INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กาตาร์ประเทศเล็กใจใหญ่

กาตาร์ประเทศเล็กใจใหญ่

จรัญ มะลูลีม

มากกว่าหนึ่งทศวรรษที่กาตาร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ไกล่เกลี่ย (powerbroker) ที่มีอิทธิพลในตะวันออกกลางและเลยไปยังดินแดนอื่นๆ

ทั้งๆ ที่เป็นที่รับรู้กันว่าประวัติศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ทางการทูตของกาตาร์กับภูมิภาคและกับโลกนั้นแสนจะสั้น  แต่กาตาร์ก็ปรากฏตัวในฐานะผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญอยู่ทั้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ของโลก

Credit Photo by : www.thaiembassy.org

กาตาร์ถือกำเนิดมาไม่นาน เป็นรัฐเล็กๆ มีประชากรน้อยแต่อยู่ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคอย่างอิหร่านที่อยู่ทางเหนือและซาอุดีอาระเบียทางใต้   เป็นรัฐกษัตริย์ตะวันออกกลาง (Shiekhdom) ที่มีรายได้มวลรวมสูงสุดของโลกมาแล้ว  จนกลายมาเป็นตัวแทนสำคัญที่มีอิทธิพลอยู่ในภูมิภาค

ในภูมิภาคตะวันออกกลาง กาตาร์ได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นที่รวมและเป็นศูนย์กลางของโลกาภิวัตน์

ถ้าได้มีโอกาสมาเยือนกาตาร์อย่างที่ผมได้มีโอกาสมาพบนักเรียนไทยที่นี่ในปี 2016 และการประชุมของโลกมุสลิมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นก็จะพบด้วยตาตนเองว่ากาตาร์ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นศูนย์กลางของโลกาภิวัตน์ไปแล้วในหลายแง่มุม

โดฮา (Doha) ที่เป็นเมืองหลวง  แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  แต่เป็นการเปลี่ยนสู่ความเจริญรุ่งเรืองที่รวดเร็วท่ามกลางตึกรามบ้านช่องสูงระฟ้าที่งดงามทันสมัย   ท้องถนนที่สะอาดและการจัดตลาดทั้งแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่สะท้อนความเป็นกาตาร์  ไม่ว่าจะเป็นตลาดนกเหยี่ยว  ถนนคนเดิน สตูดิโอแสดงภาพเขียนที่อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่น้อยแห่งในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้กาตาร์ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่ในระดับโลก  รวมทั้งสายการบินระดับโลก  ที่รู้จักกันดีนั่นคือ Gatar Airways   ผมเคยนั่งคุยกับเด็กไทยที่เป็นแอร์โฮสเตสขณะเดินทางจากกรุงโดฮามาประเทศไทยได้เล่าให้ฟังว่าชีวิตในโดฮาเป็นชีวิตที่มีความสุข  มีคนไทยหลายคนที่เป็นแอร์โฮสเตสและพำนักอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย แอร์โฮสเตสที่ร่วมสนทนาอยู่ด้วยบอกให้ผมดูบริเวณตึกที่เธอพำนักอยู่และเครื่องบินบินผ่านด้วยความภูมิใจ กรุงโดฮาของกาตาร์เติบโตเคียงคู่มากับกรุงดูไบและอะบูดาบีของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์

อย่างไรก็ตามกาตาร์ดูเหมือนจะเป็นประเทศที่มีนโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์หรือ UAE เป็น

ที่ผ่านมานโยบายต่างประเทศของกาตาร์เป็นไปในเชิงรุก (proactive diplomacy) นอกจากนี้กาตาร์ยังประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยว่าด้วยสันติภาพในเลบานอนในปี 2008 และซูดานในปี 2011

จากการเป็นนักไกล่เกลี่ยปัจจุบันเมื่อเกิดความร้าวฉานทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย UAE และบาห์เรน  กาตาร์กำลังได้รับการไกล่เกลี่ยจากเออร์ดูอัน  ผู้นำตุรกีและคูเวตที่พยายามดำรงความเป็นกลางในหมู่สมาชิกสภาความร่วมมือแห่งอ่าวมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้กาตาร์ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือฝ่ายกบฏโค่นอำนาจของมุอัมมัร  ก๊อซซาฟีย์ของลิเบียลงได้  ซึ่งในกรณีนี้อาจตีความได้หลายทาง  สำหรับผู้เห็นใจผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างก๊อซซาฟีย์กาตาร์ก็คือผู้ที่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของลิเบียหรือถือหางประเทศตะวันตกที่ต้องการโค่นก๊อซซาฟีย์ที่มีความเห็นกันโดยทั่วไปว่าจบชีวิตลงโดยทหารตะวันตกที่เข้าไปแทรกแซงในลิเบียอันเป็นประเทศที่ยังคงดำรงความแตกแยกอย่างหนักหลังการโค่นอำนาจก๊อซซาฟีย์

ทั้งนี้กรณีการแทรกแซงของตะวันตกที่มีต่ออิรักในสงครามอ่าวเปอร์เซียจนมาถึงการแขวนคอซัดดัม ฮุสเซ็นอดีตผู้นำอิรัก  และกรณีสหรัฐ ฝรั่งเศสและอังกฤษเข้าไปก้าวก่ายลิเบียช่วงอาหรับสปริง (2011) จะพบว่าทั้งโอบามา (กรณีลิเบีย) และโทนี่ แบลร์ (กรณีอิรัก) ล้วนออกมายอมรับถึงความผิดพลาดในการรุกเข้าไปในประเทศทั้งสอง   แม้ว่าจะไม่เสียใจที่ซัดดัม ฮุสเซ็น และมุฮัมมัด ก๊อซซาฟีย์ต้องมาจบชีวิตลงก็ตาม

ด้วยเหตุนี้การรุกรานของตะวันตกจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งความยุ่งเหยิงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาจนถึงปัจจุบัน   รวมทั้งการเข้าแทรกแซงเพื่อโค่นผู้นำซีเรียด้วยการสนับสนุนฝ่ายกบฏและติดอาวุธให้   จนกระทั่งทรัมป์ออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่าสหรัฐจะเลิกติดอาวุธให้ฝ่ายกบฏเพราะเป็นที่รับรู้กันว่าโอกาสที่จะเอาผู้นำซีเรียลงจากอำนาจนั้นดูเหมือนจะเลือนรางเข้าไปทุกที   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัสเซียเข้ามาช่วยซีเรียอย่างเต็มตัว

อีกบาดแผลหนึ่งที่กาตาร์ล้มเหลวคือความพยายามร่วมกับสหรัฐและพันธมิตรอาหรับแถบอ่าวโค่นล้ม บาชัร อัล-อะสัดของซีเรีย  กระนั้นกาตาร์ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจดีกว่าประเทศอื่นๆ ก็ยังปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะตัวแสดงในภูมิภาคที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

หากไม่มีความขัดแย้งทางการทูตกับประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียและแอฟริกาเหนืออย่างอียิปต์ กาตาร์ก็จะยังคงดำรงความเป็นตัวแสดงสำคัญในภูมิภาคต่อไป

กาตาร์เติบโตมาได้จากการพบกันของสองแนวโน้มคือในระดับโลกและในระดับภูมิภาคในทั้งสองระดับนี้มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของกาตาร์

ท่ามกลางความจำกัดตัว  ทั้งในทางการทูต การเมือง สาธารณูปโภคและสัมมะโนประชากร  กระนั้นกาตาร์ก็สามารถดันตัวเองเข้ามาเป็นประเทศสำคัญของโลกได้ในที่สุด

ในเวลานี้ตะวันออกกลางเริ่มแลเห็นอำนาจที่เสื่อมลงของประเทศที่เคยมีบทบาทเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคและเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในแถบคาบสมุทรอาหรับแล้ว

ก่อนหน้านี้หลายทศวรรษ  เราจะพบว่าศูนย์กลางทางการทูตการทหารและอำนาจทางอุดมการณ์  ล้วนไปรวมกันอยู่ตามเมืองหลวงใหญ่ๆ  อย่างเช่นกรุงไคโรของอียิปต์ กรุงดามัสกัสของซีเรีย  กรุงแบกแดดของอิรักและกรุงเตหะรานของอิหร่าน  โดยถือกันโดยทั่วไปว่าเมืองหลวงเหล่านี้เป็นแหล่งรวมแห่งการคุ้มครองมัสญิดอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทั้งหลายของอิสลาม (custodian of Islam’s holiest Mosques)

ส่วนกรุงริยาฏของซาอุดีอาระเบียก็ถือว่าเป็นคู่แข่งสำคัญกับประเทศในภูมิภาคที่ได้กล่าวมาข้างต้น

อย่างไรก็ตามช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 โวหารทางการเมืองและสิ่งที่ปรากฎให้เห็น  ได้สะท้อนความอ่อนแอในทางสถาบันและในทางโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในการเมืองของซีเรีย อิรัก และอิหร่าน

มีหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้นับตั้งแต่  การขยายตัวของชนชั้นกลางที่ขาดประสิทธิภาพเศรษฐกิจที่อยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน   โครงสร้างพื้นฐานที่แตกทำลายและนโยบายของประเทศที่ขาดความกระตือรือร้น

สภาพดังกล่าวมีส่วนต่อการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ อุดมการณ์และการทูต  ความเสื่อมโทรมเหล่านี้มีต่อไปจนถึงปี 2000  และส่งผลต่อเนื่องไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งตัวไม่ทันที่เรียกกันว่าอาหรับสปริงในปี 2011

มองโดยรวมผู้คนและรัฐต่างๆ แม้แต่ในคาบสมุทรอาหรับเองก็อาจมองข้ามกาตาร์ไปได้  กาตาร์อาจถูกมองแค่เป็นรัฐเล็กๆ ของคาบสมุทรที่มี “บ่อน้ำมัน” (อัดเดาลา อัล-บิร – al-dawla al-bir)

นักวิชาการตะวันออกกลางเอง ซึ่งได้แลเห็นความเจริญของกาตาร์อยู่ต่อหน้าก็ยังละเลยความสำคัญของกาตาร์ไปเสีย  มีคนจำนวนน้อยที่ต่อมาเล็งเห็นความสำคัญของกาตาร์ทั้งในดินแดนของกาตาร์เองหรือประเทศภายนอก

เวลานี้ผู้คนโดยทั่วไปล้วนจับตาดูความเจริญเติบโตทั้งทางยุทธศาสตร์และการพาณิชย์ของแถบอ่าวเปอร์เซียมากกว่าเดิม  กระนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่ากาตาร์ซึ่งเผชิญปัญหาอยู่เนืองๆ อย่างซาอุดีอาระเบีย  สหรัฐอิมิเรตส์ และบาห์เรน

แม้แต่กองทัพของนักก่อสร้างที่มีจำนวนนั้นเป็นแสนๆ คน ที่มาสร้างความเจริญให้กาตาร์ก็ยังดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นที่รับรู้ของชาวตะวันออกกลางมากนัก

ความเติบโตของกาตาร์ทำให้กาตาร์เดินหน้าสู่ความเจริญทางเศรษฐกิจและความทันสมัย  ความเจริญเติบโตดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวกษัตริย์และพันธมิตรที่มีอิทธิพลที่มาจากตระกูลที่มีพลังอำนาจ  พ่อค้า  และหน่วยงานจากต่างชาติที่มาตั้งอยู่ในกาตาร์

ลักษณะสำคัญต่อมาของกาตาร์ คือการทูตที่มีพลังอำนาจเกินกว่าที่รัฐเล็กๆ อื่นๆ จะทำได้   ทั้งนี้กาตาร์ที่แม้จะเป็นเพียงรัฐเล็กๆ  แต่ก็ผ่านประสบการณ์สำคัญในการเข้าไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ระหว่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง  กาตาร์จึงมีบทบาทที่เป็นที่รับรู้กันอยู่ในชุมชนระหว่างประเทศ

กระนั้นกาตาร์ก็ถูกบดบังรัศมีโดยมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และมหาอำนาจโลกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำนักข่าวของกาตาร์อย่างอัล-ญะซีเราะฮ์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก อาจกล่าวได้ว่าอัล-ญะซีเราะฮ์ (Al-Jazeera) เป็นสำนักข่าวที่ทำให้ CNN และ BBC ต้องทำข่าวอย่างระมัดระวังมากขึ้น  ทั้งนี้ก็เพราะว่าอัล-ญะซีเราะฮ์สามารถถ่วงดุลความจริงในพื้นที่กับสองสำนักข่าวสำคัญข้างต้นมาโดยตลอด   โดยเฉพาะข่าวจริงในพื้นที่สำคัญๆ ในตะวันออกกลางและในส่วนอื่นๆ ของแอฟริกา  ซึ่งอัล-ญะซีเราะฮ์ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมเข้าไปเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งมาแล้ว

ในด้านกีฬากาตาร์ใช้ความพยายามของตนร่วมกับสมาชิกของ FIFA จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022 (FIFA World Cup)   ในความสุนทรีย์กาตาร์ก็มีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก (world-class museums)    นอกจากนี้กาตาร์ยังรู้จักการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในระดับโลก  และการรักษาสถานภาพความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน สหรัฐอเมริกา ปาเลสไตน์และอิสราเอลเอาไว้ในเวลาเดียวกัน

ก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และ UAE นั้นอาจกล่าวได้ว่า กาตาร์เป็นรัฐในสภาความร่วมมือแห่งอ่าว (GCC) ที่มีความมั่นคงมากที่สุดหากเปรียบเทียบกับสมาชิกความร่วมมือแห่งอ่าวประเทศอื่นๆ

ความมั่นคงทางการเมืองของกาตาร์นั้นมาจากความสัมพันธ์ทางสังคมที่แน่นแฟ้นของประชาชนกาตาร์เอง  กาตาร์เป็นประเทศที่ไม่มีความตึงเครียดในสำนักคิดทางศาสนาหากเปรียบเทียบกับซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน  เป็นรัฐเดี่ยวที่มีขนาดเล็กแต่มีนโยบายที่มีความเป็นเอกภาพหากเปรียบเทียบกับ UAE และโอมาน   อาจกล่าวได้ว่ากาตาร์เป็นรัฐเล็กที่ผู้คนไม่ถูกการเมืองเข้ามาแบ่งแยกเป็นกลุ่มก้อนหากเปรียบเทียบกับคูเวต

นอกจากนี้กาตาร์ยังมีรายได้จำนวนมากที่มาจากก๊าซธรรมชาติจนทำให้ประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้   อย่างเช่นการมีสำนักข่าว อัล-ญะซีเราะฮ์หรือการเข้าไปเป็นประเทศผู้ไกล่เกลี่ย  ซึ่งทำให้กาตาร์ได้รับการยอมรับดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

หากมองจากทฤษฏีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะพบว่าโดยทั่วไปรัฐเล็กๆ จะเป็นผู้รองรับอำนาจมากกว่าจะเป็นต้นกำเนิดของอำนาจเสียเอง

แต่กาตาร์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม  และในหลายกรณีได้กลายมาเป็นตัวแสดงหลักในเวทีระหว่างประเทศ และมีอิทธิพล

อัล-ญะซีเราะฮ์ทำให้ประเทศกาตาร์เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์อาหรับสปริง  กระนั้นกาตาร์ก็ถูกมองว่าเป็นประเทศเล็ก   และผลิตภาพทางวัฒนธรรมก็ยังมีความจำกัด และยังเป็นประเทศเล็กเกินไปที่จะอยู่ในระดับการใช้อำนาจที่เรียกกันว่า Soft Power และ Smart Power ที่จะรวมเข้าด้วยกันเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นการเฉพาะได้

กระนั้นกาตาร์ก็รวมอำนาจของตนมาจากการเป็นนักไกล่เกลี่ยที่ประสบความสำเร็จ  และมีการลงทุนเพื่อความมั่นคง (Sovereign Wealth Fun) ไปทั่วโลก   มีอำนาจทางวัฒนธรรมอย่างอัล-ญะซีเราะฮ์และการทูตเชิงรุก  แม้กาตาร์จะทำทุกอย่างไม่ได้หมด  แต่กาตาร์ก็ทำสำเร็จมาแล้วในหลายกรณี

อย่างไรก็ตามในทางการทหารกาตาร์ยังคงอยู่ภายใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐ  ซึ่งมีความไม่แน่นอน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของทรัมป์ที่หันไปสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย  บาห์เรนและ UAE ให้หันมาต่อต้านกาตาร์ที่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐนับหมื่นอยู่ในฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในกาตาร์เสียเอง   ด้วยข้ออ้างว่ากาตาร์หนุนกองกำลังฮามาส   ฮิสบุลลอฮ์และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่เป็นกำลังหลักในการต่อต้านอิสราเอล  และการนำเอาอิสลามการเมืองมาใช้

หากมองไปที่ภูมิภาคตะวันออกกลางในเวลานี้จะพบว่าดุลอำนาจในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนไปจากอดีต   ที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียครองความยิ่งใหญ่อยู่ในสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซียมาโดยตลอด

เวลานี้กาตาร์ได้ขึ้นมาเทียบเคียงซาอุดีอาระเบียได้ในหลายแง่มุม  ไม่ว่าจะเป็นแหล่งของไฮโดรคาบอน ประชาชนในประเทศมีความร่ำรวย   สังคมมีความสมานฉันท์   ไม่มีความขัดแย้งทางนิกายและความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ  รวมทั้งการมีไกลของผู้นำที่มีสายตายาวไกล

สำหรับสถานภาพของอิหร่านที่กลายมาเป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งของซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และ UAE นั้นพบว่าปัจจุบันอิหร่านประสบความสำเร็จอย่างมาก   ในด้านความมั่นคงอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่อิหร่านมีกับขบวนการฮิสบุลลอฮ์ของเลบานอนและฮามาสของปาเลสไตน์  รวมทั้งความสัมพันธ์ที่อิหร่านมีกับกลุ่มต่างๆ ในอิรักประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่สังกัดอยู่ในสำนักคิดชีอะฮ์

การที่อิหร่านมีความขัดแย้งกับสหรัฐ  ซึ่งดูแลความมั่นคงอยู่ในรัฐกษัตริย์ทำให้บทบาทของอิหร่านมีความจำกัดโดยเฉพาะในโลกอาหรับ   อย่างไรก็ตามพันธมิตรที่เหนียวแน่นของอิหร่านยังคงอยู่ที่บาชัร อัล-อะสัดของซีเรีย

กาตาร์อาจจะแตกต่างไปจากประเทศอาหรับอื่นๆ เพราะกาตาร์เลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับอิหร่านในฐานะประเทศที่เป็นเจ้าของก๊าซที่ใหญ่ในระดับโลก    สิ่งที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตร โกรธเคืองอิหร่านนอกเหนือไปจากการกล่าวหาว่าอิหร่านหนุนการก่อการร้ายแล้ว    ความโกรธเคืองอีกประการหนึ่งน่าจะอยู่ที่ว่ากาตาร์ให้ความสำคัญกับอิหร่านมากกว่าประเทศใดๆ ในสภาความร่วมมือแห่งอ่าวยกเว้นโอมานซึ่งกาตาร์มีความใกล้ชิดอย่างมาก

แม้ว่าการทูตของกาตาร์จะมีความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง   กระนั้นหลายฝ่ายก็มีความกังวลว่ากาตาร์จะวางตัวอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน   ทั้งนี้ก็เพราะในด้านความมั่นคงกาตาร์พึ่งพาอยู่กับสหรัฐ ซึ่งแสดงความเป็นปรปักษ์กับอิหร่าน    ในขณะเดียวกันกาตาร์ก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอิหร่านและขบวนการฮามาส   รวมทั้งอิสราเอลด้วย

การใช้อัล-ญะซีเราะฮ์เพื่อผลประโยชน์ทางนโยบายโดยอ้อมๆ   ความพยายามในการเจรจา  และความสำเร็จในโครงการระดับโลก  ทำให้กาตาร์ประเทศเล็กๆ ได้รับความสนใจและจนถึงบัดนี้ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกาตาร์ก็ยังคงดำเนินนโยบายต่างไปจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางอื่นๆ และอยู่นอกเหนือทฤษฏีที่ดำรงอยู่โดยทั่วไป    ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือกาตาร์เป็นประเทศที่เหตุการณ์อย่างอาหรับสปริงมาไม่ถึง

คำถามที่กาตาร์ถูกถามจากนักวิชาการและผู้วางนโยบายมากที่สุดก็คือตัวแบบของกาตาร์นี้จะใช้ในภาคปฏิบัติได้หรือไม่  คำถามอื่นๆ ก็คือรัฐอย่างกาตาร์มีความสามารถพอที่จะจัดการกับสิ่งที่ตามมาในอนาคตได้หรือไม่?

ทั้งนี้หากศึกษาภาพรวมของกาตาร์ก็จะพบความจริงข้อหนึ่งว่านโยบายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  รวมทั้งรูปแบบทางสังคม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันล้วนมาจากพลังและความสามารถของตัวบุคคลอย่างฮามัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อัษษานี (Hamad bin Khalifa Al Thani) เจ้าผู้ครองนครทั้งสิ้น

พระองค์เป็นผู้สถาปนาสถาบันใหม่ๆ ขึ้นมาหลายแห่งในประเทศ  และเป็นพลังการขับเคลื่อนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานให้เห็นมามากกว่า 15 ปี

ส่วนปัญหาของกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศนักเจรจาสำคัญ  แต่ต้องมาเผชิญปัญหาเสียเองในเวลานี้ก็เป็นบทพิสูจน์ความสามารถของพระองค์ว่าจะมีทางออกอย่างไร   ที่จะทำให้กาตาร์ดำรงความสำคัญในฐานะประเทศเล็ก  การเมืองใหญ่เอาไว้ให้ได้นั่นเอง

สำหรับกาตาร์แล้ว  กาตาร์มิได้แลเห็นว่าอาหรับสปริงเป็นสิ่งคุกคาม  แต่กาตาร์กลับมองว่าอาหรับสปริงคือโอกาสที่จะขยายอิทธิพลของตนไปยังรัฐต่างๆ ที่รวมตัวกันลุกฮือต่อต้านผู้คนของตน   และกาตาร์ก็รู้ดีในเวลานั้นว่าการขับเคลื่อนใดๆ ในทางการเมืองของกาตาร์ต้องทำเคียงคู่ไปกับซาอุดีอาระเบียที่เวลานี้ได้กลายมาเป็นปรปักษ์ของตน

ที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ทำงานร่วมกันผ่านสภาความร่วมมือแห่งอ่าว (GCC) และสันนิบาตอาหรับ (Arab League) โดยทั้งสองประเทศใช้ความพยายามมาตลอดในการวางวาระให้กับภูมิภาคตะวันออกกลางและไม่ว่าในกรณีใดๆ ระบอบกษัตริย์แบบตะวันออกกลางจะต้องถูกรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต  ส่วนหนึ่งที่ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์เคยทำสำเร็จมาแล้วก็คือการโค่นก๊อซซาฟีย์ร่วมกับพันธมิตรตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฝรั่งเศสและอังกฤษ   ผลที่ตามมาคือการพังทลายทางการเมืองและการแตกออกเป็นกลุ่มก้อนในลิเบียที่ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน   ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้เห็นต่างจำนวนมาก  แต่ที่ล้มเหลวก็มือการโค่นอัล-อะสัด

กาตาร์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าภาพแห่งโอกาส  นับตั้งแต่การลงทุนที่มีราคาแพงและรูปแบบของการมีอิทธิพลโดยตรง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโค่นบุรุษผู้ทรงอำนาจอย่างก๊อซซาฟีย์ (Qaddafi) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองในตะวันออกกลาง   ปัจจุบันกาตาร์เป็นประเทศหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนลิเบีย (Libya) ให้มาอยู่ในอำนาจของตน

ในการกระทำดังกล่าวพบว่ากาตาร์ไม่ได้รับการต่อต้านใดๆ จากรัฐอาหรับในเวลานั้น   แม้ว่าความพยายามของกาตาร์ที่จะกระทำในแบบเดียวกันกับซีเรียประสบความล้มเหลวพร้อมๆ ไปกับสหรัฐและรัฐอาหรับทั้งหลายที่จะเอาบาชัร อัล-อะสัดลงจากอำนาจ

ถึงที่สุดการแสวงหาอำนาจก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง   กาตาร์ก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้น   เพราะหลายครั้งด้วยกันที่การแสวงหาอำนาจได้กลายเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าภาพลวงแห่งอำนาจและอำนาจที่ถูกสาปได้เช่นกัน

การตัดสินใจเข้าไปเกี่ยวข้องในลิเบียและซีเรียของกาตาร์ในเวลานั้นมาจากแรงกระตุ้นของมิตรจากตะวันตก    ต่อมากาตาร์ก็รู้ว่าการตัดสินใจที่มีต่อลิเบียและซีเรียเป็นความผิดพลาดเหมือนอย่างที่โอบามาได้ออกมาพูดในทำนองเดียวกัน

 

 

ความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่กาตาร์เผชิญอยู่ในเวลานี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่ลักษณะของผู้นำของกาตาร์เองคือชัยค์ ฮามัดที่ได้ชื่อว่าเป็นนักถ่วงดุล (balancer) ที่อยู่ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในเวลานี้

ครอบครัวเชื้อสายตามีม (Tamim) ของพระองค์ได้รับการฝึกฝนให้มีความกระตือรือร้นอยู่ในการเมืองของประเทศมาตั้งแต่ปี 2009-2010 ด้วยความหวังว่าคนในคอรบครัวจะมีส่วนร่วมอยู่ในการตัดสินใจในชะตากรรมของประเทศและการทูต  การท้าทายดังกล่าวกาตาร์กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

อาจกล่าวได้ว่าวิสัยทัศน์และความสามารถที่กลายมาเป็นอำนาจของกาตาร์นั้นขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของกาตาร์เอง  เพราะตราบใดที่ความมั่นคั่งนี้ดำรงอยู่ต่อไปได้  กาตาร์ก็จะยังคงมีโครงการใหญ่ และมีภาพลักษณ์ที่ใหญ่กว่าขนาดของประเทศได้ต่อไป

การเติบโตของกาตาร์นำไปสู่การเติบโตของ “ชนชั้นกลางใหม่” ที่มีความเป็นมืออาชีพ   มีรายได้มหาศาลจากการส่งออกไฮโดรคาบอนด์  รายได้ดังกล่าวถูกนำไปพัฒนาโครงการด้านการบริการจำนวนมากในประเทศอันเป็นสวัสดิการที่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนในประเทศเป็นอย่างดี

โอกาสเพื่อการขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลาง  ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้จากการคุกคามของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเอง

บทบาทของผู้หญิงกาตาร์ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นกำลังหลักของประเทศ  โดยเปรียบเทียบแล้วผู้ชายกาตาร์ยังตามหลังผู้หญิงกาตาร์อยู่ในเรื่องการศึกษาและการงานอาชีพและโดยภาพรวมแล้วผู้หญิงกาตาร์ที่มีการศึกษาดีก็จะได้งานที่ดีอยู่ในสังคมของกาตาร์เสมอ

ตัวอย่างนี้มีให้เห็นอย่างชัดเจนที่มหาวิทยาลัยกาตาร์ (Qatar University) ซึ่งมีสถิติให้เห็นว่าร้อยละ 75 ของนักศึกษาเป็นผู้หญิง

สถิติในปี 2007 จากสภาการวางแผนของกาตาร์แสดงให้เห็นว่าสตรีเข้าสู่การศึกษาคิดเป็นร้อยละ 14.1 เมื่อเปรียบเทียบกับบุรุษซึ่งมีอยู่แค่ร้อยละ 10.7 เท่านั้น

นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นอีกว่ากาตาร์ยังไม่ได้เตรียมการในเรื่องการบริหารความใฝ่ฝันสู่การพัฒนาใหม่ๆ มากไปกว่าที่มีอยู่แต่เดิม

สำหรับโครงการทำให้เป็นกาตาร์ (Qatarization) ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนนั้นรัฐได้ขับเคลื่อนผ่านระบบการศึกษาโดยการลงทุนด้านการศึกษาของกาตาร์อยู่ที่ร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 9 ของงบประมาณประเทศ

สิ่งที่น่าติดตามดูก็คือกาตาร์จะรักษารูปแบบแห่งอำนาจของตนเอาไว้ได้อย่างไร  นานแค่ไหนและในหนทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาความมั่งคั่งที่มีอยู่เอาไว้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความร้าวฉานที่เกิดกับเพื่อนบ้าน

การท้าทายที่แท้จริงของกาตาร์ที่จะดำรงความเป็นกาตาร์เอาไว้เช่นเดิมคงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุคน้ำมัน  อันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรอื่นๆ  ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆ   ถึงเวลานั้นสถานภาพของกาตาร์จะดำรงอยู่อย่างไร   เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศเล็กๆ ที่พยายามจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างกาตาร์

กาตาร์ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินแห่งการเช่าแรงงาน  อุดมการณ์ของการเช่าแรงงานนี้จะดำรงต่อไปอีกยาวนาน  ท่ามกลางการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นกาตาร์ที่รัฐบาลต้องการให้ก้าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งคนกาตาร์เองจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญเมื่อความสำคัญของน้ำมันและก๊าซจะลดน้อยถอยลงในที่สุด  แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอยู่อีกพอสมควรก็ตาม

ภาคเอกชนของกาตาร์ล้วนต้องขึ้นอยู่กับแรงงานต่างชาติอย่างหนัก  และดูเหมือนว่าการพึ่งพิงนี้ยังคงไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใดในอนาคตอันใกล้นี้

หากความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงกับเพื่อนบ้านจะดำรงอยู่ต่อไป  โครงการพัฒนาต่างๆ อาจจะลดน้อยลงหรือแรงงานอาจลดลงไปบ้าง    กระนั้นความสะดวกสบายใจในการใช้ชีวิตก็ดูเหมือนจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อกาตาร์ให้เห็นอย่างชัดเจนมากนัก

แม้ว่าถึงที่สุดแล้วรัฐอาจตัดค่าใช้จ่ายลงไปบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจการต่างประเทศ   แต่มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่าจะไม่เกิดการท้าทายใดๆ หรือวิกฤตการณ์ขึ้นในประเทศกาตาร์

กาตาร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้นำเป็นตัวแสดงสำคัญในการอุปถัมภ์รัฐในทางหนึ่ง  และในอีกทางหนึ่งพระองค์ก็ได้รับความนิยมจากประชาชน  แม้ว่าประชาชนจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ต  แต่ยังไม่เคยปรากฏว่าชัยค์ ฮามัด เจ้าผู้ครองนครแห่งกาตาร์หรือครอบครัวของพระองค์เคยได้รับการวิพากษ์จากประชาชนออกมาให้เห็นโดยตรง

อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่กาตาร์ถูกวิพากษ์ทางสื่อสังคมส่วนใหญ่จะเป็นการทูตแบบไฮเปอร์ของกาตาร์ (hyperactive diplomacy) เสียมากกว่าอย่างเช่นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในสงครามกลางเมืองของลิเบีย  ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ชาวกาตาร์เองต้องการให้กาตาร์เป็นเหมือน UAE ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายนอกประเทศมากนัก  แต่ให้ความใกล้ชิดกับประชาชนภายในประเทศ

สิ่งที่กาตาร์จะต้องคำนึงถึงอย่างมากในปัจจุบันก็คือการที่อัตลักษณ์ของชาติที่เริ่มผุกร่อนลง  ตัวอย่างเช่นภาษาซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชาติอย่างภาษาอาหรับ (Arabic) ได้กลายมาเป็นภาษาที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองมาจากภาษาอังกฤษ

ในทางศาสนาพบว่าการเมืองของกาตาร์ยังมีบทบาทของศาสนาอิสลามให้เห็น  แต่กาตาร์ก็ไม่สนับสนุนให้นำอิสลามมาใช้ในทางการเมือง (politicization of Islam)  กาตาร์ไม่เหมือนกับซาอุดีอาระเบียนั่นคือในการก่อตั้งรัฐกาตาร์ศาสนาไม่ได้เข้ามามีบทบาทแต่อย่างใด

การขาดตัวเมืองที่เป็นศูนย์กลางใหญ่ๆ ทำให้กาตาร์ไม่ค่อยมีศูนย์กลางทางศาสนาและปรัชญาที่มีความโดดเด่นเหมือนประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง

ทุกวันนี้นักการศาสนาคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่จะมาจากเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย  (ซึ่งในอนาคตจำนวนประชากรมุสลิมของอินเดียจะกลายเป็นประชากรมุสลิมที่แซงหน้าอินโดนีเซีย   อันเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก)  ปากีสถานและบังกลาเทศหรือมาจากประเทศอาหรับอื่นๆ

รัฐบาลกาตาร์ให้การอุปถัมภ์ ยูสุฟ ก็อรฏอวี (Yusuf Qaradawi) นักการศาสนาผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในโลกปัจจุบัน

มีคำถามสำคัญสำหรับกาตาร์ที่มีการพูดถึงกันโดยทั่วไปว่าอำนาจและอิทธิพลของกาตาร์ในตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตกเป็นเรื่องชั่วคราวหรือว่าจะเป็นเรื่องที่ยังคงอยู่ตลอดไปในอนาคต

ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียโดยเปรียบเทียบกาตาร์มีความก้าวหน้าจนขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค   ความสำเร็จนี้มาจากการใช้ยุทธศาสตร์การลงทุนระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังบวกกับอิทธิพลทางการเงินและการทูต

กาตาร์ได้ใช้อำนาจนี้ผลักดันไปสู่วาระที่ตนต้องการด้วยการซื้อมิตรจากนานาชาติและจากพันธมิตรที่มีอยู่   รวมทั้งเบียดแทรกบทบาทการเป็นผู้นำของตนเข้าไปในโลกอาหรับ   วางวาระต่างๆ เอาไว้ในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ เช่น ซีเรีย ลิเบีย เลบานอนหรือประเทศอื่นๆ ที่อยู่นอกภูมิภาคของตน

การกระทำดังกล่าวส่งพลังให้กับการปกครองของตระกูลอัษ-ษานี (Al Thani) ที่สามารถสร้างความเป็นระเบียบและความมีวินัยในหมู่คนของตระกูลที่ก่อให้เกิดความเป็นสถาบันที่เรียกกันว่าวิสัยทัศน์ของฮามัด บิน เคาะลีฟะฮ์ (Hamad bin Khalifa’s vision) และเป็นอนาคตของกาตาร์

ลักษณะของกาตาร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งได้แก่ ความทันสมัยสุดๆ (ultra-modernism) ที่ทำให้กาตาร์เติบโตแบบไฮเปอร์ (hyper growth) รวมทั้งการขยายตัวทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน  ประกอบกับการขยายศักยภาพของรัฐ (expansive state capacity) รวมทั้งการปกครองของอัษษานีเองที่ทำให้กาตาร์ยังคงโดดเด่นอยู่ในปัจจุบัน

กาตาร์จะรักษาสถานภาพข้างต้นเอาไว้ได้หรือไม่ในปัจจุบัน  ท่ามกลางสถานการณ์ความร้าวฉานกับเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบีย บาห์เรนและ UAE

เวลาจะเป็นผู้ให้คำตอบ

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com