ความเจริญและความเสื่อมทางเศรษฐกิจของประเทศ(4)

ความเจริญและความเสื่อมทางเศรษฐกิจของประเทศ(4)
รศ.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความเจริญและความเสื่อมของสหรัฐอเมริกา(ต่อ)
จนถึงปัจจุบัน อเมริกายังคงเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก มีขนาดเศรษฐกิจที่วัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(Gross Domestic Product: GDP)มากที่สุดในโลก แสนยานุภาพเข้มแข็ง อุตสาหกรรมบางแขนง เช่น การผลิตเครื่องบิน และอาวุธยุทโธปกรณ์ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น ภาคบริการการสื่อสาร และบันเทิง ก็อยู่แนวหน้าของโลก ดังที่กล่าวมาแล้ว อเมริกาเป็นประเทศที่โชคดี เทียบกับหลายๆประเทศทั่วโลก นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว ในอดีตยังมีอัจฉริยะนักประดิษฐ์ทั้งที่เป็นอเมริกัน และที่อพยพมาจากต่างประเทศ เช่น เอดิสัน (Thomas Edison) และเบลล์(Alexander Graham Bell) เป็นต้น ในยุคปัจจุบัน ก็มีเกทส์(Bill Gates) จ๊อบส์(Steve Jobs) และมัสค์(Elon Musk) ที่มีความสามารถในอุตสาหกรรมไฮเทค
ด้วยมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูง ผลตอบแทนที่ดี และมีมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆของโลกหลายแห่ง และด้วยนโยบายที่เปิดกว้างจึงมีนักวิชาการและผู้มีสติปัญญาความสามารถในด้านต่างๆ จากหลายประเทศเข้ามาทำงานจำนวนมาก ผู้อพยพเหล่านี้ บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลโนเบล(Nobel Prize)ในช่วงที่ทำงานอยู่ในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่า ถ้าพิจารณาในภาพรวม เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของอเมริกาได้เสื่อมถอยลงไปมาก และประสบปัญหา หนักหน่วงที่บั่นทอนความเจริญของประเทศหลายอย่าง ถ้าหากผู้บริหารประเทศและประชาชนไม่เปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำที่ทำให้ประเทศเสียหายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจทำนายได้ว่า อเมริกาจะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดกลายเป็นประเทศล้มเหลว
ไม่ว่าประเทศชาติ สถานประกอบการ หรือปัจเจกบุคคล ความคิดและการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคิดดีทำดี ก็จะนำสู่ความเจริญ แต่ถ้าคิดไม่ดีทำไม่ถูก ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมถอย สำหรับประเทศชาติ ความคิดและการกระทำของผู้นำประเทศหรือรัฐบาล มีความสำคัญ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองแต่ละประเทศย่อมมีการเปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลรับรู้หรือมองเห็นปัญหาที่จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของประเทศ ก็ต้องมีนโยบายและมาตรการในการแก้ไข แต่ถ้ามองไม่เห็น ปัญหาหรือรู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่พยายามแก้ไข ปัญหาที่บั่นทอนความเจริญต่างๆก็จะไม่หมดไป และอาจมีมากขึ้นตามกาลเวลา
ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของอเมริกา ทั้งในเรื่องการบริโภคเกินกว่ากำลังการผลิต การขาดดุลการค้า การถดถอยของความสามารถในการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจต่างๆ มีหนี้สูง มีความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้และสินทรัพย์ คนยากจนมีมากขึ้น สังคมแตกแยก มีอาชญากรรม และปัญหาสังคมอื่นๆเพิ่มขึ้น รัฐบาลถูกครอบงำโดยอำนาจเงิน ฯลฯ สิ่งที่กล่าวมานี้มองเห็นและรับรู้ได้จากตัวเลขสถิติ แต่รัฐบาลอเมริกาดูเหมือนว่าไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่นในกรณีการใช้จ่ายเกินตัวและมีการขาดดุลการค้า แทนที่จะแก้ปัญหาภายใน กลับไปกล่าวโทษประเทศอื่นว่าเอาเปรียบอเมริกา จึงมีนโยบายและมาตรปกป้องการค้า และลงโทษประเทศอื่นที่หลากหลาย แต่ไม่พยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการใช้จ่ายที่เกินกำลังการผลิต
การครอบงำทางการเมืองโดยอำนาจเงิน ก็เป็นสิ่งที่รับรู้กันทั่วไป แต่นักการเมือง และผู้มีส่วนบริหารประเทศไม่มีปัญญาแก้ไข ทั้งยังยอมทำตัวเป็นลูกน้องช่วยหาประโยชน์ให้แก่นายทุนอีกด้วย
แม้โครงสร้างเศรษฐกิจอเมริกาจะมีวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์: ภาคอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพตำ่ ระบบการผลิตแบบอัตโนมัตที่ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน ทำให้คนงานไร้ฝีมือตกงานเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลก็ไม่มีนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นโยบายเศรษฐกิจมุ่งเพียงแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่มีการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างสิ่งสาธารณูปโภคที่ขาดแคลน และไม่ส่งเสริมประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน มีความเหลื่อมล้ำมากในการกระจายรายได้และทรัพย์สิน แต่ก็ไม่มีการปฏิรูประบบภาษีอากร อย่างที่เคยทำในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ ( Roosevelt) ระบบสวัสดิการช่วยเหลือผู้ยากจนที่มีข้อบกพร่องอยู่มาก ก็ไม่ได้รับการแก้ไข
ในช่วงสี่ปีที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี โครงการส่งเสริมการวิจัยในสถาบันการศึกษา และงบประมาณการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลดลงมาก การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ก็ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล แต่งบประมาณการสร้างแสนยานุภาพ กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาก
ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ไม่ใช่ว่าไม่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการและประชาชน ในแต่ละปี มีหนังสือและบทความเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมตีพิมพ์ออกมาจำนวนมาก หนังสือบางเล่ม เช่น People,Power,and Profits ที่เขียนโดยสติ๊กลีทซ์(Joseph Stiglitz)เป็นหนังสือที่มีคนอ่านมาก แต่ไม่ได้รับความสนใจจากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบาล ข้อคิดและข้อเสนอแนะต่างๆในหนังสือเล่มนี้ ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในอเมริกา มีนักวิชาการและนักคิดที่มีความรู้และความคิดจำนวนมาก แต่คนเหล่านี้มักไม่ได้ถูกใช้งานโดยรัฐบาล ในอดีต รัฐบาลมีคณะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นประธาน แต่ในระยะหลังๆ ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มีนักวิชาการที่มีความรู้ไม่มาก และมีจำนวนมากที่มาจากภาคเอกชน ประธานาธิบดีก็ไม่ได้ใช้งานคนเหล่านี้มากนัก
สิ่งที่น่าประณามที่สุดของอเมริกา คือนโยบายต่างประเทศเห็นแก่ตัว ที่ทำให้ประเทศอื่นเสียหาย ทำให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทหารอเมริกาก็ต้องเสียชีวิตไปมาก เช่นกัน
การกำหนดนโยบายต่างประเทศของอเมริกา มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ การครองอำนาจ ต้องการเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก และมักทำเพื่อรักษาผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ทำไป อาจทำให้อเมริกาต้องเสียประโยชน์ในระยะยาว ตัวอย่างเช่น การกีดกันทางการค้าและการห้ามขายสินค้าที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สร้างผลเสียหายแก่ประเทศอื่น แต่อาจทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบ พยายามหาทางพึ่งตนเอง เร่งพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยี่ของตน เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ ซึ่งในที่สุด อาจก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอเมริกา การสร้างแสนยานุภาพและการสนับสนุนการทำสงครามในต่างประเทศของอเมริกา ก็มีส่วนทำให้ประเทศที่เป็นศัตรูเร่งพัฒนาขีดความสามารถในแสนยานุภาพ ซึ่งอาจจะหันมาคุกคามความมั่นคงของอเมริกาในภายหลังได้ เชื่อกันว่า กลุ่มก่อการร้ายไอเอสหรือรัฐอิสลาม(Islamic State: IS) ที่อเมริกาถือว่าเป็นศัตรูสำคัญ ก็ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกา เพื่อโค่นล้มรัฐบาลในประเทศอีรักและซีเรีย ภายหลังกลุ่มไอเอสได้กลายเป็นศัตรูที่คุกคามความมั่นคงของอเมริกา เรื่องนี้ไม่รู้จริงเท็จอย่างไร แต่การดำเนินนโยบายต่างประเทศของอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีลักษณะอย่างหนึ่งคือ ส่งเสริมประเทศหนึ่งเพื่อต่อสู้กับอีกประเทศหนึ่งที่อเมริกาถือว่าเป็นศัตรูสำคัญ เช่น สร้างสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศจีนในปีค.ศ. 1972 เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ต่อมาเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย แต่จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อเมริกาก็เห็นจีนเป็นคู่แข่งที่สำคัญ จึงสนับสนุนให้ประเทศญี่ปุ่นสร้างแสนยานุภาพเพื่อทัดทานการผงาดขึ้นของจีน แต่การทำเช่นนี้ อาจเป็นอันตรายต่อสันติภาพในเอเชียตะวันออกและต่อโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงคราม อเมริกาพยายามจำกัดกำลังทหารของญี่ปุ่น กำหนดให้ญี่ปุ่นมีเพียงกองกำลังป้องกันตนเอง แต่ส่งทหารออกไปโจมตีประเทศอื่นไม่ได้ ในปัจจุบัน ญี่ปุ่นพยายามให้มีการแก้ไขข้อกำหนดนี้ ทั้งยังมีความทะเยอทะยานในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศอื่น ทำให้มีคนเสียชีวิตไปจำนวนมาก แต่จนถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นก็ยังไม่รู้สึกเสียใจต่อการกระทำที่ชั่วร้ายของตน สมาชิกรัฐบาลญี่ปุ่นหลายคน ยังไปคารวะศาลเจ้ายาซูกุนิ(靖国神社)ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิต รวมทั้งนักการเมืองและทหารที่เป็นอาชญากรสงคราม การปล่อยให้ญี่ปุ่นมีแสนยานุภาพที่เข้มแข็ง อาจเป็นอันตรายต่ออเมริกาในภายภาคหน้าได้ หากญี่ปุ่นเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกับอเมริกา
สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็เช่นกัน ประเทศที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือยูเครน: ฐานปฎิบัติการทางทหารถูกทำลาย ทหารเสียชีวิต ประชาชนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ เศรษฐกิจถูกทำลายย่อยยับ ประเทศที่เสียหายรองลงมาคือรัสเซีย นอกจากมีทหารเสียชีวิตในการสู้รบแล้ว ยังต้องถูกคว่ำบาตรหรือแซงชั่นจากอเมริกาและนาโต้ ทำให้มีความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก ประเทศในยุโรปก็ได้รับผลเสียหายจากสงครามยูเครน ยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานโดยเฉพาะแกส๊ธรรมชาติจากรัสเซีย ทั้งรัสเซียและยูเครนยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีที่สำคัญของโลก การขาดแคลนพลังงานและอาหารทำให้ประเทศยุโรปได้รับความเดือดร้อนจากสงคราม แต่อเมริกาซึ่งมีส่วนในการยั่วยุให้เกิดสงครามคร้งยูเครน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ และกลับได้รับประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ เช่นสามารถครอบงำสมาชิกนาโต้อื่นๆได้มากขึ้น ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ขายแก๊สธรรมชาติให้ประเทศในยุโรปได้มากขึ้น มีเงินทุนไหลเข้าอเมริกาจากยุโรปมากขึ้น แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสงครามนี้มากคือ บริษัทผู้ผลิตและค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ในอเมริกา ซึ่งทำกำไรจากความหายนะของคนประเทศอื่น
การคว่ำบาตรหรือแซงชั่น ทำให้รัสเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของอเมริกาอ่อนแอลงมาก แต่อเมริกาก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้รับผลกระทบเลย อาหารและพลังงานที่มีราคาเพิ่มขึ้น มีผลต่อภาวะเงินเฟ้อในประเทศการคว่ำบาตรรัสเซียโดยการตัดรัสเซียออกจากระบบสวิฟท์(SWIFT) อาจมีผลทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกหันไปใช้ระบบการโอนเงินอย่างอื่น และใช้ดอลล่าร์อเมริกาน้อยลงกว่าเดิม ทำให้สัดส่วนการใช้ดอลล่าร์ในตลาดเงินของโลกลดลง จนถึงปัจจุบัน ดอลล่าร์ยังเป็นเงินสกุลหลัก (key currency)ของโลกอยู่ แต่ในอนาคต ถ้าประเทศต่างๆเลิกใช้เงินดอลล่าร์ และใช้เงินสกุลอื่นแทน ก็จะมีผลกระทบต่ออเมริกามาก
อเมริกามีข้อได้เปรียบประเทศอื่นมาก สามารถใช้เงินที่ไม่มีทองคำและไม่มีอะไรหนุนหลังไปซื้อสินค้าบริการจากประเทศต่างๆทั่วโลกได้ แต่จะทำเช่นนี้ตลอดไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ข้อเท็จจริงคือ อเมริกามีหนี้สินล้นพ้นตัว ถ้าเป็นประเทศอื่น คงล้มละลายไปนานแล้ว แต่อเมริกาอยู่ได้ เพราะประเทศต่างๆในโลกยอมรับเงินดอลล่าร์ในการชำระหนี้ อเมริกาคงทำเช่นนี้ตลอดไปไม่ได้ ถึงเวลาหนึ่ง หากประเทศต่างๆทั่วโลกพร้อมใจกันเลิกใช้เงินดอลลาร์ อเมริกาก็จะต้องเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ขึ้น
จนถึงเวลานี้ ยังมองไม่เห็นว่า จะมีเงินสกุลใดมาแทนที่ดอลล่าร์ได้ เงินยูโรส่วนมากใช้กันในประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป ประเทศจีนแม้เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าที่สำคัญของโลก แต่เงินหยวนที่การใช้กันในระดับโลกยังมีสัดส่วนน้อยมาก จีนมีแผนใช้เงินดิจิตอลธนาคารกลาง (central bank degital currency:CBDC) โดยลองใช้ในประเทศก่อนแล้วผลักดันให้มีการใช้ระหว่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน การใช้เงินดิจิตอลในประเทศจีนยังอยู่ในวงจำกัด การใช้เงินหยวนในการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางคงทำได้ยาก ตราบใดที่จีนยังมีมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายอยู่ แต่รัฐบาลจีนคงไม่ยอมปล่อยให้เงินหยวนจีนมีการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศที่เสรีดังเช่นเงินดอลล่าร์ในปัจจุบัน
ในต้นทศวรรษค.ศ.1990 เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่รุนแรง นำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีค.ศ. 1991 ประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารเศรษฐกิจสู่ระบบตลาด ก่อนหน้านั้นในปี 1989 ฟูกุชิมา (Francis Fukushima) นักรัฐศาสตร์อเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ได้เขียนบทความเรื่อง”จุดจบของประวัติศาสตร์”(The End of History) ต่อมาได้ขยายเป็นหนังสือ”จุดจบของประวัติศาสตร์และคนสุดท้าย”(The End of History and the Last Man) บทความและหนังสือของเขามีชื่อเสียงมาก จากการทำนายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหภาพโซเวียตและในยุโรปตะวันออก เขาเห็นว่า ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะ ระบบสังคมนิยมอาจเลิกลงไป และการเมืองการปกครองในโลกจะเหลือเพียงระบบเสรีประชาธิปไตยเพียงระบบเดียว
การบริหารประเทศโดยการใช้ระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ(หากท่านสนใจ โปรดอ่านบทความ “ระบบเศรษฐกิจ”และ”บทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้ระบบต่างกัน”ในบล็อกนี้) ในช่วงเวลาที่มีการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและการเปลี่ยนแปลงในประเทศยุโรปตะวันออก มีบทความและหนังสือวิชาการที่พูดถึงความล้มเหลวของระบบการวางแผนจากส่วนกลางตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก มีการวิเคราะห์ข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม และข้อดีของระบบตลาดเสรี โดยเฉพาะปัญหาความไม่เพียงพอในข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นในการวางแผน ยิ่งโครงสร้างเศรษฐกิจมีความสลับซับซ้อนมาก สินค้าและบริการมีความหลากหลาย การจัดสรรทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้าและบริการมาตอบสนองความต้องการของสังคม ก็ยิ่งมีความลำบากมากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน จึงทำให้การบริหารเศรษฐกิจระบบสังคมนิยมที่ใช้วิธีการวางแผนจากส่วนกลางต้องประสบกับความล้มเหลว แต่ประเทศระบบทุนนิยมที่อาศัยตลาดเป็นเครื่องมือในการจัดการทรัพยากร สามารถทำได้ดีกว่า นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตกจำนวนมากเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงระบบจากการวางแผนสู่ระบบตลาด ควรทำอย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ มิฉะนั้น อาจเกิดความบิดเบือนในระบบเศรษฐกิจที่ขาดความสมบูรณ์ ในเวลานั้น ประเทศจีนก็หันมาใช้ระบบตลาด แต่ยังไม่มีการเปิดเสรีเต็มที่ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจเสรีที่แท้จริง และคาดการณ์ว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนในที่สุดจะประสบกับความล้มเหลว แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริง กลับตรงกันข้าม หลังการปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ประเทศจีนกลับมีการเจริญเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันหลายทศวรรษ
ดังนั้น เราจะสรุปว่า เศรษฐกิจทุนนิยมระบบตลาดดีกว่าเศรษฐกิจระบบสังคมนิยม อาจไม่ถูกต้องเสมอไป การเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ หรือระบบทุนนิยมกับสังคมนิยมนั้น ต้องพิจารณาในรายละเอียด ระบบที่คนเห็นว่าดี อาจมีข้อเสียหรือข้อบกพร่องมาก หากผู้บริหารเศรษฐกิจเป็นคนไม่มีจริยธรรม มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น หรือถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ และประชาชนเลือกคนที่ไม่ดีมาเป็นผู้บริหารประเทศ แม้มีระบบเศรษฐกิจเสรี ถ้ามีการบริหารที่ไม่ดี หรือการบริหารประเทศตกอยู่ในมือของผู้นำที่ไม่มีความสามารถ และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้
เราได้เห็นแล้วว่า อเมริกาที่อวดอ้างว่า เป็นผู้นำประเทศฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ถึงวันนี้ กลับมีปัญหาและอุปสรรค ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองหลายประการ มีสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่ถูกกล่าวหากันในระบบทุนนิยมหลายแระการ เช่น มีลักษณะ”มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีความไม่เท่าเทียมกัน คนจำนวนน้อยครอบครองรายได้และทรัพย์สินส่วนใหญ่ของสังคม ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากมีฐานะยากจน การเมืองการปกครองถูกครอบงำโดยบริษัทใหญ่ สังคมแตกแยก นอกจากปัญหาในประเทศแล้ว อเมริกายังเที่ยวไปสร้างปัญหาในส่วนอื่นๆของโลกดัวย
โลกนี้มีปัญหามากมาย บางอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ ประเทศขนาดใหญ่ต้องมีบทบาทในการสร้างสินค้าสาธารณะระดับโลก(global pulic goods) เช่น สร้างความรู้ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ธำรงสันติภาพ ยุติศึกสงคราม ลดปัญหาที่เป็นภัยต่อมนุษย์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ส่งเสริมการค้าที่เสรีและเป็นธรรม ขจัดความยากจนและความอดอยาก บรรเทาปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุ ฯลฯ แม้มีสถาบันระดับโลก เข่น สหแระชาชาติและองค์กรเหรือหน่วยงานต่างๆที่อยู่ภายใต้สังกัด ธนาคารโลก องค์การการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก แต่สถาบันเหล่านี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อเมริกามีบทบาทในการสร้างสินค้าสาธารณะระดับโลก เป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้งสถาบันที่มีบทบาทต่อธรรมาภิบาลโลกหลายแห่ง และมีแผนมาแชล(Marshall Plan) ช่วยเหลือประเทศในยุโรปที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำหลายๆอย่าง เป็นเรื่องตรงข้ามกับการสร้างธรรมาภิบาล ทำให้โลกไม่มีความสงบและมีอันตรายมากขึ้น ทุกวันนี้ อเมริกาทำตัวเป็นตำรวจโลก ใช้มาตรฐานที่ตัวเองกำหนดขึ้น ไปตรวจสอบว่า ประเทศอื่นว่าเป็นประชาธิปไตย และมีการปฏิบัติที่ละเมิดสิทธิมนุษยธรรมหรือไม่ อเมริกาต้องการรักษาสภาพความเป็นมหาอำนาจของตนโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมและความถูกผิด การกระทำของรัฐบาลอเมริกา ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้่กิดความเสื่อมถอยในประเทศและสร้างความเสียหายในโลก







