INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (37)

IMG 3597 1

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (37)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตา เสมอ

จาก มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ ผู้เป็นศาสนทูตและข้าทาสของ อัลลอฮ์ ถึง เฮอลาคลิอุส ประมุขแห่งโรมัน (จักรวรรดิโรมันตะวัน ออก)

ขอความสันติสุขจงประสบแด่ผู้ที่ตามแนวทางแห่งทางนำ จากนั้นฉันขอเชิญชวนท่านเข้ารับอิสลาม หากท่านยอมรับท่านจะได้ รับความปลอดภัย และอัลลอฮ์จะทรงประทานการชดเชยให้กับท่าน เป็นสองเท่า แต่ถ้าหากท่านหันหลังให้ บาปนั้นของบรรดาผู้พสกนิกร ของท่านจงตกอยู่กับท่าน

โอ้บรรดาชาวคัมภีร์เอ๋ย! จงมาสู่คำกล่าว (กาลิมะฮ์) คำหนึ่งที่เหมือน กันกับของเราและของท่าน ดังว่าเราจะไม่รับใช้ผู้ใดอื่นนอกจาก อัลลอฮ์ และเราจะไม่ตั้งภาคีใดๆ ขึ้นมาเคียงคู่กับพระองค์ และบาง คนของเราไม่เคารพกราบไหว้ผู้อื่นเว้นแต่อัลลอฮ์ แต่ถ้าหากพวก เขาหันหลังให้ จงกล่าวเถิดว่า “ขอให้พวกเจ้าจงเป็นพยานด้วยเถิด ว่า เราเป็นมุสลิม” (อัล กุรอาน 3:64)

เมื่อเฮอลาคลิอุสจักรพรรดิแห่งโรม (ไบเซนไทน์) ได้ทรงส่ง ราชทูตของพระองค์ไปพบกับท่านศาสนทูตของพระเจ้า เพื่อตรวจ สอบดูถึงลักษณะของศาสนทูตองค์สุดท้ายตามที่พระเยซูได้ทรงแจ้ง ไว้ในหีบทองคำใบดังกล่าว ราชทูตกลับมาทูลให้เฮอลาคลิอุสทรง ทราบในทุกอย่างที่พระองค์ทรงอยากรู้ พระองค์ทรงกล่าวว่าหากเป็น ไปได้แล้ว ข้าจะเดินทางไปพบกับท่านและจะล้างเท้าให้กับท่าน ท่าน เป็นศาสนทูตองค์นั้นตามที่พระเยซูได้กล่าวล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

เป็นเพราะความเป็นห่วงกังวล ที่พระองค์จะต้องสูญเสีย

จักรวรรดิโรมันอันเกรียงไกรของพระองค์ หากพระองค์ประกาศตน เข้ารับอิสลามอย่างเปิดเผย ดังนั้นความล้มเหลวในประการนี้ จึงเกิด การกระทำที่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระเยซูทรงปรารถนาจากชาวนาชา รีนของพระองค์ ผู้ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ในไม่ช้าจึงทำให้ อาณาจักรที่พระองค์พิชิตเอากลับคืนมาต้องหลุดมือไป เมื่อกองทัพ ของฝ่ายมุสลิมเข้ายึดครองซีเรีย ปาเลสไตน์และรวมไปถึงอียิปต์ ภายในปี ค.ศ. 641/642

อัล กุรอานได้อุทิศซูเราะฮ์หนึ่งให้เป็นชื่อของกรุงโรม และได้ กล่าวถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จักรวรรดิโรมัน จะได้รับชัยชนะจาก จักรวรรดิเปอร์เซียกลับคืนมา ในไม่กี่ปีหลังจากความพ่ายแพ้ของ จักรวรรดิของโรมันในครั้งก่อน นั้นคือบทที่ 30 อัร รูม

สัจธรรมเหล่านี้มิได้ยืนยันด้วยตัวของมันเองดอกหรือ โอ้ ผู้มีวิจารณญาณ !

ง. สงครามครูเสด

คำว่า ‘ครักส์” (Crux) หมายถึง ไม้กางเขน” ในภาษาลาติน ดังนั้น คำว่า “ครูเสด” จึงหมายถึงสงครามศักดิ์สิทธิ์แห่งไม้กางเขน ศาสนจักรได้ ส่งกองทัพออกไปอย่างน้อยรวมหกครั้ง และมีครูเสดของเด็กๆ อีกสองครั้ง

สาเหตุที่นำไปสู่สงครามครูเสด

ชาวทูราเนี่ยน ผู้เป็นชนร่อนเร่อนารยชนที่ดุร้ายจากเติอร์กเกสถาน เข้ายึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของมุสลิมทางตะวันออกในช่วงศตวรรษที่สิบ เอ็ด ชาวซัลจูคเตอร์คเหล่านี้ดังเป็นที่รู้จักกัน ได้บุกรุกเข้ารื้อทำลายเมือง ต่างๆ ที่สวยงาม เข้าสังหารหมู่ผู้คนของเมืองเหล่านั้นนับเป็นจำนวนล้านๆ คน และได้เผาทำลายห้องสมุดต่างๆ ของมุสลิมตามเมืองต่างๆ เหล่านั้น ที่บรรจุหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ต่างๆ อันมีค่า ซึ่งส่วนใหญ่ถูกทำลายสูญหายไปจากโลกตลอดกาล

ภายหลังจากที่ได้ทำลายล้างและหลั่งเลือด ในชนิดที่ไม่อาจจะจินต นาการถึงได้ จึงทำให้ชาวเตอร์กผู้เป็นอนารยชนเหล่านี้ได้เห็นความสว่าง ขึ้นมาบ้าง ว่าพวกเขาได้ทำลายล้างวัฒนธรรมหนึ่งที่ก้าวหน้ากว่าของพวกตน เมื่อพวกอนารยชนที่นับถือศาสนาของพวกเร่ร่อนประจักษ์ในสิ่งที่พวกเขา ได้กระทำลงไป จึงหันมาเข้ารับอิสลามและประกาศตนเองเป็นมุสลิม ผู้ซึ่ง แต่เดิมพวกเขาเคยถือเป็นศัตรูของตน หรืออาจกล่าวได้ในอีกนัยหนึ่งว่า ชาวซัลจูคเตอร์คเหล่านี้เข้ามารับอิสลามไม่ใช่อิสลามออกไปหาเขา ประจวบ กับอาณาจักรอับบาสิยะฮ์ในขณะนั้นซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ ณ นครแบกแดด ได้ใช้ชีวิตกันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย จึงถูกพวกเตอร์กเผ่าเดลามิสเข้ายึด ครอง และจึงตั้งราชวงศ์ บูยิด หรือ บูเวฮิด (936-1055) ขึ้นปกครองใน นามของคอลีฟะฮ์แห่งอับบาสิยะฮ์ แบ่งศูนย์การปกครองออกไปตามเมือง ใหญ่ทั้งในเปอร์เซียและอิรัก โดยยึดแนวทาง ชีอะฮ์ เป็นหลักการศาสนา จึงได้ชื่อว่าเป็นราชวงศ์ชีอะฮ์แห่งเดลาม ซึ่งช่วงระยะเวลาหนึ่งศตวรรษของ การปกครองแห่งราชวงศ์บูยิด ได้ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในทางภาษา วรรณคดีและวิทยาศาสตร์ที่มีภาษาอาหรับเป็นสื่อกลาง และยังได้นำวรรณ คดีเปอร์เซียสมัยใหม่มาสู่โลกอีกด้วย

ลุสู่ปี ค.ศ. 1005 พวกซัลจูคเตอร์ก (1055-1194) ได้ยกทัพเข้าบด ขยี้ราชวงศ์บูยิดทั้งในเปอร์เซียและอิรัก และได้สถาปนาราชวงศ์ซัลจูคขึ้น ปกครองโดยเข้ารับอิสลามในแนวทางของ ซุนนี ต่อมาราชวงศ์ซัลจูคได้บุก รุกเข้าสู่อาณาจักรไบเซนไทน์และยึดครองไว้ในปี ค.ศ. 1071 ณ การศึก แห่งแมนซิเคิร์ท (มาลาซคาร์ด) โดยแม่ทัพชื่ออัลฟ์ อาซลัน (1063-1072) ผู้เป็นหลายชายของสุลตอน ตุกริลที่ 1 (1055-1063)

การเข้ายึดครองอาณาจักรไบเซนไทน์ของคริสต์จักรโรมันตะวันออก ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมานุสที่ 4 ไดโอจีเนส (1068-1071)

โดยกองทัพของราชวงศ์ซัลจูคที่เป็นซุนนีมุสลิม ได้สร้างความประหวั่นพรั่น พรึงให้กับฝ่ายคริสต์จักรเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่กองทัพของซัล จูครุกคืบหน้าเข้ายึดครองแผ่นดินส่วนใหญ่ของอนาโตเลีย (ตั้งอยู่ระหว่าง ซีเรียกับทะเลดำ) ไว้ในครอบครอง ทั้งๆ ที่ได้ลงนามในสัญญาสงบศึกกับ จักรพรรดิไมเคิลที่ 7 ไว้แล้วในปี 1074

ตามที่มีหนังสือประวัติศาสตร์มุสลิมบางเล่มบันทึกไว้ว่า ผู้นำของ มุสลิมซัลจูค รู้สึกตระหนกตกใจ เมื่อทราบว่า ชาวคริสเตียนในนคร เยรูซาเล็มมีความเชื่อในศาสนาคริสต์ในลักษณะที่ว่าได้แบ่งพระเจ้าออกเป็น ไตรภาคีหรือตรีเอกานุภาพ การเรียกพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า การ เคารพในเจว็ด ทำแบบทิสท์แทนการทำสุหนัด ไม่ยึดถือปฏิบัติในคัมภีร์เตา เราะฮ์แต่กลับตามศาสนาของนัมรูด การใช้ไม้กางเขนเพื่อขับไล่ความชั่วร้าย เป็นต้น

ในทัศนะของมุสลิมชีอะฮ์แล้ว ความเชื่อศรัทธาดังกล่าวของชาวคริสต์ ที่ยังคงดำเนินมาสู่ยุคสมัยศตวรรษที่ 11 แห่งคริสต์กาลนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ มุสลิมที่แท้จริงคนใดจะรู้สึกแปลกประหลาดใจ โดยเฉพาะมุสลิมซัลจูคที่ เพิ่งมาเข้ารับอิสลามใหม่ๆ ไม่เกิน 30 ปี ซึ่งเทวรูปที่พวกเขาเคยกราบไหว้ ยังไม่ทันหมดกลิ่นธูปควันเทียนไปเลย ยิ่งไม่มีสิทธิมาตั้งข้อรังเกียจเหล่า นี้เอากับชาวคริสเตียน

ประเด็นปัญหาอันสำคัญตรงนี้จึงเกิดขึ้นว่า พวกผู้นำมุสลิมซัลจูคต่าง หากที่ขาดความรู้ในประวัติศาสตร์อิสลามซึ่งอัลลอฮ์ทรงตราเป็นบัญญัติไว้ ในคัมภีร์อัล กุรอาน และท่านศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตของพระเจ้าและครอบ ครัวอันบริสุทธิ์ของท่านได้เทศนาสั่งสอนและปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้ พร้อม ตำราวิชาการที่ผู้รู้ (อะฮ์ลัซซิกริ) ของอิสลามได้เพียรสะสมไว้นานนับ 500 ปี แต่ถูกกองทัพของซัลจูคบุกเข้าทำลายและเผาห้องสมุดและตำราอันทรง คุณค่าของอิสลามอันมีจำนวนมหาศาลเหล่านี้ทิ้งดังได้กล่าวแล้ว จึงสงสัยว่าพวกเขาได้ศึกษาอิสลามมาจากสำนักใด

เพียงแต่พวกมุสลิมซัลจูคเปิดอัล กุรอานอายะฮ์ที่ 3:60-61 และมอง หาผู้รู้ที่ยังคงเหลือรอดชีวิตจากคมดาบของพวกเขา มาอรรถาธิบายโองการ นี้ให้กับพวกเขาฟังโดยละเอียด พวกเขาจะไม่รู้สึกตระหนกตกใจอะไรเลย กับความเชื่อเช่นนั้นของชาวคริสเตียน

จากโองการข้างต้น เมื่อผู้ทรงความรู้ในคัมภีร์ของชาวนัจรอนปฏิเสธ ไม่ยอมสาบานหรือทำ มุบาฮิละฮ์ นั้นคือ หากฝ่ายใดกล่าวเท็จขอให้พระ เจ้าทรงลงทัณฑ์กับพวกเขา ท่านศาสดามุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้าจึง ยอมรับค่าปรับจากพวกเขาที่ผิดสัญญา และอนุญาตให้พวกเขาเดินทาง กลับไปโดยปลอดภัย เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ นครมะดีนะฮ์ ฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 10

ณ โองการนี้เองที่บรรดามุสลิมต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า ท่านอะลี คือตัว ตนของท่านศาสดา ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ คือ สตรีของท่านและฮาซันและฮูเซน คือบุตรทั้งสองของท่าน

การที่ท่านศาสนทูตของพระเจ้า อนุญาตให้ชาวคริสเตียนเดินทาง กลับโดยไม่บังคับให้พวกเขาเข้ารับอิสลามนั้น เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ท่าน ได้ทำไว้กับคณะนักบวชของโบสถ์ของเซนต์ แคทเทอร์รีน ซึ่งอยู่ในหุบเขา ซีนาย ในปี ฮ.ศ. 9 ในคราวการเดินทัพไปยังตะบูก ณ ชายแดนซีเรียแห่ง อาณาจักรไบเซนไทน์ ดังมีข้อสัญญาดังนี้

1. ฝ่ายมุสลิมจะทำการปกป้องโบสถ์วิหารของฝ่ายคริสเตียน พวก เขา (มุสลิม) จะต้องไม่รื้อทรัพย์สินของโบสถ์ ไม่ว่าจะเอาไปสร้างมัสยิดหรือ เอาไปสร้างบ้านของมุสลิมก็ตาม

2. ทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็นของสงฆ์ (ของชาวคริสเตียน) ย่อมได้รับ การยกเว้นจากภาษีทุกประเภท

3. ห้ามไม่ให้มุสลิมบังคับผู้ทรงอำนาจทางสงฆ์องค์ใด ให้ออกจาก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *