INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

Only the Paranoid Survive : ผู้กระวนกระวายเท่านั้นที่อยู่รอด

2704683 2704682

Only the Paranoid Survive : ผู้กระวนกระวายเท่านั้นที่อยู่รอด

อินเทล คอรปอเรชั่น ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1968 โดยโรเบิรต นอยซ์ และกอร์ดอน มัวร์ วิศวกรอเมริกัน Intel ย่อมาจากคำว่า Integrated Electronics Corporation ไม่เหมือนกับธุรกิจเริ่มต้นที่เป็นต้นแบบของซิลิคอน แวลลี่ย์ ด้วยต้นกำเนิดเป็นนิทานภายในโรงรถของผู้ก่อตั้งวัยหนุ่มสาว อินเทลได้เปิดประตูด้วยเงิน 2.5 ล้านเหรียญ การจัดหาเงินทุนโดยอาเธอร์ รอค นักการเงินอเมริกัน ผู้สร้างถ้อยคำว่า Venture Capitalist ผู้ก่อตั้งอินเทลคือ โรเบิรต นอยซ์ และกอร์ดอน มัวร์ โรเบิรต นอยซ์ เป็นนักเทคโนโลยีวัยกลางคนที่มีประสบการณ์และชื่อเสียงดี ผู้คิดค้นร่วมวงจรรวมซิลิคอนเมื่อ ค.ศ 1959 เมื่อเขาเป็นผู้จัดการทั่วไปของแฟร์ชายด์ เซมิคอนดัคเตอร์ หน่วยธุรกิจหนึ่งของแฟร์ชาย แคมมีรา แอนด์ อินสตรูเม้นท์ กอร์ดอน มัวร์ เป็นหัวหน้าการวิจัยและพัฒนา ณ แฟร์ชาย เซมิคอนดัคเตอร์
ทันทีภายจากก่อตั้งอินเอลขี้นมา พวกเขาได้สรรหาบุคคลอื่นจากแฟร์ชาย รวมทั้งแอนดี้ โกรฟ เข้ามาร่วมงานกับอินเทล แฟร์ชายด์ เซมิคอนดัคเตอร์ ต้นกำเนิดก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1957 บริษัทที่บุกเบิกการผลิตทรานซิสเตอร์และวงจรรวม และเป็นสถานที่กำเนิดอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ด้วย บริษัทที่มีชื่อเสียงหลายบริษัทภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ รวมทั้งอินเทลและแอดแวนซ์ไมโคร ดีไวซ์ สามารถย้อนรอยต้นตอไปยังแฟร์ชายได้ บริษัทที่สืบเชื้อสายมาจากแฟร์ชายมักจะถูกอ้างว่า
เป็น Fairchildren
เรื่องราวการก่อตั้งแฟร์ชายด์ เซมิคอนดัคเตอร์ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แปดคนที่ถูกเรียกว่า “Traitorus 8” ผู้ทรยศ 8 คน รวมทั้งโรเบิรต นอยซ์ และกอร์ดอน มัวร์ ด้วย ทำงานอยู่่ที่ชอคลี่ย์ แลบอราทอรี่ย์ ได้ลาออกยกทีม เนื่องจากความผิดหวังและข้อจำกัด พวกเขาได้ก่อตั้งแฟร์ชาย เซมิคอนดัคเตอร์ขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือจากเชอร์แมน แฟร์ชายด์ ผู้ก่อตั้งแฟร์ชายด์ แคมมีรา แอนด์ อินสตรูเม้นท์ ลงทุน 1.5 ล้านเหรียญ ชดเชยด้วยทางเลือกที่จะซื้อบริษัทภายในแปดปี วิลเลียม ซอคลี่ย์ ผู้คิดค้นร่วมทรานซิสเตอร์ ได้ก่อตั้งชอคลี่ย์ เซมิคอนดัคเตอร์ แลบอราทอรี่ย์ ขึ้นมา ณ หุบเขาซานตา คลารา แคลิฟอร์เนียร์ เมื่อ ค.ศ 1955 เขาได้รับโนเบล ไพรซ์ สาขาฟิสิคส์ เมื่อ ค.ศ 1956
ซิลิคอน แวลลี่ย์ คือภูมิภาคทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโกของแคลิฟอร์เนียเหนือ การอ้างถึงหุบเขาซานต้า คลารา เป็นศูนย์กลางทั่วโลกชองไฮเทคโนโลยี นักลงทุน นวัตกรรม และสื่อทางสังคม ซาน โจเซ่ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของหุบเขา คำว่า ซิลิคอน แวลลี่ย์ เริ่มแรกอ้างอิงถึงผู้สร้างนวัตกรรมและผู้ผลิตซิลิคอน ชิป จำนวนมากภายในภูมิภาค แต่ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้คือบ้านของบริษัทไฮเทคใหญ่ที่สุดของโลกหลายบริษัท รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของ
39 ธุรกิจของวารสารฟอร์จูน 1000 บริษัท และบริษัทเริ่มต้นหลายพันบริษัท
ซิลิคอน แวลลี่ย์ เป็นชื่อคำพ้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พื้นที้ขนาดเล็กแห่งนี้ของแคลิฟอร์เนียได้กลายเป็นศูนย์กลางของโลกเทคโนโลยี การปฏิรูปของพื้นที่ได้เกิดขึ้นทีละน้อยภายในช่วงเวลานานกว่า 100 ปี เพื่อนบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญ ซาน โจเซ่ เป็นศูนย์กลางของซิลิคอน แวลลี่ย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อเล่นนี้ได้กลายเป็นชื่อทีโด่งดังมากไปทั่วโลก แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้จะทำการเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ เมื่อการเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ่นทำให้เกิดการเรียกชื่อเล่นว่า ซิลิคอน แวลลี่ยฺ์
ชื่อของซิลิคอน แวลลี่ย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1970 โดยดอน โฮฟเลอร์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ เขาได้ยินถ้อยคำว่า ซิลิคอน แวลลี่ย ระหว่างกินข้าวกลางวันกับนักการตลาดคนหนึ่งที่ได้เรียกซานตา คลาร่า ว่า Silicon Valley ดอน โอฟเลอร์ได้เขียนบทความใช้ชื่อว่า Silicon Valley USA เขาได้ถูกยกย่องว่าเป็นบุคคลแรกคนหนึ่งที่ได้เขียนเกี่ยวกับซิลิคอน แวลลี่ย์ ซิลิคอน ชิป เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ จน ณ วันนี้ ซิลิคอน ชิป ได้ถูกใช้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ เครื่องเล่นเกม หรือแม้แต่เครื่องคำนวณ
เฟดเดอริค เทอร์แมน นักวิชาการและผู้บริหารวิชาการ มหาวิทยาลัยสแตน
ฟอร์ด ได้ถูกยกย่องอย่างกว้างขวาง (ร่วมกับวิลเสี่ยม ชอคลี่ย์) ว่าเป็นบิดาแห่งซิลิคอน แวลลี่ย์ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้กลับมาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และได้ถูกแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์
เมื่อ ค.ศ 1930 เขาได้เริ่มต้นกระตุ้นให้นักศึกษาอยู่ภายในพื้นที่แทนที่จะออกไปจากแคลลิฟอร์เนีย และพัฒนาเป็นภูมิภาคไฮเทคโนโลยี วิลเลียม ฮิวเลตต์ และเดวิด แพคการ์ด ผู้ก่อตั้งฮิวเลตต์ – แพคการ์ด ได้ถูกมองว่าเป็นนักศึกษา
สแตนฟอร์ดสองคนแรกที่ได้ทำตามคำแนะนำของเฟดเดอริค เทอร์แมน สร้างบริษัทอีเล็คโทรนิคของตัวเองภายในพื้นที่แห่งนี้
สวนวิจัยสแตนฟอร์ด เป็นสวนทางเทคโนโลยี ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายในใจกลางของซิลิคอน แวลลี่ย์ ความคิดริเริ่มกันระหว่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและเมืองพาโลอัลโต สวนวิจัยสแตนฟอร์ดมีบริษัทมากกว่า 150 บริษัทตั้งอยู่ที่นี่ รวมทั้งฮิวเลตต์ – แพคการ์ด ด้วย
