INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ระบบราชการ : ปลดปล่อย 3 ล้านล้านเหรียญที่ไหน

IMG 7113

ระบบราชการ : ปลดปล่อย 3 ล้านล้านเหรียญที่ไหน

แกรี ฮาเมล กล่าวว่า บุคคลบางคนเชื่อว่าระบบราชการหลีกเลี่ยงไม่ได้พวกเขาไม่ถูกต้อง เมื่อขุดข้างในไฮเออร์ มอร์นิ่ง สตาร์ หรือนูคอร์ สตีลเราจะค้นพบว่าองค์การใหญ่และซับซ้อนมากเหล่านี้ปลอดระบบราชการระบบราชการกำหนด ภาษีการบริหาร เหมือนกับคราบหลอดเลือดแดงมันเกือบจะมองไม่เห็น แต่อันตรายจะไม่น้อยเลย เพี่อการหลีกเลี่ยงภาษีการบริหาร เราต้องค้นหาวิถีทางของการได้มาการควบคุม การประสานงาน ความสม่ำเสมอ “ปลอดภาษี”ถ้าเราติดอยู่ มันไม่ได้เป็นเพราะว่าเราขาดโมเดลบทบาท เรามีตัวอย่างเพียงพอที่จะรู้มันเป็นไปได้ของการปลอดภาษีระบบราชการคุณสามารถบรรลุการควบคุม การประสานงาน และความสม่ำเสมอโดยไม่บริโภค 30% ของเเรงงานมนุษย์ภายในการสลับไปมา กระดาษของระบบราชการ แต่องค์การของเรายังคงปริศนาด้วยระบบราชการ ทำไมเราไม่ซื่อสัตย์เพียงพอ เกี่ยวกับต้นทุนของระบบราชการ กล้าหาญไม่เพียงพอต่อการเผชิญหน้ากับบุคคลที่ป้องกันมัน และสร้่างสรรค์ไม่เพียงพอภายในการสร้างทางเลือก ถ้าคุณต้องการชนะภายในโลกของการพุ่งพรวดอย่างคล่องแคล่ว และกระหาย ระบบราชการต้องตาย บริษัทวัยหนุ่มสาวกล้าหาญ ยืดหยุ่น และรวดเร็ว บริษัทใหญ่ไม่เป็นดังนี้ การวิจัยได้เสนอแนะว่าระบบราชการมากเกินไป – ลำดับชั้นมากเกินไป เเละกฏมากเกินไป เป็นต้นทุนของเศรษฐกิจโออีซีดี 9 ล้านล้านเหรียญต่อปี ภายในการสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจ ระบบราชการดูเหมือนสำคัญ ต่อการบรรลุการควบคุม การประสานงาน และความสม่ำเสมอ ทำให้องค์การใหญ่ทำหน้าที่ได้ ต่อหลายทศวรรษเป็นความจริง ในขณะนี้มันไม่จริงแล้ว การเจริญเติบโตจำนวนของบริษัืทแนวหน้ากำลังพิสูจน์ว่ามันเป็นไปได้ที่จะซื้อประโยชน์ระบบราชการปลอดภาษีตามแกรี ฮาเมล แล้ว “ระบบราชการต้องตาย” เพราะว่ามันเป็นโมเดลการบริหารที่ล้าสมัย รากฐานมาจากโครงสร้างบังคับบัญชา-ควบคุมของทหารและวิศวการอุตสาหกรรม มันยับยั้งนวัตกรรมและความสมารถปรับตัวภายในองค์การ การขัดขวางความสมารถของพวกเขา ที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสภาวะตลาดและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเขาได้ยืนยันว่าโครงสร้างลำดับชั้นที่ตายตัวและการควบคุมที่มากเกินไปโดยธรรมชาติ ภายในระบบราชการจะไม่สอดคล้องกับความคล่องตัวที่ต้องการภายในสภาพแวดล้อมธุรกิจของวันนี้แกรี ฮาเมล เสนอเเนะโมเดลการบริหารใหม่เขาเรียกว่า ฮิวแมนนอคราซี มุ่งเน้นการให้อำนาจ การบริหารตัวเอง ความเป็นเจ้าของ และความร่วมมือร่วมใจการยอมให้บุคคลกระทำเหมือนผู้ประกอบการภายในองค์การ การ กระตุ้นวัฒนธรรม ของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ตรงที่บุคคลถูกกระตุ้นให้ทดลองความคิดใหม่และเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาความคิดของเเกรี ฮาเมล เกี่ยวกับฮิวแมนนอคราซี กำเนิดจากความคับข้องใจของเขากับบริษัทที่ไม่ได้คิดค้น ทดลอง และไม่ได้ใช้บุคคลของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ เขาเชื่อว่าองค์การควรจะถูกสร้างรอบบุคคล