INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แนวคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ(Comparative advantage)(2)

IMG 6338

แนวคิดและศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ(Comparative advantage)(2) 

ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

    ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เช่น บางประเทศมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ดี มีทำเลที่ตั้งเหมาะสม  ภูมิอากาศดี มีพื้นที่กว้างขวาง และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์   ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบบางอย่าง  เกิดจากวิวัฒนาการของสังคมที่สะสมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน  เช่น มี ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมที่ดี   คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความขยันขันแข็ง รู้จักประหยัด และมีความสามารถในการเรียนรู้เป็นต้น

    ในแง่ของบุคคล  คนบางคนเกิดมาฉลาด  มีไหวพริบ มีความจำดี  สามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น  บางคนแม้ไม่ฉลาด แต่ถ้าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต  มีความมานะอดทนและมีความพยายาม ก็จะประสบความสำเร็จได้   นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องการอบรมเลี้ยงดูให้เป็นคนดี ก็มีความสำคัญมาก เช่นกัน

ความได้เปรียบเหล่านี้ต้องรู้จักนำมาใช้จึงจะเกิดประโยชน์  เมื่อเวลาผ่านไป  ประเทศต่างๆในโลกมีความเจริญแตกต่างกัน  ประเทศที่เคยล้าหลังมาก่อน  กลายเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและร่ำรวย  ในขณะที่บางประเทศกลับเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา  นักวิชาการแขนงต่างๆ พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่จะนำไปสู่ความเจริญหรือความเสื่อมถอยในการพัฒนาประเทศ  แต่ก็มีข้อคิดและจุดเน้นที่แตกต่างกัน

IMG 6341

  นักเศรษฐศาสตร์สำนักต่างๆ ก็เช่นกัน  เน้นปัจจัยที่สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน  ปัจจัยเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ในการอธิบายความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศได้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

    ปัจจัยที่สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ได้แก่

    ก. ปัจจัยทางธรรมชาติ ได้แก่  ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ขนาดประเทศ

         สภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งอื่นๆที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

    ข. วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม

    ค. สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เครื่องจักรอุปกรณ์ สิ่งสาธารณูปโภค

    ง.  ระดับการพัฒนาเทคโนโลยี

    จ. โครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆ

    ฉ. ความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

    ช. คุณภาพของรัฐบาล

    ซ. คุณภาพของประชาชน

    ซ. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ ขอบเขตของการเปิด

        ประเทศ สภาพการค้าการลงทุน ต่างประเทศ

    ฌ. โครงสร้างของสถาบัน

    ญ. การดำเนินนโยบายของรัฐบาล

    ปัจจัยเหล่านี้ มีทั้งที่ซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงกัน แต่อาจแบ่งได้เป็น ปัจจัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้น  จากการศึกษาประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในโลก พบว่า นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจมีความสำคัญมากกว่าปัจจัยทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรรม   ในหนังสือ“ เส้นทางที่แตกต่างกัน”  (Magnus Blomstrom and Patrico Meller: Diverging Paths, 1991)  ได้รวบรวมบทความที่ศึกษาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ แถบสแกนดิเนเวีย คือ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และฟินแลนด์ กับประเทศในทวีปอเมริกาใต้บางประเทศเช่น ชิลี อุรุกวัย และโคลัมเบีย  พบว่า ประเทศสองกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกัน  แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลของการพัฒนา มีความแตกต่างกันมาก   สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกัน คือการดำเนินนโยบายในการพัฒนาประเทศ

  เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน   ประเทศทั้งสองกลุ่มนี้เป็นประเทศยากจนล้าหลัง  แต่ประเทศอเมริกาใต้ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่า กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย  แม้จะมีสภาพธรรมชาติที่ใกล้เคียงกัน คือมีทรัพยากรธรรมชาติในภาคการเกษตรที่อุดมสมบรณ์    แต่เมื่อถึงปีค.ศ. 1900  ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย  มีรายได้ต่อหัวสูงในระดับต้นๆของโลก  ในขณะที่ประเทศในอเมริกาใต้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำ   เศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ  ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ดี    ต่างจากประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่กลายมาเป็นรัฐสวัสดิการ ประชาชนอยู่ดีกินดี  ยปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่าง คือ นโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ประเทศในสแกนดิเนเวียให้ความสำคัญกับการค้าการลงทุนต่างประเทศ  นำผู้มีความรู้ความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน  มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ขณะที่ประเทศในอเมริกาใต้ มีนโยบายปกป้องและคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ  รัฐบาลมีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือประชาชน  ทําให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆมีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำ รัฐบาลมีการขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก เศรษฐกิจของประเทศจึงอ่อนแอลง

 อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ประเทศอาร์เจนตินา จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์   มีรายได้สูงอันดับต้นๆของโลก แต่จากการใช้นโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม   อาร์เจนตินากลายเป็นประเทศยากจน  เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงมาก  มีหนี้ต่างประเทศสูง และประชาชนมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมาก

IMG 6339

    ตัวอย่างที่แสดงความสำคัญของนโยบาย มีอีกมาก เช่นประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้    เยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สองก่อนการรวมประเทศในทศวรรษ 1990    ประเทศจีนหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจปลายทศวรรษ 1970  เป็นต้น  เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม สำคัญน้อยกว่านโยบายพัฒนาประเทศ (ผู้สนใจ อ่านบทความชุด“ ความเจริญและความเสื่อมของประเทศ” ที่เขียนในบล็อกนี้ได้)

     ในปัจจุบัน ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ความได้เปรียบที่เคยมีลดน้อยลงมาก  ใน 3 ถึง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมของอเมริกามีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงมาก  อเมริกาต้องประสบกับการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีหนี้ต่างประเทศสูงมาก  การเมืองการปกครองถูกครอบงำโดยอำนาจเงิน  ในด้านสังคม  ความเหลื่อมล้ำรายได้ของประชาชนมีมากขึ้น คนไร้บ้านมีมาก ผู้ติดยาเสพติดเพิ่มขึ้น อาชญากรรมมีมากขึ้น

   ตั้งแต่ประมาณค.ศ. 2010 เศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวลงมาก  ในไม่กี่ปีนี้ การว่างงานมีมากขึ้น  สภาพทางการเมืองและสังคมก็มีความเสื่อมถอยลง

     องค์กร สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคล  ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ ความได้เปรียบที่เคยมีอยู่ อาจลดลงหรือสูญหายไปได้ถ้าไม่มีการปรับปรุง  ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  องค์กร สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคล ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็อาจสูญเสียความได้เปรียบของตนที่มีมาก่อนได้โดยรวดเร็ว  เด็กฉลาด มีไหวพริบ มีความจำดี ถ้าไม่ได้รับการศึกษาอบรมที่ดี ก็จะกลายเป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด และอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีอุปนิสัยไม่ดี ที่สร้างความเสียหายแก่ตนเองและผู้อื่นได้

    การได้มาซึ่งความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ การรู้จักใช้ความได้เปรียบให้เป็นประโยชน์ และการรักษาความได้เปรียบนั้นให้คงอยู่ต่อไป เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาทั้งในระดับประเทศ ระดับองค์กร สถานประกอบการ และระดับบุคคล  ในแต่ละระดับ  การสร้างความได้เปรียบ เสริมจุดแข็ง ขจัดและลดจุดอ่อน เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

ตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ

ก.)  ประเทศ

     ในระดับประเทศ จีนเป็นตัวอย่างที่รู้จักใช้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ดี  ประเทศจีนมีประชากรมาก  ตลาดใหญ่  มีแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติราคาถูก  สิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนการปฏิรูปแล้ว  แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ใช้ระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ   มีการเคลื่อนย้ายแรงงานและทรัพยากรที่คล่องตัวมากขึ้น  ส่งเสริมการค้าและการลงทุนต่างประเทศ  การเจริญเติบโตของตลาดในประเทศเมื่อประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ล้วนเป็นผลจากการใช้นโยบายทั้งสิ้น   ดังนั้น วิธีหนึ่งของการสร้างความได้เปรียบ คือ การกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับความได้เปรียบของประเทศ และใช้สิ่งดีดีที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์