เมื่อ ค.ศ 1939 วิลเลียม ฮิวเลตต์ และเดวิด แพคการ์ด ได้ก่อตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อจากการโยนเหรียญ ณ พาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย ผลิตภันฑ์อย่างแรกของบริษัทที่ผลิตภายในโรงรถคือ ออดิโอ้ ออสซิลเลเตอร์ ปัจจุบันโรงรถของเอชพีได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน สถานที่ก่อตั้งของฮิวเลตต์ แพคการ์ด โรงรถแห่งนี้ได้ถูกพิจารณว่าเป็น “บ้านเกิดของซิลิคอน แวลลี่ย์ ภูมิภาคไฮ
เทคโนโลยีแห่งแรกของโลก แนวคิดของการพัฒนาภูมิภาคนี้กำเนิดมาจาก ดร. เฟดเดอริค

2706267 2706264 2706276 2706277 2706293 2706367 2706356 2706350

แอนดี้ โกรฟ ได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่มที่มีชื่อเสียงคือ High Output Management และหนังสือเล่มไม่นานมานี้คือ Only the Paranoid Survive หนังสือทั้งสองเล่มแตกต่างจากกระแสของการเขียนหนังสือการบริหารปัจจุบันนี้ High Output Management มุ่งที่ผู้บริหารระดับกลางที่แอนดี้ โกรฟ มองว่าเป็นกระดูกสันหลังขององค์การ แต่มักจะถูกละเลยโดยนักวิชาการ ภายในยุคที่หนังสือการบริหารหลายเล่มมองโลกในแง่ดี การให้สูตรแห่งความสำเร็จที่ใครก็ตามสามารถดำเนินตามได้ แต่แอนดี้ โกรฟ ได้ใช้มุมมองด้านมืด การบริหารภายในยุคของความยุ่งเหยิง การเปลี่ยนแปลงจะยากและยิ่งยากขึ้น
แอนดี้ โกรฟ มี่คำขวัญที่ชอบมากที่สุดคือ “Only the Paranoid Survive” และได้กลายเป็นชื่อหนังสือการบริหารขายดีที่สุดของเขา ตามพจนานุกรมของอเมริกัน เฮอริเทจ แล้ว ความหมายของ Paranoid คือ ” การแสดงความไม่ไว้วางใจหรือความสงสัยอย่างไม่มีเหตุผล” แอนดี้ โกรฟ มักจะมีความไม่เชื่อใจความคิดของตัวเอง ความสงสัยว่าตัวเองผิด ณ อินเทล เขาจะออกไปจาก
วิถีทางของเขา พยายามพิสูจน์ตัวเองว่าผิด และได้ทำการทดสอบ มุมมองที่จะท้าทายความคิดในขณะนี้ของเขา ถ้าโมเดลทางความคิดมีปัญหา เขาจะต้องค้นหาปัญหา
แอนดี้ โกรฟได้สนับสนุนสภาพแแวดล้อมที่มุ่งนวัตกรรมภายในอินเทล และได้กลายเป็นพิมพ์เขียวแก่บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมา เขาได้กระตุ้นการไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าบุคคลต้องระมัดระวังต่อการหยุดชะงักภายในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถเป็นอันตรายที่สำคัญ หรือโอกาสต่ออินเทลได้ เพื่อการ
กระทำ เขาจะเรียกร้องบุคคลที่เขามองว่ายังทำไม่เพียงพอ และเมื่อ ค.ศ 1991 เขาได้กำหนดให้บุคคลต้องทำงานเพิ่มขึ้นสองชั่วโมงต่อวันโดยไม่มีรายได้
แอนดี้ โกรฟ ได้ยกเครื่องธุรกิจของอินเทล การเปลี่ยนแปลงจากการผลิตชิปหน่วยความจำไปเป็นชิปไมโครโพรเซสเซอร์ เป็นตัวอย่างเริ่มแรกของการครอบงำของเขากับการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายในธุรกิจและเทคโนโลยี และต้องคล่องตัวเพียงพอที่จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกอร์ดอน มัวร์ และโรเบิรต นอยซ์ ผู้ก่อตั้งอินเทล ได้นำเสนอชิป เทคโนโลยีที่จะช่ายสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ แอนดี้ โกรฟ เป็นผู้ยึดติดกับรายละเอียดที่ทำให้ความคิดกลายเป็นผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง เขาต้องรับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของกำไรและราคาหุ้นของอินเทลระหว่าง ค.ศ 1980 ถึง 1990
แอนดี้ โกรฟ ได้บริหารอินเทลจากคอกทำงาน ไม่ใช่่สำนักงานที่หรูหรา เขาเป็นบุคคลเริ่มแรกและรู้จักกันดีที่สุด เขาต้องการหลีกเลี่ยงห้องทำงานที่มีประตู เพื่อที่จะนั่งรวมกันกับบุคคลของเขา การกำจัดสิ่งกิดขวางระหว่างเขาและบุคคลของเขา เมื่อเขาอยู่ใกล้ ใครก็ตามสามารถแวะมาหาและเอียงหูฟัง แต่บอกเขาถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ต้องกลัวต่อการถูกไล่ออก แอนดี้ โกรฟ ได้กระตุ้นสิ่งที่เขาเรียกว่า การเผชิญหน้าอย่างสร้างสรรค์ เขานั่งอยู่ภายในคอกทำงาน เพื่อที่จะสร้างความประทับใจของวัฒนธรรมที่ไม่มีลำดับชั้นอำนาจหน้าที่ เขาได้เลี้ยงดูวัฒนธรรมความเสมอภาค ณ อินเทล เราทุกคนทำงานภายในบริษัทที่เป็นคอกทำงานของแอนดี้ โกรฟ สภาพแวดล้อมที่เปิดโล่งที่บุคคลทกคน การยอมให้บุคคลสื่อสารกันโดยตรงและแก้ปัญหาด้วยวิถีทางของความร่วมมือร่วมใจ อินเทลไม่มีสิทธิพิเศษแก่ผู้บริหาร ไม่มีหัองอาหาร ห้องน้ำ หรือที่จอดรถยนต์ของผู้บริหาร
เมื่อ ค.ศ 1990 แอนดี้ โกรฟ ซีอีโอของอินเทล ได้สร้างถ้อยคำว่า จุด
หักเหทางกลยุทธ์(Strategic Inflection Point) ขึ้นมาภายในหนังสือล่มหนึ่งของเขาชื่อ Only the Paranoid Survive ” ความสำเร็จทำให้เกิดความหลงพอใจ ความหลงพอใจทำให้เกิดความล้มเหลว ความหวาดระแวงเท่านั้นทำให้อยู่รอด” ผมเชื่อมั่นต่อคุณค่าของความหวาดระแวง แอนดี้ โกรฟ เชื่อมั่นต่อระดับของความกลัวที่ไม่มากจะดีต่อสุขภาพทางธุรกิจ
หนังสือ Only the Paranoid Survive เป็นหนังสือที่ได้กล่าวถึงวิกฤติภายในธุรกิจ และการจัดการกับวิกฤติ แอนดี้ โกรฟ ได้อธิบายปรัชญาของหนังสือเล่มนี้ว่า เราจะหาปรโยชน์จากจุดวิกฤติที่ท้าทายบริษัทได้อย่างไร ธุรกิจทุกอย่างต้องเผชิญกับวิกฤติ ณ เวลาหนึ่ง ที่คุกคามการอยู่ต่อเนื่องของธุรกิจ ถ้อยคำที่แอนดี้ โกรฟ ได้ใช้อธิบายวิกฤติทางธุรกิจนี้คือ จุดผกผันทางกลยุทธ์ และทำให้แพร่หลายด้วยการแสดงเป็นถ้อยคำทางธุรกิจ โดยทางคณิตศาสตร์ จุดผกผันทางกลยุทธ์ ได้อธิบายจุดที่เส้นโค้งโค้งออก(ขึ้นข้างบน)และโค้งเว้า(ลงข้างล่าง)
เพื่อที่จะขีดเส้นใต้ความสำคัญของจุดนี้ต่อผู้นำธุรกิจ ณ จุดผกผันทางกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ว่าดีหรือไม่ดี ตามมุมมองของแอนดี้ โกรฟ ถ้าธุรกิจไม่มีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่จะตอบสนองต่อจุดผกผันทางกลยุทธ์แล้วสามารถนำไปความล้มเหลวได้ จุดผกผันทางกลยุทธ์คือ ช่วงเวลาที่องค์การต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งเหยิงภายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หรือเผชิญกับการเสื่อมลง
แอนดี้ โกรฟ ได้อธิบายจุดผกผันทางธุรกิจว่า ช่วงเวลาภายในชีวิตของธุรกิจ เมื่อรากฐานทางธุรกิจได้เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถหมายถึงโอกาสที่จะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดใหม่ แต่อาจจะหมายถีงเพียงแต่ส่งสัญญานของการเริ่มต้นของการสิ้นสุดแล้ว
แนวคิดของจุดผกผันทางกลยุทธ์ได้กลายเป็นพจนานุกรมทั้งภายในวิชาการและการปฏิบัติ แอนดี้โกรฟ ได้นำทางด้วยจุดผกผันทางกลยุทธ์หลายครั้ง เช่น การเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจชิปหน่วยความจำไปเป็นธุรกิจไมโครโพรเซสเซอร์ เมื่ออินเทล ได้ตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถตามทันการแข่งขันจากญี่ปุ่นได้ การสัมผัสของความหวาดระแวง – ความสงสัยว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อเรา – คือสิ่งที่แอนดี้ โกรฟ ได้แนะนำ วารสารอีโคโนมิคส์ ได้อธิบายการประยุกต์ใช้ของสิ่งที่บุคคลอาจจะเรียกว่าหลักการของความหวาดระแวง แอนดี้ โกรฟ ยืนยันว่า บริษัททุกบริษัทต้องเผชิญกับการบรรจบกันของปัจจัยภายในและภายนอกที่มักจะไม่ได้คาดคะเนไว้ การรวมหัวกันทำให้ธุรกิจอยู่ไม่รอด
จุดผกผันทางกลยุทธ์เกิดขึ้นเพราะว่าธุรกิจชิปหน่วยความจำได้ถูกโจมตีจากคู่แข่งขันญี่ปุ่นรายใหม่ พวกเขาจะตัดราคาที่อินเทลได้นำเสนอ เราสามารถทำอะไรได้ อินเทลฝังรากลึกและกำไรส่วนใหญ่มาจากการผลิตชิปหน่วยความจำ ผู้ก่อตั้งสองคนของบริษัทและวิศวกรส่วนใหญ่จะยึดติดทางความรู้สึกเกินไปกับความสำเร็จในอดีต แต่แอนดี้ โกรฟ ได้ตัดสินใจวางเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับไมโครโพรเซสเซอร์ การก้าวไปที่ได้ช่วยรักษาชีวิตบริษัทของเขาไว้และได้กลายเป็นการปฏิรูปอุตสาหกรรม
การตัดสินใจที่สำคัญอย่างที่สองของแอนดี้ โกรฟ คือ เมื่อ ค,ศ 1990 อินเทลไ้ด้ใช้กลยุทธ์ของการสร้างตราสินค้าแก่ชิปไมโครโพรเซสเซอร์ที่ลูกค้าต้องมองหา เมื่อพวกเขาต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ ณ เวลานั้น บุคคลซื้อคอมพิวเตอร์เพราะว่าซอฟท์แวร์ พื้นทื่ หรือเพื่อนแนะนำ ใครจะไปสนใจเกี่ยวกับใครผลิตชิปเล็กมากภายในกล่องที่เราไม่เคยเห็นเลย แต่ด้วยการแพร่หลายของพีซี และลูกค้าได้พยายามจะเข้าใจอะไรทำให้คอมพิวเตอร์ของผู้ผลิตรายไหนดีกว่ากัน ดังนั้นอินเทลได้มองเห็นโอกาส และยอมรับความเสี่ยงภัยที่สูง ความเป็นผู้นำของอินเทลได้ชักจูงว่านี่คือวิถีทางของการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด อินเทลได้ลงทุนหลายร้อยเหรียญกับความพยายาม
เดนนิส คาร์เตอร์ ได้ถูกยกย่องจากการสร้างและการดำเนินการรณรงค์ “Intel Inside” การสร้างความความตระหนักทางตราลินค้าของไมโครโพรเซสเซอร์ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การติดโลโก้ของอินเทลภายนอก PC’ s ส่วนใหญ่ของโลก และทำให้เพลงโฆษณาโน้ตห้าตัวเป็นทำนองที่จำได้มากที่สุดทางโทรทัศน์ เดนนิส คาร์เตอร์ ได้พัฒนาการรณรงค์การโฆษณาแบบร่วมมือกันที่สร้างสรรค์ อินเทลได้ร่วมต้นทุนกับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ ส่งเสริมไมโครโพรเซสเซอร์เป็น “Computer inside the Computer” เดนนิส คาร์เตอร์ได้ทำงานกับแอนดี้ โกรฟ สร้างตราสินค้าเพนเทียมเป็นสัญลักษณ์ของอินเทล เขาได้ทำให้ไมโครโพรเซสเซอร์ชิปของอินเทลกลายเป็นตราสินค้าที่เชื่อถือได้และคุ้นเคย ไม่เพียงแต่ท่ามกลางวิศวกร แต่ท่ามกลางผู้บริโภคที่ซื้อคอมพิวเตอร์ทั่วโลกด้วย
แอนดี้ โกรฟ ได้เพิ่มแนวคิดที่สำคัญสองอย่างเข้ามากับโมเดลพลังห้าตัวของไมเคิล พอร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คือ จุดผกผันทางกลยุทธ์ และการเพิมพลังตัวที่หกเข้ามา
คือ ผลิตภัณฑ์ร่วม เช่น ไมโครซอฟท์ วินโดว์ คือผลิตภัณฑ์ร่วมกับชิปของอินเทล ไมโครซอฟท์เป็นอะไรกับอินเทล ไม่ใช่ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือคู่แข่งขัน อินเทลและไมโครซอฟท์คือสิ่งที่เราใช้ถ้อยคำว่า ผู้สร้างผลิตภัณฑ์ร่วม
ซอฟท์แวร์วินโดว์ของไมโครซอฟท์จะเป็นส่วนประกอบกับเพนเทียมชิปของอินเทล การสร้างคุณค่ามากขึ้นแก่ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง
แอนดี้ โกรฟได้เสนอแนะโมเดลของพลังหกตัวเพื่อการระบุจุดผกผันทางกลยุทธ์ เขาได้เริ่มต้นกับโมเดลพลังห้าตัวของไมเคิล พอร์เตอร์ ด้วยการเพิ่มพลังตัวที่หกเข้ามาคือ ผลิตภัณฑ์ร่วม ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้กล่าวถึงโมเดลพลังห้าตัวของอุตสาหกรรมภายในบทความเรื่อง How Competitive Forces Shape Strategy วารสารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พลังหกตัวของแอนดี้ โกรฟ ได้แก่ 1 การแข่งขัน การประเมินคู่แข่งขันที่มีอยู่ภายในอุตสาหกรรม 2 คู่แข่งขันรายใหม่ การประเมินการเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่ และอุปสรรคของการเข้ามา 3 ลูกค้า การประเมินอำนาจการต่อรองของลูกค้า 4 ซัพพลายเออร์ การประเมินอำนาจการต่อรองของซัพพลายเออร์ 5 ผลิตภัณฑ์ทดแทน การประเมินผลิตภัณฑ์ทดแทน การใช้ทดแทนกันได้ดีแค่ไหน 6 ผลิตภัณฑ์ร่วม การประเมินผลิตภัณฑ์ร่วม การใช้ร่วมกันได้ดีแค่ไหน
การเพิ่มพลังตัวที่หกของแอนดี้ โกรฟ จะมีรากฐานที่เข้มแข็งทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ตำราเศรฐศาสตร์ยืนยันว่าทั้งผลิตภัณฑ์ร่วมและผลิตภัณฑ์ทดแทนจะมีอิทธิพลต่ออุปสงค์ภายในอุตสาหกรรม สุขภาพของอุตสาหกรรมย่อมจะขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของอุปทานผลิตภัณฑ์ร่วมอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะระบุจุดผกผันทางกลยุทธ์ แอนดี้ โกรฟได้เสนอแนะการตรวจสอบสภาพแวดล้อม เพื่อที่จะค้นหาการเปลี่ยนแปลง “10X” ของการเปลี่ยนแปลงพลังตัวใดของพลังหกตัวเหล่านี้ที่กระทบต่อโชคชะตาของธุรกิจ แอนดี้ โกรฟ ได้เรียกการเปลี่ยนแปลงใหญ่มากของพลังเหล่านี้ว่า 10 x Forces หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสิบเท่า ดังนั้นเราต้องทำการวิเคราะห์พลังหกตัว และค้นพบว่า
บางสิ่งบางอย่างภายในโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงทางรากฐาน เราจะอยู่ ณ จุดผกผันทางกลยุทธ์

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box