ไม่ใช่รอบตำแหน่งหรือคำบรรยายลักษณะงาน หนังสือ “Humanocracy” โดยแกรี ฮาเมล และมิเชล ซานนนินิ เสนอแนะการทดแทนบิวรอคราซี ด้วยฮิวแมนนอคราซี วิถึทางการบริหารที่ได้รวมศูนย์มนุษย์มากขึ้น เขาได้เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อที่จะรับมือกับ ข้อจำกัดของระบบราชการ และส่งเสริมโมเดลรวมศูนย์มนุษย์มากขึ้นแกรี ฮาเมลได้ถูกจูงใจที่จะเขียนหนังสือ เพราะว่าเขาเชื่อว่าหลายบริษัทไม่ได้มุ่งที่นวัตกรรม และไม่ได้ใช้บุคคลของพวกเขา เต็มศักยภาพของพวกเขา
แกรี ฮาเมล และมิเชล ซานนินิ ได้สร้างถ้อยคำ ฮิวแมนนอคราซี อธิบายโมเดลการบริหารที่ให้ความสำคัญบุคคลเหนือระบบราชการ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารบนลงล่างไปสู่วิถีทางประชาธิปไตยศูนย์รวมมนุษย์ ฮิวแมนนอคเครซีส่งเสริมปรัชญาการบริหาร ตรงที่องค์การได้ถูกออกแบบเพื่อที่จะบรรลุศักยภาพของมนุษย์สูงสุด แทนการขึ้นอยู่กับโครงสร้างลำดับขั้นที่ตายตัว การสนับสนุน “แฮก” ของระบบราชการสมัยเดิมแฮกบิวรอคคลาซี ของแกรี ฮาเมล หมายถึงวิถีทางที่สร้างสรรค์ ที่มักจะแหวกแนว การใช้ทางอ้อม หรือลดกฏและกระบวนการที่ตายตัวของระบบราชการ การทำให้การตัดสินใจและการกระทำรวดเร็วขึ้นและสร้างสรรค์ขึ้น ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างฮิวแมนนอคราซี และบิวรอคราซีจะอยู่ที่บทบาทของบุคคลได้ถูกระบุความสัมพันธ์ภายในองค์การอย่างไร ภายในบิวรอคคราซี บุคคลจะเป็นเครื่องมือ พวกเขาเป็นทรัพยากรถูกว่าจ้างโดยองค์การสร้างผลิตภัณฑ์ และในที่สุดกำไร ภายในฮิวแมนนอคราซี ความสัมพันธ์พลิกกลับ องค์การจะเป็นเครื่องมือภายในบทความฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว ของเขา “The $3 Trillion Prize for Busting Bureaucracy” แกรี ฮาเมล อ้างถึงแนวคิดที่ โดยการลดกระบวนการระบบราชการอย่างสำคัญภายในเศรษฐกิจยูเอส บริษัทสามารถจะปลดปล่อย 3 ล้านล้านเหรียญเพิ่มมากขึ้น ภายในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เขายืนยันว่าระบบราชการจะเป็นต้นทุนเศรษฐกิจยูเอส 3 ล้านล้านเหรียญต่อปี การอ้างถึงแนวคิดวางไปข้างหน้า แกรี ฮามเมล อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้เขียนเกี่ยวกับระบบราชการนับตั้งแต่ ค.ศ 1990
แกรี ฮาเมล เชื่อว่าการกำจัดระบบราชการจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เขาได้ประมาณว่า การลดการดึงของระบบราชการจะเพิ่ม 3 ล้านล้านเหรียญต่อเศรษฐกิจยูเอสโดยพื้นฐานการนำเสนอ “รางวัล ” ต่อใครก็ตาม องค์การหรือรัฐบาล สามารถรื้อระบบราชการมากเกินไปภายในองค์การของพวกเขาการทำให้การดำเนินงานคล่องตัว และการกำจัดระบบราชการ ที่ไม่จำเป็นได้บรรลุความสำเร็จ รางวัลจะ หมายถึงการจูงใจให้องค์การ ระบุและรื้อกระบวนการระบบราชการที่ขัดขวางความก้าวหน้า ความคิดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงต้นทุน ที่สำคัญของการขาดประสิทธิภาพทางระบบราชการ และการกระตุ้นธุรกิจให้ความสำคัญต่อการทำให้การดำเนินงานคล่องตัว การกำจัดลำดับชั้นการอนุมัติที่ไม่จำเป็นและระเบียบการที่ซับซ้อน บริษัทสามารถที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของบุคคลและนวัตกรรม การรื้อระบบราชการจะไม่ง่าย เเต่มันต้องเกิดขึ้น – ระบบราชรการต้องตาย The 3 Trillion Prize ได้ให้พิมพ์เขียวรายละเอียด เพื่อการกำจัดภาษีระบบราชการ ภายในองค์การของคุณ และที่ไหนก็ตาม แกรี ฮาเมลได้กล่าวว่าระบบราชการเป็นผลิตผลของเวลาของมัน แต่รากฐานของการบริหารวันนี้ยังคงอยู่บนระบบราชการ
แกรี ฮาเมล เป็นบุคคลด้วยภารกิจ : ฆ่าระบบราชการ กล่าวว่า เราจะต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับระบบราชการเป็นต้นทุนเศรษฐกิจมากเท่าไรฆ่าระบบราชการของแกรี ฮาเมล หมายความว่าเขาเชื่อว่าโครงสร้่างระบบราชการสมัยเดิมภายในองค์การล้าสมัยไปเเล้ว และวิถีทางบังคับบัญชา-ควบคุมยับยั้งนวัตกรรมและความก้าวหน้า ภายในสภาพเเวดล้อมธุรกิจสมัยใหม่ ดังนั้นพวกเขาควรจะเปลี่ยนแปลงหรือกำจัด เพื่อที่จะทำให้ยืดหยุ่นและการให้อำนาจแก่บุคคลมากขึ้น เขาเชื่อว่าบริษัทของวันนี้ควรจะก้าวไปสู่โมเดลฮิวแมนอคราซี ตรงที่บุคคลถูกให้อำนาจและบริหารตัวเอง ฆ่าระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพที่จะปลดปล่อยศักยภาพอย่างเต็มที่ของพวกเขาแกรี ฮาเมล มองว่าระบบราชการเป็นของตกทอดจากยุคอุตสาหกรรมไม่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมธุรกิจสมัยใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบราชการมักจะขัดขวางการรับเอาความเสี่ยงภัยและความคิดใหม่ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และความก้าวหน้าลำดับชั้นการบริหารมากจนเกินไปสามารถนำไปสู่ขวัญของบุคคลที่ตกต่ำลง และลดความเป็นเจ้าของงานระบบราชการเป็นเทคโนโลยีของการควบคุมเขายืนยันว่าระบบราชการเป็นเทคโนโบยีทางสังคมที่ถูกใช้ควบคุมบุคคลภายในองค์การ ระบบราชการ เป็นอุดมการณ์และสถาปัตยกรรมบนพื้นฐานการควบคุม อุดมการณ์ของระบบราชการคือ การควบคุมนิยม สถาปัตยกรรมของระบบราชการเป็นโครงสร้างพีรามิด ตรงที่อำนาจหน้าที่ไหลจากบนลงล่าง โครงสร้างพีรามิดของระบบรนชการอ้างถึงโมเดลองค์การลำดับชั้นสมัยเดิม ตรงที่อำนาจหน้าที่รวมศูนย์อยู่ ณ บนสุด ไหลลงมาผ่านหลายลำดับชั้นภายในโครงสร้างพีรามิด แกรี ฮาเมล ยืนยันว่าโครงสร้างพีรามิดนี้ ถูกกำเนิดมาจากวิถีทางบังคับบัญชา-ควบคุมของทางทหาร และการบริหารภายในยุคของอุตสาหกรรม โครงสร้างพีรามิดสมัยเดิมจะเป็นของตกทอดจากอดีตตรงที่การไหลของข้อมูลช้า และบุคคลจะต้องถูกควบคุมใกล้ชิดไม่สอดคล้องกับบริษัทสมัยใหม่ตรงที่ข้อมูลพร้อมเข้าถึงได้

IMG 7112แกรี ฮาเมล อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้เขียนและพูดเกี่ยวกับประวัติของระบบราชการ และจะออกไปจากมันได้อย่างไร เขาได้ยืนยันว่าระบบระบบราชการเป็นโมเดลที่ล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความต้องการของวันนี้ ตามแกรี ฮาเมล ระบบราชการ อ้างถึงโครงสร้างองค์การที่ตายตัว ให้ความสำคัญการทำตาม เหนือการมีส่วนช่วยของบุคคล โดยพื้นฐาน การมองบุคคลเป็นทรัพยากรเท่านั้น แกรี ฮาเมล ได้ส่งเสริม ฮิวแมนนอคราซีเป็นโมเดลที่ดีกว่า ตรงที่องค์การให้ความสำคัญศักยภาพของบุคคล และให้อำนาจบุคคลที่จะมีส่วนช่วยอย่างมีความหมายภายในระบบราชการ องค์การมาก่อน องค์การได้ว่าจ้างบุคคลที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และกำไร มนุษย์เป็นเครื่องมือ ดังนั้นทำไมเราได้เรียกพวกเขาทรัพยากรมนุษย์ เมื่อเราปฏิบัติต่อบุคลลเหมือนเครื่องมือ พวกเขายากที่จใะห้เราสิ่งที่ดีที่สุดของพวกเขาบิวรอคราซี่ต้องตาย” แกรี ฮาเมล ได้ร้องตะโกน จากเวทีของการประชุมเรนเดนเฮยี ครั้งที่สองภายในจีนไม่นานมานี้ กูรูที่มีอิทธพลคนนี้ มีภารกิจของการกำจัดองค์การแบบราชการ ในฐานะของคอรปอเรทเรเบิล จอสท์ มินนาร์ กล่าว เราสนับสนุนการรณรงค์ของเขาอย่างเข้มแข็ง ทำไม เพราะว่าบิวรอคราซีภายในองค์การใหญ่กำลังเจริญเติบโตไม่ได้หดตัวลง แม้ว่าเรามีแฟชั่นได้กล่าวถึงไม่นานมานี้เหมือนเช่นทีลและโฮลาเครซี่แกรี ฮาเมล แสดงว่าองค์การใหญ่ส่วนใหญ่มีแปดระดับการบริหารหรือมากกว่า เรามีกับดักของระบบราชการ 9 ล้านล้านเหรียญข้อมูลของแกรี่ ฮาเมล ได้ชี้ว่าบริษัทใหญ่ได้กลายเป็นอนุรักษนิยมมากขึ้น ผูกมัดด้วยกฏมากขึ้น และรวมอำนาจมากขึ้น นี่ไม่สามารถป้องกันได้ มันจะเป็นการสูญเสียทรัพยากร นานเหลือเกินเราได้สร้างองค์การบนกระบวนการที่เป็นพิษที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าอย่างแท้จริงต่อสังคม – แต่กองสุมต้นทุน – มันทำให้เราต้องเสียจำนวนเงินอย่างบ้าคลั่ง ตามโออีซีดีแล้ว นั่นคือ 9 ด้วยศูนย์ 12 ตัว $9,000,000,000,000การมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ยืนยันว่าเราส่วนใหญ่จะอดทนกับระบบราชการที่ไร้ประโยชน์แต่ละวัน ภายในวิถีทางบางอย่างแล้ว มันจะติดเชื้อองค์การที่เราทำงานอยู่หรือขึ้นอยู่ ทั้งที่มีต้นทุนอย่างมากมายเหล่านี้ มันยังคงเป็นระบบการปฏิบัติงานโดยทั่วไปขององค์การใหญ่และมันยังคงถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นพื้นฐาน ปรกติ และปรับขนาด เเต่มันจะไม่เป็นความจริงในขณะนี้ ปัจจุบันการค่อยปรากฏขึ้นของระบบราชการเป็นความรับผิดชอบที่อันตราย ดังที่แกรี ฮาเมล กล่าวว่า โลกกำลังกลายเป็นความวุ่นวายอย่างรวดเร็วกว่าองค์การกลายเป็นความยืดหยุ่นมากขึ้น เราไม่มีกระบวนการที่เรียบง่ายที่จะ กำจัดระบบราชการที่จริงแล้วแกรี่ ฮาเมล สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไปจากบิวรอคคราซี ไปสู่อะไรที่เขาเรียกว่าฮิวแมนนอคเครซี แนวคิดของฮิวเเมนนอคคราซี อยู่บนพื้นฐานของบริษัทที่ดีที่สุด ได้ก้าวหน้ามากกว่าที่เราคุ้นเคยบริษัทเหมือนเช่นไฮเออร์ นูคอร์ หรือ ดับบลิว. แอล. กอร์ ต่างพิสูจน์ความสามารถของการบริหารองค์การใหญ่ ด้วยการบริหารแบบลีน และระบบราชการน้อยที่สุดมาแล้วถ้าเราไม่สามารถขยับได้ มันไม่ใช่เพราะว่าเราขาดโมเดลบทบาท เราจะมีตัวอย่างเพียงพอที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ ที่จะยอมรับการปลอดระบบราชการเราสามารถบรรลุการควบคุม การประสานงาน และความสม่ำเสมอโดยไม่เสีย 30% ของแรงงานมนุษย์ภายในการสลับกระดาษไปมาของระบบราชการภายใต้คำถามความแตกต่างระหว่างบิวรอคเครซี่ และฮิวแมนนอคเครซี่คืออะไร แกรี่ ฮาเมล ได้กล่าวว่าจุดที่จะเริ่มต้นคือ ถ้อยคำบิวรอคเครซีได้ถูกสร้างเมื่อต้นศตวรรษที่สิบแปดโดยรัฐมนตรีรัฐบาลฝรั่งเศส มันหมายถึงกฎของโต๊ะทำงาน มันเป็นความคิดของ การสร้างองค์การ – ไม่ได้บนบุคคล – แต่บนตำแหน่ง และองค์การนั้นจะถูกบริหารโดยโต๊ะทำงาน มันเป็นขั้นตอนไปข้างหน้าจากองค์การที่มักจะอยู่บนพื้นฐานของการเล่นพวก