ซีอีโอของวันพรุ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจากวีรบุรุษไปสู่ถ่อมตัว

ซีอีโอของวันพรุ่งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจากวีรบุรุษไปสู่ถ่อมตัว
จอร์จ วอชืงตัน จากชาวไรไปสู่บิดาของอเมริกา ประธานาธิบดีคนแรก และผู้นำที่ถ่อมตัว เนื่องจากบทบาทที่มีอิทธิพลของเขาภายในการสร้างอเมริกา ชื่อเล่นของเขาคือ “บิดาของประเทศ” บทบาทแรกของเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดีคนเเรกเท่านั้น แต่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพภาคพื้นทวีปของอเมริกา เขามีบทบาทนี้ ตั้งแต่ ค.ศ 1775 ถึง 1783
แล้วสี่ปีต่อมา เขาได้เขียนรัฐธรรมนูญ จนกระทั่ง ค.ศ 1789 เขาได้กลายเป็นประธานาธิบดี
เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกาได้กำเนิด จอร์จ วอชิงตัน เขามีชื่อเสียงไ่ม่ใช่เพราะว่าเขาสร้างประเทศยิ่งใหญ่และชื่นชม แต่เพราะว่าความเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของเขาด้วย เขาเป็นบุคคลแรกภายในสงคราม บุคคลเเรกภายในสันติภาพ และบุคคลเเรกภายในหัวใจของชาวชนบทของเขาอย่างไร หรือเมื่อเขาได้ตัดต้นเชอร์รีของพ่อของเขา เขาแสดงตัวและบอกอย่างซื่อสัตย์แก่พ่อของเขาอย่างไร
จอร์จ วอชิงตัน มีความถ่อมตัวต่อเขา ทำให้เขารับฟังบุคคลอื่น เรามองเห็นได้ตลอดสงคราม และเเต่ละครั้งจอร์จ วอชิงตันสามารถถอนทหารกลับ และยอมให้บุคคลอื่นมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ความสามารถของเขารับฟังบุคคลอื่น ทำให้เขาชนะสงครามอยู่เสมอ นี่ไม่ได้หมายความว่าจอร์จ
วอชิงตัน ยินยอมได้ง่าย และความถ่อมตัวมักจะถูกมองเห็น เขาตัดสินใจ
ในที่สุดอยู่เสมอ
และเมื่ออำนาจหน้าที่ของเขาถูกสงสัยภายในการรบ เขาไม่ลังเลที่จะยืนยันตัวเขาเอง
จอร์จ วอชิงตันรู้ว่าการเป็นประธานาธิบดีของเขาควรจะสร้างแบบอย่าง
ต่อประธานาธิบดีในอนาคต และเขามีความรับผิดชอบอย่างจริงจัง วิสัยทัศน์ของเขาเพื่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นเขามุ่งมั่นสร้างตัวอย่างด้วยการนำอย่างรอบคอบ ยุติธรรม และซื่อสัตย์ วิสัยทัศน์ของเขาเริ่มต้นด้วยสงคราม เขามุ่งมั่นชนะสงคราม ไม่ว่าใช้เวลายาวนานเเค่ไหน และเหตุผลเพื่อสงครามคือ อิสรภาพ ภายในการสร้างรัฐบาลใหม่ เป้าหมายคือ สร้างประเทศที่ปกครองโดยประชาชนเพื่อประชาชน
ภายในทุกด้านของความเป็นผู้นำของเขา จอร์จ วอชิงตัน มองความคิดของบุคคลอื่นอยู่เสมอ การให้อำนาจแก่พวกเขาที่จะมีส่วนช่วย ในขณะที่ไม่เคย
หวั่นไหวจากวิสัยทัศน์ของเขา เขามีความอดทน แรงขับเคลื่อน สนใจรายละเอียด รับผิดชอบเข้มแข็ง และสำนึกทางศีลธรรม คุณลักษณะเหล่านี้ดึงบุคคลมาสู่เขา และสร้างความไว้วางใจของพวกเขาต่อเขา
จอร์จ วอชิงตันได้ระดมประเทศและชนะอังกฤษภายในสงครามปฏิวัติอเมริกา ความสามารถที่ได้ถูกทรงจำภายในภาพวาดที่รับรู้กันมากที่สุด
ของอเมริกา “วอชิงตันข้ามเดลาเเวร์” ภายในการพรรณาโดยเอมมา
นูเอล ลูทซ์ สัญลักษณ์ที่แน่นอนของความกล้าหาญและความเชื่อมั่น
การข้ามแม่น้ำเดลาเเวร์ของจอร์จ วอชิงตัน เกิดขึ้นตอนกลางคืนของ
เดือนธันวาคม 25-26 ค.ศ 1776 ระหว่างสมครามปฏิวัติอเมริกา เป็นก้าวแรกที่จะโจมตีกองกองกำลัวเฮสเซี่ยน อังกฤษ ภายในเทรนตัน นิวเจอร์ซี่ ตอนเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม จอร์จ วแชิงตัน ได้นำกองทัพภาคพื้นทวีปตามแผน
ที่วางไว้เป็นความลับ ครั้งแรกที่มองเห็น การตัดสินใจขนส่งทหาร 2400 ข้ามแม่น้ำน้ำเเข็งภายในคืนเดียว เผชืญกับพายุฤดูหนาวของลูกเห็บและหิมะดูแล้วไม่มีเหตุผล แต่กระนั้นการตัดสินใจของจอร์จ
วอชิงตันอยู่บนพื้นฐานแรงจูงใจทางกลยุทธ์ ความเข้าใจว่ากองทัพภาคพื้นทวีปหมดหวังที่จะได้ชัยชนะ ภายหลังหลายเดือนของการต่อสู้อย่างรุนแรงด้วยความพ่ายแพ้
หลายครั้ง จอร์จ วอชิงตันเข้าใจว่าองค์ประกอบความประหลาดใจเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่เขา และกองทัพของเขามีโอกาสชนะกองกำลังเฮสเซี่ยน
นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญภายในการปฏิวัติอเมริกา มันทำให้มีชื่อเสียงภาย
ในภาพวาดโดยเอ็มมานูเอล ลุทซ์ จอร์จ วอชิงตันได้โจมตีฐานทหารเฮสเซี่ยน
ภายในเทรนตัน นิวเจอร์ซี่ วันคริสต์มาส 1776 ชัยชนะได้บันดาลใจความหวังใหม่ต่อกองทัพรักชาติ ภูมิอากาศที่ไม่ดีทำให้วอชิงตันปิดตัวการโจมตีอย่างน่าประหลาดใจต่อกำลังเฮสเซียน เฮสเซี่ยนเป็นทหารเยอรมันรับจ้าง
ต่อสู้เพื่ออังกฤษ เมื่อกองทัพของเขาขึ้นบก การรบของพวกเขาดีเยี่ยม
ฮัสเซี่ยนได้ยอมแพ้ก่อนรุ่งเช้า เรื่องราวชัยชนะของชาวอเมริกันอย่าง
กล้าหาญนี้ได้กลายเป็นตำนานเมื่อมันเข้าไปสู่อาณานิคมอื่น
จุดสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าจอร์จ วอชิงตัน มีชื่อเสียงต่อความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งของเขา แต่คุณลักษณะเหล่านี้ได้ถูกพบเคียงข้ามความตรงกันข้ามของเขา : ความถ่อมตัวและความนุ่มนวล แม้ว่าบุคคลให้การโห่ร้องเทิดทูนเขาอยู่เสมอ จอร์จ วอชิงตัน มองตัวเขาเองเป็นบุคคลธรรมดา แต่บุคคลธรรมดาที่ยิ่งใหญ่ เขาเป็นพินัยกรรมของถ้อยคำ ความถ่อมตัวเป็นคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพ และไม่ใช่ความกลัวหรือความเกลียดชัง
ด้วยชื่อเสียงและชัยชนะภายหลังการปฏิว้ติอเมริกาได้บรรลุความสำเร็จ จอร์จ วอชิงตัน ได้รับการยกย่องทุกอย่าง เขาได้ตำแหน่งของผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพภาคพื้นทวีป
แต่กระนั้นจอร์จ วอชิงตัน ไม่ได้สนใจกับชื่อเสียง ประกาศว่า การทำงานที่ผมได้รับมอบหมายสำเร็จแล้ว ผมได้เกษียณจากโรงละครที่ยิ่งใหญ่ของการกระทำ แล้วกลับไปอย่างสงบไปสู่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ภายในบ้านเกิดของเขา
นักประว้ติศาสตร์ ได้สรุปว่าการตัดสินใจยิ่งใหญ่ที่สุดภายในชีวิตของจ
จอร์จ วอชิงตันคือ การลาออกจากผู้บัญชาการสูงสุด ณ จุดสูงสุดของอำนาจของเขา กษัตร์ยอร์จที่สามของราชวงศ์อังกฤษ ได้ยกย่องวอชิงตันเป็น บุคคลยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก
ผู้นำแบบถ่อมตัวเป็นบุคคลบางคนที่รู้จุดเเข็งและจุดอ่อนของพวกเขา และยอมรับมันทั้งสองด้วยความถ่อมตัว เราไม่สามารถแก้ปัญหา ถ้าเราไม่เข้าใจมันทั้งหมด อัตตาของเราอาจจะหน่วงเหนี่ยวการเรียนรู้จากบุคคลอื่น ความถ่อมตัวจะไม่ยอมให้อย่างนั้น ความถ่อมตัวเป็นคุณธรรมที่บุคคลจำนวนมากให้คุณค่าสูง มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เรามักจะต้องมีภายในผู้นำของเรา และคาดหวังจากบุคคลที่นำเรา หมายความว่าความถ่อมตัวสามารถเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
หนังสือเล่มใหม่ “Humble Leadership : The Power of Relationships, Openness, and Trust”. โดย เอดการ์ ไชน์ และปีเตอร์ ไชน์ ได้ให้วิถีทางใหม่ของความเป็นผู้นำ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยน
เรามักจะถอยกลับไปสู่ความสัมพันธ์แบบเเลกเปลี่ยน และความเป็นผู้นำ
บนพื้นฐานกฏ เอดการ์ ไชน์ เรียกว่า ความสัมพันธ์บนพื้นฐานระดับ 1 สิ่งที่พวกเขาสนับสนุนภายในความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัว คือการเคลื่อนไปสู่ และการสร้างวัฒนธรรมองค์การ บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระดับ 2 นั่นคือความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนบุคคล ร่วมมือ และไว้วางใจ
ความสัมพันธ์ระดับ2 มาตามธรรมชาติกับเพื่อนและครอบครัว ความสัมพันธ์ระดับ 2 เกิดขึ้นจากการมองบุคคลอื่นเป็นบุคคลทั้งหมด ไม่
เพียงแค่บุคคลบางคนมีบทบาท ณ เวลานั้น มันสามารถกล่าวภายใน
การกระทำและคำพูด ผมต้องการรู้จักคุณดีขึ้น ดังนั้นเราสามารถไว้
วางใจระหว่างกันได้ภายในการทำงานของเราให้ดีขึ้น
ชีวิตการทำงานของเราเกิดขึ้น ณ ความสัมพันธ์ระดับ 1 เพราะว่าบริษัท
จัดองค์การเป็นระบบราชการ แหล่งที่มาของความไม่พอใจของเราต่อ
ระบบราชการ เราไม่ต้องการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นส่วนบุคคล ณ การทำงาน
รูปแบบของความเป็นผู้นำสมัยเดิมบนพึ้นฐานระยะห่างทางลำดับชั้น
และวิชาชีพระหว่างผู้นำและผู้ตามล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อองค์การได้เผชิญกับงานขึ้นอยู่ระหว่างกันและซับซ้อนมากขึ้น ความเป็นผู้นำกลายเป็นส่วนบุคคลมากขึ้น เพื่อที่จะรับรองการสื่อสารที่ไว้วางใจเปิดเผย สร้างการแก้ปัญหาอย่างร่วมมือร่วมใจ และนวัตกรรมที่เป็นไปได้มากขึ้น ถ้าไม่มีการสื่อสารอย่างไว้วางใจเปิดเผยทั่วทั้งองค์การ พวกเขาจะเผชิญกับปัญหาของประสิทธิภาพและคุณภาพอยู่ต่อไป เกิดขึ้นจากระบบรางวัลที่มุ่งเน้นการแข่งขันของบุคคล และการปีนบันไดบริษัท
เอ็ดการ ไชน์ และปีเตอร์ ไชน์
รับรู้ความเป็นจริงนี้ และเรียกร้องคิดใหม่รูปแบบของความเป็นผู้นำที่สอดคล้องกับแนวโน้มใหม่ของการสร้างความสัมพันธ์ งานกลุ่มที่ซับซ้อน
และกำลังงานที่หลากหลาย การสร้างวัฒนธรรมที่บุคคลรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ ความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวต้องการความถ่อมตัวปัจจุบันนี้บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ลึกของความซับซ้อนที่วิวัฒนาการอย่างสม่ำเสมอของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่ม และระหว่างกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งของเราไปสู่กระบวนการของพลวัตรกลุ่มและความร่วมมือร่วมใจ
ภายในมุมมองของเอ็ดการ์ ไชน์ ความเป็นผู้นำเป็นความสัมพันธ์อยู่เสมอ และความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จอย่างแท้จริงเจริญเติบโตภายในวัฒนธรรมกลุ่มของความเปิดเผยและความไว้วางใจที่สูง ความเป็นผู้นำและวัฒนธรรมสามารถถูกมองเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
เอ็ดการ ไชน์ กล่าวว่า ผมเขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเป็นผู้นำอยู่เสมอ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นวัฒนธรรม การเป็นหุ้นส่วนกับลูกชายของผมที่เคยเป็นผู้นำ ทำให้ผมสามารถมุ่งที่ความเป็นผู้นำ และออกเสียงต่อแนวคิดความเป็นผู้นำของผมได้ วิวัฒนาการวัฒนธรรมการบริหารจากระดับ 1 ไปสู่ระดับ
2 เป็นงานที่กำหนดไว้ของความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัว การเคลื่อนจากความสัมพันธ์ระดับ 1 ไปสู่ระดับ 2 เราต้องเป็นส่วนบุคคลกับความสัมพันธ์ของเรา
ณ การทำงาน เราหมายถึงการรู้จักพวกเขาเป็นบุคคลทั้งหมด ด้วยการลด
การอยู่ใต้บังคับบัญชาน้อยที่สุด ดังนั้นเรามุ่งเน้นความรับผิดชอบร่วมกัน
และความเต็มใจของเราเองที่จะช่วยพวกเขาบรรลุความสำเร็จ กระบวนการของการสร้างและการรักษาความสัมพันธ์ระดัย 2 ต้องการกรอบความคิด
การเรียนรู้ ทัศนคติความร่วมมือ และทักษะของความสัมพันธ์่ะหว่างบุคคลและพลวัตรกลุ่ม
