INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไทยต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง หากเกิดมหาวิกฤตเศรษฐกิจ

IMG 6971

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ไทยต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง หากเกิดมหาวิกฤตเศรษฐกิจ

​ต้องยอมรับว่าสหรัฐฯยังคงเป็นอันดับหนึ่งของโลกในทางเศรษฐกิจ และพลังทหาร ดังนั้นเมื่อทรัมป์ซึ่งมีแนวคิดที่แปลกแยกไปจากแนวการเมืองที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี

​ทั้งโลกก็ต่างจับตามองว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายอย่างไรและจะมีผลกระทบอะไรต่อโลก และประเทศแต่ละประเทศ

​เมื่อมาถึงจุดนี้ แม้จะพึ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียงหนึ่งเดือนทรัมป์ก็สามารถสร้างความปั่นป่วนแบบไม่คาดคิดให้กับหลายๆประเทศในโลก

IMG 6348

 

​แต่ขอสรุปแนวทางที่น่าจะเป็นสำคัญๆคือแนวโน้มสงครามที่กำลังรบกันอย่างดุเดือดและติดพัน ในภูมิภาคยุโรปคือรัสเซีย-ยูเครน มีทีท่าว่าจะยุติลง ด้วยการเจรจาโดยตรงระหว่างทรัมป์-ปูติน โดยไม่มียุโรป และเซเรนสกีมาเกี่ยวข้อง และมีกรอบว่าจะไม่มีทหารสหรัฐฯในยูเครน ยูเครนจะไม่เข้านาโต้และยูเครนจะต้องยอมรับสภาพที่จะเสียดินแดน ที่ถูกรัสเซียยึดครอง

​นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวให้สัมภาษณ์ว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะเชิญผู้นำจีนสีจินผิง และปูตินมาร่วมคุยกันในโอกาสต่อไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายในงบกลาโหม ซึ่งทรัมป์คาดว่าจะลดลงได้ครึ่งหนึ่งทีเดียว

IMG 6972

 

​ทั้งนี้ถ้าดูงบประมาณกลาโหมที่ไบเดนทิ้งทวนไว้ให้ทรัมป์ก็ตกเข้าไปกว่า 9 แสนล้านครึ่งหนึ่งก็ 4 แสนห้า ซึ่งจะทำให้งบขาดดุลกว่า 6 แสนล้าน เหลือขาดดุลประมาณ 2 แสนล้าน เมื่อรวมกับการตัดงบอื่นๆที่ทรัมป์มอบให้อีลอนมัสทำ ก็อาจอนุมานได้ว่าสหรัฐฯจะมีงบที่ไม่ขาดดุลเป็นครั้งแรก ซึ่งจะสร้างคะแนนนิยมให้ทรัมป์เป็นอย่างมาก

​ส่วนด้านตะวันออกกลาง แม้ทรัมป์จะนำเสนอแผนให้อพยพชาวกาซาไปไว้ที่อื่นและจะให้มีการบูรณะใหม่ เพื่อให้เป็นวิเวียร่า จนถูกประณามไปทั่ว ยกเว้นไซออนิสต์ในอิสราเอลและที่อื่นๆ

​แต่ผู้เขียนมองว่าการที่ทรัมป์อ้างตัวและนำสหรัฐฯเข้ามาเป็นเจ้าภาพในงานนี้และพูดจาเหมือนเอาใจบรรดาไซออนิสต์ทั้งปวงนั้น

​เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่พวกนี้จะก่อให้เกิดในแคปปิตอลฮิล เพราะองค์กรล็อบบี้ของไซออนิสต์ มีอิทธิพลในรัฐสภาสหรัฐฯอย่างยิ่ง จนกว่าทรัมป์จะได้ใจคนมะกันส่วนใหญ่ และฝั่งดิโมแครตก็ไม่อาจก่อความวุ่นวายภายในประเทศได้ ทรัมป์จึงอาจเปิดแผนสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง

​กล่าวโดยสรุปผู้เขียนมองว่าทรัมป์นั้นมีความตั้งใจที่จะยุติสงคราม ตามความคิดในฐานะนักธุรกิจ แม้อาจจะขัดแย้งกับ Deep State ด้านอุตสาหกรรมอาวุธ แต่จะได้แรงสนับสนุนจากไซออนิสต์ด้านการเงิน และรวมด้านพลังงานเพราะทรัมป์ก็สนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

