INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อะไรคือคนไทย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
อะไรคือคนไทย

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฟังการบรรยาย ของท่านรองศาสตราจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับด้วยความนับถือในแวดวงวิชาการ และในโอกาสเดียวกันนั้นได้รับแจกเอกสารมาชุดหนึ่ง เมื่อได้อ่านไปส่วนหนึ่งก็รู้สึกหูตาสว่างขึ้น แม้จะเคยตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เคยร่ำเรียนมาสมัยเยาว์วัยก็ตาม แต่การนำเสนอของท่านทำได้ชัดเจนกระจ่างแจ้ง จึงขอนำเอาบางส่วนในเอกสารของท่านมานำเสนอเพื่อให้ “คนไทย” ทั้งหลายที่เคยหลงผิดเพราะถูกครอบงำจากการศึกษาที่อำนวยการโดยกระทรวงศึกษาของไทยมาแต่อดีต ได้เข้าใจอะไรๆกระจ่างชัดขึ้น โดยขอเริ่มต้นดังต่อไปนี้
“ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในเมืองไทย ยังพากันหลงเชื่ออย่างผิดๆว่า บรรพบุรุษของตน คือคนชาติไตที่เคยมีถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ถูกคนจีนรุกแผ่นดิน จนกระทั่งถอยร่นเข้ามาดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ชิงดินแดนได้จากพวกขอมที่เคยเป็นใหญ่มาก่อน แล้วสร้างอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเป็นใหญ่ จนถึงอยุธยาแล้วต่อมาจนถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน แต่ว่าการจะพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าคนไทยปัจจุบันเป็นผู้มีเชื้อสาย หรือสืบสายเลือดมาจากคนไต ที่อพยพมาจากทางใต้ของประเทศจีนนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งกว่านั้นยังขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่า ไม่มีประเทศไหน เมืองไหน ในโลกที่จะรักษาเชื้อสายของเผ่าพันธุ์ที่บริสุทธิ์ไว้ได้ ทำนองตรงข้ามมักมีการผสมปนเปกัน จนแยกไม่ถูกว่าใครเคยเป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์ใดมาก่อนได้
แต่สิ่งที่มักนำมากล่าวอ้างนั้น มักเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม มากกว่าความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ดังเช่น การที่แสดงให้เห็นว่า เป็นคนไทยอย่างไรนั้น ดูได้จากการใช้ภาษาไทยเหมือนกัน ทั้งภาษาพูด และภาษาหนังสือ ซึ่งดูแล้วสวนทางกับความจริงทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเพียงแค่อดีตที่ไม่ไกลตัวเองในขณะนี้ คือ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง ก็แลเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้คนที่เรียกตัวเองว่าคนไทยทั้งหลายแหล่นั้น แท้จริงคือลูกหลานหรือเชื้อสายของชนต่างชาติ ต่างภาษา ที่เคยอยู่มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หรืออพยพมาจากที่อื่น อาทิเช่น จีน อินเดีย มลายู มอญ เขมร ลาว ฝรั่ง มากมาย ยากแก่การที่จะสืบสาวเรื่องราวขึ้นไปถึงครั้งกรุงสุโขทัยได้
ความคิดที่ว่าคนไทย คือผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เคยมีถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองรุ่งเรืองมาแล้วในประเทศจีนนั้น เป็นความเชื่อที่สร้างขึ้นจากลัทธิชาตินิยม เมื่อไม่นานมานี้เองพร้อมๆกันกับที่เปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งแต่เดิมทุกชาติทุกภาษาเรียกว่า “สยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” ยิ่งมีการกำหนดให้มีการเรียนรู้การรับรู้ในหลักสูตรการศึกษาของชาติด้วยแล้ว ก็เชื่อกันมาอย่างเป็นตุเป็นตะจนกระทั่งทุกวันนี้
ตามความเป็นจริงแล้ว เราคงพิสูจน์การมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของผู้คนในประเทศไทยขณะนี้อย่างมากก็เพียงแค่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องของความหลากหลายในเผ่าพันธุ์เช่นกัน โดยเฉพาะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายนั้นปรากฎทั้งเอกสารของชาวต่างประเทศ ตำนานพงศาวดาร และคำบอกเล่าที่เล่ากันสืบทอดลงมาว่า ผู้คนทั้งที่เป็นชนชั้นปกครอง และไพร่บ้านพลเมือง เป็นจำนวนมากทีเดียวที่มาจากชาวต่างชาติ มีทั้งที่เป็นพ่อค้า นักเดินทางจากประเทศบ้านเมืองที่ห่างไกลโพ้นทะเล หรือผู้ที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยสงคราม และผู้อพยพลี้ภัยการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบเมืองไทย ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชลงมานั้น เกิดกองทหารอาสาสมัครนานาชาติขึ้นมากมาย ยิ่งกว่านั้นก็มีชุมชนนานาชาติกระจายอยู่โดยรอบพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นราชธานี โดยเฉพาะริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จากบริเวณวัดพนัญเชิงไปจนถึงพระราชวังบางปะอินก็มีทั้งหมู่บ้านชาวอังกฤษ ฮอลันดา ญี่ปุ่น โปรตุเกส ชาวมุสลิม (จากหลายประเทศ-ผู้เขียน) และอื่นๆ ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ลงมา บรรดาเสนาบดี แม่ทัพนายกองใหญ่ๆของบ้านเมืองหลายท่าน หลายนายทีเดียว ที่เป็นชนต่างชาติ หรือเชื้อสายชาวต่างชาติ ดังเช่น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ พระยาสีหราชเดโชชัย พระยารามเดโช พระยาราชบังสัน เป็นต้น
ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเกิดเมืองใหม่ๆขึ้นอีกหลายแห่งตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งบางบ้านบางเมืองก็มีบุคคลที่เป็นคนต่างชาติ หรือเชื้อสายชาวต่างชาติเป็นหัวหน้าหรือเจ้าเมืองโดยการยินยอมและรับรู้จากศูนย์กลางการปกครองที่พระนครศรีอยุธยา เช่น เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองจันทบุรี เป็นตัวอย่าง”
ยิ่งพอเราเสียกรุงให้กับพม่าที่บ้านเมืองแหลกยับ ผู้คนล้มตาย และถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยจำนวนมาก พอมาถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ก็มีความจำเป็นที่ต้องการแรงงาน หรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาสร้างบ้านแปงเมือง และเป็นกองกำลังป้องกันภัยจากศัตรูโดยเฉพาะพม่า ดังนั้นจึงยิ่งมีการผสมปนเปจากชาติพันธุ์ที่หลากหลายที่มีทั้งการเชื้อเชิญ อพยพ หรือถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย
ด้วยเหตุผลดังอธิบายมาแล้วนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมากล่าวอ้างว่าคนไทยแท้ๆที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากเผ่าไต ตามที่อ้างอิงกันในวิชาประวัติศาสตร์ ยิ่งการมโนย้อนไปอีกว่าเผ่าไตนั้นอพยพมาจากภูเขาอัลไตยิ่งเป็นกาลเลอะเลือนกันไปใหญ่ เพราะภูเขาอัลไตนั้นอยู่ชายแดนมองโกเลียนอกติดกับรัสเซีย ซึ่งเป็นเขตหนาวเย็นและห่างไกลกับที่ชาวเผ่าไตอาศัยอยู่อย่างมาก ที่สำคัญชนเผ่าที่อาศัยอยู่แถบนั้นเป็นชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ แต่เผ่าไตเป็นชนเผ่าทำการเกษตรที่มีอุปนิสัยต่างกันมาก
ครั้นมาพูดถึงเรื่องศาสนาก็มีการปลุกระดมกันในปัจจุบันว่าศาสนาของคนไทยคือศาสนาพุทธ แต่ในความเป็นจริงศาสนาพุทธของคนไทยในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ในทางตรงข้ามได้มีการผสมปนเปกับความเชื่อของคนที่อยู่ในถิ่นนี้แต่โบราณ คือ ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้เทวดา และต่อมาก็ได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูจากอินเดียมาสู่คนพื้นเมืองในอดีต คือ ขอม จนต่อมาก็นับถือศาสนาพุทธ ที่เป็นคนละนิกายที่ถืออยู่ในปัจจุบัน และแน่นอนก็มีอิทธิพลของศาสนาฮินดูแฝงมาเป็นจำนวนไม่น้อย และเกือบจะแยกแยะจากกันไม่ออก ทั้งนี้เพราะในปลายยุคการเฟื่องฟูของศาสนาพุทธในอินเดีย มีการประดิษฐ์นวตกรรมโดยรวมเอาพระพุทธเจ้าเข้าไปเป็นปางหนึ่งของเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู
จากการผสมปนเปศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธในช่วงปลายนี้เอง ทำให้ศาสนาพุทธถูกดูดกลืนไปจนเกือบสูญสลายจากชมพูทวีป โชคดีที่บางส่วนได้มีการเผยแพร่ศาสนามาสู่สุวรรณภูมิและบางส่วนศาสนาพุทธในอินเดียได้รับการยอมรับจากชนชั้นจัณฑาล ซึ่งถูกกดขี่จากชนชั้นในวรรณอื่นๆตามความเชื่อของฮินดู ศาสนาพุทธ จึงยังอยู่ยั้งยืนยง แต่ก็ยากที่จะขจัดการปลอมปนที่ฝังแน่นมานานเป็นศตวรรษ แม้จะเป็นความจำเป็นก็ตาม
ด้วยการทึกทักเอาทั้งเชื้อชาติความเป็นไทยกับเรื่องของศาสนาพุทธที่ได้รับปลูกฝังมาผิดๆและนำมาปลุกปั่นของคนบางกลุ่มที่สุดโต่งทั้งเชื้อชาติและศาสนา จึงได้เกิดกระบวนการที่รับเอาแนวคิดของพระพม่าที่สุดโต่ง คือมหาวีรทู มาปลุกระดมเพื่อให้เกิดการเกลียดชัง และเข่นฆ่ากันในที่สุดเหมือนที่ใช้กระทำกับชาวโรฮิงยา
ความคลั่งไคล้ของกลุ่มสุดโต่งนี้เลยเกิดไปถึงขั้นที่กล่าวอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย โดยอ้างอิงหลักฐานจากพุทธบาทที่มีแต่ในประเทศไทย และสนับสนุนด้วยงานวิจัยที่เกิดจากการนึกคิดเพ้อฝันเอา แต่เมื่อมารวมกับการปั้นแต่งความเท็จต่างๆ จึงเกิดกระบวนการยุยงให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกอย่างรุนแรง
ที่น่าตกใจ คือ มีทั้งพระผู้ใหญ่บางรูป และนายทหารผู้ใหญ่บางท่าน เชื่ออย่างหัวปักหัวปำโดยไม่ได้ไตร่ตรองด้วยคำสอนของพุทธเจ้านั่นคือ “กาลามสูตร” และนี่อาจจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำลายความมั่นคงของชาติในอนาคตอันใกล้ได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com