หนังสือเล่มนี้ได้แนะนำวิถีทางใหม่ของความเป็นผู้นำบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมการบริหารศตวรรษที่ยี่สิบสมัยเดิมสามารถอธิบายเป็นการแลกเปลี่ยนของความสัมพันธ์ท่ามกลางบทบาทที่สร้างโดยไม่รู้ตัว สภาวะของความเปิดเผยต่ำ และความไว้วางใจต่ำ เราจะอ้างต่อความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนเหล่านี้เป็น “ระดับ 1” การอ้างถึงแนวคิดของระดับความสัมพันธ์ แนะนำครั้งแรกเมื่อ 2016 ภายในหนังสือ “Humble Consulting” เราเสนอแนะ “Humble Leadership” เป็นโมเดลที่ผูกอย่างใกล้ชิดต่อวัฒนธรรมส่วนบุคคล และไว้วางใจ และเปิดเผยมากขึ้น และวัฒนธรรมที่เปิดเผยสร้างบนความสัมพันธ์ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม เราจะอ้างต่อสิ่งนี้เป็น “ระดับ 2”
เอ็ดการ์ ไชน์ และ ปีเตอร์ ไชน์ ยืนยันว่า เราต้องมองเพื่อนร่วมงานของเราเป็นบุคคลทั้งหมด ไม่ใช่บทบาทหรือหน้าที่เป็นทางการ เช่น นักบัญชี หรือ
ผู้จัดการผลิต พวกเขายืนยันว่าเรามีสี่ระดับของความสัมพันธ์ และระดับที่เหมาะสมต่อสถานที่ทำงานจะนำไปสู่ผลลัพธ์องค์การดีที่สุด
ระดับลบ 1 การครอบงำและการบังคับบุคคลอื่น
ระดับ 1 บทบาทธุรกิจสมัยเดิม
ระดับ 2 ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและไว้วางใจ
ระดับ 3 ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด
พวกเขาเชื่อว่าระดับลบ 1 ไม่ถูกต้องอยู่เสมอ เพราะว่ามันไม่เคยถูกต้องที่จะละเมิดความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น แต่กระนั้นพวกเขายืนยันว่าระดับที่ 1 แสดงคุณลักษณะด้วยระยะะห่างทางวิชาชีพ ไม่มีประสิทธิภาพด้วย ระยะห่างทางวิชาชีพทำให้เกิดทำหน้าที่ขององค์การไม่ถูกต้องหลายอย่าง เพราะว่าระดับที่ 1 มันง่ายที่จะลื่นลงไปสู่การมองบุคคลเป็นวัตถุ เมื่อเรา
มองบุคคลอื่นเกือบจะเป็นบทบาทขององค์การ มันสร้างสภาพแวดล้อมที่
ประดิษฐ์นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความไม่ไว้วางใจนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพ ข้อแก้ปัญหาของพวกเขาคือ การทำให้เป็นส่วนบุคคล

การเป็นส่วนบุคคลเป็นไปได้เท่านั้นเมื่อผู้นำถ่อมตัวเพียงพอที่จะรับรู้ศักดิ์ศรีตามธรรมชาติของบุคคลของพวกเขา ความถ่อมตัวทำให้เราเลยพ้นระยะห่างทางวิชาชีพของระดับ 1 ณ ระดับ 1 การรักษาของระยะห่างทางวิชาชีพนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ณ ระดับ 2 การรับรู้ทั้งบุคคลนำไปส๋ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และเกียรติยศ ณ ระดับนี้ บทบาทที่เป็นทางการไม่เปลี่ยนแปลง แต่พลวัตรความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลง ผู้เขียนไม่ได้ยืนยันว่าระดับ 3 ความสัมพันธ์อย่างสนิทสนม เป็นเป้าหมาย สิ่งนี้ถูกสำรองเพื่อครอบครัวและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ใกล้ชิด
เอ็ดการ์ ไขน์ ได้กล่าวถึง 4 ระดับของความสัมพันธ์ที่ยอมรับโดยทั่วไปภายในสังคม และผู้นำที่ยิ่งใหญ่แสดงคุณลักษณะของความเปิดเผย ความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ ต่อการมีอยู่ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดทางความรู้สึก
ภายในความสัมพันธ์ระดับ 2 ผมถ่ายทอดว่า ผมมองเห็นคุณ นี่ไม่จำเป็นต้อง ผมชอบคุณ หรือผมเป็นเพื่อนของคุณ แต่ผมต้องการให้คุณรู้ผ่าน
ทางคำพูด ท่าทาง และภาษากายของผม ด้วยผมได้ตระหนักการอยู่ต่อหน้าของคุณ ภายในความสัมพันธ์นี้ เราทำงานด้วยกันและขึ้นอยู่ระหว่างกัน และพยายามไว้วางใจระหว่างกัน ด้วยการถ่ายทอดว่า ผมเห็นคุณ เราได้ถ่ายทอดว่า เราจะไม่ยอมให้ระยะห่างทางวิชาชีพ แยกเราจากกัน เราสร้างข้อผูกมัดการทำงานส่วนบุคคล ไมทนต่อความยุ่งเหยิงและการหลอกลวง การมองเห็นระหว่างกันเป็นทั้งบุคคลเป็นการเลือกพื้นฐานที่เราสามารถทำได้ เรารู้อยู่แล้วที่จะเป็นส่วนบุคคลภายในชีวิตส่วนตัวและสังคมของเราอย่างไร ความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวเกี่ยวพันกับการสร้างการเลือกที่รู้ตัวนั้นภายในชีวิตงานของเรา
หลักการของความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวสร้างบนความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระดับ 2 ขึ้นอยู่กับและส่งเสริมความเปิดเผยและความไว้วางใจ
ความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวเกี่ยวพันกับการออกไปจากความเป็นผู้นำแบบ
วีรบุรุษ ออกไปจากบุคคลและแลกเปลี่ยน ไปสู่เหตุผลและส่วนบุคคล ผู้นำแบบวีรบุรุษจะไม่เป็นผู้นำด้วยคำตอบทุกอย่างต่อไปอีกแล้ว อยู่คนเดียวที่จะสร้างอนาคตใหม่ ผู้นำของอนาคตจะต้องถ่อมตัว ร่วมมือ และเปิดเผย
ความเป็นผู้นำจะถูกแสดงเป็น “เราด้วยกัน”
อนาคตที่เรามอง ตรงที่ความเป็นผู้นำถูกแสดงภายในความร่วมมือ เราด้วยกัน มากกว่าอาการหลงผิด ผมคนเดียว โดยเฉพาะองค์การที่เจริญมากขึ้น
รูปได้ใช้มุมมองขององค์การ เรามองเห็นบทบาท – ข้างล่างของแกนนอน
ระบุลำดับชั้น – ทางซ้ายของแกนนอน และเส้นทางของกิจกรรมเป็นความสำคัญลำดับสองต่อความสัมพันธ์ระดับ 2 ของผู้นำแบบถ่อมตัว ทุกองค์การเผชิญกับการขึ้นลงของงบประมาณเกินดุลและขาดดุล ความสม่ำเสมอนี้บังคับการแข่งขันระหว่างหน้าที่เพี่อการจัดสรรทรัพยากรที่ควบคุมอย่างเข้มงวด บทบาทตัวมันเองแสดงการจัดสรรทรัพยากรที่กำหนดให้
ภายในด้านขวาบนของรูป การมุ่งเน้นบนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลง
ระหว่างกลุ่มที่ยืดหนุ่น ด้วยโมเดลระบบที่มีชีวิต เราอธิบายองค์การที่
ตอบสนองภายนอกด้วยการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรอย่างรวดเร็ว – จง
คิดถึงร่างกายนำทางการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อที่ต้องการ
มัน
ระบบที่มีชีวิตตอบสนองรอบด้านและร่วมมือกัน ไม่มองบทบาท ปรับตัวต่อการคุกคามหรือโอกาสใหม่ การยอมให้ส่วนที่กระทบขององค์การ – ร่างกาย
ตอบสนองภายในวิถีทางสอดคล้องดีที่สุดต่อความต้องการทันที ระบบที่มีชีวิรยอมให้ส่วนที่กระทบจัดการและควบคุมทรัพยากรของมันเอง การย้ายทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงเป็นจุดสำคัญต่อความสำเร็จของระบบที่มีชีวิต
ผู้นำแบบถ่อมตัวอยู่ที่ ตระหนักถึงความรู้สึกทั้งสถานการณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วกำหนดทิศทางต่อบางสิ่งบางอย่างใหม่และดีขึ้นภายในสถานการณ์ที่วุ่นวาย ทำให้ความสัมพันธ์ระดับ 2 เข้มแข็งขึ้น รับรองข้อมูลที่สมบูรณ สามารถยืดหยุ่นที่ไม่เคยหยุดการปรับตัว
ทำไมสิงค์โปร์เป็นตัวอย่างของความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัว ลี กวน ยู
และเพื่อนร่วมงานของเขามีความสัมพันธ์ระดับ 2 ที่เข้มแข็ง สร้างระหว่างปีของการพัฒนา
ของพวกเขา กาารู้ถึงความซับซ้อนของงานของพวกเขา – ความอยู่รอดของเศรษฐกิจต่อสิงคโปร์ พวกเขาต้องสร้างรัฐบาลที่เชื่อถือได้และไร้การฉ้อโกง ดังนั้นบริษัทและนักลงทุนมองเป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของสิงคโปร์
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจถูกแต่งตั้ง และผู้บริหารระดับสูงบางคนถูกแต่งตั้งภายในคณะกรรมการนี้ รัฐบาลสร้างการทำงานเป็นทีม รวมถึงความเปิดเผย ความไว้วางใจ และความร่วมมือร่วมใจ
ลี กวน ยู ได้วางแผน ช่วยการสนับสนุนสภาพเเวดล้อมนี้ ลงทุนภายในการศึกษาของชาวสิงคโปร์วัยหนุ่มสาวและฉลาด เขาได้ส่งพวกเขาไปยังมหา
วิยาลัยต่างประเทศที่ดีที่สุด และนำพวกเขากลับมารับใช้ห้าปีภายในรัฐบาลด้วยรายได้ที่ดี ลี กวน ยู ไม่ได้กลัวที่จะยอมรับเขาต้องการความช่วยเหลือภายในด้านที่เขาเข้าใจน้อย
ความสำเร็จของสิงคโปร์เกิดขึ้นจากความเป็นผู้นำที่ถ่อมตัว ใจกว้าง เข้าอกเข้าใจ การดูแลประชาชนอย่างแท้จริง ความเป็นอยู่ที่ดี และโอกาสในอนาคต
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวอาจจะสะดุดใจ
ผู้อ่านแปลกใจที่สิงคโปร์มักจะถูกนำเสนอเป็นตัวอย่างของความเป็นผู้นำแบบเผด็จการ ความเป็นผู้นำแบบเผด็จการและถ่อมตัวดูแล้วไม่สอดคล้องกันเลย แต่กระนั้นวิถึทางที่ผู้นำเริ่มแรก ลี กวนยู ใช้สร้างประเทศสมัยใหม่
หลุดพ้นจากอาณานิคมตกต่ำทางเศรษฐกิจเเสดงจุดที่สำคัญสองอย่าง
ข้อเเรกความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวไม่ได้หมายถึงอ่อน ข้อสองความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวสามารถถ่ายทอดลงมาผ่านทางองค์การ กลายเป็นวัฒนธรรมระดับ 2 ตลอดทั้งรัฐบาล
เรื่องราวของสิงคโปร์เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัว เพราะว่าลี กวน ยู และเพื่อนร่วมงานของเขามีความสัมพันธ์ระดับ 2 ที่เข้มแข็ง บนพื้นฐานการรู้จักระหว่างกันของพวกเขา เมื่อพวกเขาเป็นนักศึกษาภายในอังกฤษ

ความเป็นผู้นำแบบถ่อมตัวจะเกี่ยวพันทั้งการปรากฏตัวทางร่างกาย
และการปรากฏตัวเสมือนจริง เมื่อองค์การกลายเป็นกระจายทั่วโลกมากขึ้น
การตัดสินใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำแบบถ่อมตัวจต้องทำในขณะนี้และอนาคตคือ ระดับการปรากฏตัวทางร่างกายที่ต้องการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระดับ 2 กับบุคคลภายในองค์การ
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องใช้เวลาส่วนบุคคลสัมผัสบุคคล ณ ริมขอบขององค์การของพวกเขา แต่กระนั้นการเดินทางของผู้บริหารระดับสูงวันนี้
อาจจะต้องใช้ 30 สัปดาห์ต่อปี ไปจากสำนักงานใหญ่ เพื่อที่จะเป็นส่วนบุคคลและรักษาการเชื่อมโยงกับสาขาที่ห่างไกล ในอนาคตพวกเขาอาจจะรู้สึกผูกมัดน้อยลงที่จะปรากฏตัวทางร่ายกายตลอดเวลา เราสงสัย
ว่าแรงกดดันทางวัฒนธรรมที่จะมองเห็นภายในสำนักงาน ณ โต๊ะของเรา
น่าจะลดลงภายในทศวรรษข้างหน้าด้วย
มาริสสา เมเยอร์ ซีอีโอของยาฮู สร้างข่าวด้วยการหมุนกลับการทำงานที่บ้าน บุคคลหลายคนชอบ แต่ดูเหมือนจะลดประสิทธิภาพขององคฺ์การลง
มันเป็นการพัฒนาที่สนใจเมื่อซิลิคอน แวลลีย์ ได้ก้าวผ่านคลื่ินของของการทดลองด้วยการทำงานที่ยืดหยุ่น สำนักงานที่บ้าน การประชุมทางวีดีโอ และอย่างอื่น การบังคับของยาฮูจากมาริสสา เมเยอร์ เป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่ง ณ เวลาที่ลูกตุ้มอาจจะเหวี่ยงกลับ ไปยังประสิทธิภาพภายในสำนักงาน เหนือกว่าประสิทธิภาพจากบ้าน ลูกตุ้มนี้ได้พบสถานที่สบายใจภายในตรงกลางหรือไม่ ในขณะนี้เรามองเห็นมากขึ้นที่จะเชื่อเทเลพรีเซนต์ การปรากฏตัวเสมือนจริง อาจจะให้ตรงกลางที่ผู้นำต้องการ
เรามองเห็นแนวโน้มนี้เป็นการสะท้อนของความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยี
เชื่อมโยงบุคคลผ่านทางเครือข่ายเสมือนจริงด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจัย
และบิก ดาต้า ภายในวิถีทางสามารถทำให้เทเลพรีเซนต์มีประสิทธิภาพเท่ากับ หรือมากกว่าการปรากฏตัวทางร่างกาย
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะช่วยประสิทธิภาพของเทเลพรีเซนต์คือ กำลังงานที่ใช้มัน เรามั่นใจว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวจะเก่งการใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ สื่อสารได้ทันทีด้วยงานของพวกเขาและเครือข่ายส่วนบุคคล

มาริสสา เมเยอร์ ได้ทำให้บุคคลต้องประหลาดใจ ด้วยการประกาศว่าเราไม่มีทางเลือกทำงานที่ไหนก็ได้ต่อไปอีกแล้ว ณ ยาฮู เพื่อที่จะกลายเป็นสถานที่ทำงานดีที่สุด
การสื่อสารและความร่วมมือร่วมใจจะสำคัญ ดังนั้นเราต้องการทำงานเคียงข้างกัน นั่นคือทำไมมันสำคัญที่เราทุกคนอยู่ภายในสำนักงานของเรา การตัดสินใจที่ดีที่สุดและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมาจากการอภิปรายบนระเบียง
และร้านอาหาร การเจอบุคคลใหม่ และการประชุมทันที ความรวดเร็วและคุณภาพมักจะเสียสละไป เมื่อเราทำงานที่บ้าน เราต้องมียาฮูหนึ่งเดียว
ย้อนกลับไปสู่ยุคหินหรือ มาริสสา เมเยอร์ ได้ห้ามการทำงานที่บ้าน บันทึกของบริษัทที่รั่วออกมาสู่หนังสือพิมพ์ประกาศว่าบุคคลของยาฮูไม่ถูกอนุญาติทำงานที่บ้านต่อไปอีกแล้ว การตัดสินใจดูเหมือนว่าอยู่บนรากฐานความต้องการเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและวัฒนธรรมบริษัทที่เชื่อมโยงมากขึ้น บุคคลทำงานที่บ้านหลายร้อยคนได้ถูกขอที่จะรายงานต่อสำนักงาน ถ้าพวกเขาไม่สามารถหรือไม่ต้องการควรจะลาออก แม้แต่ความยืดหยุ่นเป็นครั้งคราวได้ถูกห้าม ต่อส่วนที่เหลืออยู่ของเราที่อยู่บ้านเป็นครั้งคราวเป็นพ่อหนุ่มเคเบิ้ล โปรดใช้ดุลยพินิจที่ดีที่สุดของเราภายในจิตวิญญานของความร่วมมือร่วมใจ
การเป็นยาฮูไม่เพียงแค่เกี่ยวกับงานวันต่อวัน มันเกี่ยกับการเกี่ยวพันระหว่างกันและประสบการณ์ที่เป็นไปได้เท่านั้นภายในสำนักงานของเรา
ยาฮูมีบุคคลจำนวนมากทำงานที่บ้านและไม่เคยมาสำนักงาน ข่าวลือบุคคลบางคนของพวกเขาไม่มีประสิทธิภาพ พวกเขาไม่มีความสุขกับคำสั่งใหม่นี้ บุคคลบางคนเรียกว่ามันเป็นการปลดออกแบบลอบทำ การตอบสนองจากชุมชนน่าสนใจ บุคคลบางคนเรียกมาริสา เมเยอร์ เเป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ดีต่อผู้หญิงและครอบครัว
ในไม่ช้าภายหลังจากที่ยักษ์ใหญ่อินเตอร์เน็ตยาฮูระงับความเป็นอิสระของบุคคลทำงานจากที่บ้าน บริษัทอินเดียค่อยแสดงความห่วงใยจนถึงบัดนี้เกี่ยวกับการสูญเสียประสิทธิภาพเหมือนเช่นความคล่องตัวทำให้เกิดขึ้น
“เวลาที่ยืดหยุ่นเป็นแนวคิดยูโทเปียที่ไม่ได้ช่วยเหลือใครเลย” เค รามคูมาร์ กรรมการบริหารของธนาคารไอซีไอซีไอ พูด
“อะไรก็ตามไม่เป็นธรรมชาติต่อตลาดและการค้าจะใช้ไม่ได้ ลูกค้าคือพระเจ้า
บริษัทอินเดียส่วนใหญ่ยกย่องการทำงานที่บ้านเป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุดของการดึงดูดและรักษาบุคคลที่สามารถ ยากที่ใครก็ตามแสดงความห่วงใยของการสูญเสียประสิทธิภาพจากการปฏิบัตินี้ทำให้เกิดขึ้น”
การปฏิบัติงาน และชีวิต และสถานที่ทำงาน ได้ถูกประชดเป็นการนำเธอไปสู่การมองเห็นของประเทศยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอภายในสื่อทางสังคม เธอได้ถูกรู้จักกันอย่างกว้างขวางต่อการเลือกที่ผิดธรรมดาที่เธอทำตรงไหน และบุคคลของยาฮูและพ่อแม่ทำงานดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างไร โดยสรุประหว่างสามปีของเธอเป็นซีอีโอ

นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน เกรต้า ธันเบิรก ได้ตำหนิอย่างรุนแรงต่อผู้นำโลก รวมทั้งประธานาธิบดีอเมริกา โจ ไบรเดน และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน ณ การประชุมภูมิอากาศเยาวชน ภายในมิลาน อิตาลี เธอกล่าวว่า 30 ที่แล้วการกระทำทางภูมิอากาศเป็นเหมือนกับ บลา บลา บลา เกรต้า ธันเเบิรก และเด็กหนุ่มสาวจำนวนมากจากทั่วโลกได้เข้าร่วมประชุม เธอได้กล่าวว่า พวกเขาเชิญเด็กหนุ่มสาวเข้าร่วมประชุมที่จะเสแสร้งว่าพวกเขารับฟังเรา เเต่พวกเขาไม่รับฟังเราอย่างชัดเจน การปล่อยมลพิษยังคงเพิ่มสูงขึ้น วิทยาศาสตร์ไม่ได้โกหกเรา
เราไม่สามารถยอมให้บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเป็นไปได้ทางการเมืองต่อไปอีกเเล้ว เราไม่สามารถยอมให้บุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจอะไรเป็นความหวังต่อไปอีกเเล้ว ความหวังไม่ได้เป็นการตั้งรับ ความหวังไม่ได้บลา บลา บลา
ความหวังบอกความจริง ความหวังคือการกระทำ และความหวังมาจากบุคคลอยู่เสมอ
พวกคุณทำให้เราล้มเหลว แต่เด็กหนุ่มสาวกำลังเริ่มต้นเข้าใจว่าพวกคุณหักหลัง สานตาของรุ่นต่อไปทุกคนมองที่พวกคุณ และถ้าพวกคุณเลือกทำให้เราล้มเหลว เราจะไม่ยกโทษพวกคุณ
เกรต้า ธันเบิรก ได้กระตุ้นบุคคลไม่ให้ยอมแพ้ความหวัง กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เป็นไปได้เท่านั้น เเต่เป็นความ
จำเป็นเร่งด่วน พวกเขานำเราไม่ไปที่ไหนเลย นักการเมืองและบุคคลที่มี
อำนาจแสร้งทำที่จะมองอนาคตอย่างจริงจัง การแสร้งทำปัจจุบันอย่างจริงจังต่อบุคคล กระทบจากวิกฤติภูมิอากาศวันนี้อยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากการประชุมที่นี่ มันไม่ใชความเป็นผู้นำเลย
เราพูดว่าไม่มี บลา บลา บลา ต่อไปอีกแล้ว ไม่มีการแสวงหาประโยชน์
ของบุคคลและธรรมชาติของโลกมากขึ้น
เมื่อเกรต้า ธันเบิรก ได้ชุมนุมประท้วงการกระทำที่ย่อหย่อนของผู้นำโลกต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เกรต้า ธันเบิรก ได้เรียกร้องผู้นำโลกละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิน เพื่อที่จะรักษาชีวิตโลก
ณ การประชุมของบุคคลมีอิทธิพลมากที่สุดของโลก ณ ดาวอส ค.ศ 2020 เธอได้กล่าวว่า เราไม่ต้องการลดการปล่อยมลพิษ การปล่อยมลพิษของเราต้องหยุด ถ้าเราต้องการรักษาชีวิตโลก เธอ ได้ปราศัยต่อผู้นำ รวมทั้งประธานาธิบดีอเมริกัน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาพวกเขามีแต่คำพูดและสัญญาที่ว่างเปล่า ทำน้อยมากที่จะหยุดวิกฤติการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
เธอได้ชี้ความรู้สึกมากขึ้นของความท้อแท้ นักเคลื่อนไหววัยรุ่นกำลังเหนื่อยกับนักการเมืองให้คำสัญญาที่ไม่สอดคล้องกับการกระทำ ด้วยการรับปากการลดการปล่อยมลพิษ แต่ไม่ได้กระทำตามนั้น พวกเขาเผชิญกับความไม่สอดคล้องเหล่านี้ พวกเขาได้สูญเสียความเชื่อถือผู้นำ มันยากมากขึ้นที่จะเชื่อต่อและบันดาลใจโดยผู้นำ เกรต้า ธันเบิรก กล่าวว่า “เราไม่มีดาวเคราะห์ บี เราไม่ดาวเคราะห์ บลา บลา บลา” การเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปได้เท่านั้น แต่จำเป็นด้วย เธอได้กระเเทก 30 ปี ของถ้อยคำที่ว่างเปล่าของ
ภูมิอากาศ สร้างใหม่ให้ดีกว่าเก่า บลา บลา บลา เศรษฐกิจสีเขียว บลา บลา บลา สุทธิเป็นศูนย์ 2050 บลา บลา บลา เธอได้พูดภายในการปราศัยต่อการประขุมภูมิอากาศเยาวชน 4 ภายในมิลาน อิตาลี คำพูดเหล่านี้เราได้ยินจากผู้นำโลก คำพูดดูแล้วยิ่งใหญเหลือเกิน แต่ห่างไกลไม่นำไปสู่การกระทำ ความหวังและความทะเยอทะยานของเราตกลงมาภายในคำพูดที่ว่างเปล่าของพวกเขา แน่นอนเราต้องการการพูดอย่างสร้างสรรค์ และถามว่า 30 ปีของ บลา บลา บลา นำเราไปที่ไหน
เมื่อ ค.ศ 2020 จาซินดา อาร์เดิรน ชนะการเลือกตั้งครั้งที่สองเป็นนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ด้วยจำนวนเสียงแผ่นดินถล่ม ดังนั้นทำไมจาซินดา อาร์เดิรน เป็นผู้นำโลก และอะไรทำให้วิถีทางความเป็นผู้นำของเธอมีชื่อเสียง การเดินทางความเป็นผู้นำของเธอ ผ่านช่วงเวลาลำบากที่สุดด้วยการเผชิญกับการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ความหายนะทางธรรมชาติ และการแพร่ระบาดของโควิด 19
จาซินดา อาร์เดิรน ได้สร้างชื่อเสียงของเธอเป็นผู้นำด้วยความแท้จริง ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความถ่อมตัว และความเข้าอกเข้าใจ นิวซีแลนด์
ได้ถูกสังหารเมื่อบุคคล 51 คนถูกฆ่าระหว่างการโจมตีไครสต์เชิรชของผู้ก่อการร้ายเมื่อ ค.ศ 2019 มันเป็นช่วงเวลานี้ที่จาซินดา อาร์เดิรน แสดงต่อโลกถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริงของเธอ
ภายในเมืองเล็กของไครสต์เชิรช นิวซีแลนด์ ผู้ก่อการร้ายได้เข้าไปที่มัสยิดและยิงผู้นับถือศาสนาและจบลงด้วยการฆ่าบุคคล 15 คน และบาดเจ็บ 49 คน
นิวซีแลนด์และทั่วโลกตกตะลึง ไม่กี่ชั่วโมงภายหลังการโจมตี จาซินดา อาร์เดิรน นายกรัฐมนตรีขอวนิวซีแลนด์ ได้ตอบสนองด้วยทวีตทึ่ถูกแชร์หลายล้านครั้งทั่วโลก อะไรที่เกิดขึ้นภายในไครสต์เชิรช เป็นการกระทำที่ผิดธรรมดาของความรุนเเรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน บุคคลหลายคนที่กระทบเป็นสมาชิกชุมชนผู้อพยพของเรา นิวซีแลนด์เป็นบ้านของพวกเขา พวกเขาคือพวกเรา ภายในเวลาที่ยุ่งยากนี้ เธอต้องการส่งข้อความของการครอบคลุมไปที่เหยื่อเเละครอบครัว และไม่มีอะไรที่มากกว่าครอบคลุม
พวกเขาคือพวกเรา
จาซินดา อาร์เดิรน ได้ตอบสนองต่อการโจมตีก่อการร้ายทั้งการห้ามอาวุธลอบยิง และช่วยจ่ายค่างานศพของผู้เสียชีวิต การกระทำเหล่านี้ถ่ายทอดความต้องการของเธอ ป้องกันการโจมตีต่อไปต่อประชาชนของเธอ และความต้องการของเธอช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต
ไม่กี่วันต่อมาภายหลังการโจมตี จาซินดา อาร์เดิรนได้ทำการปรากฏตัวหลายครั้ง
ภายในเพื่อนบ้านที่กระทบจากการถูกยิง แต่งกายอย่างสวบเสงี่ยมด้วย
ผ้าโพกศรีษะสีดำ เธอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจ ความเข้าอกเข้าใจ และความถ่อมตัว
เธอได้จับมือของพวกเขา และเธอบอกพวกเขาว่าเธอสนับสนุนพวกเขา
ชุมชนได้ตอบสนองด้วยความชื่นชมอย่างท่วมท้นต่อผู้นำสาว เเต่จาซินดา
อาร์เดิรน
ระมัดระวังไม่สร้างโอกาสที่เศร้าสลดเกี่ยวกับตัวเธอเอง ณ พิธีไว้อาลัย
เธอไม่ได้พูดมากกว่าที่เธอต้องพูด แต่ให้ผู้รอดชีวิต ครอบครัวของผู้เสีย
ชีวิต และอิหม่ามท้องที่ พูดและไว้อาลัย
ในขณะที่ความถ่อมตัว ความเห็นอกเห็นใจ เเละความครอบคลุมของจาซินดา อาร์เดิรน
ถูกยกย่องไปทั่วโลก มันเป็นการกระทำตามมาของเธอที่ได้สอนเราบทเรียนที่มีคุณค่าภายใน
ความเป็นผู้นำ ความสมดุลของความถ่อมตัวและความเข้มแข็งที่สมบูรณ์ของจาซินดา อาร์เดิรน
ทำให้เธอเป็นวีรสตรีทันที ความคิดว่าความถ่อมตัวและความเห็นอกเห็นใจเป็นคุณลักษณะอ่อนที่ไม่สามารถรวมกันกับความเข้มแข็งและความหนักแน่น ได้แตกกระจายโดยจาซินดา อาร์เดน
และความเป็นผู้นำของเธอภายหลังไครสต์เชิรช
จาซินดา อาร์เดิรน ได้กล่าวถึงผู้ก่อการร้ายด้วยคำพูดที่รุนเเรง คุณได้เลือกเรา แต่เราไม่ยอมรับโดยเด็ดขาดและประณามคุณ ภายในคำปราศัย
ต่่อมา ณ สภา
เธอไม่ยอมพูดชื่อของเขา อธิบายว่าเธอไม่ต้องการให้เขาแสวงหาความโด่งดัง เขาเป็นผู้ก่อการร้าย เขาเป็นอาชญากร เขาเป็นพวกหัวรุนเเรง เมื่อฉันพูด เขาไร้ชื่อ เขาเเสวงหาหลายสิ่งจากการโจมตีของเขา แต่สิ่งหนึ่งคือโด่งดัง นั่นคือทำไมเราจะไม่เคยได้ยินฉันกล่าวชื่อของเขา
การโจมตีไครสต์ เชิรช เป็นช่วงเวลาที่เศร้าสสดต่อผู้นำวัยสาวแสดงความเป็นผู้นำของเธอ ไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา โควิด19 ได้นำเสนอการทดสอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งต่อเธอ และจากการมองดูอะไรก็ตาม เธอผ่านการทดสอบมัน
ด้วยชัยชนะ ความเข้มแข็งและความเด็ดขาดชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนิวซีแลนด์ห้ามนักท่องเที่ยวจากจีนตั้งแต่เริ่มแรก จากนั้นได้ดำเนินการ
ลอคดาวน์ประเทศ และปิดพรมแดนต่อผู้ไม่อยู่อาศัยทุกคน มานานก่อนที่ประเทศอื่นทำ เธอได้แสดงความรู้สึกของเธอด้วยการเน้นความจำเป็นต่อประชาชนแต่ละคนด้วยการอยู่บ้าน และตรวจสอบบุคคลที่พวกเขาดูแล
มั่นใจว่าพวกเขาปลอดภัย เป้าหมายไม่ใช่ทำให้เส้นโค้งของไวรัสลดลง
มันเป็นการกำจัดมันทั้งหมดจากนิวซีแลนด์
เรามีผู้นำเหมือนเช่นนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดน ได้ถูกยกย่องต่อความแข็งแกร่งของเธอ แต่ตอบสนองอย่างเห็นอกเห็นใจต่อการโจมตีนิวซีแลนด์ของผู้ก่อร้ายอย่างเลวร้ายที่สุดเมื่อ 2019 หนึ่งวันภายหลังโศรกนาฏกรรม จาซินดา อาร์เดน ได้ไปเยี่ยมศูนยผู้ลี้ภัยไครสต์เชิรช และพบกับสมาชิกชุมชนมุสลิมเสียใจต่อพวกเขา เธอห้ามอาวุธทางทหารทุกอย่างไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา การแสดงความเข้าอกเข้าใจที่แท้จริงของเธอ สร้าง พินัยกรรมต่อคลื่นใต้น้ำของการสนับสนุนที่เธอยึดครองหลายปี
ความท้าทายของโลกเหมือนเช่น การเปลี่ยนแปลงของภูมิกาศ และความบาดเจ็ดจากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ได้เรียกร้องผู้นำที่มีความ
เห็นอกเห็นใจ ความเชื่อมั่น และความถ่อมตัว และการกระทำร่วมกัน โลกธุรกิจกำลังเบื่อต่อผู้นำแบบวีรบุรุษ
วางตัวพวกเขาเองมาก่อน นำด้วยความรู้สึกหยิ่งยะโส ภายในสภาพแวดล้อมของงาน เรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดคะเนได้มากขึ้น เราไม่มีข้อแก้ปัญหาถูกต้องที่บุคคลเดียวสามารถนำมาให้ บุคคลของบริษัทต้องการรู้สึกมีเหตุผล มองเห็น บันดาลใจ และเชื่อมโยงผ่านความมุ่งหมาย
ทำนองเดียวกับเกรต้า ธันเบิรก พวกเขาต้องการผู้นำที่พวกเขาสามารถ
ไว้วางใจ ผู้นำเหมือนเช่นจาซินดา
อาร์เดิรน แสดงความเห็นอกเห็นใจและพร้อมที่จะกระทำ ไมมีบลา บลา บลา อีกเเล้ว
ไม่เหมือนผู้นำแบบวีรบุรุษ ผู้นำแบบถ่อมตัวปฏิบัติการสะท้อนตัวเอง พวกเขาเต็มใจประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนส่วนบุคคลของพวกเขา ยอมรับความผิดพลาด ขอการป้อนกลับเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง
เรียนรู้จากบุคคลอื่น และยอมรับพวกเขา ไม่มีคำตอบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้นำแบบถ่อมตัวเป็นบุคคลบางคน เชื่อมโยงกับความมุ่งหมายที่สูงขึ้น มองที่จะสร้างความมั่งคั่งต่อบุคคลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแค่ตัวพวกเขาเอง พวกเขารับเอาความเสมอภาค ไม่ใช่ความเหนือกว่าภายในการสื่อสาร การให้อำนาจแก่บุคคลของพวกเขาเชื่อมโยงและตัดสินใจร่วมกัน
ดังที่ ปีเตอร์ ดรััคเกอร์ กูรูการบริหาร กล่าวว่า ตำแหน่งไม่ได้เทียบเคียงสิทธิพิเศษหรือให้อำนาจ มันบังคับความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบนั้น
ต้องการเราทั้งกำหนดกลยุทธ์และดำเนินการ ในฐานะของนักกลยุทธ์ เราต้องกำหนดทิศทางขององค์การ ต่อการดำเนินการ เราต้องผูกพันและติดตั้งเครื่องมือที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ ไม่มีบทบาทไหนต้องการการครอบงำหรือการควบคุม สิ่งที่ต้องการคือ ความสามารถของเราที่จะมีอิทธิพลบุคคลอื่นบรรลุเป้าหมายขององค์การ
องค์การของเราต้องการผู้นำที่เชื่อมั่น แต่ความเชื่อมั่นเกินไปสามารถนำไปสู่ความหยิ่งยะโส การรักษาความสมดุลของเราเป็นผู้นำด้วยการรักษาความเชื่อมั่นของเราสมดุลด้วยความถ่อมตัว อับราฮัม ลินคอล์มน ได้รวบรวมคณะรัฐมนตรีอย่างฉลาดจากคู่แข่งขันทางการเมืองของเขาที่จะรักษาสหภาพและชนะสงครามกลางเมือง รายรอบตัวเราเองด้วยบุคคลที่ฉลาด และกระ
ตุ้นพวกเขาท้าทายความคิดของเรา การใช้บุคคลเหมือนกันเพื่อคำแนะนำสามารถนำไปสู่การคิดคล้อยตามกลุ่ม และความเป็นผู้นำแบบประทับตรายางได้
อับราฮัม ลินคอล์น เก็บอัตตาของเขาไว้แต่งตั้งใครที่เขาคิดว่าดีที่สุดต่อประเทศ
เมื่อตำเเหนงต้องถูกบรรจุ เอ็ดวิน สแตนตัน เพื่อนก่อนหน้าของลินคอล์นตอนเป็นนักกฏหมาย พวกเขาเข้ากันไม่ได้ดี แต่กระนั้นเมื่อพวกเขาเป็นหุ้นส่วนกันบนคดีเดียวกัน เอ็ดวิน สเเตนตันได้เรียกเขาเป็นลิงแขนยาว เขาดูถูก
อับราฮัม ลินคอล์นอย่างรุนแรง แม้แต่ถึงจุดที่ไม่ยอมเกี่ยวพันโดยตรงกับอับราฮัม ลินคอล์น หรืออ่านข้อสรุปของเขา แต่เมื่อเวลาที่จะทดแทนไซมอน คาเมรอน รัฐมนตรีกระทรววสงครามคนแรกของเขา มันเป็นเอ็ดวิน สแตนตันที่เขาเเต่งตั้ง ตามมุมมองของอับราฮัม
ลินคอล์น เขาเพียงแค่เป็นบุคคลดีที่สุดต่อตำแหน่ง
ความถ่อมตัวของอับราฮัม ลินคอล์น
เป็นจุดเด่นของวิถีทางที่ดำเนินตัวเขาเองภายในตำแหน่ง เขาเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับงาน เขาไม่หยิ่งจองหองเกี่ยวกับงานของเขา
ผู้นำที่ดีที่สุดรวมคุณลักษณะที่ขัดเเย้งกันสองอย่าง : ความถ่อมตัว และความเชื่อมั่น ทั้งสองมีอยู่ภายในอับราฮัม ลินคอล์น เมื่อนักประวัติศาสตร์เรียงลำดับประธานาธิบดีของอเมริกา โดยทั่วไปพวกเขาวางอับราฮัม
ลินคอล์น ณลำดับสูงสุด และเขายากที่จะต่ำกว่าลำดับสาม นี่เป็นเพราะว่าอับราฮัม ลินคอล์นได้รวมระดับสูงสุดของคุณลักษณะขัดแย้งกันสองอย่าง ภายในตัวเขาเอง อับราฮัม ลินคอล์น ทั้งเชื่อมั่นอย่างยิ่งและถ่อมตัวอย่างยิ่

ความถ่อมตัวเป็นคุณลักษณะที่สำคัญต่อผู้นำแบบแท้จริง บุคคลไว้วางใจพวกเขา เพราะว่าพวกเขารู้
ว่าพวกเขาแท้จริง จริงใจ และซื่อสัตย์ การขาดคุณลักษณะเหล่านี้ บุคคลมีชีวิตอยู่ภายในความกลัวและสงสัย ภายในระยะเวลาที่ยุ่งยาก บุคคลพึ่งพาผู้นำที่ถ่อมตัวมากขึ้นนำพวกเขาผ่านวิกฤติ ทุกวันผู้นำกลั่นกรองถ้อยคำพูดของพวกเขา และการกระทำของพวกเขา เมื่อพวกเขากลายเป็นโมเดลบทบาทต่่อบุคคลภายในและภายนอกองค์การของพวกเขา
ตรงกันข้ามผู้นำที่โอ้อวดและโน้มน้าวความสำเร็จของพวกเขามักจะทำจากความรู้สึกของความไม่มั่นคง ต่อภายนอกแล้ว พวกเขากระทำเหมือนอันธพาลขู่เข็ญบุคคล แต่ภายในแล้วพวกเขารู้สึกคล้ายกับผู้หลอกลวง
ฉีกหน้ากากเวลาใดก็ได้
นี่ไม่ได้เสนอแนะว่าผู้นำที่ถ่อมตัวอ่อนเเอ หรือไม่เต็มใจมีการกระทำที่ยาก เช่น การปลดบุคคลออกงาน หรือกำจัดบุคคลที่ไม่มีประสิทธิภาพ พวกเขาทำด้วยความชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของพวกเขา ไม่ใช่ต่อตัวพวกเขาเอง แต่เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นต่อองค์การของพวกเขา
บิลล์ จอร์จ กล่าวว่าผู้นำแบบแท้จริงคล้ายกับผู้นำระดับ 5 ของจิม คอลลินส์ สิ่งที่สำคัญคือการเป็นตัวเองที่แท้จริงของเรา ไม่พยายามเลียนแบบ ไม่พยายามคล้ายบุคคลอื่น อย่าเลียนแบบเเจ็ค เวลซ์
แต่กระนั้นจิม คอลลินส์ กล่าวว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่มีคุณลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือความถ่อมตัว
ประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ บิลล์ คลินตัน และจอร์จ บุช
ได้บอกภายในการประชุม อะไรที่พวกเขามองว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สุดต่อบุคคลบางคนที่ต้องการเป็นประธานาธิบดี ทั้งสองเน้นคุณธรรมของความถ่อมตัว
จอร์จ บุช กล่าวว่า ผมคิดว่ามันสำคัญอย่างแท้จริงรู้อะไรที่เราไม่รู้ และรับฟังบุคคลรู้อะไรที่เราไม่รู้ บิลล์ คลินตัน ไม่ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เห็นด้วยว่าผู้บริหารรัฐบาลต้องถ่อมตัว และเตือนว่าใครที่หยิ่งยะโสภายในตำแหน่ง ลืมไปแล้วว่าประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินของพวกเขา บิลล์
คลินตัน กล่าวว่า ถ้าเราต้องการเป็นประธานาธิบดี รับรู้ว่ามันเกี่ยวกับบุคคล ไม่ได้เกี่ยวกับเรา เราต้องสามารถกล่าวว่า บุคคลดีขึ้นเมื่อเราออกไป เราอย่า
พูดว่า พระเจ้า ดูบุคคลทุกคนที่ผมเอาชนะ
คุณลักษณะประธานาธิบดีสำคัญที่สุดคือ ความถ่อมตัวความถ่อมตัวภายในชัยชนะ รับผิดชอบกับอำนาจ
พวกเขาสามารถสร้างข้อผูกมัดร่วมกันของความเคารพและความเป็นมิตร เพราะว่าบุคคลอื่นสง่างามภายในชัยชนะ และเคารพอำนาจของประธานาธิบดี

บิลล์ จอร์จ กล่าวว่า เขาได้เขียนบทความด้วยความห่วงใยเกี่ยวกับ “ผลกระทบของโดนัลด์ ทรัมป์” ต่อผู้นำธุรกิจ ประธานาธิบดีอวดดีด้วยไม่รู้สึกของความถ่อมตัว ผลักดันผู้นำธุรกิจไปทิศทางนั้นหรือไม่ ถ้าเขาทำ มันจะลบล้างความก้าวหน้าที่เคยทำสิบห้าปีผ่านมา นับตั้งแต่เราได้รับรู้ข้อบกพร่องภายในการบูชาผู้นำแบบบารมี และคุณธรรมของผู้นำด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งของความถ่อมตัวส่วนบุคคล สองปีต่อมาผมรู้สึกยินดีมองเห็นว่าผู้นำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของวันนี้กำลังรักษาความถ่อมตัวของพวกเขา เราไม่ควรจะไล่ตามรุ่นเคเบิ้ลทีวีและสื่อสังคมของผู้นำ มันดีกว่าที่จะเดินตามคำแนะนำเกี่ยวกับผู้นำระดับ 5 ของจิม
คอลลินส์ – เทียบเท่ากับผู้นำแบบแท้จริง – ด้วยการจับคู่ความทะเยอทะยานต่อองค์การกับความรู้สึกที่ลึกซึ้งของความถ่อมตัวส่วนบุคคล
การฟังสื่อทุกวันนี้ใครคนหนึ่งอาจจะคิดว่าผู้นำของเราได้สูญเสียความรู้สึกทุกอย่างของความถ่อมตัว ถ้าหากพวกเขาเคยมี โดนัลด์ ทรัมป์โอ้อวดว่าเขาใช้
มรดก 1 ล้านเหรียญ สร้างมู่ลค่าสุทธิ 10 พันล้านเหรียญ อะไรก็ตามได้เกิดขึ้นต่อความถ่อมตัวเป็นคุณธรรมต่อผู้นำ
ภายในบทความฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิวของเขา จิม คอลลินส์ ได้ยืนยันระดับที่สูงขึ้นของผู้นำเสดงคุณลักษณะของความถ่อมตัวเเละการตัดสินใจอย่างหนักแน่น ตรงกับประสบการณฺ์ของผม ผู้นำที่ดีตระหนักถึงข้อจำกัดของพวกเขา และความสำคัญของทีมภายในการสร้างความสำเร็จของพวกเขา พวกเขาแสดงความถ่อมตัวภายในการกระทำและการเกี่ยวพันของพวกเขา แต่ยังคงผูกพันอย่างลุ่มหลงต่อความสำเร็จของธุรกิจของพวกเขา
ผู้นำที่ดีทอดสมออย่างดีภายในความสามารถของพวกเขาเอง แต่พวกตระหนักอย่างแท้จริงอะไรที่พวกเขาไม่รู้ด้วย พวกเขาไม่แสร้งทำเป็นบุคคลฉลาดที่สุดภายในห้องประชุม ที่จริงพวกเขาว่าจ้างบุคคลอย่างมุ่งหมายแม้แต่ฉลาดกว่าพวกเขา และอาศัยความสามารถของพวกเขาทำงานที่ยากให้สำเร็จ
จิม คอลลินส์ ภายในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขา “Good to Great” ศึกษาซีอีโอที่บรรลุความสำเร็จที่จะพบความลับของประสิทธิภาพของพวกเขา เขาได้พบว่าผู้นำที่ยิ่งเหล่านี้มีการรวมกันของทั้งความถ่อมตัวและการตัดสินใจอย่าง
หนักแน่น
ถ้อยคำความถ่อมตัวมักจะเข้าใจผิด พจนานุกรมให้ความหมายมันเป็นความคิดที่ถ่อมตัวของความสำคัญของตัวเอง คุณลักษณะของการไม่คิดเราดีกว่าบุคคลอื่น และจำดัดตัวเองจากความหยิ่งมากเกินไป ตวามถ่อมคัวได้มาจากความรู้สึกภายในของคุณค่าตัวเอง ผู้นำที่ถ่อมตัวอยู่บนพื้นฐานความเชื่อของพวกเขา ค่านิยมของพวกเขา และหลักการที่พวกเขานำ ในที่สุดพวกเขารู้ที่
จะนำคือ รับใช้ลูกค้า บุคคล นักลงทุน ชุมชนของพวกเขา และในที่สุดสังคมผ่านทางงานของพวกเขา
เราสามารถตรวจสอบอัตตาของเราที่ประตูหรือไม่ ความถ่อมตัวเป็น
องค์ประกอบรากฐานอย่างหนึ่งของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ความเชื่อของบุคคลของเราหมายเลขหนึ่งควรจะเหมือนกับหมายเลข 1000 เราให้สิ่งดีที่สุดของเราและปฏิบัติบุคคลแต่ละคนด้วยความเคารพที่พวกเขาสมควรได้รับ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







