ปัญหาการเมืองของไทย
ปัญหาการเมืองของไทย
รศ.ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช
การแก้ปัญหาในเรื่องใดจะต้องรู้ถึงปัญหาในเรื่องนั้นเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ถูกต้อง หากการแก้ปัญหาโดยไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครองและการปกครองเป็นไปตามหลักทศพิธราชธรรมมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นผู้นำมาซึ่งความเจริญและความมั่นคงของประเทศ เป็นศูนย์กลางของอำนาจและความยุติธรรม จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร ประกอบไปด้วยข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนที่สำเร็จการศึกษามาจากต้องประเทศ เมื่อทำการปฏิวัติได้สำเร็จได้ให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งๆที่มิได้ร่วมเป็นผู้ก่อการ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อต้องการให้มาเป็นผู้ประสานระหว่างคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองกับพระมหากษัตริย์ แต่การบริหารราชการก็มิได้ราบรื่นจนกระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ.2476 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลเห็นว่าเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ มีลักษณะเป็นไปในแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์ซึ่งตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและความมั่นคงของประเทศ เป็นผลทำให้สมาชิกรัฐสภาเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงถึงขั้นที่รัฐบาลประกาศปิดสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราและประกาศใช้พระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2476
ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ทำการรัฐประหารรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และสมาชิกรัฐสภาได้สนับสนุนให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการยาวนานเป็นเวลา 5 ปีเศษ และได้ปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกทั้ง ๆ ที่รัฐสภาสนับสนุน
เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาปฏิเสธการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรัฐสภาได้มีมติให้หลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปและได้ลาออกจาการเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากแพ้มติการตราพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดระเบียบนครเพชรบูรณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2487 รวมเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปีเศษ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะพบว่าคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายทหารเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน 10 ปีเศษ ส่วนคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองฝ่ายพลเรื่อนอย่างนายปรีดี พนมยงค์ และพวกยังไม่มีโอกาสเข้ามามีอำนาจ… และจะด้วยเหตุนี้หรือเหตุใดก็ตาม นายปรีดี พนมยงค์ และนายควง อภัยวงศ์ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และถูกจับติดคุกในข้อหาอาชญากรสงคราม ซึ่งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือฉบับที่ 3 ห้ามข้าราชการประจำเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการแย่งอำนาจและกีดกันทางการเมือง
หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 แล้วมีการเลือกตั้งนายปรีดี พนมยงค์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2489 และสภาให้ความเห็นชอบให้หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับนายปรีดี พนมยงค์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะทหารซึ่งมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม ร่วมกับพลโทผิน ชุณหะวัณ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของหลวงธำรงนาวสวัสดิ์ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ห้ามข้าราชการประจำมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คณะรัฐประหารไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และขอร้องให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและการทุจริตได้ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 จอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะบังคับให้นายควงลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และสภาให้ความเห็นชอบให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่การบริหารราชการก็มิได้ราบรื่นเพราะเกิดกบฏนายพล ซึ่งเป็นคนในรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์ และคนในรัฐบาลหลวงธรรมรงนาวาสวัสดิ์ แต่ได้ถูกจับได้เสียก่อน และเกิดกบฏวังหลวงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ในที่สุดรัฐบาลปราบปรามได้สำเร็จนายปรีดี พนมยงค์ หนีออกไปต่างประเทศ… เป็นอันสิ้นสุดการแย่งอำนาจกันเองระหว่างคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกันเองโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ
ถึงแม้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะหมดสิ้นผู้ที่จะมาแย่งชิงอำนาจทางการเมืองแต่ยังมีผู้ที่หลงใหลในแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์ ที่คอยก่อกวนปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในในสังคมไทยและดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเองยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ใส่อำนาจให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างมากแต่ก็ไม่สามารถจะใช้แก้ปัญหาได้ และได้นำเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 มาแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 อีกทั้ง ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติพรรคการเมืองเป็นฉบับแรก และเมื่อมีการเลือกตั้งปี พ.ศ.2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้นำรัฐมนตรีอีก 9 คนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนเขตกรุงเทพฯและได้รับการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล แต่ถูกกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต และประเด็นนี้ได้ถูกปลุกระดมจากผู้นิยมในระบอบคอมมิวนิสต์ปลุกปั่นนักศึกษา ประชาชนเพื่อขับไล่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้ทหารเป็นเครื่องมือโดยเรียกร้องให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ขับไล่จอมพล ป.พิบูลสงคราม
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นว่าตลอดระยะเวลา 25 ปี ของระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นการแย่งชิงอำนาจกันโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือหรือด้วยวิธีการใดก็ตามไม่สามารถอยู่ได้ยาวนานและไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้สำเร็จถึงแม้จะมีความหวังดีปรารถนาดีต่อประเทศชาติก็ตามในที่สุดก็ต้องถูกขับไล่ออกไปด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้แล้วมิได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 เพียงแต่แก้ไขบางประการแล้วให้จอมพลถนอม กิตติขจร (ยศขณะนั้นเป็นพลโท) เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ไม่สามารถจะบริหารราชการได้เนื่องจากภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ จึงได้ร่วมกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเองและยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 7 อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อยู่ที่นายกรัฐมนตรี เพื่อต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ โดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เข้าเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การบริหารราชการมิได้เป็นไปด้วยความราบรื่นเนื่องมาจากภัยคุกคามากคอมมิวนิสต์ทั้งในและนอกประเทศ ได้เกิดการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างทหารของรัฐบาลกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2508 ที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม อีกทั้งปลุกระดมองค์การนักศึกษา สหภาพแรงงาน และประชาชน ให้เรียกร้องประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 และจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ร่างรัฐธรรมนูญให้จอมพลถนอม กิตติขจร สืบทอดอำนาจต่อไปได้อีกโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งแต่แล้วหลังจากการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลแต่ก็ไม่สามารถบริหารราชการได้เนื่องจากการปลุกระดมของฝ่ายคอมมิวนิสต์จนต้องทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเองและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 9 เป็นผลทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และจอมพลถนอมต้องลาออกและเดินทางออกนอกประเทศ
จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของความวุ่นวายทางการเมืองเกิดจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้สร้างปัญหาด้วยเช่นเดียวกันโดยร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้จอมพลถนอม กิตติขจร สามารถสืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไปได้โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะตามมา และในที่สุดปัญหาต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม
สำหรับผู้เขียนเองมีความเห็นว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 มิใช่ชัยชนะของนิสิตนักศึกษาและมิใช่ความพ่ายแพ้ของทหาร แต่เป็นชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่สามารถปลุกปั่นให้คนไทยด้วยกันฆ่ากันได้ และทหารมิใช่เผด็จการมิใช่ทรราชอย่างที่ประณามกันการที่ทหารเข้ามาทำการยึดอำนาจหรือรัฐประหารเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของไทยมิให้ถูกระบอบคอมมิวนิสต์เข้าครอบงำ แต่ทหารควรจะรู้ว่าอำนาจเป็นของประชาชนเมื่อทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาได้แล้วควรที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน มิควรคิดจะอยู่เพื่อแก้ปัญหาของชาติให้จบสิ้นเพราะเป็นไปไม่ได้ ปัญหาของชาติจะต้องแก้ไขกันตลอดไปไม่มีวันจบสิ้น
หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกและเดินทางออกนอกประเทศสภาได้มีมติให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ฉบับปี พ.ศ.2517 และจัดให้มีการเลือกตั้ง หม่อมราชวงเสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการปลุกระดมของกลุ่มนิยมระบอบคอมมิวนิสต์จนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 พลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ ทำการรัฐประหารรัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เพื่อแก้ไขปัญหา นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็บริหารประเทศ
ไปได้เพียงหนึ่งปีสร้างความตึงเครียดให้กับประชาชน พลเรือเอก สงัดชลออยู่ จึงได้ทำการยึดอำนาจ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 12 และให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ.2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะมันท์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากเสียงสนับสนุนของวุฒิสภาซึ่งมีจำนวนสามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่สามารถจะบริหารราชการแผ่นดินได้ต้องประกาศลาออกกลางสภา จึงเห็นได้ว่าการมีอำนาจทางทหารกับการเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองนั้นมีรูปแบบที่ต่างกันดังนั้นทหารที่มิได้มีอำนาจทางการเมืองสนับสนุนจะไม่สามารถที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้ยาวนาน
หลังจากพลเอกเกรียกศักดิ์ ชมะนันท์ ลาออกที่ประชุมรัฐสภาสนับสนุนให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีและบริหารราชการได้ยาวนานถึง 8 ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีอำนาจทางการเมืองคือพรรคการเมืองต่างๆสนับสนุน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มิได้เข้ามามีอำนาจทางการเมืองด้วยตนเองแต่มีพรรคการเมืองหลายพรรคสนับสนุนจึงบริหารได้ยาวนาน ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ได้ลดบทบาทลง หลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภาเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2531 และมีการเลือกตั้งใหม่พรรคชาติไทยจัดตั้งรัฐบาลมี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีมีการทุจริตของนักการเมืองอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ทหารทำการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 และให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 และจัดให้มีการเลือกตั้ง วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2535 หลังการเลือกตั้งพลเอกสุจินดา คราประยูร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและถูกคัดค้านจนเกิดเหตุการณ์รุ่นแรงในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 จากสาเหตุที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจทางการเมืองผ่านกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ
จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นกลไกสำคัญที่สร้างปัญหาได้แก่ชาติบ้านเมืองโดยร่างรัฐธรรมนูญให้เอื้ออำนวยในการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของทหาร โดยไม่เป็นไปตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงสุดท้ายจึงเกิดปัญหาแก่ประเทศชาติที่ยากจะแก้ไข
หลังจากเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 เกิดการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง แต่ก็ทำได้เพียงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นักร่างรัฐธรรมนูญคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญฉับที่ 16 หรือฉบับปี พ.ศ.2540 จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ใช้ได้เพียง 9 ปี ก็ถูกรัฐประหารและถูกยกเลิกและได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 และได้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 เมื่อร่างเสร็จได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 หรือฉบับปี พ.ศ.2550 ช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดปัญหาแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และบางกลุ่มพยายามสืบทอดอำนาจทางการเมืองในกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย จนกลายเป็นระบบเผด็จการรัฐสภา เกิดปัญหาความแตกแยกในบ้านเมืองอย่างรุนแรง ทำให้หารต้องทำการรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาโดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 คือฉบับปี พ.ศ.2557 โดยมีมาตรา 44 เป็นเครื่องมือ เพราะเป็นการรวมอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มาไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรานี้
เมื่อได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่าทุกยุคทุกสมัยผู้มีอำนาจทางการเมืองมักจะพยายามสืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยผ่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญโดยขาดหลักความสุจริต ประกอบกับผู้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญไม่ว่ารัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีขาดหลักความสุจริตอีก…ดังนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้เพราะประเทศไทยขาดการปลูกฝั่งความสุจริตและประโยชน์สาธารณะให้กับคนในชาติ… ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น… ส่วนทหารก็เพียงเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้สำเร็จได้ใน 5 ปี 10ปี… ปัญหาของชาติต้องแก้กันตลอดไป… เป็นเหมือนกันหมดทั้งโลก…
อย่าลืมว่าระบอบประชาธิปไตย… อำนาจเป็นของประชาชน… ใช้อำนาจนั้นโดยประชาชน… เพื่อประชาชนเอง…!