และความพยายามนำระเบียบบางอย่างมาสู่วิถีทางที่เราได้บริหารองค์การของเรา ความคิดของบิวรอคเครซีได้แพร่กระจายภายในวิถีทางบางอย่างบิวรอคเครซี่ เป็นกลุ่มหลักการและการปฏิบัติทางองค์การที่ถูกออกแบบเพื่อให้การทำตามของมนุษย์สูงสุด ที่จริงแล้วแมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้เขียนภายในไว้ต้นศตวรรษที่ยี่สิบว่า บิวรอคเครซี่ ได้ลดความเป็นมนุษย์ลง ความคิดคือผลักดันองค์ประกอบทางมนุษย์ออกไปจากองค์การของเรา เพื่อที่จะทำให้องค์การมีเหตุผลเหมือนเครื่องจักร ฮิวแมนนอคเครซี่จะเหมือนกับกลุ่มของหลักการและการปฏิบัตทางองค์การ แต่มันจะทำให้ความสามารถของมนุษย์สูงสุดที่จะพัฒนาและใช้ความสามารถของพวกเขา ดังนั้นความแตกต่างอยู่ระหว่างการควบคุมสูงสุด และการมีส่วนช่วยของมนุษย์สูงสุดเรายังคงต้องการการควบคุมภายในองค์การ แต่ฮิวแมนนอคเครซี่ได้เริ่มต้นด้วยความคิดองค์การ ถูกสร้างบนมนุษย์ไม่ใช่บนตำแหน่ง ชื่อตำแหน่ง และคำบรรยายลักษณะงาน เป้าหมายคือการสร้างองค์การที่บุคคลได้ถูกกระตุ้นและทำงานของพวกเขาให้ดีที่สุดทุกวัน เราไม่มีกระบวนการที่เรียบง่ายที่จะกำจัดระบบราชการ แกรี ฮาเมลได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยของบิวรอคคราซี่ ไปสู่สิ่งที่เขาเรียกว่าฮิวแมนนอคคราซี่ แนวคิดของฮิวแมนนอคคราซี่ อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัตที่ดีที่สุดของบริษัทที่มีชื่อเสียง เราจะมีคุณลักษณะของฮิวแมนนอคคราซี ที่บุคคลทุกคนจะทำงานเหมือนกับเจ้าของหน่วยดำเนินงานที่เล็กไม่ถึง 50 คน เเกรี ฮาเมล ได้สนับสนุนอย่างเข้มแข็งเพื่อขนาดของการควบคุมที่กว้างภายในองค์การ หมายความว่าผู้บริหารควรจะควบคุม บุคคลจำนวนมากเขายืนยันว่าโครงสร้างลำดับชั้นของระบบราชการมีขนาดของการที่แคบ ผู้บริหารควบคุมบุคคลจำนวนน้อยเนื่องจากความต้องการเพื่อการควบคุมอย่างใกล้ชิด และการยึดติดที่เข้มงวดต่อกฏและระเบียบการ การนำไปสู่ลำดับชั้นมากเกินไปขัดขวางความรวดเร็วของการตัดสินใจและนวัตกรรมภายในองค์การ เขาเชื่อว่าการลดลำดับชั้นของระบบราชการด้วยการเพิ่มขนาดของการควบคุมให้กว้างขึ้น การนำไปสู่โครงสร้างองค์การที่แบนลงมีประสิทธิภาพสูงกว่าแกรี ฮาเมล ได้ยืนยันว่าการเพิ่มจำนวนของบุคคลที่ผู้บริหารได้ควบคุมโดยตรง องค์การสามารถกลายเป็นตอบสนอง ได้มากขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมความเป็นอิสระของบุคคล และลดภาษีการบริหาร แกรี ฮาเมล ได้เขียนเกี่ยวกับภาษีการบริหาร ต้นทุนของการมีผู้บริหารบริหารบุคคลอื่น ภายในฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เเละหนังสือของเขา The Future of Management เขายืนยันว่าองค์การสามารถลดภาษีการบริหาร และสร้างข้อได้ปรียบทางการแข่งขัน โดยวิวัฒนาการโมเดลการบริหารของพวกเขา

IMG 7114

เมื่อ ค.ศ 2011 แกรี ฮาเมล ได้เขียนบทความต้นแบบชื่อ “First Let’s Fire All the Managers” บทความได้วิจารณ์โครงสร้างลำดับชั้นสมัยเดิม และสนับสนุนองคฺการที่กระจายอำนาจมากขึ้น ขับเคลื่อนโดยบุคคล First Let’s Fire All the Managers โดยพื้นฐานหมายความกำจัดอย่างสิ้นเชิงทุกระดับของการบริหารภายในองค์การ ตรงที่เขาได้สำรวจความท้าทายด้วยการบริหารสมัยใหม่ และลำดับชั้น สิ่งเหล่านี้จะรวมทั้งต้นทุนโสหุ้ยจำนวนมาก การตัดสินใจที่ไม่ดี ความเฉื่อยชาเนื่องจากระบบราชการ ความไม่ผูกพันของบุคคลและการขาดการให้อำนาจ ผู้บริหารได้ถูกพิจารณามายาวนานเป็นกระดูกสันหลังขององค์การ ดังนั้นแม้แต่การคิดเกี่ยวกับการกำจัดพวกเขาได้ถูกมองเป็นข้อห้าม แต่มันเป็นเวลาต่อเราที่จะท้าทายความเชื่อ และคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับโลกของการบริหารผู้บริหารไม่ได้ยอมรับมัน แต่ลำดับชั้นของผู้บริหารบีบบังคับภาษีที่หนักต่อองค์การใดก็ตาม ผู้บริหารราคาแพง เพิ่มความเสี่ยงภัยของการตัดสินใจที่ไม่ดี การตัดสิทธิ์ของบุคคล และทำให้ความก้าวหน้าช้า ที่จริงแล้วการบริหารเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดภายในบริษัทใดก็ตามเขายืนยันว่าข้อได้เปรียบทางการแข่งขันแท้จริงมาจากนวัตกรรมของการบริหาร องค์การถูกบริหารอย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์หรือบริการเขาได้กระตุ้นธุรกิจสงสัยและลบล้างกรอบความคิดของการบริหารเดิมเมื่อแกรี ฮาเมล พูดเกี่ยวกับ โครงสร้างแบบแบน ด้วยขนาดของการคุมคุมที่กว้างภายในบทความของเขา เขาสนับสนุน เพื่อองค์การที่จะลดลงอย่างมากของลำดับชั้นการบริหารระดับกลา โดยพื้นฐานการให้ผู้บริหารแต่ละคนรับผิดชอบบุคคลจำนานมาก การสร้างลำดับชั้นที่แบนลง ตรงที่การตัดสินใจได้ถูกผลักดันลงไปสู่บุคคลทุกระดับแทนการรวมศูนย์อยู่ ณ ระดับสูงด้วยหลายลำดับชั้นของการบริหาร
ตามบทความนี้ เขาเชื่อว่าองค์การลดำดับชั้นสมัยเดิมด้วยขนาดของการควบคุม 1:10 จะมีผู้บริหารจำนวนมาก ตรงที่ผู้บริหารแต่ละคนจะควบคุมบุคคล 10 คนเท่านั้น ไม่มีประสิทธิภาพและระบบราชการมากเกินไป เขาได้เสนอแนะว่าบริษัทควรจะลดอย่างมากลำดับชั้นการบริหารของพวกเขา กลายเป็นคล่องตัวและตอบสนองได้มากขึ้น การยืนยันต่อวิถีทางไล่ผู้บริหารทุกคน ที่จะปรับปรุงโครงสร้่างองค์การองค์การเล็กอาจจะมีผู้บริหารหนึ่งคนและบุคคล 10 คน องค์การที่มีบุคคล 100,000 คน และขนาดของการควบคุม 1:10 เหมือนกันย่อมจะมีผู้บริหาร 11,111 คน นั่นเป็นเพราะว่าผู้บริหาร 1,111 ที่เพิ่มขึ้นจะถูกต้องการบริหารผู้บริหารแกรี ฮาเมล มักจะอ้างถึงโครงสร้่างแบบแบนขอมอร์นิ่ง สตาร์ บริษัทแปรรูปมะเขือเทศ เป็นตัวอย่างขององค์การที่กระจายอำนาจสูงด้วยไม่มีลำดับชั้นสมัยเดิม ตรงที่บุคคลบริหารตัวพวกเขาเองด้วยไม่มีนาย และบุุคคลจะมีความเป็นอิสระตัดสินใจ และเจรจาความรับผิดชอบกับเพื่อนของพวกเขามอร์นิ่ง สตาร์ ดำเนินงานด้วยโครงสร้างการบริหารตัวเองอย่างลึกซึ้ง ตรงที่พวกเขาไม่มีนาย ชื่อตำแหน่ง หรือลำดับชั้นที่เป็นทางการ หมายความว่าบุคคลบริหารตัวพวกเขาเองบนความร่วมมืออย่างสมัครใจและความผูกพันต่อเพื่อนร่วมงานของพวกเขา การแสดงโมเดลของการบริหารโดยไม่มีผู้บริหาร ความคิดแกนของมันคือบุคคลทุกคน ณ มอร์นิ่ง สตาร์ ถูกพิจารณาเป็นเพื่อร่วมงาน และได้ถูกคาดหวังรับผิดชอบต่องานของพวกเขา ประสานงานกับบุคคลอื่นโดยไม่มีการควบคุมโดยตรงโครงสร้างแบบแบนคือ โครงสร้างที่มีการระดับการบริหารน้อย ผู้บริหารระดับกลางน้อยหรือไม่มีเลย สายการบังคับบัญชาสั้น และขนาดของการควบคุมกว้าง ขนาดของการควบคุมเป็นถ้อยคำทางทหาร หมายถึงจำนวนผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้บริหาร ขนาดของการควบคุมเริ่มต้นจากความเชี่อของผู้นำกองทัพโรมันที่ว่า ขนาดของการควบคุมที่แคบย่อมจะมีประสิทธิภาพสูงภายในการทำสงครามสายการบังคับบัญชาเป็นถ้อยคำทางทหาร หมายถึงลำดับชั้นของอำนาจหน้าที่ สายการบังคับบัญชาจะแสดงให้เห็นถึง อำนาจหน้าที่ตามสายงาน ความรับผิดชอบ และช่องทางการสื่อสารภายในองค์การ และอยู่บนรากฐานของหลักการบริหารสมัยเดิมคือ การมีผู้บังคับบัญชาคนเดียว เราจะมีภูมิปัญญาของกฎหมายโรมันว่า ถ้าทาสคนหนึ่งมีนายสามคนแล้ว ทาสคนนั้นจะเป็นเสรีชนทันทีขนาดของการควบคุมจะมีความสำคัญมากต่อโครงสร้าง เพราะว่าขนาดของการควบคุมกำหนดจำนวนระดับการบริหาร และจำนวนผู้บริหารภายในโครงสร้าง ถ้าขนาดของการควบคุมยิ่งกว้างเท่าไรระดับการการบริหารยิ่งน้อยลง และโครงสร้างยิ่งแบนลงเท่านั้น ภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองเผ่าอินเดียนแดงภายในอเมริกา พวกเขา มีหัวหน้าเผ่าคนเดียวเท่านั้นนอกนั้นเป็นอินเดียนทุกคนคำถามบ่อยครั้งที่มักจะถามว่า จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชากี่คนที่ผู้บริหารสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีคำตอบที่แน่นอนต่อคำถามนี้ เพราะว่าตัวเลขที่ดีที่สุดแตกต่างกัน ภายในสถานการณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเวลา ความรู้ กำลัง และความสามารถของผู้บริหารแต่กระนั้นคำถามนี้ได้ถูกพยายามศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญการบริหารหลายคน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เป็นเอกฉันท์ต่อประเด็นนี้
“ศตวรรษแห่งประสบการณ์ ได้แสดงให้ห็นว่าผู้นำทหารสามารถควบคุมโดยตรงบุคคล ไม่มากกว่า 3 ถึง 6 คน” – เซอร์ เอียน แฮมิลตัน แนวคิดขนาดของการควบคุมได้ถูกแนะนำและนิยมแพร่หลายภายในอังกฤษเมื่อ ค.ศ 1922 โดยนายพลทหารชาวอังกฤษ เซอร์ เอียน แฮมืลตัน ภายในหนังสือของเขาชื่อ “The Soul and Body of an Army” มันจะเกิดขึ้นจากสมมุติฐาน ที่ผู้บริหารจะมีจำนวนเวลา พลังงาน และความสนใจ ทุ่มเทกับงานของพวกเขาอย่างจำกัด ภายในการศึกษาของเซอร์ เอียน แฮมิลตัน ผู้นำทหารชาวอังกฤษ เขาได้ค้นพบว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมบุคคล มากกว่าสามถึงหกคนโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพนายพลไม่ควรจะควบคุมบุคคลมากว่าสามคนในขณะที่ทหารระดับล่างสามารถควบคุมบุคคล ได้ถึงหกคน ตัวเลขเหล่านี้ได้ถูกยอมรับกันโดยทั่วไปว่าจะเป็นการลองผิดลองถูกต่อขนาดของการควบคุมนับแต่นั้นมา แนวคิดขนาดของการควบคุมของเซอร์ เอียน แฮมิลตัล ได้ถูกสนับสนุนและขยายออกไปผู้เชี่ยวชาญการบริหาร เช่น วี เอ ไกรคูนาสและลินเดลล์ เออร์วิค นานกว่าทษวรรษต่อมา วี เอ ไกรคูนาส ได้แสดงแนวคิดขนาดของการคุมทางคณิตศาสตร์ เมื่อ ค.ศ 1933 ไกรคูนาส ที่ปรึกษาทางการบริหารชาวฝรั่งเศษ ได้พิมพ์เอกสารเรื่อง “Relationship in Organiztion” ภายในเอกสารฉบับนี้ เขาได้กล่าวว่าเมื่อจำนวนของผู้อยู่ใต้บังคัญชาเพิ่มสูงขึ้นแบบเลขคณิต 1, 2 ,3 , 4 ,5 เป็นต้น จำนวนของความสัมพันธ์ที่ผู้บังคับบัญชาต้องควบคุมจะเพิ่มสูงขึ้นแบบเรขาคณิต 1 , 6 , 18, 44, 100 เป็นต้นดังนั้นผู้บังคับบัญชาสามารถควบคุม จำนวนผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้อย่างจำกัดเท่านั้น อะไรก็ตามที่เลยจากข้อจำกัดนี้จะควบคุมได้ยากมากเอกสารของไกรคูนาสจะมีสูตร ตาราง และแผนภูมิ ทุกอย่างแสดงถึงการเพิ่มอย่างทวีคูณขึ้นของความซับซ้อนของความสัมพันธ์ เมื่อจำนวนของผู้อยู่ใต้บังคับเพิ่มขึ้น เขาได้อธิบายความสัมพื้นธ์พื้นฐานไว้สามประเภท
*ความสัมพันธ์แบบทางตรง ระหว่างผู้บังคับและผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน
*ความสัมพันธแบบกลุ่ม ระหว่างผู้บังคับบัญชาและการรวมกันของผู้ใต้บังคับบัญชา
*ความสัมพันธแบบไขว้ ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคนเขาได้พัฒนาสููตรคณิตศาสตร์ต่อไปนี้ที่จะคำนวณความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ R = n(2n-1 +n-1)
R = จำนวนความสัมพันธ์ที่ผู้บริหารอาจจะต้องมีกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน และ n = จำนวนของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกควบคุม ถ้าจำนวนของผู้ใต้บังคัญชาคือ 3 จำนวนความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้คือ R = 3(22 +3-1) = 18 เมื่อ n เพิ่มสูงขึ้น จำนวนความสัมพันธ์จะเพิ่มขึ้นอย่างอย่างทวีคูณ สมมุติว่า n = 5 ดังนั้น R = 5(24 +5-1) =100 อาร์ ซี เดวิส นักวิชาการบริหารสมัยเดิม ได้ระบุขนาดของการควบคุมไว้สองประเภท ขนาดของการควบคุมทางการบริหาร และขนาดของการควบคุมทางการปฏิบัติงาน ขนาดของการควบคุมทางการบริหารหมายถึงขนาดของการควบคุมของผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูงแตกต่างกันระหว่าง 3 ถึง 9 คน ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความรับผิดชอบของผู้บริหาร ขนาดของการควบคุมทางการปฏิบัตงานหมายถึงขนาดของการควบคุมของผู้บริหารระดับล่างเป็น 30 คนลินเดลล เออร์วิคยืนยันว่าผู้บริหารควรจะมีขนาดของการควบคุมที่จำกัด เนื่อจากบุคคลมีขนาดของการให้ความสนใจที่จำกัด ผู้บริหารที่มีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา 10 คน ต้องเกี่ยวพันกับการติดต่อถึง 5,210 ครั้ง แม้ว่าเขาอาจจะไม่เกี่ยวพันการติดต่อที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดก็ตาม ผู้บริหารจะถูกจำกัดด้วยเวลา เขาได้เสนอแนะว่าผู้บริหารระดับสูงควรจะมีขนาดของการควบคุม 4 คน และผู้บริหารระดับล่างควรจะเป็น 8 ถึง 12 คนสมมุติว่าเรามีบริษัทสองบริษัทมีจำนวนบุคคลล่างสุดเท่ากันคือ 4,096 คน บริษัทที่หนึ่งกำหนดขนาดของการควบคุมไว้เท่ากับสี่ทุกระดับคือ 1 ต่อ 4 บริษัทที่สองกำหนดขนาดของการควบคุมไว้เท่ากับแปดทุกระดับคือ 1 ต่อ 8 บริษัทที่หนึ่งมีระดับการบริหาร 6 ระดับ จำนวนผู้บริหาร 1,365 คน บริษัทที่สองมีระดับการบริหาร 4 ระดับ จำนวนผู้บริหาร 585 คน บริษัทที่สองมีโครงสร้างแบนกว่าบริษัทที่หนึ่ง 2 ระดับ และจำนวนผู้บริหารน้อยกว่า 800 คนต่อปี ถ้าผู้บริหารมีเงินเดือนเฉลี่ยคนละ 100,000 บาทต่อปีบริษัทที่สองสามารถประหยัดเงินดือนผู้บริหารได้ 80,000,000 บาทต่อปี นี่คือข้อได้เปรียบทางต้นทุนของโครงสร้างแบบแบน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *