INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เลือกตั้งอิสราเอล 2026: ชนะคะแนน แต่ยังไม่ชนะอำนาจ

Israel Election 2026 Votes and Power

เลือกตั้งอิสราเอล 2026: ชนะคะแนน แต่ยังไม่ชนะอำนาจ

ทหารประชาธิปไตย

 วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ปมจัดตั้งรัฐบาล และผลสะเทือนต่อภูมิภาค (ข้อมูล ณ 29 ตุลาคม 2569)

ภาพรวมผลการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาอิสราเอล (Knesset) สมัยที่ 26 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับจากเหตุโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 จึงถูกมองเป็นการลงประชามติต่อภาวะผู้นำของเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศ ผลเบื้องต้นระบุว่าพรรคลิคุดของเนทันยาฮูยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ได้เพียงราว 26 ที่นั่ง ลดลงราว 6 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคยาชาร์ของกาดี ไอเซนคอต อดีตเสนาธิการทหารบก ที่ได้ราว 21 ที่นั่งในการลงสนามครั้งแรก

เมื่อดูเป็นรายขั้ว กลุ่มเนทันยาฮู (ลิคุด ชาส ยูไนเต็ดโตราห์ยูดาย โอซมา เยฮูดิต และไซออนิสต์ศาสนา) ได้ราว 53 ที่นั่ง ฝ่ายค้านสายที่ไม่ใช่อาหรับของไอเซนคอต (ยาชาร์ ของเนฟตาลี เบนเนตต์ เดโมแครตของยาอีร์ โกลัน และอิสราเอลเบเตนูของลีเบอร์มาน) ได้ราว 48 ที่นั่ง ส่วนพรรคอาหรับสองกลุ่มคือ Joint List และราอัม รวมกันราว 19 ที่นั่ง ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา(หมายเหตุ:เชื้อสายอาหรับแต่มีทั้งคริสต์ อิสลามและยิวพื้นเมือง) อย่างไรก็ตาม การนับบัตรของทหารและผู้อยู่ต่างประเทศยังไม่เสร็จ ตัวเลขจึงอาจขยับเล็กน้อย

จุดที่น่าสนใจคือใครได้และใครเสียเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2565 กลุ่มของเนทันยาฮูโดยรวมลดลงราว 11 ที่นั่ง ขณะที่พรรคอาหรับ Joint List เพิ่มขึ้นราว 7 ที่นั่งท่ามกลางการรณรงค์ให้ชุมชนอาหรับออกมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก และเดโมแครตสายซ้ายของโกลันเพิ่มขึ้นราว 4 ที่นั่ง ภาพนี้สะท้อนว่าผู้ลงคะแนนจำนวนไม่น้อยต้องการเปลี่ยนผู้นำ แต่ยังไม่ได้รวมตัวเป็นเสียงข้างมากที่ตั้งรัฐบาลได้โดยตรง

ปมตัวเลข: ทำไม 67 จึงยังไม่เท่ากับรัฐบาล

ในทางเลขคณิต ฝ่ายที่ต่อต้านเนทันยาฮูมีราว 65 ถึง 67 ที่นั่ง เกินเสียงข้างมาก 61 ที่นั่งอย่างสบาย โกลันจึงประกาศว่าเนทันยาฮูแพ้การเลือกตั้งแล้ว แต่ในทางการเมือง ตัวเลขนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะไอเซนคอตวางเงื่อนไขไว้ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคอาหรับหรือพรรคอุลตราออร์โธดอกซ์ โดยอ้างความต่างด้านค่านิยมพื้นฐานและท่าทีต่อกลุ่มฮามาส ขณะที่ฝ่ายเนทันยาฮูโหมโจมตีตลอดการหาเสียงว่าไอเซนคอตจะไม่มีทางตั้งรัฐบาลถ้าไม่มีพรรคอาหรับ หากเขากลับคำ ก็เสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือกับผู้ลงคะแนนสายกลางและสายขวาที่เป็นฐานเสียงสำคัญ

สำหรับพรรคอาหรับ โจทย์ก็ยากไม่แพ้กัน ราอัมของมันซูร์ อับบาส เคยร่วมรัฐบาลผสมปี 2564 จึงมีบรรทัดฐานของการเข้าร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ในบรรยากาศหลังสงครามกาซาและเหตุ 7 ตุลาคม การสนับสนุนรัฐบาลที่ยังปฏิบัติการทางทหารโจมตีกาซาและเวสต์แบงค์ต่อไปอาจสร้างแรงต้านจากฐานเสียงของตนเอง ขณะที่การปฏิเสธทุกข้อเสนอก็เท่ากับปล่อยให้เนทันยาฮูอยู่ต่อ พรรคเหล่านี้จึงน่าจะต่อรองเป็นชุด ทั้งงบประมาณชุมชน กฎหมายพลเมือง และท่าทีต่อสงคราม

ฝ่ายเนทันยาฮูเองก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่ดีกว่า ตัวเลข 53 ห่างจาก 61 มาก และพรรคศาสนาที่เคยเป็นพันธมิตรหลักก็มีรอยร้าวกับเขาจากกฎหมายเกณฑ์ทหารมาก่อนการเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือทั้งสองขั้วอยู่ในสภาพชนะแต่ไม่พอ และพรรคอาหรับกลายเป็นผู้กำหนดจังหวะโดยปริยาย

สามเส้นทางสู่การจัดตั้งรัฐบาล

เส้นทางแรกคือรัฐบาลเสียงข้างน้อยของไอเซนคอต โดยพรรคอาหรับงดออกเสียงหรือสนับสนุนจากภายนอกโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล เป็นทางที่นักวิเคราะห์พูดถึงมากที่สุด เพราะรักษาถ้อยคำเชิงรูปแบบของไอเซนคอตไว้ได้ และพรรคอาหรับเองก็ต้องการเห็นเนทันยาฮูพ้นตำแหน่ง แต่รัฐบาลแบบนี้เปราะบาง ต้องต่อรองทุกร่างกฎหมายสำคัญ และอาจล้มเมื่อเกิดวิกฤตความมั่นคงที่ผู้แทนอาหรับเห็นต่าง

เส้นทางที่สองคือรัฐบาลเอกภาพระหว่างลิคุดกับยาชาร์ ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธต่อสาธารณะ และไอเซนคอตเคยปฏิเสธแม้แต่การสลับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ยอมรับเนทันยาฮูและพันธมิตรหัวรุนแรงอย่างเบนกาเวียร์หรือสโมทริช แต่หากการเจรจาติดขัดนานและแรงกดดันจากภาวะสงครามสูงขึ้น คำปฏิเสธก่อนเลือกตั้งอาจถูกทบทวน เส้นทางที่สามคือการเลือกตั้งซ้ำ โดยเนทันยาฮูเป็นรักษาการต่อไป ซึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะแก้ทางตัน ดังที่อิสราเอลเคยต้องเลือกตั้งถึงสี่ครั้งในเวลาไม่ถึงสองปีช่วง 2562 ถึง 2564

ยังมีเส้นทางที่สี่ซึ่งแคบที่สุด คือเนทันยาฮูดึงพรรคนอกขั้วหรือสมาชิกจากฝ่ายค้านมาเสริมจนถึง 61 ที่นั่ง แต่ด้วยช่องว่างราว 8 ที่นั่ง จะต้องมีการย้ายข้างจำนวนมากซึ่งยังไม่มีสัญญาณชัดเจน

ผลสะเทือนต่อความมั่นคงและภูมิภาค

ประเด็นแรกคือนโยบายความมั่นคง แม้ไอเซนคอตจะขึ้นมา ก็ไม่ควรคาดหวังการเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน เพราะผู้นำฝ่ายค้านส่วนใหญ่สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในกาซาและเลบานอน และตัวเขาเองเป็นอดีตผู้บัญชาการทหารที่สูญเสียบุตรชายในสงครามกาซา สิ่งที่น่าจะเปลี่ยนมากกว่าคือรูปแบบการบริหาร ลำดับความสำคัญเรื่องตัวประกัน การประสานงานกับวอชิงตัน และการจัดลำดับความสำคัญของสงคราม

ประเด็นที่สองคือสุญญากาศในการตัดสินใจ ช่วงที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ รัฐบาลรักษาการมีขีดจำกัดทั้งทางกฎหมายและความชอบธรรม การเจรจาปกติสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียและกรอบการจัดการกาซาจึงมีแนวโน้มชะงัก ขณะที่คู่ปรปักษ์อย่างอิหร่านและเครือข่ายพันธมิตรอาจประเมินว่านี่คือช่วงที่ต้นทุนของการเสี่ยงต่ำลง ส่วนภายในประเทศ พรรคอาหรับมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายขวาจัดน่าจะใช้ประเด็นนี้ระดมมวลชน ทำให้สังคมแตกขั้วหนักกว่าเดิม

ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วอชิงตันซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันทางทหารและการทูตหลักของอิสราเอลจะเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งในการส่งสัญญาณต่อสูตรรัฐบาลแต่ละแบบ และในการกดดันให้การเจรจาเรื่องกาซากับกรอบความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับเดินต่อ แม้รัฐบาลจะไม่เสถียร

ประเด็นสุดท้ายคือตัวเนทันยาฮูเอง ทุกฉากทัศน์ที่ยืดเวลาออกไปล้วนเอื้อให้เขายังอยู่ในตำแหน่งรักษาการ และเลื่อนการเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคมและคดีความของเขาออกไปได้อีกระยะ นี่คือเหตุผลที่ความยืดเยื้อของการตั้งรัฐบาลไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นปัจจัยทางอำนาจโดยตรง

มุมมองต่อไทยและอาเซียน

สำหรับไทย ผลกระทบตรงที่สุดมาจากความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งทางทะเล รวมถึงความปลอดภัยของแรงงานไทยจำนวนมากในอิสราเอล โดยเฉพาะภาคเกษตร ในระดับยุทธศาสตร์ ความอ่อนแอของรัฐบาลอิสราเอลและความผันผวนของภูมิภาคตอกย้ำว่าไทยและอาเซียนควรเตรียมแผนรับมือด้านพลังงานและการอพยพคนไทยล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ทางตันทางการเมืองคลี่คลายก่อนหรือสงครามประทุรุนแรง

สิ่งที่ต้องจับตา

ตัวเลขสุดท้ายหลังนับบัตรทหาร ท่าทีของราอัมและ Joint List ว่าจะยอมสนับสนุนจากภายนอกหรือไม่ การตัดสินใจของประธานาธิบดีว่าจะมอบหน้าที่ตั้งรัฐบาลให้ใครก่อน ท่าทีของเบนเนตต์และลีเบอร์มาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของฝ่ายค้านสายกลาง และปฏิกิริยาของวอชิงตันต่อสูตรรัฐบาลที่เป็นไปได้ โดยรวมแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครจะปกครองอิสราเอล แต่ตัดสินว่าการต่อรองรอบต่อไปจะเกิดบนเงื่อนไขแบบใด

บทสรุป

การเลือกตั้งครั้งนี้เผยให้เห็นความขัดแย้งซ้อนกันสามชั้น ชั้นแรกคือเสียงที่ต้องการเปลี่ยนผู้นำ ซึ่งมีมากพอในเชิงตัวเลข ชั้นที่สองคือความไม่ไว้วางใจระหว่างพรรคกระแสหลักฝ่ายค้านกับพรรคอาหรับ ซึ่งทำให้เสียงข้างมากนั้นแปลงเป็นอำนาจได้ยาก และชั้นที่สามคือแรงกดดันจากสงครามที่ยังไม่จบ ซึ่งทำให้ทุกการตัดสินใจทางการเมืองมีต้นทุนด้านความมั่นคงเสมอ หากพรรคใดพรรคหนึ่งยอมเปลี่ยนเงื่อนไขของตนก่อน ทางตันอาจคลี่คลายได้เร็ว แต่หากต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายถอย อิสราเอลก็อาจเข้าสู่ช่วงรักษาการที่ยืดเยื้อ ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์ในระยะสั้นที่สุดคือเนทันยาฮู และผู้ที่แบกรับความเสี่ยงสูงที่สุดคือประชาชนและภูมิภาคโดยรวม

หมายเหตุ: ข้อมูลผลคะแนนอ้างอิงรายงานของ Jerusalem Post, Haaretz, Times of Israel, Ynet, Al Jazera และ Wikipedia ณ วันที่ 28–29 ตุลาคม 2569 ส่วนข้อประเมินผลกระทบเป็นความเห็นของผู้เขียน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *