การแพร่เชื้อจากห้องแลปสู่การแพร่เชื้อทางอินเตอร์เน็ต
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
การแพร่เชื้อจากห้องแลปสู่การแพร่เชื้อทางอินเตอร์เน็ต
แม้ว่าประเทศไทยจะมีการประกาศว่าโควิด-19 จะไม่ใช่โรคระบาด แต่มันก็กลายเป็นโรคประจำถิ่น ทว่าโรคมันก็ยังคงอยู่ และจะเป็นอันตรายถึงชีวิตกับบุคคลบางประเภท นอกนั้นมันก็จะมีสภาพคล้ายไข้หวัดใหญ่
อย่างไรก็ตามบ่อเกิดของโควิด-19 ตั้งแต่มันเริ่มอุบัติขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในตอนแรกๆก็ว่าเกิดจากค้างคาว แล้วพวกเปิบพิสดารไปบริโภคเลยติดเชื้อ สืบไปสืบมาก็ว่ามาจากห้องแลปนานาชาติที่อู่ฮั่น
ต่อมาก็มีข่าวที่น่าเชื่อถือว่าการเกิดโรคโควิด-19 ทำท่าว่าจะไม่ได้เริ่มเกิดจากจีน แต่เกิดในสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้มีการทดลองอะไรในห้องแลปที่สหรัฐฯ ซึ่งมีเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ที่สำคัญมีการตรวจสอบพบว่าเชื้อโควิด-19 มีการตัดต่อพันธุกรรม และสามารถกลายพันธุ์ได้ยิ่งกว่าการกลายพันธุ์ของโรคเอดส์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็มิได้ออกมาปฏิเสธข้อมูลนี้ หรือยืนยัน คงปล่อยให้เป็นความคลุมเครือ ทำให้ความน่าเชื่อถือขององค์การนี้ลดทอนลงไปมาก
ความน่าสงสัยของสหรัฐฯยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อมีการค้นพบเอกสารจำนวนมากในห้องแลปหลายแห่งที่ยูเครน ตามบริเวณพื้นที่ๆรัสเซียเข้าไปยึดได้ และรัสเซียก็จัดส่งเอกสารเหล่านี้ให้องค์การสหประชาชาติสอบสวน เพราะตามเอกสารมันมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น USAID กับผู้รับเหมาสัญชาติยูเครน LABYCINTH ในโครงการชีวภาพทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ทำให้เชื่อได้ว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโรคหลายชนิดรวมทั้งโควิด-19 อาจเกิดจากการทดลองของแลปเหล่านี้
แต่ก็เป็นการยากอย่างยิ่งในการพิสูจน์ที่มาที่ไปของเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่เกิดมาอย่างโควิด-19 หรือที่กำลังเกิดขึ้นอย่างฝีดาษลิง หรือหวัดมะเขือเทศ หากองค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังให้สมกับการเป็นองค์การกลางที่เป็นตัวแทนชาวโลก
สิ่งเหล่านี้นับเป็นผลพวงในทางลบของการพัฒนาเทคโนโลยี ที่เป็นเหรียญ 2 ด้าน คือ เป็นทั้งคุณอนันต์ และโทษมหันต์ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ตามเจตนาของมนุษย์
เช่นเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างยิ่งคือ INTERNET ทำให้ทีวีในระบบเดิมล้าสมัยลงไปมาก นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นกระดาษ
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้พัฒนาไปสู่การเป็น INTERNET OF THINGS หรือ อินเตอร์เน็ตเอนกประสงค์ไปแล้ว ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบต่างๆของกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ในรูปแบบต่างๆ
ทว่าในด้านลบการก่อกำเนิดอินเตอร์เน็ต โดยพื้นฐานความเชื่อในลัทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ อันเป็นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย และหลายฝ่ายก็เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเขากระทำความผิด ซึ่งในแต่ละประเทศก็มีกฎหมายควบคุมอยู่
แต่การตรวจสอบติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด หรือก่ออาชญากรรมทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น มักจะล่าช้าจนผลของการกระทำมันก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างแล้ว และเป็นปลายเหตุ
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายของการก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางการเงินหลายประเภท แต่อันตรายต่อเยาวชนในเรื่องการเผยแพร่สื่อลามก ความคิดรุนแรงที่ถูกถ่ายทอดเป็นถ้อยคำที่ปลูกฝังความเกลียดความโกรธที่มีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชน รวมทั้งเยาวชนก็มีการแพร่ระบาดและก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น การที่เด็ก-เยาวชนในหลายประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่มีเด็กนักเรียนกราดยิงเพื่อนนักเรียนและครูเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเกิดถี่มากขึ้นในยุคพัฒนาสื่อออนไลน์ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ในรัสเซียก็เกิดเหตุกราดยิง โดยผู้ก่อการร้ายที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์แน่ชัด ทำให้นักเรียนผู้บริสุทธิ์ ต้องเสียชีวิตหลายสิบคน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
ยิ่งไปกว่านั้นอินเตอร์เน็ตที่เป็นพื้นฐานของสื่อออนไลน์ต่างๆยังทำหน้าที่ปลุกระดมทางความคิดให้เกิดการก่อการร้ายในภูมิภาคต่างๆ นี่ก็ยังไม่นับการทำสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างขั้วระหว่างค่ายที่ดำเนินการกันอยู่อย่างเข้มข้นผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เหล่านั้น ซึ่งก็มีขั้วมีค่ายอยู่แล้ว
นอกจากนี้อินเตอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของเหล่าอาชญากร ผู้ค้ายาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ
ส่วนการสร้างโปรมแกรมตรวจสอบก็เป็นไปได้ยาก เช่น การตรวจจับภาษาที่ใช้ ถ้อยคำหรือคำสำคัญก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายในการตรวจจับ และบางครั้งก็เกิดการผิดพลาดในการปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ
ในทางการเมืองการใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหาเสียงและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นปกติในอดีต ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่นักการเมืองดูจะไม่ค่อยมีการตอบสนองมากนัก จนกว่ามันจะบานปลายมากกว่านี้
แน่นอนการมีสื่อสังคมออนไลน์ทำให้มนุษย์มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้เสรีมากขึ้น และมีปรากฏการณ์ในการเปิดโปงการสมรู้ร่วมคิดในทางธุรกิจ และการเมืองที่ได้ใช้สื่อเหล่านี้ในการเปิดโปงก็มีมาก
แต่การจะพิสูจน์ว่าอะไรเป็นข่าวเท็จเป็นข่าวปลอมหรือข่าวจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
จีนมีมาตรการในการควบคุม INTERNET ที่เข้มข้นจนดูเหมือนว่าจะอยู่ขั้วตรงข้ามกับสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบันจะพบว่าองค์การต่างๆในสหรัฐฯ เริ่มมีการควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารที่เข้มงวดขึ้นมาก รวมไปถึงการควบคุมโดยรัฐ และรัฐบาลกลาง จนปัจจุบันก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากจีนนัก
อย่างไรก็ตามการควบคุมอินเตอร์เน็ต แม้มีความจำเป็นก็อาจเป็นการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารอันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ควรควบคุมหรือไม่แต่อยู่ที่จะควบคุมอย่างไร และอันนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยเช่นกัน