​ดูไปแล้วสถานการณ์โลก น่าจะดีเมื่อมหาอำนาจต่างต้องการสร้างสันติภาพ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเหมือนการประชุมยัลต้าในอดีต

​อย่างไรก็ตามทรัมป์กลับสร้างเรื่องสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งโดยนัยนี้ก็อาจจะทำให้เกิดการปั่นป่วนได้ทั่วโลก เช่น การประกาศขึ้นภาษีศุลกากร ทั้งเป็นรายประเทศและเป็นการทั่วไป เช่นเก็บภาษี เหล็ก และอลูมิเนียม25% และยังจะมีตามมาอีกเป็นขั้นๆจาก 5% เป็น 10% จนถึง 25% สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดความตึงเครียดต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะถ้าประเทศคู่ค้าต่างขึ้นภาษีตอบโต้ การส่งออกจะกระทบไปทั่วโลกรวมทั้งไทย

​ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะผ่อนปรนได้ด้วยการหาตลาดใหม่ หรือเพิ่มมูลค่าในตลาดที่มีแนวโน้มดี อย่างไทยก็มีมูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศในอาเซียนค่อนข้างดีสูงกว่าการค้ากับสหรัฐฯ แต่ก็นั่นแหละ คงไม่พอมาทดแทนมูลค่าที่ขาดหายไปจากการขึ้นภาษีนำเข้าของมะกัน ยกเว้นพ่อค้าไทยจะยอมแบกรับภาษีนั้นไว้เอง แล้วผลักภาระให้คนผลิต เช่นเกษตรกร

​ปัญหาสำคัญคือเศรษฐกิจเมกากำลังเป็นฟองสบู่ มูลค่าของตลาดการเงินสูงถึง 200% กว่าของมูลค่า ผลิตภัณฑ์ที่แท้จริง (REAL GDP) และ P/E RATIO สูงถึง 37 เท่า ทรัมป์จะแก้ปัญหาอย่างไร ขณะที่คุม FED ไม่ได้

​นอกจากนี้การขึ้นภาษีนำเข้าตามนโยบายของทรัมป์ มีโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อได้สูง ขณะเดียวกันการขาดดุลงบประมาณและการเป็นหนี้สาธารณะ สูงถึง 36.7 ล้านๆ

IMG 6973

​จะทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้สาธารณะ การจะออกพันธบัติรัฐบาลได้ในขณะนี้ก็จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยให้สูงกว่าของเก่า เพราะลูกค้ารายใหญ่อย่างญี่ปุ่นและจีน ก็เริ่มจะไม่ยอมรับซื้อแล้ว จึงคงต้องไปหาจากรายย่อยทั่วโลก เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยก็จะเกิดผลกระทบกับตลาดหุ้นที่เป็นฟองสบู่ ซึ่งถ้ามันพังขึ้นมาทรัมป์จะแก้ปัญหาอย่างไร ตอนนี้เงินเฟ้อให้สหรัฐฯก็เกิน 3% แล้ว (เป้าหมาย 2%)

​ในอดีตรัฐบาลในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่สุดได้ใช้การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่นั่นสงครามมันเกิดที่ยุโรปและเอเชีย ไม่กระทบภายในสหรัฐฯ ทว่าคราวนี้สงครามโลกครั้งที่ 3 คงหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์ไม่พ้น และสหรัฐฯก็จะต้องเสียหายยับไปด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่ทรัมป์จะเข้าสู่สงครามนิวเคลียร์ โดยที่ทรัมป์เองก็ไม่ต้องการสงคราม

​ด้วยเหตุนี้จึงจะเกิดปัญหามหาวิกฤตทางเศรษฐกิจลามไปทั่วโลก โดยจะเกิดภาวะที่มีเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำที่เรียกว่า ​Stagflation ระบาดไปทั่วโลก

​ประเทศไทยจึงควรเตรียมตัวรับมือโดยปรับกระบวนการผลิต ขยายตลาดเก่าและหากตลาดใหม่ ในที่นี้ขอแนะนำตัวอย่างสักประเทศหนึ่งเพื่อเป็นข้อพิจารณาในการแก้ปัญหา นั่นคือ ประเทศซาอุดิอารเบีย โดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

​1.จุดแข็งคือซาอุดิอารเบีย เป็นประเทศที่มั่งคั่ง ร่ำรวย กำลังซื้อสูง   2.มีนโยบายเปิดกว้างที่จะสร้างความหลากหลายของการผลิตส่งออกและนำเข้าด้วยวิสัยทัศน์ 2030 ที่มีโครงการใหม่ๆ 3 ชุดด้วยกันคือ

​2.1 โครงการจัดตั้งศูนย์รับส่งสินค้าทางบก ทางทะเล ทางอากาศ โดยจะมีท่าเรือขนาดใหญ่ ศูนย์คอนเทนเนอร์ใหญ่ระดับโลก ถนน และรถไฟความเร็วสูง กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆโดยเฉพาะแอฟริกา

​2.2 โครงการที่อยู่อาศัย The Line ขนาดกว้าง 200 เมตรสูง 500 เมตร ยาว 17 กม. ใช้พลังงานสีเขียว และระบบเดินทางที่ไม่ต้องใช้รถส่วนบุคคล

​2.3 โครงการศูนย์กีฬา การท่องเที่ยว และเอนเตอร์เทนเม้น นอกจากนี้ยังมีแผนปลูกต้นไม้ ทั้งหมด 50,000 ล้านตัน โดยทยอยปลูกตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เริ่มจาก 100 ล้านต้นและเพิ่มเป็นทวีคูณตามแผน

​ที่สำคัญซาอุดิอารเบียอุดมไปด้วยพลังงาน จึงมีความมั่นคงทางพลังงานและยังมีแผนสร้างแหล่งพลังงานที่หมุนเวียนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ยังไม่สู้มีความมั่นคงทางอาหาร แม้จะพยายามดำเนินการอยู่ก็ตาม

​ดังนั้นประเทศไทยโดยรัฐบาลอาจจะเป็นผู้นำร่องในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับซาอุดิอารเบีย เพื่อเติมเต็มช่องว่างให้กันนั่นคือ ไทยค่อนข้างมีความมั่นคงทางอาหาร แต่ไม่มั่นคงทางพลังงาน จึงควรมีโครงการแลกเปลี่ยนเสริมกำลังกัน

​นอกจากนี้รัฐบาลซาอุดิอารเบียยังคำนึงถึงประชากรของเขาที่มีอยู่ประมาณ 33 ล้านคนที่รัฐบาลในปัจจุบันต้องเลี้ยงดูด้วยรายได้จากน้ำมัน เขาจึงพยายามสร้างงานให้ประชาชนของเขาทำโดยให้ทุนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปในการสนับสนุน SME โดยประกอบกับโครงการให้ความรู้อบรมการแนะนำธุรกิจดังกล่าวและมีสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน

​ดังนั้นรัฐบาลไทยก็อาจสนับสนุนให้ SME ในไทยที่กำลังจะสูญพันธุ์ได้เกิดใหม่ด้วยการสนับสุนให้จับคู่ทางธุรกิจกับ SME ซาอุดิอารเบีย และอาศัยประเทศนี้เป็นสะพานเข้าสู่แอฟริกาที่มีถึง 54 ประเทศและมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุทรัพยากรธรรมชาติ

​นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่รัฐบาลไทยจะใช้เป็นโครงการนำร่องเพื่อแก้ปัญหายามเกิดมหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ น่าจะดีกว่าทางเลือกอื่น เช่น การพึ่งพาธุรกิจนำเที่ยวที่อ่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับเอนเตอร์เทนเม้นคอมเพลก

​หรือการสนับสนุนให้คนไทยไปทำงานต่างประเทศที่เสี่ยงภัยเช่นอิสราเอล   อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไทยต้องศึกษาและติดตามการปรับปรุงกฏระเบียบและอุปนิสัยที่ค่อนข้างแข็งตัว นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของทรัมป์ที่จะสร้างสันติภาพขึ้นในตะวันออกกลางได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *