INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (9)

41ri6lkFXiL

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (9)

จรัญ มะลูลีม

กิติมา อมรทัต กับการศึกษาวรรณกรรมอินเดียผ่านนวนิยายร้อยหิวของภวานี ภัฏฏาจารย์ และเรื่องสั้นธุลีดิน (ต่อ)

ในบรรดานวนิยาย 3 เรื่องราวของภวานี ภัฏฏาจารย์ ซึ่งเกี่ยวพันถึงเรื่องราวสมัยก่อนที่อินเดียจะได้เอกราช  เรื่องร้อยหิว จัดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อเอกราช  ซึ่งเต็มไปด้วยความเครียดและขัดแย้งมากที่สุด  เขาได้วิจารณ์รัฐบาลอังกฤษอย่างรุนแรง    แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการบริหารของอังกฤษ  และท่าทีของฝ่ายปกครองที่มีต่อประชาชนอินเดียและต่อปัญหาในประเทศ

เขากล่าวถึงกฎบัตรแอตแลนติคไว้อย่างตำหนิถากถาง  ชี้ให้เห็นความหน้าไหว้หลังหลอกของฝ่ายรัฐบาล  ซึ่งอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย    ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยมอบอิสรภาพให้แก่อินเดียตามวิถีทางประชาธิปไตยเลย   มาตรการรุนแรงที่รัฐบาลใช้จัดการกับประชาชนผู้รักชาติ   รักประชาธิปไตยก็ได้รับการกล่าวถึงไว้ในเรื่องนี้ด้วย  ดังที่ตัวละครตัวหนึ่งในร้อยหิวได้กล่าวออกมาอย่างขมขื่นว่า

11077 2136

“… การที่ประชาชนรู้หนังสือนั้น เป็นอันตรายต่อพวกผู้ปกครอง  พวกเขารู้ว่ามันจะทำให้ผู้ที่ถูกเหยียบย่ำได้สำนึกถึงสิทธิที่มีมาแต่กำเนิดของตน   นั่นคือสิทธิที่จะได้มีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์…”  มหาตมะ คานธี ผู้นำที่ประชาชนไว้วางใจและเคารพรักก็ถูกจับกุมคุมขัง   เพราะเหตุที่ได้คัดค้านไม่ยอมให้อินเดียถูกลากเข้าสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่ประชาชนไม่เห็นด้วย  ภวานี ภัฏฏาจารย์ ได้วิจารณ์การจับกุมมหาตมะ คานธี ไว้อย่างขื่นขมใจตอนหนึ่งว่า

“…บุคคลหนึ่งที่มีใจสูงส่งต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับเหล่าโจรผู้ร้าย   ก็เพราะเขาอาจหาญพูดถึงศรัทธาอันแท้จริงที่เขามีต่อประชาธิปไตยออกมา   และผู้คุมนักโทษเหล่านั้นก็คือผู้ที่คอยทำให้เลือดแห่งชีวิตของเพื่อนร่วมชาติของเขา  ต้องหลั่งไหลออกมาเพื่อปกป้องประชาธิปไตยไว้มิให้ถูกจองจำ…”

ประเทศทั้งประเทศกลายเป็นคุกอันกว้างใหญ่  อุตสาหกรรมของอินเดียถูกขัดขวางไม่ให้เจริญเติบโต  เพราะความเจริญของมันจะเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของอังกฤษ  เมื่อประชาชนที่โกรธแค้นก่อเหตุการณ์รุนแรงเล็กๆ น้อยๆ ก็มีการเรียกเก็บภาษีร่วม   ในหมู่บ้านที่แสนจะยากแค้นอยู่แล้วขึ้นมาอีก  ข้าราชการใหญ่โตของรัฐบาลต่างก็ออกไปตามชนบท  เพื่อโฆษณาความดีของสงครามต่อต้านญี่ปุ่น   แต่กลับไม่เอาใจใส่ความอดอยากยากแค้นของประชาชนภายในประเทศ

ถึงแม้ว่านวนิยายเรื่องร้อยหิว จะเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าเศร้า  แต่มันก็หาได้เป็นหนังสือที่น่าเบื่อไม่  ด้านหนึ่งมันคือภาพพจน์อันกว้างขวางของบรรดาหญิงชายจำนวนมากที่อดอยากยากแค้นและหิวโหย  มีแร้งและหมาในคอยจิกทิ้งเนื้อหนัง    รวมทั้งนายทุนที่ละโมบโลภมากไม่ผิดกับฝูงแร้งและหมาในด้วย

อีกด้านหนึ่ง เราจะได้แลลึกลงไปในหัวใจและวิญญาณของมนุษย์   จะได้แลเห็นความรัก ความบริสุทธิ์ พลัง และความหวังของพวกเขา   ซึ่งชี้ให้เห็นชัยชนะของดวงวิญญาณอันอาจหาญของมนุษย์   แหวกทางให้แก่ความหวังและความมั่นใจ   อันเป็นงานศิลปะที่มีพลังและน่าประทับใจ

ถ้าจะพูดถึงความเข้มข้นของความรู้สึกและความจริงใจของผู้แต่งแล้ว  นับว่าร้อยหิว เป็นงานระดับยอดเยี่ยมของภวานี ภัฏฏาจารย์ แต่ถ้าจะพูดกันถึงด้านความลึก การจัดเนื้อเรื่อง  และรูปแบบของการเขียนแล้ว  มีผู้วิจารณ์ยกให้กับนวนิยายเรื่องเงาจากลาดัก เป็นเพชรน้ำหนึ่ง

51TNWJfYHL

หรือถ้าจะเทียบกับเรื่องคนขี่เสือ ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว พร้อมกับเรื่องพระแม่จ้าวทองคำ (หรือ A Goddess Named Gold โดยทวีป วรดิลก)  เราจะเห็นได้ว่านวนิยายเรื่องร้อยหิวและคนขี่เสือ   ต่างก็เริ่มต้นแก่นเรื่องจากจุดเดียวกัน   หากแต่แตกแขนงออกไปคนละทาง

ร้อยหิว พูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในสมัยนั้น   พูดถึงโชคชะตาและเคราะห์กรรมของคนทั้งชาติ   หรือของประชาชนส่วนใหญ่ อันก่อให้เกิดความสลดใจในโศกนาฏกรรมของคนทั้งปวง  ส่วนในเรื่อง คนขี่เสือนั้น  ในขณะที่กล่าวถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในวงกว้างแต่ก็หันมากล่าวถึงชีวิตในส่วนบุคคลเสียมากกว่า  เนื้อหาของคนขี่เสือจึงอยู่ในวงที่แคบกว่าร้อยหิว นักวิจารณ์งานของภวานี ภัฏฏาจารย์  ผู้หนึ่งได้จัดอันดับนวนิยายเรื่องคนขี่เสือ ว่าอยู่ในระดับที่ 3 รองจากร้อยหิวและเงาจากลาดัก

ภวานี ภัฏฏาจารย์ เป็นนักเขียนที่ไม่ยอมรับทฤษฎี “ศิลปะเพื่อศิลปะ” แต่เชื่อมั่นในทฤษฎีตรงกันข้ามว่า “งานของนักเขียนผู้สร้างสรรค์ก็คือ การเปิดเผยให้เห็นความจริง”  ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะใช้สื่อแห่งศิลปะของเขาตามแนวความคิดและปรัชญาที่เขาเชื่อมั่น   เมื่อนักเขียนจะเขียนอะไรเพื่อก่อให้เกิดคุณค่าแห่งความดีงามขึ้น   เขาจะต้องไม่กลัวว่าคุณค่าเหล่านั้นจะไปทำให้ความพยายามที่จะสร้างสรรค์ของเขาต้องแปดเปื้อน   ในเมื่อเขายึดถือความเป็นจริง  และแสดงชีวิตแห่งความเป็นจริงนั้นออกมาอย่างซื่อสัตย์

นวนิยายทุกเรื่องของภวานีมักจะผูกพันอยู่กับปัญหาอันหนักหน่วงที่เผชิญหน้ากับประเทศชาติและกับมนุษยชาติทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการแบ่งชั้นวรรณะ  การถือขนบประเพณีที่ไร้เหตุผล ความอยุติธรรมของสังคมที่กดขี่ขูดรีด   ความลำบากยากแค้นของชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงาน  ความเอารัดเอาเปรียบของนายทุน  ความกดขี่ของรัฐบาลทรราชย์และพลังของมวลมหาประชาชน

กิติมา อมรทัต ได้กล่าวถึงภวานี ภิฏฏาจารย์  ผ่านการศึกษาวรรณกรรมอินเดียเรื่องร้อยหิวเอาไว้ในที่สุดว่าภวานีได้นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ และปัญหาของสมัยที่เพิ่งจะล่วงไปไม่นานมาเขียนขึ้น   และน่าจะกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า เขาเองไม่มีความสัมพันธ์หรือความคิดที่จะเอนเอียงเข้ากับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดเลย

ในข้อนี้เขาแตกต่างเป็นอย่างมากกับนักเขียนคนสำคัญอีกคนหนึ่งของอินเดียคือมุลค์ ราชอนันต์  ซึ่งมักจะเอนเอียงเข้ากับฝ่ายซ้ายเสมอ    สิ่งที่ปรากฏจากนวนิยายของภวานี ภัฏฏาจารย์ ก็คือการสังเกตดูมนุษย์และเหตุการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดด้วยหัวใจที่เป็นธรรม    และทำหน้าที่บรรยายออกมาอย่างสมจริงด้วยความกล้าหาญ

ภวานี ภัฏฏาจารย์ เป็นนักเขียนแนวสมจริง (Realism) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นนักเขียนที่มองการณ์ไกลด้วย   เขาบรรยายถึงชีวิตในประเทศของเขาด้วยสายตาอันพินิจพิเคราะห์ – ความยากจน ความคดโกง ความโง่เขลา การถือไสยศาสตร์ การเอารัดเอาเปรียบ และความทนทุกข์ทรมานโดยไม่มีปากเสียง  …เหล่านี้คือสิ่งชั่วร้ายที่เขาได้เห็นและได้เขียนออกมาอีกด้านหนึ่ง   เขาก็แลเห็นแสงแห่งความหวังอยู่ด้วย

อินเดียกำลังอยู่ในระหว่างสร้างตัว   จึงต้องมีวัสดุพื้นฐานสำหรับการบูรณะและพัฒนา  จะต้องมีเศรษฐกิจที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีการแบ่งสันปันส่วนแก่ประชาชนอย่างยุติธรรม  จะต้องมีระเบียบสังคมที่จะให้ความเสมอภาคแก่ประชาชน  จะต้องมีศาสนาที่แท้จริงไม่เจือปนด้วยไสยศาสตร์  และพิธีกรรมอันไร้ความหมาย จะต้องมีแนวโน้มของจิตใจที่จะก่อให้เกิดความสมานฉันท์ทั้งในและนอกประเทศ   ด้วยขันติธรรมและความปรองดอง

นี่คือ อุดมคติที่ภวานี ภัฏฏาจารย์ มองไปถึงและได้แสดงออกไว้ในนวนิยายของเขาทุกเรื่อง

5gn569

กิติมา อมรทัต กับแง่คิดว่าด้วยวรรณกรรมในอินเดีย  ผ่านรวมเรื่องสั้นอินเดียธุลีดิน

ธุลีดิน เป็นงานแปลสมัยแรกๆ ของกิติมา อมรทัต จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์พีพี ชุดวรรณกรรมอันดับที่ 21 ตีพิมพ์ในปี 2522 ราคา 20 บาท นับเป็นหนึ่งในผลงานที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยสนใจวรรณกรรมของอินเดียมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เมื่อมองกลับไปถึงวรรณกรรมในอินเดีย กิติมา อมรทัต กล่าวว่า

วรรณกรรมของพวกอินเดียก่อนสมัยอังกฤษเข้าครอบครองประเทศนั้นมาจากแหล่งใหญ่สองแหล่งคือขนบธรรมเนียมทางด้านศาสนาและวรรณกรรมของชาวดราวิเดียนและอินโด-อารยันดังที่มีอยู่ในหนังสือภาษาสันสกฤตและในคำสอนของพระพุทธเจ้า   กับอีกอย่างหนึ่งคือนิยายพื้นบ้านแบบเก่าที่มีอยู่ทั่วไป  ไม่ว่านักเขียนจะเป็นคนอารยัน ฮินดู พุทธ ดราวิเดียน หรือมุสลิมก็ตาม

วรรณกรรมของพวกเขาจะสะท้อนให้เห็นแรงดันของศาสนาอยู่เสมอ    วรรณกรรมเพื่อศาสนาของอินเดียจะบรรยายถึงพิธีการต่างๆ ในชีวิตประจำวันหรือในโอกาสพิเศษเช่นในการแต่งงาน การเกิด การตาย การจาริกแสวงบุญ การให้สัตย์ปฏิญาณ ฯลฯ เป็นต้น

ลักษณะสำคัญของวรรณกรรมแบบเก่าของอินเดียก็คือมักจะเป็นเรื่องสั่งสอนธรรม   ซึ่งเน้นหนักในเรื่องค่านิยมทางศีลธรรมเช่นการถือสันโดษ  ความเสียสละ พรหมจรรย์ การสละอุทิศตนและการยอมรับความทุกข์ทรมานโดยไม่ปริปากบ่น เป็นต้น

ตัวอย่างวรรณกรรมที่ขึ้นชื่อในสมัยก่อนก็คือ รามายณะ (รามเกียรติ์) ภควัทคีตา มหาภารตะยุทธ และงานของศังกรเทพ จันทิทาส ตุลสีทาส กะบีร ดาดู วสเวทวร เป็นต้น   แนววรรณกรรมแบบนี้ยังมีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้เช่นเรื่องของราชาโกปาลจารย์ เป็นต้น

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของอินเดีย อินเดียต้องเผชิญกับยุคมืดมาหลายครั้ง   แต่สมัยครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 นั้น เป็นยุคที่มืดเป็นพิเศษทั้งทางด้านการเมืองและศิลปวัฒนธรรม   หลังจากกษัตริย์โอรังเสป ผู้เป็นกษัตริย์ในปลายราชวงศ์โมกุล (ปี 1707) แล้วอินเดียก็ประสบความยุ่งยากในด้านการปกครอง    ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ความไม่งอกเงยทางปัญญาและความเสื่อมโทรมทางศิลปวัฒนธรรมทั่วๆ ไปจึงทำให้วรรณกรรมของอินเดียต้องหยุดชะงักลงไป   วรรณกรรมอินเดียไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลกมาจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวอังกฤษเข้ามาอยู่ในอินเดียได้นำเอาความนึกคิดแบบอังกฤษเข้ามาด้วย  แม้ว่าวรรณกรรมอินเดียระยะนี้จะยังคงดำรงลักษณะเดิมอยู่แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากภายนอกอยู่เป็นระยะๆ

ลักษณะวรรณกรรมของอินเดียได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองอินเดียในปลายศตวรรษที่ 18 ลอร์ดแมคคูเลย์ผู้วางรากฐานการศึกษาใหม่ที่รัฐบาลอังกฤษส่งเข้ามาได้พยายามที่จะให้วรรณกรรมอังกฤษเข้ามาครอบคลุมอินเดียด้วย

เขาถือว่าจุดประสงค์ของนโยบายอังกฤษก็คือจะทำให้ศิลปวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ของยุโรปมาแพร่สะพัดอยู่ในหมู่คนเอเชีย    แต่คนอินเดียเองก็ต้องการการศึกษาแบบตะวันตกอยู่ด้วยเหมือนกัน  ดังจะเห็นได้จากความจริงที่ว่าเมื่อปี 1823 ราชาโมหัน รอย ซึ่งเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในวงการวรรณกรรมของอินเดีย   ได้ขอร้องต่อรัฐบาลอังกฤษให้ชาวอินเดียได้มีการศึกษาแบบตะวันตกบ้าง

หลังจากนั้นภาษาอังกฤษจึงได้เข้ามามีบทบาทอยู่ในกลุ่มชาวอินเดียรุ่นหนุ่มที่ได้รับการศึกษาสูงๆ   ถึงแม้ว่าคนอินเดียจะไม่ชอบคนอังกฤษเลยแต่ก็รับเอาภาษาอังกฤษไว้อย่างกระตือรือร้นจนกระทั่งภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาประจำที่คนที่มีการศึกษาใช้กัน  ทำให้ปัญญาชนของอินเดียหลุดพ้นออกมาจากมนตร์สะกดที่เคยมีอยู่ในอดีตออกมาสู่โลกสมัยใหม่

วรรณกรรมของอังกฤษและชาติอื่นๆ ก็ได้หลั่งไหลไปสู่อินเดียรวมทั้งวรรณกรรมแนวปฏิวัติของยุโรปและอเมริกาด้วย  ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อขบวนการกู้ชาติของอินเดีย

วรรณกรรมอังกฤษเรื่องแรกสุดที่อินเดียรับเอามานั้นเห็นจะเป็นเรื่องของเซอร์วอลเตอร์ สก๊อต ผู้มีอิทธิพลต่อนักเขียนอินเดียทั้งที่เขียนเรื่องยาวและเรื่องสั้น     เรื่องสั้นในระยะนั้นก็ไม่มีอะไรผิดไปจากเรื่องยาวนอกจากความสั้นยาวของมันเท่านั้น

อิทธิพลวรรณกรรมตะวันตกมีอยู่อย่างลึกซึ้งที่แคว้นเบงกอล เป็นแห่งแรก เพราะว่าอังกฤษได้มาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองกัลกัตตา ก่อนในไม่ช้ากัลกัตตาก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของบริษัทอินเดียตะวันออก และเป็นศูนย์กลางของอิทธิพลอังกฤษในด้านการศึกษา และศิลปวัฒนธรรม   ผลก็คือลักษณะวรรณกรรมแบบอังกฤษได้มาแพร่สะพัดอยู่เหนือวรรณกรรมของเบงกอลซึ่งมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมในแคว้นอื่นๆ อีกต่อไป         เพราะฉะนั้นอิทธิพลของวรรณกรรมตะวันตกจึงได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศอินเดีย  ทั้งทรงตรงและทางอ้อมคือผ่านทางเบงกอล  ภายในระยะเวลาประมาณ 100 ปี เบงกอลก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตะวันตกอย่างลึกซึ้งทั้งในด้านศิลปและวรรณกรรม   และต่อมาอีก 50 ปี อินเดียทั้งประเทศก็ได้รับอิทธิพลนั้นโดยทั่วถึงกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *