนไหวทางการเมือง”ที่ต้องการเห็นความโปร่งใส ขยับหาหลักฐานยื่นเสนอให้ทั้งป.ป.ช.(สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)และกลต.(คณะกรรมการการเลือกตั้ง)สอบสวนหาหลักฐานข้อเท็จจริง ว่าเป็นพฤติกรรมล่วงละเมิดข้อห้ามอย่างไร แค่ไหน เพื่อเอาผิดและลงโทษ (ให้หลาบจำ)
หากพบว่า ส.ส.ที่ถูกกล่าวหากระทำผิดกฎหมายจริง(จนด้วยหลักฐาน) ก็จะถูกลงโทษมิให้ลงเล่นการเมืองนาน ๑๐ ปี พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินอาจถูกยุบ ส.ส.อาจถูกจำคุกไม่เกินสามปีหรือถูกปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท
ในการนี้“ธรรมนัส”อ้างว่า หลักฐานที่เขามีในมือก็คือ”ไลน์ที่หลุดออกมายืนยันการรับเงิน”
ไลน์ที่คุยกันนั้น มาพร้อมกับสำเนาใบเสร็จการรับเงินผ่านการโอนทางอินเทอร์เนต ซึ่งเปิดเผยไปทั่วต่อสาธารณะ บ่งบอกนัยว่า ส.ส.พรรคเล็กๆ จำนวนหนึ่งได้รับเงินอย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นก็คือ “ธรรมนัส”จะหอบหลักฐานไปให้ ป.ป.ช.และกลต.หรือไม่ หรือว่าจะมีข้อต่อรองอะไรอีก
การหาเบาะแสเพิ่มเติม หากพบหลักฐานพาดพิงว่า พรรคแกนนำรัฐบาลคือ”พลังประชารัฐ”รู้เห็นเป็นใจสมคบร่วมมือ พรรคนี้ก็อาจถูกยุบ
เช่นเดียวกัน หากหลักฐานยันกลับว่า ตัว”ธรรมนัส”เองก็ผิดด้วยฐานเป็นผู้จ่ายเงินแล้ว ตัวเขาเองก็จะพังตามแน่นอน
หรือว่า “ธรรมนัส”พร้อมจะฆ่าตัวตายตาม แบบนักบิน“กามิกาเซะ”ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒
งานนี้รัฐบาลสมควรจะได้รับบทเรียนที่แสนแพงว่าการที่จะเอาใครมาร่วมรัฐบาลนั้นจะทำตามข้อเสนอแนะของ”เติ้ง เสี่ยว ผิง”ที่ว่า “แมวดำแมวขาว หากจับหนูเป็น ก็ใช้ได้นั้น”
แท้จริง”ใช้ไม่ได้”ในทุกกรณีครับ
แต่สมควรจะ สำเหนียกให้มากๆ ต่อพระดำรัสของรัชกาลที่ ๙ เมื่อปี ๒๕๑๒ ที่ว่า
“บ้านนี้เมืองนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
เมื่อควบคุม”ธรรมนัส”ไม่ได้ รัฐบาลก็มิกาสพังพินาศย่อยยับ
แต่ที่สำคัญไปกว่า ก็คือรัฐบาลนี้ สมควรเร่งทำให้ไทย เป็นเสรีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยเร็วเถิด จะได้ก้าวข้ามพ้นความ”จัญไร”เช่นนี้
อย่ามาติดหล่ม หมายสืบอำนาจต่อ ย่ำอยู่กับ Flawed democracy หรือประชาธิปไตยชนิดบกพร่อง ที่เป็นอยู่อย่างนี้เลย
เราควรจะพัฒนาไปเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยได้เช่นเกาหลีใต้ ที่เขาใช้เวลาไม่นาน ในการประคับประคองประชาธิปไตย เพราะทหารของเขาค่อยๆ ถอยออกมาจากการเมือง
ของไทยเราเอง “ขุนทหาร”ก็ต้องพยายามถอยออกมาซะ คอยทำหน้าที่รักษาความมั่นคงแห่งชาติเพียงอย่างเดียว
ปล่อยให้ความเป็นประชาธิปไตยเสรีปรับเปลี่ยนตัวเอง ตามกระบวนการที่ควรจะเป็น
ถ้าใครไม่ดีเข้ามา ประชาชนเขาก็จะจัดการกันเองตามกระบวนการประชาธิปไตย
ถ้าปล่อยอยู่อย่างนี้ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาไม่รู้จักจบ เกิดอาการกึกๆ กักๆ ดังที่ปรากฏขึ้นแล้ว เพราะความไม่โปร่งใส
อันอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายเลวร้าย คุมไม่ได้
จนกลายเป็น”ชาติล้มเหว”ไม่สามารถระงับยับยั้งได้ทัน ในที่สุด







