INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(8)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ(8)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

จากที่ได้สังเคราะห์เรื่องของประวัติศาสตร์มาถึงตรงนี้ จึงขอดำเนินเรื่องของศาสดาอิบรอฮีมต่อไป ซึ่งเรื่องราวของท่านนั้นถือเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์อิสลามก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะตำแหน่งที่ท่านได้รับพระราชทานจากกพระเจ้า อันเป็นตำแหน่งสูงสุดที่มนุษย์พึงจะได้รับจากพระผู้สร้างนั้นก็คือ ‘อิมามแห่งมวลมนุษยชาติ’ แต่ตำแหน่งนี้จะไม่มีผลไปถึงผู้สืบตระกูลของท่านที่เป็นผู้ฉ้อฉลและอยุติธรรมโดยเด็ดขาด ซึ่งเราจะได้เห็นกันว่ากลุ่มชนเหล่านี้เป็นใครกันในตอนต่อไป

เมื่อเยาว์วัย อับราฮัมมีความเกลียดชังการกราบไหว้เทวรูปของศาสนาของนัมรูด วันหนึ่งเมื่อสบโอกาสท่านจึงเล็ดรอดเข้าไปในวิหารแห่งหนึ่งของเมืองอุรแห่งนครบาบิโลน และทุบทำลายเทวรูปตัวเล็กๆ ทั้งหมดด้วยกับขวานโดยใช้มือขวา และแขวนมันไว้ที่คอของเทารูปตัวใหญ่ที่เหลือไว้เพียงตัวเดียว เมื่อท่านถูกตามตัวมาเพื่อการสอบสวนว่าใครเป็นผู้ทุบทำลายเทวรูปเหล่านี้ ท่านจึงได้ชี้มือไปที่เทวรูปตัวใหญ่ที่มีขวานแขวนอยู่ที่คอ และบอกให้พวกเขาถามเทารูปตัวนี้ดูซิว่าใครเป็นผู้กระทำหากมันพูดได้ พวกเขาต่างพากันงงัน เมื่อพวกเขาถึงตาจนอับราฮัมจึงกล่าวขึ้นว่า พวกท่านจะกราบไหว้ทวรูปที่ปกป้องตนเองไม่ได้ มองก็ไม่เห็น กินก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ แทนอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ?

 

เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปว่า อับราชัมเป็นผู้ทุบทำลายเทวรูปที่พวกเขากราบไหว้ ชาวเมืองจึงพากันโกรธแนและนำเรื่องร้องเรียนกับกษัตริย์นัมรูดผู้มีชื่อเสียงแห่งบาบิโลน เขาจึงเดินทางมายังเมืองอูร และมีบัญชาให้เรียกตัวอับราฮัมมาสอบสวนชื่งขณะนั้นเขามีอายุเพียง 16-17 ปีเท่านั้น แต่เมื่อนัมรูดต้องพ่ายแพ้ต่อข้อโต้แย้งของตนกับอับราชมในเรื่องการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว เขาจึงตัดสินใจกำจัดอับรามเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหันไปนับถือศาสนาของอับราชัม ด้วยกับการบัญชาให้มีการจุดไฟกองใหญ่เพื่อน่ตัวอับราฮัมไปเผาทั้งเป็น เมื่ออับราฮับถูกโยนเข้าสู่กองไฟอันมหึมา พระเจ้าจึงมีบัญชาให้ไฟมีความร่มเย็นและให้ความสันติสุขแห่อับราชัม อับราชัมจึงเดินออกมาจากกองไฟได้อย่างปลอดภัย

 

เมื่ออับราฮัมอายุได้ 70 ปี เขาได้เดินทางออกจากบ้านเกิดของเขา ณ เมืองอุร ตามพระบัญชาของพระเจ้าและเข้าสู่แผ่นดินดันอาน บินฮาลิม ท่านหญิงชาเราะฮ์และลูตหลานทั้งสองของท่าน ออกเดินทางร่วมมากับท่าน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงสัญญาว่าแผ่นดินนี้จะเป็นที่สืบตระกูลของพวกเขาสืบไป เมื่ออายุ 75 ปี อับราฮัมกับซาเราะธ์ภรรยาของท่านเดินทางเข้าสู่แผ่นดินอียิปต์ และพำนักอยู่เป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อเดินทางกลับคืนสู่แผ่นดินดันอาน ลูตจึงอำลาเพื่อเดินทางสู่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนและตั้งรกรากอยู่ ณ เมืองชัดดูมหรือโชดม

 

อิสมาอีลถือกำเนิดเมื่ออิบรอยืมมีอายุ 86 ปี พระนางยาญรมารตาของท่านคือเจ้าหญิงแห่งอียิปต์ที่กษัตริย์ชีซอสริสที่ 1 อัมรอตุ้ลอชีส แห่งอัยคุปต์ (1971-1928 ท่อนคริสต์ศักราช) ทรงมอบให้เป็นนางกำนัล ซึ่งต่อมาพระนางซาเราะย์จึงแต่งงานนางให้กับอิบรอฮีม เพราะนางเองยังไม่มีบุตรกับท่านในเรื่องนี้ นักวิชาการชาวยิวผู้มีชื่อเสียงที่สูงส่งท่านหนึ่งชื่อ รับบิชโลมิโล อิสฮาก เป็นผู้ให้ดำอรรถาธิบายความหมายของคัมภีร์เตารอต ซึ่งท่านได้ให้คำอรรถาธิบายในบทที่ 16 ของคัมภีร์เยเนซิส ไว้ดังต่อไปนี้

 

“เธอเป็นบุตรสาวของพิรเอาน์ เมื่อเขา (ฟิรเอาห์) มีความประทับใจในการแสดงความมหัศจรรย์ของพระนางซารา เขาจึงกล่าวขึ้นว่า บุตรสาวของเขาหากได้เป็นนางกำนัลของพระนาง (ซารา) ย่อมจะดีกว่าการได้เป็นพระราชินีอยู่ ณ หนใดก็ตาม”

 

จากคำอธิบายข้างต้นย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า พระนางฮารเป็นเจ้าหญิงผู้เป็นราชธิดาของกษัตริย์ซีซอสริสที่ 1 นางมิใช่เป็นทาสดังที่มีการพูดกัน

 

พระนางฮาญัรคลอดอิสมาอีลขณะที่นางมีอายุ 17 ปี อัลลอฮ์ทรงมีบัญชาให้อิบรอฮีมพานางฮาญรและลูกน้อยอิสมาอีลของนาง อพยพสู่ดินแดน ฟาราน หรือแผ่นดินอิญาช อันเป็นที่ตั้งของบ้านโบราณหรือบัยตุลลอย์ ณ นครมักกะฮ์ปัจจุบัน

 

ศาสดาอิบรอยืมเดินทางจากบิรซีบา แวะมาเยี่ยมเยียนฮาญัรและอิสมาอีลอยู่เป็นประจำ ณ นครมักกะฮ์  เมื่อิสมาอีลมีอายุได้ 13 ปี อัลลอย์ทรงมีบัญชาให้ศาสดาอิบรอฮืม ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ 99 ปีให้กลับไปหาอิสมาอีลบุตรเพียงคนเดียวของท่าน เพื่อทำการเชือดพลีอิสมาอีล ซึ่งอิสมาอีลเมื่อได้ทราบประสงค์ของบิดา ท่านจึงเร่งรีบให้บิดาดำเนินการให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าโดยพลันเมื่อบิดาและบุตรต่างแสดงออกซึ่งความรักต่อพระเจ้าเหนือชีวิตของตน พระเจ้าจึงทดแทนการเชือดอันยิ่งใหญ่ ชิบยินอะซีม ให้กับศาสดาอิบรอยืม ซึ่งอัลลอฮ์จะทระรักษาการพลีเช่นนี้ไว้ให้กับผู้คนในยุคที่จะตามมาในปีรุ่งขึ้น อัลลอฮ์ทรงประทานบุตรชายคนที่สองให้กับศาสดาอิบรอฮีม ซึ่งถือกำเนิดจากนางชาเราะฮ์กรรยาคนแรกของท่าน ขณะนั้นนางมีอายุ 90 ปี ขณะที่ศาสดาอิบรอฮีมมีอายุ 100 ปี ศาสดาอิบรอฮีมจึงกล่าวสรรเสริญพระเจ้าในเวลาต่อมา ดังมีความว่า

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ซึ่งทรงประทานแก่ฉันในยามชรา ให้มีอิสมาอีลและอิสฮาก แท้จริงองค์อภิบาลของฉันย่อมได้ยินคำวอนขอของฉันอย่างแน่นอน (อัล กุรอาน 14:39)

 

ความมหัศจรรย์ของอัล กุรอาน อายะฮ์ (โองการ)นี้ก็คือ โองการนี้เขียนด้วยอักษรอาหรับจำนวน 52 ตัว ดังนั้นเมื่อนำบทที่ โองการที่ และจำนวนอักษรมารวมกัน ผลลัพธ์คือ 14 + 39 + 52 = 105 ซึ่งมีค่าตรงกับอายุของศาสดาอิบรอยืม ในวาระที่ท่านกล่าวประโยคข้างต้นพอดี นั้นคือ105 ปี !!!

 

ศาสตาอิบรอฮีมไตวิงวอนของพรต่อพระเจ้าหลายประการ เช่นขอให้บุตรทั้งสองของท่าน มีเผ่าพันธุ์แผ่ขยายไปอย่างมากมายในทุกชาติทั่วโลก พร้อมทั้งมีศาสนาและคัมภีร์สืบต่อไปจากท่านทั้งสอง ขอให้อัลกะฮ์บะฮ์เป็นศูนย์กลางแห่งการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว ขอให้มักกะเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับชาวโลกทั้งมวลและอุดมด้วยผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านได้วิงวอนด้วยคำวอนขอดังต่อไปนี้

 

โอ้ องค์อภิบาลของเรา ! ขอพระองค์ได้ทรงโปรดแต่งตั้งศาสนทูตคนหนึ่งจากพวกเขาในหมู่พวกเขาด้วยเถิด เขาแถลงโองการของพระองค์แก่พวกเขา และสอนคัมภีร์และวิทยญาณแก่พวกเขา และชำระพวกเขาจนสะอาด แท้จริงพระองค์ทรงอำนาจยิ่ง อีกทั้งทรงปรีซายิ่ง (อัล กรุอาน 2:129)

 

และหากเมื่อผู้หนึ่งได้พิจารณาโองการข้างต้นด้วยการสังเคราะห์เจาะลึก เขาย่อมพบกับความมหัศจรรย์อย่างไม่จบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านของตัวเลขหรือคณิตศาสตร์ ด้านภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนศาสตร์ตลอดจนวัน เวลา สถานที่ และสาเหตุของการวิวรณ์และการปรากฏตัวของโองการนี้ ที่มาอยู่ในบทหรือชูเราะฮ์นี้ เป็นต้น

 

เนื่องจากการกล่าวถึงศาสตร์ต่างๆ ข้างต้นต้องใช้หนังสืออีกมากมายหลายเล่ม แต่ ณ ที่นี้จะขอชี้ให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานในบางประการที่จะพิสูจน์ให้เห็นแต่เพียงว่า ระบบของผู้สืบทอดสายธารของบรรดาศาสดานั้น ซึ่งภาษาของอัล กุรอานเรียกว่า ‘ซุรรียะตี’ เป็นระบบที่มีความมหัศจรรย์ เพราะต้องผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี ในการธำารงไว้ซึ่งศาสนาแห่งการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวอย่างแท้จริง

 

โองการอัล กุรอานข้างต้นจากข้อความที่ว่า ‘โอ้ องค์อภิบาลของเรา….และชำระพวกเขาจนสะอาด’ หากเมื่อนับจำนวนอักษรอาหรับที่ใช้เขียนส่วนนี้ของโองการ จะได้จำนวนทั้งสิ้น 62 อักษร มันหมายความเช่นใด ?

ศาสดาอิบรอยืมเป็นผู้ขอให้พระเจ้าทรงแต่งตั้งตาสนทูตคนหนึ่ง ภายหลังจากที่ท่านได้บูรณะอัล กะอับะส์ ร่วมกับอิสมาอีลบุตรชายของท่าน ณ นครมักทะเรียบร้ดยแล้ว จากนั้นอิสมาเอลจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา(นบี) ซึ่งรายละเอียดในชีวประวัติของท่าน ซึ่งจะได้กล่าวในลำคับต่อไป

 

แต่อิสมาอึลไม่ได้เป็น”รอชุล(ศาสนทูต) ดังนั้นผู้ที่จะมาเป็นระชุลตามดำริงวอนของท่านจึงต้องเป็นผู้สืบทอดสายตระกูล (ซุรรียะตี) มาจากคาสดาอิสมาอีลอย่างแน่นอน ซึ่งบุตรหลานของท่านศาสดาอิสมายีลต่างตั้รกรากพงค์พันธุ์ของเขาอยู่ในแผ่นดินอารเบียแห่งนี้ เป็นเวลาอันยาวนานนับได้เป็นเวลาทั้งสิ้น 2,749 ปี(จันทรคติ) จนถึงการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด ศาสนทูตท่านสุดท้ายของพระเจ้า ณ นครมักกะฮ์ เมื่อ ค.ศ.583(จันทรคติ)

ภายหลังจากที่ได้บูรณะอัล กะฮ์บะฮ์และประกอบพิธีฮัจญ์แล้วศาสดาอิบรอฮีมจึงเดินทางกลับคืนสู่บิรชีบา และใช้ชีวิตอยู่กับท่านหญิซาเราะย์และศาสดาอิสฮาก จนถึงวาระสุดท้ายของท่านหญิงซาเราะฮ์ เมื่อท่านอายุได้ 127 ปี ต่อมาท่านได้สมรสกับพระนาง ดูตีเราะฮ์ ผู้ซึ่งเป็นต้นตระกูลของท่านศาสดา ชุอัยบ์ ซึ่งตั้งรกรากอยู่ ณ เมืองมัดยัน (มีเดี่ยน)จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน เมื่อศิริรวมอายุได้ 176 ปีบริบูรณ์ เมื่อปี1,990 ก่อนคริสต์ศักราช ขอความสันติสุขจากพระเจ้าจงประสพแด่ท่าน

 

โปรดสังเกตว่า การกำหนดวันเกิดของท่านศาสดาอิบรอฮีมนั้น มีการรายงานไว้หลายกระแส โดยยืดเอายุคสมัยของกษัตริย์นัมรูดเป็นเกณฑ์ทั้งนี้เพราะเขาถือกำเนิดก่อนศาสดาอิบรอฮีมนับร้อยปี ประกอบกับกษัตริย์นัมรูดมีอายุยืนนานถึง 341 ปี จึงมีการรายงานปีก่อนคริสต์ศักราชไว้ไม่ตรงกัน สำหรับหนังสือเล่มนี้ใช้ระบบจันทรคติ ซึ่งในทุกๆ 100 ปีของระบบสุริยคตินั้นจะเท่ากับ 103 ปีของระบบจันทรคติ แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้ระบบสุริยดติในการอ้างอิงเป็นบางครั้ง ก็เพื่อให้สามารถตรวจสอบกับประวัติศาสตร์ตะวันตกได้อย่างสะดวก ประการสำคัญก็คือ การจัดยุคสมัยของความเป็นมาของมนุษยชาติ ณ ที่นี้ได้ยึดเอาหลักฐานหนึ่งที่มีปรากฏว่าศาสดามุฮัมมัดกำเนิดหลังจากศาสดาอาดัมสิ้นชีวิต 9,900 ปี 4เดือน ‘7 วัน เป็นเกณฑ์ ดังนั้นระยะเวลาจากศาสดาอาดัมจนถึงวาระของมหาอุทกภัยในสมัยศาสดานุย์ มีจำนวนปีทั้งสิ้น 2,166 ปี จึงเห็นเป็นความเหมาะสมในบางประการของหนังสือนี้ที่จะใช้ช่วงระยะเวลานี้เป็นสูตรในการกำหนดยุคสมัยของมนุษยชาติ ซึ่งเมื่อนับจากวาระแรกของศาสดาอาดัม จนถึงการกำเนิดของศาสดาอิบรอฮีม จึงมีช่วงเวลารวม 4 ช่วงตอนคือ 2166 x 4 = 8.664 ปี และเมื่อนับเวลาจากศาสดาอิบรอฮีมถือกำเนิดจนถึงศาสดาอีซาหรือพระเยซูถือกำเนิด จึงมีระยะเวลาทั้งสิ้น 2,166 ปีเช่นกัน ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ 5 นั่นเอง คือ 2166 x 5 = 10,830 ปีเมื่อศาสดาอิบรอฮีมถึงแก่กรรมแล้ว ศาสดาอิสมาอีลบุตรชายคนโตของศาสดาอิบรอฮีมซึ่งเกิดจากนางฮาญร จึงขยายเผ่าพันธุ์อาหรับอัลมุสตาริบะฮ์ (อาหรับพันธ์ผสมหรืออิสมาอีไลท์) ศาสตราจารย์ เค. ฮิตตี้เขียนไว้ในหนังสือของท่านชื่อ Syrai, A short History “ชาวอาหรับสมัยใหม่รักษารากเหง้าแบบเซเมติคอันบริสุทธิ์ที่สุดไว้ ดูจดังภาษาอาหรับได้อนุรักษ์ความเป็นญาติสนิทที่สุดกับภาษาพูดแบบเซเมติคที่เป็นภาษาแม่ที่ซึ่งภาษาเซเมติคทั้งหมดครั้งหนึ่งเคยเป็นภาษาย่อย”ก่อนที่จะบรรยายถึงเรื่องราวของศาสดาอิสมาอีลต่อไป จึงจะขอกล่าวถึงเรื่องราวของศาสดาลูตซึ่งได้กล่าวไว้แล้วว่า ท่านได้แยกครอบครัวไปพำนักอยู่ที่เมืองโชดม ณ ลุ่มน้ำจอร์แดน

 

ศาสดาลูตได้พร่ำวอนผู้คนของท่านให้หยุดการกระทำบาป ด้วยการที่พวกผู้ชายชอบสมสู่เพศเดียวกัน เพราะเป็นความชั่วที่ไม่เคยมีผู้คนในยุคก่อนได้เคยกระทำมา และไม่สนใจเพศตรงข้าม ศาสดาลูตจะเอ่ยปากยกบรรดาลูกสาวของท่นให้สมรสกับผู้ชายในหมู่พวกเขาแต่พวกเขาก็ไม่สนใจ แม้แต่บรรดาทูตสวรรค์จะแปลงกายเป็นชายรูปงามมาหาศาสดาลูตเพื่อแจ้งข่าวถึงการลงโทษชาวเมืองที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้แล้ว พวกเซาก็ตามกันมาที่บ้านท่านเพื่อจะขอสมสู่ด้วย ศาสดาลูตขอร้องเขาเป็นครั้งสุดท้ายไม่ให้ทำอันตรายกับบรรดาแขกของท่าน แต่ความราคะที่จะสมสู่กับผู้ขายด้วยกัน ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่มัวเมาอย่างหนัก เมื่อถูกหักห้ามพวกเขาจึงประกาศขับไล่ศาสดาลูตและบรรดาผู้ศรัทธาให้ออกไปจากเมืองด้วยโทสะ

ทูตสวรรค์จึงแจ้งกับศาสดาลูตว่า พระเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านนำผู้ศรัทธาออกจากเมืองในคืนนี้ เพราะรุ่งเช้าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระองค์จะทรงส่งภัยพิบัติซึ่งเป็นฝนหินและแผ่นดินไหวลงมาคร่าชีวิตผู้ละเมืดฝ่าผืนและกระทำบาปทีละดน ให้หมดสิ้นไม่เหลือหรอ รวมทั้งภรรยาของท่านศาสดาลูตด้วย

ศาสดาลูตและผู้ตรัทธาจำนวนหนึ่ง  จึงรีบละออกจากเมืองในคืนนั้น โดยท่านเดินทางคุมหลังเป็นคนสุดท้ายออกมา และมีคำสั่งว่าห้ามไม่ให้ผู้ใดหันหลังกลับไปดูเมืองเป็นอันขาด เมื่อรุ่งเช้ามาถึงภัยพิบัติได้เข้าถล่มเมืองโชดมตามสัญญา คร่าชีวิตผู้กระทำบาปจนจมหายไปกับเมืองทั้งเมืองไม่มีผู้ใดหลงเหลือ รวมทั้งภรรยาผู้ทรยศของท่านด้วยคัมภีร์ไบเบิลฉนับปฐมกาลหรือเยเนซิส บทที่ 19 ไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่คำเดียวว่านมีลูตเทศนากับผู้คนของท่านอย่างไร แต่กล่าวไว้ว่าเนื่องจากขณะที่ภรรยาของลูตกำลังละออกจากเมือง นางหันหลังกลับไปมอง นางจึงกลายเป็นแห่งเกลือ แต่อัล กุรอานยืนยันว่าภรรยาของนุย์และภรรยาของลูตทรยศต่อศาสดาทั้งสอง จึงถูกคร่าชีวิตไปพร้อมกับชาวเมือง ไบเบิลยังกล่าวไว้อีกเช่น เรื่องบุตรสาวทั้งสองของลูตในทางไม่ดีงาม ซึ่งอัล กุรอานปลอดพ้นจากเรื่องไร้สาระเช่นนั้นหลังจากเมืองโชดมถูกถล่มแล้ว เรื่องราวของลูตและบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่รอดปลอดภัยไม่ได้มีกล่าวไว้ ณ ที่ใดว่าท่านได้อพยพเข้าไปอยู่ในเมืองใด และมีผู้สืบสายตระกูลอย่างไร ศาสดาลูตเป็นศาสดา(นบี) ที่มีนามปรากฏในอัล กุรอานเป็นลำดับที่ 7

 

ศาสดาอิสมาอีล ในฐานะลูกพี่ลูกน้องของศาสดาลูต ต่อมาได้สมรสกับบุตรสาวของหัวหน้าก็ก บนูเญิรฮัม มีนามว่า มาซาช ก็กนี้เป็นผู้นำของเผ่าแห่งอารเบีย และนับเป็นความมหัศจรรย์ที่ท่านหญิงฮาญัรได้จัดการสมรสให้กับบ่าวสาวดูนี้ศาสดาอิสมาอีล มีบุตรชายรวมทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็นหัวหน้าของชุมชนของตนในแผ่นดินอารเบีย ชื่อของบุตรทั้ง 12 คน มีปรากฎอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับปฐมกาลหรือเยเนซิส ดังนี้

นาบีท ไดเดิร โอบัยล์ บัสสัม ชามาย์ มุชะย์ ดูมะฮ์ ฮะดาดทีมา ตูร นาฟีส และคัดมะ (เยเนชิส-ดุตบุท อะฮ์มาดี)อีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องกล่าวถึงก็คือ ศาสดาอิสมาอีลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาของอารเบีย ฮาจรา เยเมน และฮาดราเมาห์ ซึ่งท่านเป็นแหล่งของความเป็นเอกภาพของชนชาติต่างๆ แห่งอารเบีย ท่านถือกำเนิดที่อิรักและมาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนชีเรีย-ปาเลสไตน์ ท่านเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านหญิงฮาญร ผู้ซึ่งถือกำเนิดที่อียิปต์และอาศัยอยู่ที่ซีเรีย-ปาเลสไตน์ระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจึงมาตั้งรกรากอยู่ ณแผ่นดินอารเบีย ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดินอิรักกับอียิปต์ ซึ่งเป็นแผ่นดินถิ่นเกิดของฝ่ายบิดาและมารดาตามลำดับ ภาษาแม่ของท่านก็คือคอปติก ส่วนภาษาของบิดาก็คือธิบรู ในขณะที่ภาษาของภรรยาของท่านเป็นภาษาอาหรับอันบริสุทธิ์ ซึ่งจากกักบนูเญิรฮัมนี้เอง ที่ท่านเรียนภาษาอาหรับและมีความชำนาญกับภาษานี้

 

การมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันในระหว่างภาษาเหล่านี้ เพื่อการเผยแผ่เอกภาพของพระเจ้าได้ถูกจัดเตรียมไว้โดยผ่านทางศาสดาอิสมาอีลนั้น

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com