    หลังจากที่ประเทศจีนมีการพัฒนามากขึ้น ข้อได้เปรียบบางอย่างที่เคยมี เช่น ค่าแรงตํ่า และทรัพยากรราคาถูก ก็ลดน้อยไป  แต่ความได้เปรียบในการมีตลาดใหญ่ยังมีอยู่ และมีมากขึ้น เมื่อรายได้ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น  ในสภาพเช่นนี้ ประเทศจีนต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย   ลดการผลิตสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพต่ำ มีการสะสมทุน และส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

    ในระยะแรกของการปฏิรูป  จีนอาศัยข้อได้เปรียบของผู้ต้องมาทีหลัง โดยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อใช้เทคโนโลยีของนักลงทุนต่างประเทศ โดยไม่ต้องมีการพัฒนาด้วยตนเอง  จีนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มาก เพราะมีตลาดใหญ่และเติบโตเร็ว  มีทรัพยากรและแรงงานที่มีราคาถูก  สังคมมีความมั่นคง และมีนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ  แม้ไม่อณุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ยอมให้เช่าที่ดินระยะยาวและมีค่าเช่าตํ่ามาก  โดยมีเงื่อนไขว่า  นักลงทุนต่างชาติต้องลงทุนพัฒนาที่ดิน สร้างถนน และสร้างสิ่งสาธารณูปโภคอื่นที่จำเป็นต่อการสร้างโรงงานและสำนักงาน  ซึ่งนักลงทุนก็ยินดีทำตามเงื่อนไข

    เมื่ออุตสาหกรรมในประเทศมีการพัฒนาในระดับสูงขึ้น  ความได้เปรียบของประเทศผู้ตามมาทีหลัง เริ่มลดน้อยลง  จีนก็เร่งส่งเสริมวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี  การวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม  จนสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงหลายชนิดในปัจจุบัน

  แม้ประเทศจีนจะประสบความสำเร็จในการใช้ประความได้เปรียบเปรียบเทียบของตนเป็นประโยชน์ แต่ก็ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นครั้งคราวหลังการปฏิรูป แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน มีส่วนทำให้ปัญหาและอุปสรรคบางอย่างได้รับการเยียวยาแก้ไขไปได้

    ตั้งแต่ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา  เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก นอกเหนือจากการส่งเสริมความต้องการสินค้าและบริการโดยมาตรการทางด้านอุปสงค์แล้ว  ยังมีนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทานตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีองค์ประกอบดังนี้ คือ ก. ลดกำลังการผลิตที่ล้นเกิน  ข. ขจัด สินค้าคงคลังที่มีอยู่มาก  ค. ลดการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่วิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ  ง. ลดต้นทุน  จ . เสริมสร้างสิ่งที่ยังขาดอยู่ หรือยังไม่เพียงพอกับความต้องการ (ผู้สนใจ อ่าน ”เศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทาน“ในบล็อกนี้ หรือใน เศรษฐสารออนไลน์ได้)

    การใช้นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน และนโยบายเศรษฐกิจวงจรคู่ ที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ควบคู่กับการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจต่างประเทศมาพัฒนาเศรษฐกิจภายในของจีน สามารถประคับประคองเศรษฐกิจจีนได้ในระดับหนึ่ง  แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่ได้กระเตื้องขึ้นมามากนัก

    แต่ด้วยการกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  ประกอบกับการอ่อนตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ  ผลของการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางด้านอุปทานได้ลดน้อยลงไปมาก  อย่างไรก็ตาม  นโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุปทาน โดยเฉพาะการลดต้นทุน  ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  นอกจากมาตรการต่างๆที่ช่วยให้มีการลดต้นทุนการผลิต ต้องลดต้นทุนการประกอบธุรกิจทางด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุนขนส่ง โลจิสติกส์และลดต้นทุนด้านกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ  ในเรื่องปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการคล่องตัวมากขึ้นนั้น รัฐบาลจีนปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทำในทางตรงข้าม คือ มีการควบคุมธุรกิจเอกชนมากขึ้น และมีความเข้มงวดมากขึ้น  การบริหารงานของรัฐบาลก็มีความโปร่งใสน้อยลง  จนถึงปัจจุบันข้อบกพร่องหลายประการของเศรษฐกิจจีนยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น โครงสร้างระบบการเงินยังมีความไม่สมบูรณ์ อยู่มาก เศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เจริญเติบโตมากเกินไป จนผู้ประกอบการหลายรายต้องประสบกับปัญหาทางการเงิน  เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้ปัญหาการว่างานมีความรุนแรงขึ้น

ในด้านความสัมพันธ์กับประเทศอื่น เมื่อต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ  จีนก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา  แต่ทั้งอเมริกาและยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของจีน แม้กระชับความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ก็คงไม่สามารถชดเชยกับการสูญเสียตลาดส่งออกจากการกีดกันทางการค้าของอเมริกาและยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม ทางด้านการลงทุนโดยตรง ในปัจจุบัน ประเทศยุโรปบางประเทศ ยังมีความสัมพันธ์ด้านการลงทุนกับจีนอยู่ไม่น้อย

     การพัฒนาการส่งออกที่ประสบความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจใหม่หรือสี่เสือในเอเชีย ก็เป็นตัวอย่างของการรู้จักใช้ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตนเป็นประโยชน์ เขตเศรษฐกิจทั้งสี่คือเกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีพื้นที่เล็ก มีพลเมืองไม่มาก ตลาดภายในประเทศเล็ก  การทดแทนการนำเข้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้มาก   เกาหลีและไต้หวันพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนนำเข้าได้ระยะหนึ่งแล้ว ก็หันไปเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้ทรัพยากรและแรงงานให้เป็นประโยชน์ จนประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  ในขณะเดียวกัน ก็มีการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  เมื่อสินค้าที่ใช้ทรัพยากรและแรงงานมากสูญเสียความได้เปรียบแล้ว ก็พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้นได้

    ในประเทศไทย การปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมจากการทดแทนนำเข้าสู่การส่งเสริมการส่งออกในต้นทศวรรษ 1970  ก็ทำให้เศรษฐกิจมีการพัฒนาได้ดีขึ้น  แต่ในเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเปรียบเทียบของประเทศได้น้อย   หลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปีค.ศ. 1997  ความสามารถในภาคเศรษฐกิจต่างๆลดลงอย่างต่อเนื่อง  รัฐบาลหลายสมัยมีการใช้นโยบายประชานิยม ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหายมาก  และทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยหลายชนิดสูญเสียไป  (เรื่องความได้เปรียบเปรียบเทียบและการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบนี้ของประเทศไทย จะมีการกล่าวถึงในอีกบทความหนึ่งต่างหาก)

ข. )  ท้องถิ่น และสถานประกอบการ

    แต่ละพื้นที่ของประเทศมีทรัพยากรและจุดเด่นที่แตกต่างกัน ในประเทศจีนมณฑลต่างๆต้องแข่งขันกันสร้างความเจริญแก่มณฑลของตนเอง  ผู้บริหารแต่ละมณฑลต้องพิจารณาว่า พื้นที่ของตนมีข้อได้เปรียบด้านต่างๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นอย่างไร เช่น ทำเลที่ตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติ ความชำนาญของประชาชน อาหารและสินค้าหัตถกรรมที่โดดเด่น

    เช่นเดียวกัน เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน แต่ละแห่งก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักใช้จุดเด่นของตนให้เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่  งดหรือลดการส่งเสริมกิจกรรมที่ขัดกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตนเอง  ตัวอย่างหนึ่งคือ การพัฒนามหานครฉงชิ่ง(重庆)ในประเทศจีน ในปีค.ศ. 2010  หวงฉีฟาน(黄奇帆)ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการหมานครฉงชิ่ง  เห็นว่าฉงชิ่งเป็นเมืองใหญ่ แต่มีข้อเสียเปรียบที่ตั้งอยู่ในเขตตะวันตก  ไม่มีพื้นที่ติดทะเลเหมือนเมืองในฝั่งทะเลตะวันออก แต่เขาเห็นว่า ฉงชิ่งสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคส์ ซึ่งอาศัยการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ เขาจึงศึกษาว่า นักลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเท็คส์มีความต้องการอะไรบ้าง  มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนอะไรที่จะมาผลิตที่ฉงชิ่งได้ แล้วกำหนดนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของนักลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคส์เหล่านี้   ในที่สุดเขาก็สามารถดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเท็คส์ ให้ย้ายมาตั้งโรงงานที่ฉงชิ่งจำนวนมาก  จนทำให้ฉงชิ่งกลายเป็นมหานครที่มีความเจริญเติบโตระดับสูง  แบบอย่างการพัฒนาเมืองชงชิง(重庆模式)จึงมีการกล่าวขวัญกันมากในทศวรรษ 2010  (แต่ผลงานของการพัฒนาเมืองฉงชิ่ง กลับกลายเป็นของโป๋ซีไหล (薄熙来)ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคของเมืองฉงชิ่ง เพราะในขณะนั้น โป๋เป็นผู้บริหารสูงสุดของเมืองนี้ เช่นเดียวกัน ในการพัฒนามหานครเซี่ยงไฮ้(上海)จูหรงจี(朱镕基)ซึ่งเป็นผู้ว่าการเซี่ยงไฮ้ เป็นหัวหน้าทีมงานที่สำคัญ  แต่ผลงานตกแก่เจียงเจ๋อหมิง(江泽民)เลขาธิการเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีตำแหน่งสูงกว่า  การพัฒนาเศรษฐกิจจีนในสิบปีแรกที่สีจิ้นผิง(习近平)เป็นเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี งานส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง(李克强)นายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจเป็นคนทำ  แต่กลับมีการกล่าวขวัญในนาม“ นโยบายเศรษฐกิจของสี”(习近平经济学 หรือXinomics) เป็นต้น)

    อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ การพัฒนาอุตสาหกรรมของอำเภอคุนซาน(昆山) มณฑลเจียงซู(江苏)ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรที่สวยงาม แต่เดิมไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 20 คุนซานมีการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเท็คส์ จนมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมากติดต่อกันเป็นเวลาสิบกว่าปี  ในหนังสือ The  New China Playbook เล่าว่า คุนซานซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเซี่ยงไฮ้ (上海)และซูโจว(苏州) ในปี 1978 ยังเป็นอำเภอที่ยากจน  การจะขักชวนให้บรรษัทนานาชาติมาทำการลงทุนทำได้ยาก  แต่ผู้บริหารอำเภอเห็นว่าคุนซานมีภูมิประเทศสวยงาม มีภูมิอากาศดี ประชาชนมีอัธยาศัยดี และมีที่ดินราคาต่ำ ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากมหานครเซี่ยงไฮ้ น่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้  จึงเพ่งเล็งการส่งเสริมการลงทุนไปที่ไต้หวัน โดยการให้สิทธิประโยชน์บางอย่าง  รับปากว่าจะอำนวยความสะดวก และมีนโยบายปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นที่เข้มงวด  รับรองว่าลงทุนในคุนซานทำได้โดยสะดวก และได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี ในที่สุด อำเภอคุนซานก็ก้าวขึ้นมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมไฮเท็คส์ ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก

    ในระดับองค์กรและสถานประกอบการ ก็ต้องมีการพิจารณาว่า องค์กรหรือสถานประกอบการของเรา มีจุดเด่นและจุดด้อยในด้านต่างๆอะไรบ้าง เช่น การบริหาร  คุณภาพผลิตผล กำลังคน ระดับเทคโนโลยีความสะดวกรวดเร็วในการบริการลูกค้าหรือผู้มาติดต่อ  และมีปัญหาอุปสรรคด้านใดบ้าง ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร  ทั้งองค์กรและสถานประกอบการธุรกิจ ต้องให้ความสนใจในเรื่องประชาสัมพันธ์ สำหรับธุรกิจ  ต้องให้ลูกค้ารู้ว่า ผลิตผลของเรามีคุณภาพดีอะไรบ้าง  เมื่อมีของดีแล้ว ต้องให้เขารู้  แต่ไม่ควรโฆษณาชวนเชื่อและอวดอ้างเกินความเป็นจริง มิฉะนั้น เมื่อมีคนรู้ว่า เราพูดโกหก ก็ทำให้คนหมดความเชื่อถือ ทำให้กิจการเกิดความเสียหายมาก

    การมองเห็นแนวโน้มความต้องการของประชาชน การรู้จักใช้เครื่องมือสื่อสารและเทคโนยีสมัยใหม่อื่นๆให้เป็นประโยชน์ต่อกิจการของตน รู้จักขยายขอบเขตไปสู่สิ่งที่มีคนต้องการ เป็นกุญแจนำสู่ความสำเร็จในทางธุรกิจ  ในประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ  มีตัวอย่างการรู้จักตอบสนองความต้องการของประชาชนหรือลูกค้า โดยการขยายขอบเขตจากสิ่งที่เคยทำและเริ่มธุรกิจในตลาดที่มีความต้องการมาก แล้วประสบผลสำเร็จมีอยู่ไม่น้อย เช่น อาลีบาบา(Albaba)ในจีน ที่ก่อตั้งโดยหม่าหวิน (馬云: Jack Ma) ที่เริ่มจากการโฆษณาให้หน่วยงานของรัฐและเอกชน  และต่อมาขยายเป็นการขายสินค้าออนไลน์ จนเป็นบริษัทอีคอมเมอร์ซขนาดใหญ่มาก  Amazon ในอเมริกา ที่เริ่มจากการขายหนังสือ ต่อมา ขยายขอบเขตมาขายสินค้าชนิดต่างๆออนไลน์  Facebook, Google ในอเมริกา บริษัทไป่ตู้(Baidu 百度) ที่ค้นหาข้อมูลด้านต่างๆได้ และ WeChat (微信) ในจีน ที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง ล้วนแสดงให้เห็นว่า การรู้จักตอบสนองความต้องการของคน และใช้เครื่องมือสื่อสารที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ มีความสำคัญต่อการขยายธุรกิจ

   อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สถานการณ์ของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อได้เปรียบต่างๆที่เคยมีอยู่ อาจลดน้อยหรือไม่มีอีกต่อไป  ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้  ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญ ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มา และรู้จักหาทางปรับปรุงแก้ไขได้ทันกับสถานการณ์ เป็นสิ่งสำคัญ  ต้องมีการใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ และมีบุคลากรวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความรู้และเชื่อถือได้

     แนวทางหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของเรา คือ ร่วมมือกับผู้อื่น อาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญของผู้ร่วมงาน ช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เสริมเติมจุดแข็ง และลดจุดอ่อนของเรา ทำให้เราเดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควรได้  ความคิดการร่วมมือกับผู้อื่นนี้ ใช้ได้ทั้งในระดับประเทศ ระท้องถิ่น องค์กร สถานประกอบการ และระดับบุคคล

ค. ) บุคคล

    ตัวอย่างการรู้จักใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตนเป็นประโยชน์ของบุคคล มีอยู่เป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะยกตัวอย่างเพียงนักวิชาการจีนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดี ที่มีข้อได้เปรียบเทียบเทียบในการเขียนหน้งสือ บทความ และการสื่อสารในเวทีอื่น ในการวิเคราะห์สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวประเทศจีน  การผงาดขึ้นจากประเทศยากจนล้าหลัง มาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี เป็นเรื่องที่มีคนสนใจกันทั่วโลก แต่คนในประเทศอื่นส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ระบบสังคม การเมือง นโยบายและมาตรการเศรษฐกิจด้านต่างๆ  ซึ่งมีรายละเอียดและมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ในเรื่องนี้ นักวิชาการที่อยู่ในประเทศจีนและมีประสบการณ์ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย  ย่อมมีความรู้ในสถานการณ์ยุคหลังการปฏิรูปมากกว่า และวิเคราะห์ได้ละเอียดลึกซึ้งกว่า  ระบบเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศจีนมีความแตกต่างกันกับประเทศอื่น ปัญหาเศรษฐกิจบางอย่างที่จีนต้องประสบ อาจยากแก่ความเข้าใจ   นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จีนบางคน เช่น หลินอี้ฟู (林毅夫 Justin Yifu Lin) และ:จินเค่อหวี่ (金刻羽:Jin Keyu) จึงมีงานเขียนเป็นภาษาอังกฤษที่มีการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจของจีนได้ละเอียดและลึกซึ้งกว่านักวิชาการเศรษฐศาสตร์ในประเทศอื่น   ผู้สนใจการพัฒนาเศรษฐกิจจีนยุคหลังการปฏิรูป  ควรอ่านหนังสือและบทความที่เขียนโดยนักชาการสองคนนี้ และนักวิชาการจีนคนอื่นๆอย่างละเอียด

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *